แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 28
1

สมุนไพรโลดทะนง
โลดทะนง Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib
ชื่อพ้อง Baliospermum reedioides Kurz.
บางถิ่นเรียกว่า โลดทะนง (ราชบุรี ปราจีนบุรี ตราด) ข้าวเย็นเนิน (จังหวัดราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์) ดู่เบี้ย ดู่เตี้ย (เพชรบุรี) ทะนง รักทะนง (นครราชสีมา) ทะนงแดง (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) นางแซง (จังหวัดอุบลราชธานี) โลดทะนงแดง (บุรีรัมย์) หนาดคำ (เหนือ) หัวยาอาหารเย็นเนิน (ราชบุรี).
  ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูง 0.5-1.5 มัธยม มีขนปกคลุมดกนแน่นทั่วไป. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกน รูปขอบขนาน แคบบ้างกว้างบ้าง หรือ กว้าง 2-4 ซม. ยาว 7-12 ซม.; ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบกลม หรือ มน เส้นใบมี 5-7 คู่ ข้างล่างนูน มีขนทั้ง 2 ด้าน ด้านบนออกจะสาก ด้านล่างขนยาว นุ่มแล้วก็หนาแน่นกว่าข้างบน ที่ฐานใบมีต่อมเล็กๆ2 ต่อม ก้านใบยาว 10-15 มิลลิเมตร มีขน. ดอก สีขาว ชมพู ม่วงเข้ม หรือ แทบดำ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ แล้วก็ตามกิ่ง ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาเกิดบนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ดอกตูมกลม กลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับ ด้านนอกมีขน กลีบ 5 กลีบ รูปไข่กลับ ไม่มีขน เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรติดกัน อับเรณูรูปกลม ฐานดอกขอบเป็นคลื่น. ดอกเพศภรรยา [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกตูมรูปไข่ กลีบรองกลีบ 5 กลีบ รูปไข่ปลายมน กว้างโดยประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ยาวราว 3 มม. ภายนอกมีขน กลีบรูปไข่ กว้างประมาณ 2 มม. ยาว 3 มม. รังไข่รูปไข่ มีขน ท่อรังไข่สั้น มี 3 อัน ปลายท่อใหญ่ ปลายสุดหยักเว้าเล็กน้อย ฐานดอกขอบไม่เป็นคลื่น. ผล มี 3 พู เส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 12 มม. มีขนปกคลุมครึ้มนแน่น ก้านผลยาวราว 15 มิลลิเมตร เมล็ด รูปค่อนข้างจะกลม หรือ รูปไข่แกมสามเหลี่ยม ยาวราว 5-6 มิลลิเมตร สีออกเหลือง ผิวเรียบ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในที่ดินผสมทราย ในป่าสัก และก็มีเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายในป่าเบญจพรรณแล้ง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 450 ม.
คุณประโยชน์ : ราก รสร้อน ฝนรับประทานเพื่อทำให้อ้วก ทำให้ท้องเสีย ใช้ถอนพิษกินยาเบื่อเมา แก้หืด ใช้ภายนอกฝนทาเป็นยาเกลื่อนฝี แก้ฟกช้ำ เคล็ดลับบวม กินเป็นยาคุมกำเนิด

2

สมุนไพรมะเยา
มะเยา Vernicia fordii (Hemsley) Airy Shaw.
บางถิ่นเรียกว่า มะเยา (เหนือ) ทังอิ๊ว (จีน)
ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก สูง 4-10 ม. เปลือกสีน้ำตาลปนเทา. ใบ โดดเดี่ยว เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปไข่ป้อม หรือ รูปหัวใจ กว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 5-15 ซม. ปลายใบแหลมเป็นติ่ง; ขอบใบเรียบ โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ เส้นใบออกจากโคนใบ 5-7 เส้น แล้วก็ออกจากเส้นกึ่งกลางใบแบบขนอีก 5-7 คู่ ใบแก่ด้านบนหมดจด ข้างล่างมีขนเล็กน้อย; ก้านใบยาว 9-12.5 ซม. ตรงรอยต่อระหว่างก้านใบ และแผ่นใบข้างบนมีต่อมกลมๆสีแดง 2 ต่อม. ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด แยกเพศ แม้กระนั้นอยู่บนต้นเดียวกัน ธรรมดา สมุนไพร กลีบมี 5 กลีบ สีขาว แต่ดอกเพศภรรยาอาจมีได้ถึง 9 กลีบ ที่ฐานกลีบมีลาย แล้วก็จุดประสีเหลือง แดง บางเวลาเหลือง หรือ ม่วงอมน้ำเงิน. ดอกเพศผู้ มีเกสรผู้ 8-12 อันอับเรณูมี 2 ช่อง. ดอกเพศเมีย มีเกสรภรรยารูปไข่ ด้านในมี 3-5 ช่อง ผลรูปค่อนข้างกลม มีเนื้อ แก่สีเหลือง แดงคล้ำ หรือ น้ำตาลปนดำ ข้างในมี 3-10 เมล็ด โดยมากจะมี 5 เมล็ด เปลือกหุ้มเม็ดแข็ง.

