แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์

หน้า: [1] 2
1

สมุนไพรสาบแร้งสาบกา
สาบแร้งสาบกา Pogostemon auricularius (L.) Hassk.
ชื่อพ้อง Dysophylla auricularia (L.) Blume สาบแร้งสาบกา (สุราษฎร์ธานี)
ไม้ล้มลุก อายุปีเดียว สูง 30-70 เซนติเมตร ลำต้นผู้เดียวตั้งตรง หรือ แตกกิ่งห่างๆมีขนเล็กน้อย ใบ เดี่ยว ออกตรงกันข้าม รูปไข่แคบ หรือ รูปไข่ กว้าง 2-3 ซม. ยาว 4-6 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ กลม ขอบของใบจักแบบฟันเลื่อยไม่บ่อยนักกัน เฉพาะขอบรอบๆโคนใบเรียบมีขนข้างบน และก็ข้างล่าง เนื้อใบบาง ก้านใบยาว 2-8 มม. มีขน สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อที่ยอดลักษณะเป็นแท่งทรงกระบอกยาว 4-7 เซนติเมตร ดอกขนาดเล็ก มากไม่น้อยเลยทีเดียวอัดกันแน่นรอบแกนดอกตลอดช่อ มีขน ใบแต่งแต้มมีขนาดเล็ก รูปรีแคบ ตามขอบมีขนยาว กลีบเลี้ยงเชื่อมชิดกันคล้ายรูประฆัง ยาว 1.2-1.5 มิลลิเมตร มีต่อมเป็นจุดๆปลายหยักแหลม 5 หยัก ขนาดเกือบจะเสมอกันเมื่อดอกเติบโตไปได้ผลสำเร็จ กลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเป็นหลอดเล็ก ตรงปลายหลอดแยกเป็นแฉกมนๆ4 แฉก มีขน เกสรเพศผู้มี 4 อัน ก้านเกสรมีขน ผล รูปรี เล็ก ผิวเป็นลายร่างแหถี่ๆ

นิเวศน์วิทยา
: เป็นวัชพืชขึ้นทั่วไป
สรรพคุณ : ต้น ตำผสมกับน้ำมะนาว เป็นยาพอกท้องเด็ก แก้เจ็บท้อง ท้องร่วง ขับพยาธิ ไตอักเสบ แก้ผื่นคัน น้ำสุกต้นใช้ทาถูกนวดแก้ปวด rheumatismแล้วก็ใช้ด้านนอกเป็นยาล้างแผล

Tags : สมุนไพร

2

สมุนไพรฟันปลา
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา สลด (จังหวัดปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-เมืองจันท์) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ไม้ต้น ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 ม. ตามแขนงมีขนสีน้ำตาล ใบ คนเดียวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดออกจะเล็ก กว้าง 4-10 เซนติเมตร ยาว 7.5-23 ซม. ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นน้อย ข้างบนสีเขียวเข้มวาว มีขนเฉพาะตามเส้นกึ่งกลางใบแล้วก็เส้นกิ้งก้านใบ ข้างล่างเป็นรอยเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ด้านล่างมองเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบยาว 6-12 มิลลิเมตร มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกลุ่มตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มม. ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น สมุนไพร กลีบรวมเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ทั้งยังถ้วยแล้วก็กลีบติดทนจนกระทั่งสำเร็จ ผล รูปไข่หรือออกจะกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ เจอทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งทางภาคใต้ของไทย
คุณประโยชน์ : ต้น เปลือกต้นเจอ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

3

สมุนไพรกำลังกระบือ
ชื่อพื้นเมืองอื่น  ควายเจ็ดหัว  กำลังควาย  ลิ้นกระบือ (ภาคกึ่งกลาง) กะบือ (จังหวัดราชบุรี) ใบท้องแดง (เมืองจันท์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Excoecaria cochinchinensis Lour.  var.  cochinchinensis
ชื่อพ้อง Excoecaria bicolor (Hassk) Zollex Hassk.
ชื่อสกุล  EUPHORBIACEAE
ชื่อสามัญ Kamlang kra bue.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (ExS) สูงโดยประมาณ 70-150 ซม. ทุกส่วนมียางขาวราวกับนม กิ่งเรียวเล็ก เปลือกสีแดงอมม่วงใบ เป็นใบลำพัง ออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกันหรือเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนานหรือขอบขนานแกมไข่กลับ โคนใบแหลม ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้นๆขอบของใบหยักห่างๆเส้นใบ 12-13 คู่ ใบอ่อนสีแดงผิวเป็นเงา ใบแก่ด้านบนสีเขียว ข้างล่างสีแดงอมม่วง ก้านใบยาว 0.5-1 เซนติเมตร หูใบเป็นรูปหอกปลายแหลม
ดอก มีดอกเป็นช่อตามซอกใบและที่่ยอด มีทั้งดอกเพศผู้ เพศภรรยา และก็ดอกสมบูรณ์เพศ บางทีอาจจะอยู่บนต้นเดียวกันหรือต่างกันก็ได้ ดอกเพศผู้แล้วก็ดอกบริบูรณ์เพศช่อยาวโดยประมาณ 2 เซนติเมตร ใบแต่งแต้มสามเหลี่ยม ปลายเรียวแหลม กลีบรองกลีบดอกไม้ 3 กลีบ รูปยาวแคบ ปลายแหลม ดอกเพศเมีย กลม ชอบออกครั้งละ 3 ดอก ใบตกแต่งเสมือนดอกเพศผู้ ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ รูปไข่ ปลายแหลม ขอบหยักเล็ฏน้อย ดอกมีสีเหลืองอมเขียวขนาดเล็กออกดอกทั้งปี ผล เป็นชนิดแก่แล้วแห้ง รู)ร่างออกจะกลม ไม่มีเนื้อ มี 3 พู เมื่อแก่แตกเป็น 3 ส่วน

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ในเขตร้อน มีบ้านเกิดแถบอินโดจีน นิยมนำมาปลูกทั่วๆไปเป็นไม้ประดับ
การปลูกและแพร่พันธุ์                                   
สามารถเจริญวัยได้ดีในดินร่วนซุยทั่วๆไป เพาะพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่ง หรือ การตอนกิ่ง
ส่วนที่ใช้รสแล้วก็สรรพคุณ
สมุนไพร ลำต้น รสร้อนเฝื่อนฝาด ยางจากลำาต้นเป็นพิษมาก ใช้สำหรับการเบื่อปลา
ใบ  รสร้อนขื่นขม รักษาโรคที่เกี่ยวกับความไม่ปกติของระบบเลือดบางประเภท ชาวชวาใช้ใบตำเป็นยาพอกห้ามเลือด ตำราเรียนยาแพทย์แผนไทยนำใบโขลกผสมกับเหล้ากลั่นคั้นเอาน้ำกินแก้สันนิบาตหน้าเพลิง ยาขับเลือดเสียรวมทั้งขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอดบุตร แก้อักเสบรอบๆปากมดลูก
การใช้และก็ปริมาณที่ใช้

  • ขับน้ำคาวปลาข้างหลังคลอด ขับเลือดเน่า ขับระดู โดยใช้ใบสด 10-15 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด ตำอย่างรอบคอบ ผสมกับสุราโรงน้อย คั้นเอาน้ำเบาๆจิบ เช้าตรู่-เย็น
ข้อควรจะทราบ
ไม่สมควรใช้ในสตรีที่มีครรภ์ เพาะถ้าเกิดใช้ในบริมาณที่มาก อาจจะเป็นผลให้แท้งได้
ใบสดต้นควายเจ็ดตัว สามารถนำไปใช้คุณประโยชน์ทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ได้อีกด้วย เพราะมีสีแดงสดใส

4

สมุนไพรเทียนดอก
ชื่อประจำถิ่นอื่น  เทียนดอก , เทียนไทย , เทียนบ้าน , เทียนสวน (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Impatiens balsamina L.
ชื่อสกุล  BALSAMINACEAE
ชื่อสามัญ Garden balsam.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) ลำต้นจะอวบน้ำและก็มีขนน้อย สูงราวๆ 30-50 ซม. ลำต้นเอียงไม่ตั้งตรง เปราะง่าย
ใบ เป็นใบคนเดียว แตกออกตามก้านของลำต้น ลักษณะใบมนรีหรือรูปเรียวรี ปลายใบแหลมเรียว ขอบใบเป็นจักละเอียด โคนใบจะมนสอบเข้าหาก้านใบ ผิวเนื้อใบสาก หยาบ เห็นเส้นกิ้งก้านใบได้ชัด สีของใบ จะเริ่มจากสีเขียวอ่อนไปจนกระทั่งสีเขียวแล้วก็สีเขียวเข้ม
ดอก เป็นดอกโดดเดี่ยว จะออกติดกันช่อหนึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมี 2-3 ดอก ดอกมีหลายสี ดังเช่นว่า สีชมพู สีแดง สีส้มรวมทั้งสีขาว มีดอกตรงส่วนยอดของลำต้น กลีบจะอยู่ซ้อนๆกันเป็นวงกลมผล ผลรูปรี ปลายแหลมยาว มีสีเขียว ผลเมื่อแก่เต็มที่ก็จะแตกหรือดีดตัวออกเป็นเม็ดเม็ด ลักษณะกลมเล็ก เหมือนเม็ดดอกบานเย็น
นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ถูกใจอยู่ในที่ร่มรำไร เกลียดชังแดดจ้าแต่ว่าจำต้องอยู่ในที่มีแสงไฟพอเพียง นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับตามอาคารบ้านเรือนหรือตามสวนยาจีนปกติ

การปลูกรวมทั้งเพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกง่าย เจริญวัยเจริญในดินที่ร่วนซุย ขยายาพันธ์ุด้วยการเพาะเม็ด หรือตัดปักชำหรือตัดไปแช่น้ำให้รากออกแล้วนำไปปลูกลงดิน
ส่วนที่ใช้รสและก็สรรพคคุณ
ราก รสเฝื่อนฝาดเมา ฟอกเลือด ลดบวม แก้ปวดกระดูก แก้บอบช้ำบวม แก้ตกขาว แก้ตกเลือด
ลำต้น รสเฝื่อน ขับลม ทำให้เส้นเอ็นคลายตัว ทำให้เลือดเดินสะดวก แก้ปวด แก้เหน็บชา แก้แผลเน่า
ใบ รสฝาด สลายลม ฟอกเลือด แก้บวม แก้ปวดตามข้อ แก้แผลมีหนองเรื้อรัง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] ดอก รสฝาด สลายลม ฟอกโลหิต ลดบวม แก้ปวดข้อปวดเอว  เป็นยาเย็นบำรุงร่างกาย ทาแผลน้ำร้อนลวก แผลผุพอง
ดอกและใบ รสเฝื่อนฝาดเย็น พอกกันเล็บถอด
เม็ด รสขม กระจายเลือด ขับเสมหะข้นๆขับระดู แก้พิษงู แก้แผลติดเชื้ออักเสบเรื้อรัง แก้แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก แก้บวม แก้โรคตับแข็ง
วิธีการใช้รวมทั้งปริมาณที่ใช้

  • รักษาโรคผิวหนัง แก้ลักษณะของการปวดตามนิ้วมือ นิ้วเท้า เล็บขบ โดยใช้ใบสดและก็ดอกสีขาว 10-20 กรัม เอามาตำให้ละเอีียดทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลทา 5-7 วัน
ข้อควรรู้
สีจากน้ำคั้นจะติดอยู่นาน จำเป็นที่จะต้องระวังการเปรอะเปื้อนเสื้อผ้าและร่างกายส่วนอื่นๆ

5

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเพกา[/url][/size][/b]
ชื่อพื้นเมืองอื่น  มะลิดไม้  มะลิ้นไม้  ลิดไม้ (ภาคเหนือ) หมากลิ้นก้าง หมากลิ้นช้าง (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ดอก๊ะ  ด๊อกก๊ะ  ดุเอ็ง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) กาโด้โด้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เพกา (ภาคกึ่งกลาง) ลิ้นฟ้า (เลย) เบโก (มลายู-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อวงศ์  BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ Indian trumpet flower.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ต้นไม้ขนาดเล็ก (ST) ผัดใบ สูงราว 4-20 เมตร เปลือกต้น เรียบสีเทา บางโอกาสแตกเป็นรอยตื้นนิดหน่อย มีรูระบายอากาศเกลื่อนกลาดเรี่ยราดเรี่ยตามลำต้นแล้วก็แขนง
ใบ เป็นใบประกอบแบบขน มีใบโดดเดี่ยวๆขนาดใหญ่ที่ปลายก้าน รูปทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาว ใบย่อยรูปไข่ ขอบของใบเรียบ ออกตรงกันข้ามชิดกัน อยู่ประมาณปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม
ดอก ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่รอบๆปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปปากเปิดแบบสามมาตรด้านข้าง กลีบดอกไม้ครึ้ม มี 5 กลีบ ข้างนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ข้างในสีเหลืองเปรอะเปื้อนๆกึ่งสีชมพู โคนกลีบดอกเชื่อมชิดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบย่นย่อขยุกขยิก รอบๆปลายกลีบข้างในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันใกล้กับท่อดอกโคนก้านจะมีขน ผล เป็นฝักแบน ยาวเหมือนรูปกระบี่ แขวนระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ส่วน
เมล็ด เม็ดแบน มีปีกบางใสหลายชิ้น