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดเมืองนอนในประเทศจีน ขึ้นทางแถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ปลูกเอาไว้ในพื้นที่หลายมณฑลของเมืองจีน เพราะว่าเป็นไม้มีค่าด้านเศรษฐกิจ ปลูกกันบ้างทางภาคเหนือของไทย.
คุณประโยชน์ : ต้น ทั้งต้นมีคุณสมบัติเป็นยากำจัดแมลง เมล็ด เมล็ดที่ยังไม่แก่จัด ผึ้งให้แห้งในร่ม ต้มกับเนื้อหมู ให้เด็กกินแก้โรคขาดอาหาร และก็โรคโลหิตจางสำหรับสตรี เนื้อเมล็ดแก่สกัดให้น้ำมันมะเยา (Tung oil) ถึง 33% แค่เป็นพิษมากยิ่งกว่าน้ำมันที่ได้จากเมล็ดมะเยาจำพวกอื่น เพราะว่ามีกรด eleostearic ปริมาณสูง และเป็นน้ำมันพืชเพียงแค่ชนิดเดียวที่มีกรดจำพวกนี้ จึงทำให้แห้งเร็วเป็นพิเศษ นำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมหลายหมวดหมู่ ใช้เป็นยาใช้ภายนอกแก้โรคผิวหนังบางชนิดทาแก้แผลอักเสบ ผสานกับปูนกินกับหมาก ใช้ทาแผลกันน้ำ รวมทั้งเมื่อทำให้บริสุทธิ์แล้ว ใช้รับประทานเป็นยาระบายได้เหมือนกับน้ำมันละหุ่ง แต่มีจุดเด่นกว่าตรงที่ไม่มีกลิ่นแล้วก็รส ไม่ทำให้อาเจียนอาเจียน

3

สมุนไพรตะขบป่า[/size][/b]
ตะขบป่า Flacourtia indica (Burm. f.)
บางถิ่นเรียก ตะขบป่า (ภาคกึ่งกลาง) ตานเศษไม้ มะเกว๋นนก มะเกว๋นป่า (ภาคเหนือ)
    ไม้พุ่ม หรือ ต้นไม้ ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 2-5(-15) ม. ตามลำต้นและกิ่งใหญ่มีหนามแหลม ยาว 2-4 ซม. เรือนยอดแผ่นกว้าง ปลายกิ่งโค้งลง เปลือกสีเหลืองอมเทา แตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศรูปรีกระจัดกระจายห่างๆใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับ ขนาดค่อนข้างจะเล็ก รูปร่าง ขนาดเนื้อใบ รวมทั้งขนที่ปกคลุมไม่เหมือนกัน ส่วนมากเป็นรูปไข่กลับ กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 2-4 เซนติเมตร ปลายใบกลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบออกจะเรียบ หรือ จะ มักจะใกล้ปลายใบ ใบอ่อนและเส้นกลางใบสีแดงอมส้ม เส้นใบมี 4-6 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห พอมองเห็นได้ลางๆก้านใบยาว 3-5 มิลลิเมตร สีแดง มีขน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ และก็ที่ปลายกิ่ง มีขน แต่ละช่อมีดอกจำนวนน้อย ที่โคนช่อมีใบตกแต่ง ครั้งคราวมีหนาม ก้านดอกยาว 3-5(-7) มิลลิเมตร มีขน กลีบดอกไม้ 5-6 กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาว 1.5 มิลลิเมตร สมุนไพร ข้างนอกค่อนข้างหมดจด ภายในรวมทั้งที่ขอบกลีบมีขนแน่น ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ ฐานดอกจะมน เกสรเพศผู้มีไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านเกสรยาว 2-2.5 มิลลิเมตร มีขนเฉพาะที่โคน ดอกเพศภรรยา ฐานดอกเรียบ หรือ ค่อนข้างจะเรียบ รังไข่กลม ปลายสอบแคบ ก้านเกสรเพศเมียมี 5-6 อัน ยาวราวๆ 1 มิลลิเมตร แต่ละก้านปลายแยกเป็นสองแฉก และม้วนออก ผล กลม หรือ รี เล็ก ออกคนเดียวๆหรือเป็นกลุ่มตามกิ่ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8-1 เซนติเมตร เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีแดงคล้ำ มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ที่ปลายผล มีเม็ด 5-8 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าริมทะเล แล้วก็ขึ้นประปรายทั่วๆไป ในที่ระดับน้ำทะเลถึงความสูง 1,100 ม. มีปลูกบ้างตามสวนที่เพื่อรับประทานผล
คุณประโยชน์ : ราก รับประทานแก้ไตอักเสบ ต้น ยางจากต้นใช้เข้าเครื่องยา แก้อหิวาต์  เปลือกต้น ชงรับประทานแก้เสียงแห้ง อมบ้วนปากแก้เจ็บคอ เปลือกตำรวมกับน้ำมัน ใช้ทาเช็ดนวดแก้เจ็บท้อง แก้คัน ใบ น้ำยางจากต้น และก็ใบสด กินเป็นยาลดไข้สำหรับเด็ก แก้โรคปอดอักเสบ แก้ไอ แก้บิด และท้องร่วง ช่วยในการย่อย น้ำต้มใบแห้งรับประทานเป็นยาฝาดสมาน ขับเสลด แก้โรคหืดหอบ หลอดลมอักเสบ ขับลม และก็บำรุงร่างกาย  ใบที่ปิ้งไฟจนถึงแห้งใช้ชงรับประทานข้างหลังคลอดบุตร ผล กินได้ มีจำนวนวิตามินบีสูง แก้อ่อนเพลีย บรรเทาอาการของโรคดีซ่าน ม้ามโต แก้อ้วก อ้วก แล้วก็เป็นยาระบาย เมล็ด ตำพอกแก้ปวดข้อ