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วไปทุกภาคของเมืองไทย ถูกใจขึ้นบนกลางแจ้ง บริเวณชายเขาดิบ รวมทั้งไร่ร้างธรรมดา
การปลูกและเพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกได้ไม่ยาก และไม่ต้องการเอาใจใส่มากนัก เจริญเติบโตได้ดีในที่เปียกชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะดินที่ร่วนซุย ควรปลูกไว้ในฤดูฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ดหรือการตัดชำราก
ส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมและก็สรรพคคุณ   
เปลือกราก รสฝาดขม แก้เจ็บท้อง ฝาดวสมาน เป็นยาบำรุง แก้บิด แก้ท้องร่วง ขับเหงื่อ
ราก รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องวตก เจริญอาหาร นำมาซึ่งน้ำย่อยของกิน ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ ฟกช้ำ บวม ลำต้น รสขม แก้แมลงป่องต่อย เปลือกต้น รสขมฝาด ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือด ขับเสมหะ ดับพิษโลหิต เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใบ รสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้ลักษณะของการปวดท้อง แก้ปวดข้อ แล้วก็เจริญอาหาร
ผลอ่อนหรือฝักอ่อน รสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ                                                     
ผลแก่หรือฝักแก่ รสขมร้อน แก้ร้อนในอยากกินน้ำ
เมล็ดแก่ รสขม เป็นยาอมปรับแต่ง ขับเมหะ ใช้เป็นองค์ประกอบอย่างหึ่งในน้ำจับเลี้ยงของคนจีนแก้ร้อนใน
การใช้และจำนวนที่ใช้

  • ขับเลือด ขับน้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นสด 1 กำมือ หรือหนักราวๆ 20 กรัม สับเป็นชิ้นต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำดื่ม ตอนเช้า-เย็น 2. แก้ปวดฝี โดยใช้เปลือกสด ราว 1 ฝ่ามือฝนกับเหล้าโรงทาบริเวณที่บ่อยๆ
  • แก้อาการร้อนใน แก้ไอ รวมทั้งขับเสลด เมล็กเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งใน “น้ำจับเลี้ยง” ของคนจีน โดยใช้เม็ดทีละ 0.5-1 กำมือ (หนักราวๆ 1.5-3 กรัม) ใส่น้ำราว 300 มล. ต้มไฟอ่อนเพียงพอเดือดนานราว 1 ชั่วโมง ดื่มวันละ 3 ครั้ง


6
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ กุ้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 22, 2017, 12:23:13 pm »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย อันดับเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายสกุล สัตว์พวกนี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นข้อๆเปลือกที่ห่อท่อนหัวแล้วก็อกปกคลุมลงมาถึงอกปล้องที่ ๘ ส่วนมากกรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวรวมทั้งอก มี ๑๐ ขา พบได้ทั้งในน้ำจืด ดังเช่นว่า กุ้งหลวง กุ้งก้ามเกลี้ยง แล้วก็ในน้ำเค็ม ได้แก่ กุ้งว่าวกุลาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่เจอในประเทศไทยมีมากหลายจำพวก แต่ที่มีขนาดใหญ่และก็บริโภคกันทั่วๆไป เป็นต้นว่า
๑.กุ้งหลวง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในวงศ์Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งหลวง กุ้งก้ามคราม ก็เรียก ตัวผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งก้ามเกลี้ยง
กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ เซนติเมตร ลำตัวสีครามทั้งยังเข้มรวมทั้งจางสลับกันเป็นลายพาดขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ป้องกันภัย และก็กอดรัดตัวเมียในขณะสืบพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านด้านล่างมี ๘-๑๕  ซี่ มีกระเพาะอยู่กึ่งกลางทางข้างบนใต้เปลือกหัว  ลำไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ถัดจากช่วงท้ายของกระเพาะไปถึงส่วนท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย  เรียก มันกุ้ง อยู่ทางด้านหน้ารอบๆข้างๆของส่วนหัว  ตับมีไขมันประกอบอยู่มากลเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในบริเวณตรงกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง พินิจได้ง่ายราษฎรเรียก แก้วกุ้ง กุ้งก้ามกรามกินทั้งยังสัตว์รวมทั้งพืชเป็นของกิน โดยมากเป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช  ซากพืช  หาอาหารโดยการสูดแล้วก็สัมผัส  ถ้าขาดอาหารจะกินกันเอง  กุ้งจำพวกนี้ทำมาหากินตลอดทั้งวัน  แม้กระนั้นจะว่องมากกลางคืน  เป็นประจำอาศัยอยู่ในแม่น้ำ  คลอง  หนอง  บ่อน้ำ ที่มีทา น้ำติดต่อกับสมุทร  ผสมพันธุ์แล้วก็ออกไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายน้ำกลับไปยังบริเวณแหล่งน้ำจืดชืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในสกุล Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า  Sunda  river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ เซนติเมตร ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าปนเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน  ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ข้างล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า  โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว รวมทั้งมีปื้นสีน้ำตาลกระจัดกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบด้านในของโคนข้อที่ ๗ ของขาคู่นี้ทีตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม เฉพาะตัวผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่สีส้มปนแดง ปกคลุมบริเวณรอยต่อระหว่างข้อต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ รวมทั้ง ๕ ตามปรกติอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำจืดชืดที่มีทางน้ำติดต่อกับสมุทร  สืบพันธุ์แล้วก็ตกไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ
๓.  กุ้งกุลาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในสกุล Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn  jumbo หรือ grass prawn
กุ้งว่าวจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งชนิดนี้เป็นกุ้งทะเลขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลปนเขียวรวมทั้งมีแถบสีเข้มกับสีจางพิงขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวสะอาด ไม่มีขน  ฟันกรีด้านบนมี๗-๘  ซี่ ด้านล่างมี ๓ ซี่  ช่องข้างกรีทั้งคู่ด้านแคบรวมทั้งยาวไม่ถึงฟันกรีซี่ท้ายที่สุด  เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ในเขตพื้นที่ที่เป้นทรายผสมโคลน  กินพืชแล้วก็สัตว์เล็กๆในน้ำเป็นอาหาร  เมื่อโตสุดกำลังจะย้ายถิ่นจากริมฝั่งไปยังทะเลลึก  ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อผสมพันธุ์แล้วก็วางไข่  ตัวอ่อนที่โตพอก็จะย้ายถิ่นมาหากินยังชายฝั่ง
ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน อย่างเช่น ยาขนานหนึ่งในตำราเรียนยาแผ่นจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้โรคฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ รวมทั้งเดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเสมอภาค พ่นฝีเพื่อเสมหะ  ให้ยอดขึ้นหนองงามดีนัก

Tags : สมุนไพร

7
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ ปลาดุก
« เมื่อ: ธันวาคม 22, 2017, 09:46:20 am »