Tags : สมุนไพร

4

สมุนไพรตะขบควาย
ตะขบควาย Flacourtia jangomas (Lour.) Raeusch.
บางถิ่นเรียก ตะขบควาย (ภาคกึ่งกลาง) กือระอุ (มลายู-ปัตตานี) ครบ (ปัตตานี) มะเกว๋นควาย(ภาคเหนือ)
  ต้นไม้ ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 5-10(-14) ม. ต้นอ่อนมีหนาม เมื่อแก่เกลี้ยง เปลือกสีน้ำตาลอ่อนถึงสีทองแดง หรือ สีเหลืองอมชมพู ล่อนออกเป็นแผ่นบางๆตามกิ่งอ่อนมีจุดสีขาวๆจำนวนไม่ใช่น้อยเป็นช่องที่มีไว้ระบายอากาศ ใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับ รูปไข่ออกจะแคบ ถึงรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 7-10 เซนติเมตร ปลายใบเรียวยาว ที่ปลายสุดทื่อ โคนใบกลม หรือ แหลม ขอบของใบจักตื้นๆเนื้อใบค่อนข้างบาง ใบอ่อนออกสีชมพู หรือ สีน้ำตาลอ่อน ข้างล่างสีอ่อนกว่า เกลี้ยง ข้างบนเป็นเงา ก้านใบยาว 6-8 มม. มีขน หรือ ขนบางครั้งก็อาจจะหลุดร่วงไปเมื่อแก่ ดอก มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง ออกเป็นช่อตามง่ามใบ สมุนไพส แต่ละช่อมีดอกปริมาณน้อย เป็นดอกแยกเพศ  ดอกเพศผู้ ช่อยาว 1.5-3 เซนติเมตร ก้านดอกเล็ก ยาว 0.5-1 ซม. กลีบ 4(-5) กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาวประมาณ 7 มม. สีออกเขียว มีขนทั้งคู่ด้าน ขอบกลีบมีขนหนาแน่น ฐานดอกมีเนื้อ ขอบเรียบหรือจักน้อย สีขาว หรือ เหลือง เกสรเพศผู้มีเยอะมากๆ ถ้าเกิดเกสรสะอาด ดอกเพศภรรยา ช่อยาว 1-1.5 เซนติเมตร กลีบดอกเหมือนดอกเพศผู้ รังไข่รูปคนโฑ ภายในมี 4-6 ช่อง มีไข่ช่องละ 2 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียมีเท่ากับปริมาณช่อง แต่ละก้านปลายแยกเป็นสองแฉกและม้วน ผล ค่อนข้ากลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม. มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่กับปลายผล สีแดงอมน้ำตาลอ่อน หรือ ม่วง เมื่อแก่เป็นสีดำ เนื้อสีเหลืองอมเขียว มีเม็ด 4-5 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: คาดการณ์ว่ามีบ้านเกิดจากอินเดีย มีปลูกตามสวนทั่วๆไป
สรรพคุณ : ราก เปลือกรากตำพอกแผล รวมทั้งผิวหนังอักเสบ ต้น น้ำต้มเปลือกรับประทานเป็นยาแก้อาการไม่ปกติของท่อน้ำดี บำรุงธาตุ และบำรุงร่างกาย ใบ น้ำต้มใบเป็นยาฝาดสมานแก้ท้องเสีย ขับเหงื่อ ขับประจำเดือนรวมทั้งให้สตรีรับประทานหลังการคลอดบุตร ยิ่งกว่านั้นให้สีเขียวขี้ม้า ใช้ย้อมผ้าไหมก้าวหน้า ผล รับประทานแก้อาการไม่ปกติของท่อน้ำดี แม้กระนั้นถ้าหากกินมากมายๆอาจทำให้แท้งลูกได้เช่นเดียวกับน้ำสุกใบ

Tags : สมุนไพร

5

สมุนไพรว่านหางช้าง
ว่านหางช้าง Belamcanda chinensis (L.) DC.
ว่านหางช้าง (กรุงเทพมหานคร) ว่านมีดยับ (ภาคเหนือ)
            ไม้ล้มลุก อายุยาวนานหลายปี มีลำต้นใต้ดินรวมทั้งมีรากมาก ลำต้นที่อยู่เหนือดินตั้งตรงสูง 1-1.5 มัธยม ใบ ชอบออกหนาแน่นอยู่ส่วนโคนของลำต้น เรียงสลับซ้ายขวาในราบเดียวกัน ใบที่อยู่ส่วนบนของลำต้นชอบมีขนาดเล็ก รวมทั้งเรียงห่างๆแผ่นใบรูปกระบี่ กว้าง 2-4.5 ซม. ยาว 20-60 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเป็นกาบ ขอบของใบเรียบ สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อ แกนช่อแตกกิ่ง ดอกออกที่ปลายกิ่งก้านสาขา 6-12 ดอก ก้านดอกยาว 2-4 เซนติเมตร ตรง หรือ โค้งเล็กน้อย เมื่อดอกหล่นแล้ว ก้านดอกยังคงติดอยู่ กลีบดอกโคนเชื่อมชิดกันนิดหน่อย ปลายแยกเป็นกลีบรูปขอบขนาน 6 กลีบ ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร เรียงเป็น 2 ชั้นๆละ 3 กลีบ กลีบชั้นในมีขนาดเล็กกว่ากลีบชั้นนอกน้อย เมื่อดอกบานกลีบดอกกางออก โคนกลีบสอบแคบจนกระทั่งเป็นก้าน ด้านนอกสีเหลือง ขอบกลีบ แล้วก็ภายในสีส้ม มีจุดประสีแดงเข้ม กลีบชั้นนอกมีต่อม เป็นร่องยาว 1 ต่อม สีแดงเข้ม เกสรเพศผู้มี 3 อัน ก้านเกสรไม่ติดกัน อับเรณูรูปยาวแคบ รังไข่มี 3 พู รูปยาวปลายใหญ่มากยิ่งกว่าโคน สะอาด ก้านเกสรเพศเมียยาวโค้งแม้กระนั้นสั้นกว่ากลีบดอกไม้ ปลายเกสรเพศเมียมี 3 อัน ติดกัน ผล รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานแกมรูปไข่กลับ เป็นพูลึก 3 พู เปลือกบาง แก่แตกตามยาวเป็น 3 เสี่ยง มีเม็ดพูละ 3-8 เม็ด รูปเกือบจะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มิลลิเมตร สีดำ ผิวเป็นมัน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเขา มีปลูกบ้างเป็นไม้ประดับ ถิ่นกำเนิดอยู่แถบตะวันออกของทวีปเอเชีย
คุณประโยชน์ : หัวใต้ดิน ใช้เข้าเครื่องยาสำหรับบำรุงร่างกาย แก้ต่อมทอนซิลอักเสบและโรคที่เกี่ยวกับปอด ดังเช่น ไอ โรคหืด หอบ ตับและม้ามโต เป็นยาขับลม ขับเสลด ยาระบาย ลำไข้ ขับเหงื่อ ขับฉี่ ขับประจำเดือน ต้มน้ำรวมกับใบให้สตรีอาบหลังการคลอดลูก ราก เป็นยาระบาย แก้พิษงูบางประเภท ใช้เป็นยาฟอกเลือดและก็ใช้ถอนพิษสำหรับวัวควายที่กินพืชเป็นพิษบางประเภทเข้าไป ต้น ตำเป็นยาพอกแก้ปวดหลัง ปวดข้อ พอกฝี น้ำยางจากต้นรับประทานเป็นยาแก้ปวดท้องรวมทั้งเป็นยาบำรุงธาตุ

Tags : สมุนไพร

6

สมุนไพรขานาง
ขานาง Homalium tomentosum (Vent.) Benth.
บางถิ่นเรียกว่า ขานาง (ภาคกลาง เชียงใหม่ จันทบุรี) ขางนาง ค่ะนาง (ภาคกึ่งกลาง) ค่านาง โคด (จังหวัดระยอง) ช้างเผือกหลวง (เชียงใหม่) แซพลู้ (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) ปะหง่าง (จังหวัดราชบุรี) เปลือย (กาญจนบุรี) เปื่อยคะนาง เปื๋อยนาง (อุตรดิตถ์) เปื๋อยค่างไห้ (จังหวัดลำปาง) ลิงขอคืนดี (นครราชสีมา) แลนไฮ้ (ลาว-แม่สอด)
    ต้นไม้ ขนาดกลางถึงกับขนาดใหญ่ ผลัดใบ 15-30 มัธยม ลำต้นกลมตรง เปลือกลางเรียบ สีขาวหรือสีเทาอ่อน ที่โคนต้นมีพูพอน ใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับกับตอนปลายๆกิ่ง รูปไข่กลับ ถึงรูปไข่กลับแกมขอบขนาน กว้าง 4-7 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบกลมมน หรือ เป็นติ่งแหลม โคนสอบแคบ โคนสุดมน ขอบใบจักมนตื้นและห่างๆด้านล่างมีขนสากหนาแน่น เส้นใบมีราว 12 คู่ เกือบจะขนานกัน ก้านใบอ้วนสั้น ยาว 1-3 ซม. ดอก เล็ก สีเขียว ออกเป็นช่อยาวตามง่ามใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ช่อดอกยาว 10-35 ซม. ห้อยลง ไม่มีก้านดอก ติดเป็นกระจุกๆเวียนกันบนแกนดอกกระจุกละ 2-3 ดอก เป็นดอกบริบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นรูปกรวย มีขน ปลายแยกเป็น 5-6 แฉก กลีบติดอยู่ในท่อกลีบเลี้ยง กลีบดอกไม้แต่ละกลีบจะมีเกสรเพศผู้ติดอยู่ ก้านเกสรยาวโดยประมาณ 2 มม. รังไข่มี 1 ช่อง ผนังรังไข่ชิดกับฝาผนังภายในของท่อกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียมี 2-3 อัน แยกจากกัน หรือ ติดกันเพียงเล็กน้อยที่โคนก้าน ผล เล็ก ยาวราวๆ 3 มิลลิเมตร เป็นประเภทผลแห้งแก่ไม่แตก ข้างในมีเพียงแค่ 1 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วๆไป ความสูง 50-300 มัธยม
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากเป็นยาฝาดสมาน

7

สมุนไพรกระเบาใหญ่
กระเบาใหญ่ Hydnocarpus anthelminthica Pierre
บางถิ่เรียก กระเบาใหญ่ กระเบาน้ำ กระค่อยแข็ง กาหลง (ภาคกึ่งกลาง) กระเบา (ทั่วไป) กระค่อยอาคาร (เขมร-พระอาทิตย์อก) ตัวโฮ่งจี๊ (จีน) เบา (สุราษฎร์ธานี)
  ไม้ต้น ขนาดกึ่งกลาง สูง 15-20 ม. ลำต้นตรง. ใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับ รูปขอบขนานแกมรูปหอก กว้าง 4-6 ซม. ยาว 15-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนเบี้ยว ขอบของใบเรียบ เนื้อใบหนา เกลี้ยง เส้นใบมี 8-10 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแหเห็นกระจ่าง ใบแห้งสีน้ำตาลปนแดง สมุนไพร ดอก ออกตามง่ามใบ เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ดอกเพศผู้ สีชมพู มีกลิ่นหอมหวน ออกโดดเดี่ยวๆก้านดอกยาว เกสรเพศผู้มี 5 อัน ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อสั้นๆผล กลมใหญ่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8-10 ซม. สีขาว ผิวเรียบ มีขน หรือ เกล็ดสีน้ำตาลแดงหุ้ม