ปลาดุก
ปลาดุกเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันสันหลัง ปลาที่คนประเทศไทยเรียก ปลาดุก หรือ walking catfish นั้น อาจคือปลาน้ำปลาน้ำจืดอย่างต่ำ ๒ ชนิดในตระกูล Clariidae  เป็น
๑. ปลาดุกด้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Clarias  batrachus  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า walking  catfish
ลางตัวที่มีสีขาวตลอด ราษฎรเรียก ดุกเผือก หรือหากมีสีค่อนข้างจะแดง  ก็เรียก ดุกแดง  แต่ว่าหากมีจุดขาวบริเวณทั่วลำตัว  ก็เรียก ดุกเอ็น ปลาดุกด้านมีรูปร่างยาวเรียว ยาว  ๑๖-๔๐  ซม. (ในธรรมชาติบางทีอาจยาวได้ถึง ๖๑  ซม.) บริเวณข้างๆของลำตัวมีสีเทาผสมดำหรือสีน้ำตาลคละเคล้าดำ รอบๆท้องมีสีออกจะขาว ไม่มีเกล็ด ความยาวของลำตัวราว ๖-๗.๕ เท่าของความลึกของลำตัว รวมทั้งราว๓.๕ เท่าของความยาวส่วนหัว หัวออกจะแหลมหากดูทางด้านข้าง กระดูกหัวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ กระดูกท้ายทอยยื่นเป็นมุมค่อนข้างจะแหลม ส่วนฐานของครีบหลังยาวเกือบตลอดส่วนหลัง ครีบหลังมีก้านครีบอ่อน ๖๕-๗๗  ก้าน ไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน  ๔๑-๕๘  ก้าน ครีบท้องกลม ครีบอกกลม มีก้านครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าน ปลายแหลม เป็นหยักอีกทั้ง ๒ ข้าง ครีบหางแบน ปลายมน ไม่ต่อกับครีบหลังแล้วก็ครีบก้น ตามีขนาดเล็กอยู่ข้างบนของหัว มีหนวด ๔ คู่  หนวดที่ขากรรไกรด้านล่างยาวถึงส่วนปลายก้านครีบแข็งของครีบอก หนวดขากรรไกรบนยาวถึงก้านครีบหลังก้านที่  ๗-๘   หนวดที่บริเวณจมูกยาวเป็น ๑ ใน ๓ ของก้านครีบแข็งของครีบอก  และก็หนวดคางยาวถึงส่วนปลายของครีบอก ภายในท่อนหัวเหนือช่องเหงือก ๒ ข้าง มีอวัยวะพิเศษที่ช่วยสำหรับในการหายใจ ฟันบนเพดานปากและก็ฟันบนขากรรไกรบนเป็นฟันซี่เล็กๆกระดูกซี่กรองเหงือกมี  ๑๖-๑๙  อัน ปลาดุกด้านมีนิสัยดุ ว่อง เกลียดอยู่นิ่ง เร่งรีบ ถูกใจดำว่ายดำผุดและก็ถูกใจลอดไปตามพื้นโคลนตม ชอบว่ายทวนน้ำออกไปจากแหล่งอาศัยในขณะฝนตกและน้ำไหลล้นลงสู่แหล่งน้ำที่ใหม่ มีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมที่เรวร้ายได้
๒. ปลาดุกอุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias  microcephalus  Gunther
มีชื่อสามัญว่า  broadhead  walking  catfish
ปลาดุกอุยเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาวเรียว ยาว  ๑๕-๓๕  ซม.  สีค่อนข้างจะเหลือง  มีจุดประตามข้างๆลำตัวราว ๙-๑๐ แถบ แต่เมื่อโตจะเลือนหายไป ฝาผนังท้องมีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะบริเวณอกถึงครีบท้อง ส่วนหัวออกจะทู่ ปลายกระดูกกำดันป้านและโค้งมนมาก   ส่วนหัวจะลื่น มีรอยยุบตรงกลางเล็กน้อย  มีหนวด  ๔  คู่  โคลนหนวดเล็ก ปากไม่ป้าน ค่อนข้างมนครีบอกมีครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าง มีลักษณะคม ยื่นยาวหรือพอๆกับครีบอ่อน ครีบหลังมีก้านครีบอ่อน  ๖๘-๗๒  ก้าน   ปลายครีบสีเทาปนดำแล้วก็ยาวตลอดถึงคอดหาง ครีบตูดมีก้านครีบอ่อน  ๔๗-๕๒  ก้าน ครีบหางกลม ไม่ใหญ่มากนัก สีเทาปนดำ ครีบหางไม่ใกล้กับฐานครีบข้างหลังแล้วก็ครีบตูด   ปริมาณกระดูกซี่กรองเหงือกราว  ๓๒  ซี่งเมื่อดูผิวเผินปลาดุกด้านและก็ปลาดุกอุยมีลำตัวสั้นป้อมกว่า ลำตัวสีดำปนเหลือง มีจุดเล็กๆสีขาวเรียงเป็นแนวตามทางขวางลำตัวหลายแถว หรืออาจมองมองเห็นเป็นจุดประสีขาวตามลำตัว ปลายกระดูกท้ายทอยโค้งมน ปลาดุกเป็นปลาที่เจอได้ตามคู คลอง หนอง บ่อน้ำทั่วๆไป จัดเป็นปลาที่มีคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจของไทยชนิดหนึ่ง
คุณประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ปลาดุกผสมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน โดยเฉพาะใน พระตำราไกษย ให้ยาที่เข้า “ปลาดุกปิ้ง” อยู่ ๒ ขนาน อีกทั้ง ๒ ขนานเป็นยาแกง รับประทานเป็นยาถ่ายอย่างแรง สำหรับแก้กษัย ดังต่อไปนี้ ยาแก้ไกษยปลาดุก เอาเปลือกราชพฤกษ์ ๑ เปลือกตาเสือ ๑  รากโคนแตง  ๑  พาดไฉนนุ่น ๑  พริกไทยขิงแห้ง ๑  กระเทียม  ๑  ผลจันทน์ ๑  ดอกจันทน์  ๑  กระวาน  ๑  กานพลู  ๑  ข่า  ๑  กระชาย  ๑  กะทือ  ๑  ไพล  ๑  หอม  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  กะปิ  ๑  ปลาดุกปิ้ง  ๑  ตัว ปลาแดกปลาส้อย ๕  ตัว   ยา  ๒๐  สิ่งนืทำเปนแกง แล้วเอาใบมะกาที่เพสลาดนั้นมาหั่นใส่ลงเปนผัก กินให้ได้ถ้วยแกงหนึ่ง ลงจนกระทั่งสิ้นโทษร้าย หายยอดเยี่ยมนัก และก็ยางแกงเปนยารุ ท่านให้เอาเปลือกทองหลางใบมนที่ ๒ เปลือกมะรุม ๑ ลูกคัดเลือกเค้า ๑ เครื่องยาดังนี้เอาสิ่งละ ๗ ตัว ปลาดุกย่าง ๑ ตัว เอาใบสลอดที่รับประทานลงที่อ่อนๆนั้น ๗ ใบ หั่นเป็นผักใส่ลง ทำเปนยาเถอะ ลงเสลดเขียวเหลืองออกมา หายแล

8
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ ตะพาบน้ำ
« เมื่อ: ธันวาคม 20, 2017, 03:38:16 pm »