นิเววิทยาศน์
: ขึ้นตามป่าดิบใกล้ริมน้ำ ทางภาคใต้รวมทั้งภาคอีสาน ระดับความสูงจากน้ำทะเล 50-200 มัธยม
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มเปลือก รับประทานเป็นยาขับเยี่ยว เมล็ด เป็นยาขับพยาธิ เมื่อกระทำบีบเม็ดจะได้นำมันกระเบา ใช้ทาแก้โรคเรื้อน หรือ โรคชันนะตุ ใช้ทาเช็ดนวดแก้เจ็บท้อง รูมาตำหนิซึม แล้วก็โรคเก๊าท์

Tags : สมุนไพร

8

สมุนไพรกระเบากลัก
กระเบากลัก Hydnocarpus ilicifolia King
บางถิ่นเรียก กระค่อยกลัก (จังหวัดสระบุรี) กระเบาชาวา (เขมร-จันทบุรี) กระเบาพนม (เขมร-สุรินทร์) กระค่อยลิง (ทั่วไป) กระเบียน ขี้มอด (จันทบุรี) กระเรียน (ชลบุรี) คมขวาน (ประจวบคีรีขันธ์) จ๊าเมี่ยง (สระบุรี แพร่) มองกช้าง (กระบี่) บักกราย พะโลลูตุ้ม (มลายู-จังหวัดปัตตานี) หัวค่าง (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี)
ต้นไม้ ขนาดกึ่งกลาง สูง 10-30 ม. กิ่งอ่อนมักมีขนสีน้ำตาลแดงกระจัดกระจายห่างๆกิ่งแก่สะอาด ลำต้นตรง เปลือกเรียบสีเทา ใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับกัน รูปไข่ ขอบขนาน หรือ รูปไข่ปนรูปใบหอก กว้าง 4-7 ซม. ยาว 12-17 เซนติเมตร ตัวใบเบาๆเรียวสอบไปยังปลายใบ โคนใบมนหรือเบี้ยว ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่างๆค่อนไปทางปลายใบ ปรากฏชัดเจนในใบอ่อน เนื้อใบดกหมดจดวาว เส้นใบมี 6-8 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห เห็นชัดทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สีเขียวอ่อน เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงรวมทั้งกลีบดอกมีอย่างละ 4 กลีบ. สมุนไพร ดอกเพศผุ้ มีเกสรเพศผู้ 14-20 อัน สีขาว ก้านเกสรสั้นรวมทั้งมีขนกระจาย อับเรณูรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ดอกเพศเมีย มีเกสรเพศผู้ที่ไม่สมบูรณ์ราว 15 อัน รังรูปกลมรีหรือรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ผล กลม แข้ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 ซม. ผิวมีขนนุ่มสีดำ ภายในมีเม็ดรูปไข่ 10-15 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบแล้งหรือป่าเบญจพรรณทั่วๆไป ตามป่าหาด และก็รอบๆเขาหินปูน ความสูง 20-400 ม.
สรรพคุณ : เม็ด ให้นำมันกระเบา เหมือน H. anthelminthica แล้วก็มีคุณประโยชน์คล้ายกัน นอกเหนือจากนี้น้ำมันจากเมล็ดยังคงใช้สำหรับในการทำสบู่

9

สมุนไพรหวายลิง
หวายลิง Flagellaria indica L.
บางถิ่นเรียก หวายลิง หวายเย็บจาก (ภาคใต้) หวายลี (สงขลา)
ไม้เถา ต้นยาวได้ถึง 20 มัธยม เกลี้ยง โคนต้นเนื้อแข็ง เหนือขึ้นไปเนื้ออ่อน มีเส้นผ่านศูนย์กลางต้น 2-8 มม. ใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับ รูปใบหอก กว้าง 0.5-6.5 ซม. ยาว 3-50 ซม. ปลายใบเรียวแหลม ปลายสุดม้วนเป็นมือพัน ยาวตั้งแต่ 3-13 เซนติเมตร กาบใบยาว 1-7 ซม. มีสันตามยาว มีติ่งหู 2 ติ่งอยู่ที่ปลาย ก้านใบสั้น หรือ ไม่มี ดอก ออกเป็นช่อกระจาย ที่ยอดมักมีกิ่ง 2 กิ่ง ยาว 2-30 เซนติเมตร ดอกย่อยไม่มีก้านดอก ออกคนเดียวๆหรือ ติดเป็นกระจุก สมุนไพร มีใบประดับประดาที่มีลักษณะเป็นเกล็ดล้อมอยู่ กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น สีขาวปนสีเนื้อ ยาวราว 2 มิลลิเมตร กลีบดอกชั้นนอกยาวกว่ากลีบดอกไม้ชั้นในบางส่วน เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาวกว่ากลีบ 2 เท่า อับเรณูสีเหลือง ก้านเกสรไม่ติดกัน รังไข่แคบ ด้านในมี 3 ช่อง มีไข่ช่องละ 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 3 แฉก โผล่พ้นกลีบดอกไม้ ผล เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร ด้านในมี 1 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ส่วนใหญ่ขึ้นตามที่ราบลุ่ม สูงกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 มัธยม และตามป่าชายเลน ตามชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ภาคกึ่งกลางลงไปจนกระทั่งภาคใต้
สรรพคุณ : ต้น น้ำต้มต้นและเหง้า รับประทานเป็นยาขับฉี่ ใบ ใบอ่อนใช้สระผม น้ำต้มใบแล้วก็ดอกกินเป็นยาขับฉี่ ขับนิ่ว และก็แก้ฟุตบาทปัสสาวะอักเสบ เมล็ดพิษ

10

สมุนไพรแปะก๊วย
แปะก๊วย Ginkgo biloba L.แปะก๊วย (จีน)
ไม้ใหญ่ ผลัดใบ สูง 10-25 มัธยม ทุกส่วนไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขาห่างๆเปลือกสีเทา ต้นแก่เปลือกสีน้ำตาลอมเหลือง ใบ ออกมาจากปลายกิ่งสั้น กิ่งละ 3-5 ใบ รูปพัดจีน กว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 8 เซนติเมตร ปลายใบเว้ากึ่งกลาง มีรอยเว้าตื้นๆหลายแห่ง หรือเป็นคลื่น โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ เส้นใบเรียงถี่ๆเป็นรูปพัด ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ใบแก่สีเขียวเข้ม ก่อนผลัดใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ก้านใบเรียวยาว ดอก เป็นดอกแยกเพศ รวมทั้งอยู่ต่างต้นกัน ออกที่ปลายกิ่งสั้น บริเวณเดียวกับที่เกิดใบ ดอกเพศผู้ แต่ละกิ่งจะออกราว 4-6 ช่อ ลักษณะช่อเป็นแท่งห้อยลง มีเกสรเพศผู้เยอะมากๆ สมุนไพร อับเรณูติดที่ปลายก้านเกสร มี 2 ลอน ดอกเพศภรรยา ออกกิ่งละ 2-3 ดอก ดอกมีก้านยาว ที่ปลายก้านมีไข่ 2 เมล็ด ไข่ไม่มีรังไข่ห่อ แต่ว่ามักจะเจริญวัยเพียงเม็ดเดียว  ผล รูปค่อนข้างกลม หรือ รี มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 3 เซนติเมตร ได้ผลสำเร็จจำพวกมีเนื้อนุ่มแต่เม็ดแข็ง เมื่อสุกสีเหลือง ผิวมีนวล กลิ่นค่อนข้าเหม็น เมล็ด รูปรี หรือ รูปไข่ เปลือกแข็ง สีออกเหลืองนวล เนื้อด้านในเมล็ดเมื่อทำให้สุกใช้เป็นของกินได้คาว แล้วก็หวาน เรียกว่า “แปะก๊วย”

นิเวศน์วิทยา
: มีถิ่นเกิดในประเทศจีน และก็ญี่ปุ่น มีการกระจายพันธุ์ไปในทวีปอเมริกาและก็ยุโรป นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในสวน แล้วก็ตามริมถนน หรือ ปลูกเพื่อรับประทานเนื้อในของเมล็ด
คุณประโยชน์ : ใบ สารสกัดจากใบมีฤทธิ์สำหรับในการช่วยไหลเวียนเลือด มีฤทธิ์ฆ่าแมลงศัตรูพืช เมล็ด กินได้เมื่อกำจัดพิษออกแล้ว ใช้เป็นยาฝาดสมาน หยุดประสาท ขับเสลด แก้ไอ โรคหืดหอบ บำรุงร่างกาย ฟอกเลือด ขับพยาธิ ลดไข้ และสารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะต่อเชื้อวัณโรค เปลือกเมล็ดมีฤทธิ์กัดทำลาย เมื่อสัมผัสจะมีผลให้ผิวหนังอักเสบและก็มีหัวหน้ามาใช้เป็นยาฆ่าแมลง

Tags : สมุนไพร

11

สมุนไพรกระเบากลัก
กระเบากลัก Hydnocarpus ilicifolia King
บางถิ่นเรียก กระเบากลัก (สระบุรี) กระเบาชาวา (เขมร-จันทบุรี) กระเบาพนม (เขมร-สุรินทร์) กระค่อยลิง (ทั่วๆไป) กระเบียน ขี้มอด (จันทบุรี) กระเรียน (จังหวัดชลบุรี) คมขวาน (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) จ๊าเมี่ยง (สระบุรี แพร่) ดูกช้าง (กระบี่) บักกราย พะโลลูตุ้ม (มลายู-จังหวัดปัตตานี) หัวค่าง (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี)
ต้นไม้ ขนาดกึ่งกลาง สูง 10-30 ม. กิ่งอ่อนมักมีขนสีน้ำตาลปนแดงกระจัดกระจายห่างๆกิ่งแก่สะอาด ลำต้นตรง เปลือกเรียบสีเทา ใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับกัน รูปไข่ ขอบขนาน หรือ รูปไข่ปนรูปใบหอก กว้าง 4-7 ซม. ยาว 12-17 ซม. ตัวใบเบาๆเรียวสอบไปยังปลายใบ โคนใบมนหรือเบี้ยว ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่างๆค่อนไปทางปลายใบ ปรากฏชัดเจนในใบอ่อน เนื้อใบครึ้มสะอาดเป็นเงา เส้นใบมี 6-8 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห เห็นกระจ่างทั้งคู่ด้าน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สีเขียวอ่อน เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงและกลีบมีอย่างละ 4 กลีบ. สมุนไพร ดอกเพศผุ้ มีเกสรเพศผู้ 14-20 อัน สีขาว ก้านเกสรสั้นรวมทั้งมีขนประปราย อับเรณูรูปไข่ปนรูปขอบขนาน ดอกเพศภรรยา มีเกสรเพศผู้ที่ไม่สมบูรณ์ราว 15 อัน รังรูปกลมรีหรือรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ผล กลม หน้าแข้ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 ซม. ผิวมีขนนุ่มสีดำ ด้านในมีเม็ดรูปไข่ 10-15 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดิบแล้งหรือป่าเบญจพรรณทั่วไป ตามป่าหาดทราย แล้วก็บริเวณเขาหินปูน ความสูง 20-400 มัธยม
คุณประโยชน์ : เมล็ด ให้นำมันกระค่อย เสมือน H. anthelminthica แล้วก็มีสรรพคุณคล้ายกัน นอกนั้นน้ำมันจากเม็ดยังคงใช้สำหรับการทำสบู่