ตะพาบ
ตะพาบ (mud turtle หรือ soft-shelled turtle) เป็นสัตว์คลานชนิดหนึ่งจัดอยู่ในวงศ์ Trionychidae มีลักษณะเหมือนคล้ายเต่าน้ำจืด ไม่เหมือนกันตรงที่กระดองบน (carapace) แล้วก็กระดองล่าง (pastron) ไม่มีกระดูกเป็นแผ่นใหญ่ๆแต่ว่ามีหนังห่อแทน มีนิ้วยาว ตีนข้างหน้ามีแผ่นพังผืดกว้าง ใช้สำหรับพุ้ยน้ำ มีเล็บเพียงแค่ ๒-๓เล็บ คอหดในกระดองได้มิด แม้กระนั้นสามารถยืดคอออกได้ยาวมากเมื่อจะงับเหยื่อหรือกัดศัตรู ตะพาบทุกประเภทเป็นสัตว์น้ำจืดชืด พบได้บ่อยอยู่ตามห้วย บ่อน้ำ หนอง แล้วก็ตาม แม่น้ำลำคลอง ตะพาบน้ำสามารถขุดรูเป็นโพรงสำหรับอาศัย และยืดคอขึ้นมาหายใจบนผิวน้ำ หรือยืดคอออกไปฮุบกุ้งปลาที่ว่ายน้ำผ่าน โดยที่ตัวไม่ต้องออกมาจากโพรงเมื่อน้ำในสระหนองแห้งลงในฤดูแล้ง ตะพาบจะทำโพรงอยู่ใต้ดินได้นาน ตราบจนกระทั่งฝนตกก็เลยออกมาจากโพรงรวมทั้งเริ่มหาสัตว์น้ำต่างๆรับประทานเป็นอาหาร ตะพาบรับประทานทั้งกุ้งแล้วก็ปลาใหม่ๆแล้วก็เนื้อสัตว์ที่เน่าเปื่อย สามารถว่ายไปหากินไกลๆสำหรับในการใช้มือจับตะพาบนั้นจับได้เฉพาะตรงที่ขอบกระดองตรงหน้าของต้นขาข้างหลัง แม้จับไม่ถูกตำแหน่งตะพาบน้ำซึ่งมีคอยาวจะยืดคอออกมาเหลียวกัดมือได้
ตะพาบน้ำในประเทศไทย
ตะพาบที่เจอในประเทศไทยมีอย่างน้อง ๖ ประเภท เป็น
๑.ตะพาบน้ำธรรมดา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amyda cartilaginea (Boddart)
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] จำพวกนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม เมื่อโตเต็มที่กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๘๓ เซนติเมตร ขอบด้านหน้าของกระดองบนเป็นปุ่มขรุขระ ขอบกระดองด้านล่างไม่มีสีเด่น ปากค่อนข้างแหลม ที่หนังบนข้างหลังเป็นริ้วเล็กๆนูนขึ้นมาทั่วอีกทั้งหลัง ตัวอ่อนมีสีเขียวขี้ม้าปนเทา บางตัวมีจุดเหลืองๆหรือจุดดำๆขอบเหลือง หัวมีจุดเหลืองๆเป็นจุดใหญ่ทางด้านข้าง พอสมควรแก่ จุดเหลืองบนข้างหลังมักหายไป จุดที่ศีรษะก็ลางเลือนไป ที่ใต้ท้องของตัวผู้มีสีขาว แต่ที่ใต้ท้องของตัวเมียเป็นสีเทา ตะพาบน้ำชนิดนี้มีมากมาย พบทั่วไปในแม่น้ำลำคลอง หนอง สระ ในภาคกึ่งกลางของเมืองไทย บางทีอาจเจอตามลำธารและห้วยที่เชิงเขา ยิ่งกว่านั้นยังพบในภาคใต้ของประเทศพม่า ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย และตามหมู่เกาะมลายู
๒.ตะพาบหัวทู่ หรือ ตะพาบน้ำหัวกบ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelochelys bibroni Owen
ชนิดนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตสุดกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๐ ซม. จมูกสั้น หัวค่อนข้างแบนและก็เล็กเมื่อเทียบกับลำตัว ความยาวของหัวกะโหลกหัวใกล้เคียงกับความกว้าง ปากไม่แหลม ขาหน้าสั้น ตีนกว้าง กระดองหลังมีสีเขียวขี้ม้าอมเทามีรูยุบเล็กๆทั่วๆไป มีจุดเหลืองๆกระจายอยู่ทั่วไป กระดองด้านล่างสีขาว ในประเทศไทยเจออยู่ตอนใต้ นอกจากนั้นยังเจอที่ประเทศ ลาว เวียดนาม เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ แล้วก็ภาคใต้ของจีน
๓.ตะพาบน้ำข้างหลังลายกะรัง หรือ ตะพาบน้ำม่านลาย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chitra chitra Gray
จำพวกนี้กระดองบนค่อนข้างแบน ขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบด้านหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มกำลังมีขนาดใหญ่ กระดองบนอาจยาวได้ถึง ๑๒๒ เซนติเมตร เป็นจำพวกที่มีตัวโตที่สุดของประเทศไทยและของโลก จมูกสั้น หัวออกจะแบนแล้วก็เล็ก ความยาวของกะโหลกหัวเป็น ๒ เท่าของความกว้าง มีลวดลายบนหนังด้านบน เมื่อยังอายุน้อย กระดองบนมีสีเขียวอมเทา มีจุดลายดำเปรอะๆพอแก่เพิ่มมากขึ้น บริเวณคอและก็กระดองบนจะมีลวดลายสีเหลืองหรือสีน้ำตาลเหมือนหินกะรังแม้กระนั้นพอใช้แก่มากมาย ลายสีนี้กลับจางลงไปอีก เจอบริเวณที่ลุ่มแม่น้ำแม่กลองในประเทศไทยลุ่มน้ำอิระวดีในประเทศประเทศพม่า ลุ่มแม่น้ำคงคารวมทั้งแม่น้ำสินธุในประเทศอินเดีย
๔.ตะพาบหลังยาว หรือ ตะพาบน้ำแก้มแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dogania subplana Geoffrey
จำพวกนี้กระดองบนออกจะแบน ยาว ขอบสองข้างค่อนข้างขนานกัน สีเขียวหมองปนน้ำตาล ไม่กลมอย่างตะพาบจำพวกอื่นๆขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบเมื่อโตสุดกำลังกระดองบนยาวได้ถึง ๒๖ ซม. หัวค่อนข้างจะใหญ่เมื่อเทียบกับลำตัว ปากแหลม กระดองข้างล่างไม่มีจุดสีดำชัดเจน ที่ข้างคอแล้วก็แก้มมีสีแดงอ่อนๆพบได้ตามแหล่งน้ำลำธารบนที่สูงทางภาคตะวันตกและภาคใต้ของเมืองไทยนอกเหนือจากนั้นยังบางทีอาจเจอในประเทศพม่ามาเลเซีย และก็ประเทศฟิลิปปินส์
๕.ตะพาบน้ำไต้หวัน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pelodiscus sinensis sinensis Wiegmann
ชนิดนี้กระดองบนออกจะแบนขอบกระดองอ่อนนิ่ม ขอบข้างหน้าของกระดองบนเรียบ เมื่อโตเต็มที่กระดองบนยาวได้ถึง ๒๕ เซนติเมตร กระดองบนมีสีเขียวขี้ม้าหรือสีน้ำตาล กระดองข้างล่างมีจุดสีดำชัดแจ้ง และมีสีส้มในระยะก่อนวัยเจริญพันธุ์ ที่รอบตามีเส้นเล็กๆเป็นรัศมีเป็นตะพาบน้ำประเภทพื้นเมืองของจีน นำมาเลี้ยงเป็นสัตว์อาสิน นิดหน่อยหลุดมาแพร่พันธุ์ในแหล่งน้ำธรรมชาติ
๖.ตะพาบน้ำหับ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lissemys punctate scutata (Peters)
เป็นตะพาบที่เจอใหม่และก็มีขนาดเล็กที่สุดของเมืองไทย เมื่อโตสุดกำลังกระดองหลังอาจยาวได้ถึง  ๑๖  เซนติเมตร  กระดองข้างหลังโค้ง นูน สีเขียวหม่นหมองหรือสีน้ำตาล  สามารถหับหรือปิดกระดองได้ทั้งผอง เจอหนแรกบริเวณชายแดนไทยพม่า แถบจังหวัดตาก  เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง มีปริมาณน้อยและหายาก
คุณประโยชน์ทางยา
ตะพาบที่พบในยาไทยมักหมายความว่าตะพาบน้ำปกติ หมอแผนไทยใช้ดีตะพาบ เป็นเครื่องยา ตำรายาสรรพคุณโบราณว่า ดีตะพาบมีรสขม  คาวมีสรรพคุณแก้ไข้สันนิบาต แก้พิษรอยแดง แก้โรคตา  และแก้ลมกองละเอียด  (ลมวิงเวียน   หน้ามืดลายตา) ในหนังสือเรียนพระยาพระนารายณ์มียาขนานหนึ่งเข้า “ดีตะพาบน้ำ” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้น้ำมันภาลาธิไตล ให้เอารากหญ้าขัดหมอน รากขี้เหล็ก รากปะคำไก่ รากปะคำควาย รากเลี่ยน รากรักขาว รากลำโพงทั้ง ๒ รากชุมเห็ด รากฝักส้มป่อย ขมิ้นอ้อย ขิง ข่า ยาทั้งนี้ควรต้มให้ต้ม ควรตำให้ตำ เอาน้ำสิ่งละทนาน   น้ำมันพรรณผักกาด  น้ำมันพิมเสน น้ำมันละหุ่ง น้ำมันงา สิ่งละทนาน หุงให้อาจจะแต่ว่าน้ำมัน แล้วจึงเอา ดีตะพาบ  ดีงูเหลือม พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ฝิ่น  สิ่งละสลึง เทียนอีกทั้ง ๕  สิ่งละบาท ๑ บดปรุงลงในน้ำมันไว้ ๓ วัน ก็เลยทาแลนวดแก้พระเส้นอันทพฤกให้หย่อน  แลฟกบวม เป็นขั้วเป็นหน่วยแข็งอยู่นั้นให้ละลายออกเป็นปรกติแลฯ
พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาแก้ซางเด็กขนานหนึ่งที่เขา  “ดีตะพาบน้ำ” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้
ขนานหนึ่ง ท่านให้เอากรามแรด ๑  กล้วยกรามช้าง ๑  งาช้าง  นอแรด ๑  เขี้ยวเสือ ๑  เขี้ยวไอ้เข้  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กระดูกงูทับทาง ๑ โกฏทั้ง  ๕  ขมิ้นอ้อย  ๑ ไพลดีตะพาบ ๑  ดีงูเหลือม ๑ พิมเสน ๑  รวมยา  ๑๘  สิ่งนี้เอาส่วนเสมอกัน ตำเป็นผุยผงบดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำเหล้า กินแก้ทรางทั้งปวง  หาย

9
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ นกกระจอก
« เมื่อ: ธันวาคม 19, 2017, 11:26:30 am »

นกกระจอก
นกกระจอก หรือนกกระจอกบ้าน ภาคใต้เรียก นกจอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanas (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า tree sparrow หรือ European sparrow ที่เจอในประเทศไทยเป็นจำพวกย่อย Passer montanus malaccensis A. Dubois
ชีววิทยาของนกกระจอก
นกประเภทนี้เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๓ เซนติเมตร ปากอ้วนสั้นเป็นปากกรวย หัวค่อนข้างจะใหญ่ คอสั้น ปีกสั้น ท้ายปีกมน หางค่อนข้างจะสั้น ปลายหางหยักเว้าไปทางโคนหางน้อย ขาค่อนข้างจะสั้น กระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม หัวข้างๆแล้วก็คอสีขาว ขนบริเวณหูมีแถบสีดำ คอหอยสีดำ ลำตัวด้านบนแล้วก็ปีกสีน้ำตาลเข้ม ขนท้ายปีกและขนโคนปีกมีแถบสีขาว ๒ แถบ ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลอ่อน ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมากมาย แต่ตัวผู้มีสีแจ่มใสกว่านิดหน่อย มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใกล้ถิ่นอาศัยของคนเรา บางทีอาจเจอได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนกระทั่งที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๑,๘๐๐เมตร
นกกระจอกรับประทานเมล็ดพืชแล้วก็แมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร สร้างรังตามใต้หลังคาบ้านหรือตามหลืบตามซอก สิ่งของที่ใช้เพื่อทำรังมีต้นหญ้าแห้งเป็นส่วนมาก แพร่พันธุ์ได้ตลอดปี  ตกไข่คราวละ ๓ – ๕ ฟอง ใช้เวลาฟักราว ๑๓ วัน ข้างหลังออกจากไข่ราว ๑๔ วัน ก็บินได้

ประโยชน์ทางยา
สมุนไพร หมอตามชนบทใช้นกกระจอกตลอดตัว ถอนขน ผ่าเอาเครื่องในออก ทำความสะอาด เอาพริกไทยรวมทั้งกระชายยัดในตัว แล้วต่อจากนั้นก็เลยปิ้งไฟ แล้วเอาออกมาตำเป็นผุยผง บางทีอาจผสมกับยาอื่นอีกหรือผสมน้ำผึ้ง กินเป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ประชาชนตามต่างจังหวัดลางถิ่นใช้เลือดนกกระจอกทาปานแดงเด็กทารก