12

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรหวายลิง[/url][/size][/b]
หวายลิง Flagellaria indica L.
บางถิ่นเรียก หวายลิง หวายเย็บจาก (ภาคใต้) หวายลี (สงขลา)
ไม้เถา ต้นยาวได้ถึง 20 มัธยม สะอาด โคนต้นเนื้อแข็ง เหนือขึ้นไปเนื้ออ่อน มีเส้นผ่าศูนย์กลางต้น 2-8 มิลลิเมตร ใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับ รูปใบหอก กว้าง 0.5-6.5 เซนติเมตร ยาว 3-50 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม ปลายสุดม้วนเป็นมือพัน ยาวตั้งแต่ 3-13 เซนติเมตร กาบใบยาว 1-7 ซม. มีสันตามยาว มีติ่งหู 2 ติ่งอยู่ที่ปลาย ก้านใบสั้น หรือ ไม่มี ดอก ออกเป็นช่อกระจัดกระจาย ที่ยอดมักมีกิ่ง 2 กิ่ง ยาว 2-30 ซม. ดอกย่อยไม่มีก้านดอก ออกลำพังๆหรือ ติดเป็นกลุ่ม สมุนไพร มีใบตกแต่งที่มีลักษณะเป็นเกล็ดล้อมอยู่ กลีบดอกมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 ชั้น สีขาวปนสีเนื้อ ยาวราวๆ 2 มิลลิเมตร กลีบชั้นนอกยาวกว่ากลีบดอกชั้นในบางส่วน เกสรเพศผู้มี 6 อัน ยาวกว่ากลีบ 2 เท่า อับเรณูสีเหลือง ก้านเกสรไม่ชิดกัน รังไข่แคบ ข้างในมี 3 ช่อง มีไข่ช่องละ 1 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 3 แฉก โผล่พ้นกลีบดอก ผล เส้นผ่านศูนย์กลาง 5-6 มิลลิเมตร ด้านในมี 1 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: โดยมากขึ้นตามที่ราบลุ่ม สูงขึ้นยิ่งกว่าระดับน้ำทะเลไม่เกิน 200 มัธยม และตามป่าชายเลน ตามชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ภาคกลางลงไปจนกระทั่งภาคใต้
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มต้นรวมทั้งเหง้า กินเป็นยาขับฉี่ ใบ ใบอ่อนใช้สระผม น้ำสุกใบรวมทั้งดอกรับประทานเป็นยาขับเยี่ยว ขับนิ่ว แล้วก็แก้ฟุตบาทปัสสาวะอักเสบ เมล็ดพิษ

13

สมุนไพรแปะก๊วย
แปะก๊วย Ginkgo biloba L.แปะก๊วย (จีน)
ต้นไม้ ผลัดใบ สูง 10-25 มัธยม ทุกส่วนไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขาห่างๆเปลือกสีเทา ต้นแก่เปลือกสีน้ำตาลอมเหลือง ใบ ออกมาจากปลายกิ่งสั้น กิ่งละ 3-5 ใบ รูปพัดจีน กว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 8 เซนติเมตร ปลายใบเว้ากึ่งกลาง มีรอยเว้าตื้นๆหลายแห่ง หรือเป็นคลื่น โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ เส้นใบเรียงถี่ๆเป็นรูปพัด ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ใบแก่สีเขียวเข้ม ก่อนผลัดใบจะกลายเป็นสีเหลือง ก้านใบเรียวยาว ดอก เป็นดอกแยกเพศ และอยู่ต่างต้นกัน ออกที่ปลายกิ่งสั้น บริเวณเดียวกับที่เกิดใบ ดอกเพศผู้ แต่ละกิ่งจะออกราว 4-6 ช่อ ลักษณะช่อเป็นแท่งห้อยลง มีเกสรเพศผู้เยอะมากๆ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] อับเรณูติดที่ปลายก้านเกสร มี 2 ลอน ดอกเพศภรรยา ออกกิ่งละ 2-3 ดอก ดอกมีก้านยาว ที่ปลายก้านมีไข่ 2 เม็ด ไข่ไม่มีรังไข่หุ้ม แต่ชอบเจริญเติบโตเพียงเมล็ดเดียว  ผล รูปค่อนข้างจะกลม หรือ รี มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 เซนติเมตร สำเร็จประเภทมีเนื้อนุ่มแต่ว่าเมล็ดแข็ง เมื่อสุกสีเหลือง ผิวมีนวล กลิ่นค่อนเราเหม็น เมล็ด รูปรี หรือ รูปไข่ เปลือกแข็ง สีออกเหลืองนวล เนื้อด้านในเม็ดเมื่อทำให้สุกใช้เป็นของกินได้อีกทั้งคาว แล้วก็หวาน เรียกว่า “แปะก๊วย”