10

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร รวมทั้งเครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนแล้วก็อินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ ตำราสรรพคุณโบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีคุณประโยชน์ แก้ปวดท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในไส้ให้ผายและเรอ โดยเหตุนั้นน้ำขิงนอกเหนือจากการที่จะช่วยละลายยาให้กินยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถให้น่ารับประทานเพิ่มขึ้นทั้งมีคุณประโยชน์ทางยาที่สามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่นำมาใช้เตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาผิวนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามต้องการส่วนขิงที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้ทั้งยังสดรวมทั้งแห้งทั้งยังหินอ่อนและก็ขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ประกอบอาหารที่ไม่ต้องการที่จะอยากรสเผ็ดมาก โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสลดบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน คลื่นไส้ สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีคุณประโยชน์แก้เจ็บท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมและก็เรอ
   สมุนไพร ยาในช่วงเวลาที่ ๕๓ ในแบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกจำพวกนั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ สุดแต่แพทย์ผู้วางยาจะยักกระสายให้ต้องโรคจะต้องอาการ ดังต่อไปนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียนอีกทั้ง ๕ รากเจตมูลไฟ ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ บอแร็ก ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือบก สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน ทำเป็นผุยผง ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ กินหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าเกิดลมนั้นเบากำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายตีน บรรดาลมทั้งผองแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นชื่อสกุลและชื่อตระกูล ตามหลักสากลสำหรับในการตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger ตามที่เรียกกันในภาษาแขก ปราชญ์ทางภาษาหลายๆคนสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็น่าจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แต่ว่าเรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในตระกูล Zingoberaceae
เป็นพืชอายุนับเป็นเวลาหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนติเตียนเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆห่อหุ้ม เปลือกสีน้ำตาลแกมเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงโดดเดี่ยว ออกสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๑๐-๒๕ซม. ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ ซม. มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลเป็นผลแห้ง มี๓ พู

ขิงมีส่วนประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในจำนวนสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดรวมทั้ง มีกลิ่นหอม ถ้าหากสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางจำพวกจะได้ชันน้ำมันที่เกือบบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแรงและรสเผ็ดร้อน มีชื่อเรียกเชิงพาณิชย์ว่า “จินเจอริน” (gingerin) มีสารในกรุ๊ปจินพบคอยล ( gingerol) โชโกล (shogaol) แล้วก็ ชิงเจอโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินเจอรอล เป็นต้นว่า 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แม้กระนั้นถ้าทิ้งเอาไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก อีกทั้งโชโกลและซิงพบโรนไม่ใช่สารสินค้าธรรมชาติที่พบในขิง แต่เป็นสารที่มีต้นเหตุมาจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินพบคอยล โดยเหตุนี้ จินพบรินที่ดีควรมีสารทั้งสองจำพวกนี้ในปริมาณที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวจำนวนร้อยละ ๑-๓ จำนวนนี้จะขึ้นอยู่กับวิธีปลูกแล้วก็ตอนที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลากหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อบัคเตรีที่ส่งผลให้เกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะและก็ไส้  ปัจจุบันมีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งหนสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl อาทิเช่น ซิงพบโรน จินพบร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินพบรอล โชโกล เป็นยาบรรเทาอาการอ้วกคลื่นไส้ และก็บรรเทาลักษณะของการปวดเพราะเหตุว่าข้อเสื่อม อีกทั้งอาจช่วยลดการอักเสบแล้วก็บวมของข้อ

Tags : สมุนไพร

11
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ ชั้นสัตว์ปีก
« เมื่อ: ธันวาคม 12, 2017, 10:31:28 am »

ชั้นสัตว์ปีก
ชั้นสัตว์ปีก (Class Aves) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกแรกที่เป็นสัตว์เลือดอุ่นมีขน(feather) ลักษณะเป็นแผงปกคลุมตัว มีปีกซึ่งเปลี่ยนมาจากขาหน้าของสัตว์จเหม็นตุบาทอื่นๆปากไม่มีฟัน กระเพาะจึงต้องมีลักษณะเป็นกึ๋น (gizzard) ช่วยบดอาหาร ปอดมีถุงลมแทรกอยู่ในกระดูกที่เป็นโพรง ทำให้หายใจได้ดียิ่งไปกว่าสัตว์อื่น ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ สืบพันธุ์ด้านใน ออกลูกเป็นไข่
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร
[/color] ได้แก่ ไก่ เป็ด นกต่างๆ

Tags : สมุนไพร

12
 

สมุนไพรครุฑตีนตะพาบ
ครุฑตีนตะพาบ (Polyscias scutellaria (Burm.f.) Fosberg)
บางถิ่นเรียก ครุฑตีนตะพาบ เบญกานี เกล็ดปลากะโห้ (กระเทพฯ)เป็นไม้พุ่ม หรือ ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงได้ถึง 6 เมตร หมดจด. ใบ โดดเดี่ยว หรือ ใบประกอบประเภท 3 ใบ ติดกับกิ่งแบบบันไดเวียน ก้านใบโดยมากยาวประมาณ 6 เซนติเมตร แต่ยาวถึง 28 ซม. ก็มี โคนก้านใบเป็นกาบ ยาว 1-6 ซม. แผ่นใบรูปกลม หรือ รูปไต เส้นผ่าศูนย์กลางส่วนมากราว 8 เซนติเมตร แม้กระนั้นบางทีอาจกว้างถึง 28 เซนติเมตรขอบของใบหยักแบบซี่เลื่อย หรือ เป็นแฉกตื้นๆใกล้ปลายใบ ใบที่มีขนาดใหญ่ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url]ขอบใบมักไม่ค่อยหยัก ปลายใบกลม โคนใบแหลม เส้นกึ่งกลางใบรวมทั้งเส้นใบเห็นได้ชัด. ดอก ออกเป็นช่อแบบผสม แกนกลาง ช่อยาวได้ถึง 1 เมตร แตกกิ่งก้านสาขาตั้งฉากกับแกนกลาง ยาว 15-30 เซนติเมตร มีดอกติดเป็นกลุ่มๆแบบดอกผักชี กลุ่มละโดยประมาณ 8-16 ดอก ก้านดอกยาวราวๆ 3 มม. กลีบรองกลีบดอก มีขนาดเล็ก กลีบดอก 4-5 กลีบ ยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร เกสรผู้ 4-5 อัน เกสรเมีย 1 อัน รูปลูกข่าง ข้างในมี (2-) 3-4 ช่อง ท่อ เอกสารเมียช่วงแรกตั้งชัน ต่อมาจะโค้งงอ. ผล รูปเกือบจะกลมมีเนื้อ แห้งแล้วเส้นผ่านศูนย์กลาง ราวๆ 5 มม.