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดในประเทศจีน และก็ญี่ปุ่น มีการกระจายชนิดไปในทวีปอเมริกาแล้วก็ยุโรป นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในสวน รวมทั้งตามริมถนน หรือ ปลูกเพื่อกินเนื้อในของเม็ด
สรรพคุณ : ใบ สารสกัดจากใบมีฤทธิ์สำหรับการช่วยไหลเวียนของโลหิต มีฤทธิ์ฆ่าแมลงศัตรูพืช เม็ด กินได้เมื่อกำจัดพิษออกแล้ว ใช้เป็นยาฝาดสมาน หยุดประสาท ขับเสมหะ แก้ไอ หืดหอบ บำรุงร่างกาย ฟอกเลือด ขับพยาธิ ลดไข้ และสารสกัดจากเมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะต่อเชื้อวัณโรค เปลือกเมล็ดมีฤทธิ์กัดทำลาย เมื่อสัมผัสจะทำให้ผิวหนังอักเสบรวมทั้งมีหัวหน้ามาใช้เป็นยาฆ่าแมลง

Tags : สมุนไพร

14

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรมะม่วย[/url][/size][/b]
มะม่วย Gnetum latifolium Bl. Var. funiculare (Bl.) Markgraf
บางถิ่นเรียก มะม่วย (สุรินทร์) มะหน่วย กะรูวะ (มลายู-นราธิวาส)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันรวมทั้งตามข้อจะบวมพอง ใบ โดดเดี่ยว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานแกมรี รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก กว้าง 5-5.5 เซนติเมตร ยาว 13-16 ซม. ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆโคนใบสอบแคบ ขอบของใบเรียบ เนื้อใบหนามัน เส้นใบเป็นแบบขนนกโค้ง เมื่อแห้งใบจะมีสีน้ำตาล เห็นเส้นแขนงใบแจ้งชัดก้านใบยาวราว 1 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามลำต้น ดอกเพศผู้แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ช่อดอกแตกเป็นหลายกิ่งก้านสาขา สมุนไพร ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบศูนย์กลาง ช่อดอกเพศผู้ ยาว 2-5 ซม. มีจำนวนดอก 30-50 แต่ละชั้นมี 6-8 ดอก แต่ละดอกมีกาบรอง 2 อัน ที่เชื่อมติดกันเป็นกระจัง มีแผ่นใบสร้างอับสปอร์เพศผู้ ยาว 3 มิลลิเมตร แล้วก็มีอับสปอร์เพศผู้ติดต่อ 2 อัน  ช่อดอกเพศภรรยา ยาว 5-8 ซม. แต่ละชั้นดอก 6-9 ดอก ดอกยาวราว 4 มม. ปลายดอกเรียวแหลมแล้วก็ชี้ขึ้น ผล รูปกลมรี หรือ รูปไข่ กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 1.5-2.5 ซม. เมื่อสุกสีแดง หรือ สีส้มคล้ำ ก้านผลเรียว ยาว 0.5-2 ซม. เมล็ดแข็ง มีเนื้อหุ้มอยู่ภายนอก
นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ ป่าพรุ ที่ราบลุ่มถึงความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 300 ม. พบทั่วทุกภาคของประเทศ (ออกดอกรวมทั้งผลระหว่างเดือน กันยายน-กรกฎาคม)
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำยางจากเปลือกต้นเป็นพิษ ใช้ทาลูกศรแต่พิษไม่ร้ายแรงนัก เมล็ด กินได้เมื่อทำให้สุก

15

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเมื่อย[/url][/size][/b]
เมื่อยล้า Gnetum montanum Markgraf
บางถิ่นเรียกว่า ปวดเมื่อย (จังหวัดตราด) ม่วย (เชียงราย จังหวัดอุบลราชธานี) มะม่วย (จังหวัดเชียงใหม่) แฮนม่วย (เลย)
ไม้เถา เนื้อแข็ง กิ่งเป็นข้อต่อกันแล้วก็ตามข้อจะบวมพอง ใบ เดี่ยว เรียงเป็นคู่สลับตั้งฉาก ใบรูปขอบขนานแกมรูปไข่ มีขนาดไม่เหมือนกันมากมาย แต่ว่ากว้างไม่เกิน 12 ซม. ยาวไม่เกิน 20 เซนติเมตร ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบกลม มน หรือ แหลม ขอบของใบเรียบ เนื้อเรือใบแข็งดก หรือ ออกจะครึ้ม เมื่อแห้งสีออกดำ เส้นใบโค้ง ก้านใบยาว 1-1.5 เซนติเมตร ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอดและตามลำต้น สมุนไพร ช่อดอกแตกกิ่งก้านสาขามา แยกเป็นช่อดอกเพศผู้รวมทั้งเพศเมีย ดอกเรียงเป็นชั้นๆรอบศูนย์กลาง ช่อดอกเพศผู้ กว้างราวๆ 0.4 ซม. ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร แต่ละชั้นมีโดยประมาณ 20 ดอก ช่อดอกเพศภรรยา แต่ละชั้นมี 5-7 ดอก ผล รูปรี กว้างประมาณ 1 เซนติเมตร ยาว 1.5 เซนติเมตร เมื่อสุกสีแดง ก้านผลอ้วน ยาวประมาณ 0.2 เซนติเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในระดับสูงจากน้ำทะเล 50-1,800 มัธยม เจอในทุกภาคของประเทศ เว้นเสียแต่ภาคกึ่งกลาง
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรากรับประทานแก้พิษบางประเภท และแก้ไข้ไข้จับสั่น

หน้า: [1] 2 3 ... 28