นิเวศน์วิทยา : ปลูกเป็นไม้ประดับ.
สรรพคุณ : ใบ มีกลิ่นหอมสำหรับแต่งกลิ่นน้ำหอม ใช้ขับเยี่ยว คุ้มครองการเกิดโรคมะเร็งเต้านมรวมทั้งป้องกันหัวล้านได้ ราก ขับเยี่ยว ใบ ตำเป็นยาพอกแก้แผลอักเสบ ขับปัสสาวะ

Tags : สมุนไพร

13
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ พญาเเร้ง
« เมื่อ: ธันวาคม 04, 2017, 04:16:11 pm »

พญานกแร้ง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarcogyps  calvus  (Scopoli) จัดอยู่ในสกุลเดียวกับอีแร้ง
คือวงศ์  Accipitridae
มีชื่อสามัญว่า  red-headded vulture หรือ king vulture
แร้งเจ้าพระยา หรือ แร้งหัวแดง (ลาว) ก็เรียก นกชนิดนี้เป็นนกขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๘๔  ซม. ขนทั่วตัวสีดำ หัว คอ และก็แข็งเป็นเนื้อสีแดง มีขนอุยสีน้ำตาลออกขาว มีแถบสีขาวตรงส่วนบนของอกและที่ต้นขาทั้งสอง เมื่ออายุยังน้อยขนทั่วตัวมีสีน้ำตาล ใต้ท้องสีอ่อนกว่า รวมทั้งมีลักษณะเป็นลายเกร็ด ส่วนบนมีขนสีขาวทั่วไป
พญาแร้งรังเกียจอยู่รวมกันเป็นฝูงเหมือนอีแร้งปกติ พบมากอยู่โดดเดี่ยวหรืออยู่เป็นคู่ รวมทั้งลวกินซากสัตว์ร่วมกับอีแร้งอื่นๆมั่นใจว่านกชนิดนี้เป็น “เจ้าที่อีแร้ง” จะต้องลงรับประทานซากสัตว์ก่อนจำพวกอื่นๆและเลือกกินเฉพาะส่วนที่มีรสชาติดีที่สุด ก็เลยเรียก“พญาแร้ง” ชอบอาศัยอยู่ตามชายป่ารวมทั้งทุ่งข้าว มีเขตผู้กระทำระจายจำพวกกว้างมาก ตั้งแต่เมืองจีน  ประเทศอินเดีย  ลงมาทางใต้จนถึงคาบสมุทรมลายู ในสมัยก่อนเคยเจอชุกชุมอยู่ทั่วๆไปในประเทศไทย มักทำรังอยู่บนต้นไม้สูง ตามชายป่าและก็ทุ่งนา นากแล้วหลังจากนั้น ในประเทศไทยยังเจออีแร้งดำหิมาลัย (cinereous  vulture) อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Aegypius  monachus  (Linnaeus) เป็นนกที่อพยพเข้ามายังเมืองไทยในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ หรืออาจเป็นนกที่หลงเข้ามา แต่เป็นนกหายากและก็มีจำนวนน้อยมาก

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยตามบ้านนอกใช้หัวอีแร้งเผา ผสมเป็นยาแก้ไข้รอยแดง ไข้พิษ กระดูกอีแร้งเผาไฟเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งใน “ยามมหานิลแท่งทองคำ” (มอง  คู่มือเภสัชกรรมแผนไทย เล่ม  ๔  เครื่องยาธาตุวัตถุ) แก่ไข้พิษ ไข้รอยดำ ส่วนหางอีแร้งและหางอีกาเผาไฟ ตำราเรียนโบราณมีรสเย็น เบื่อ บดผสมกวาวเครือแก้ซางชัก รวมทั้งใช้รมซาตานแม่ซื้อที่ก่อกวนเด็กที่เป็นลมซางจำพวกนี้ ถ้าเกิดแก้โลหิตเป็นพิษให้เข้า “ดีอีแร้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ดังนี้ ยาแก้โลหิตทำพิษ เอาดีนกแร้ง เจาะไนดี แล้วเอาพริกไทยตำยัด   ใส่ให้เต็ม ตากให้แห้ง ถ้าหากจะแก้เลือดทำพิษ ให้ฝนกับสุรากินหายวิเศษฯ พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “กระดูกนกแร้ง”  เป็นเครื่องยาด้วย มีอยู่ขนานหนึ่งเข้า “ศีร์ษะนกแร้ง” เป็นยากวาดซางแดงดังนี้ สมุนไพร ขนานหนึ่ง   ท่านให้เอาศีร์ษะงูเห่า  ๑  ศีร์ษะอีแร้ง  ๑  ศีร์ษะกา  ๑   หอยสังข์  ๑  รากดิน  ๑  ดอกบุนนาค  ๑  ดินถนำ  ๑  น้ำประสานทอง  ๑  น้ำหมึกหอม  ๑  นอแรด  ๑  เขากุย  ๑  มูลหมูหยาบคาย  ๑  กฤษณา  ๑  กะลำภัก  ๑  ผลจันทร์  ๑  ดอกจันทร์  ๑  เขี้ยวเสือ  ๑  เขี้ยวตะไข้  ๑  เขี้ยวแรด  ๑  เขี้ยวหมู  ๑  กรามแรด  ๑  กล้วยกรามช้าง  ๑   รวมยา  ๒๒  สิ่งนี้ เอาเสมอภาค ทำเปณจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาว ปัดกวาดได้สารพัดสารพันทรางทั้งสิ้นหายยอดเยี่ยมนัก

14
ลงประกาศฟรี / สมุนไพรผลิตภัณฑ์จากพืช
« เมื่อ: พฤศจิกายน 28, 2017, 04:34:20 pm »

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u]จำพวกผลิตผลจากพืช[/url][/b]
วัวกระทิง -น้ำมันจากเม็ด แก้ปวดตามบาปข้อรวมทั้งกระดูก
กะถุงลาย -น้ำมันจากเมล็ด แก้เหน็บชา ขับเหงื่อ
กำยาน -ขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ แก้โรคปอดรวมทั้งหลอดลมอักเสบ สมานแผล
 สมุนไพร คนทีเขมา – ยาง ขับเลือดแล้วก็ลงให้กระจาย
 
คำฝอย – น้ำมันจากเม็ด แก้อัมพาต
 
งิ้ว – ยาง แก้ท้องเดิน แก้ประจำเดือนตกหนัก บำรุงโลหิต
 
จาก -น้ำตาล สมานหัวริดสีดวงทวารหนัก
 
จำปา -ยาง แก้ริดสีดวงพลวก
 
ตาตุ่ม – ยาง แก้หนองแล้วก็ลม ถ่ายพรรดึก กัดทำลาย
 
ตีนเป็ดน้ำ – น้ำมันเม็ดใน แก้หวัด หิดเหา
 
ทองกวาว – ยาง แก้ท้องเสีย
 
นุ่น -น้ำมันจากเมล็ด ขับฉี่ ระบายอ่อนอ่อนๆ
 

มะม่วงหิมพานต์ – ยาง ทำลายตาปลาหรือเป็นปุ่มโต แก้รัตตะปิตตะโรค
 
ว่านหางจระเข้ – ยาง ถ่าย ขับเยี่ยว ขับรอบเดือนแก้รัตตะปิดตาโรค
 
สบู่ขาว – ยาง แก้ปากเปื่อยยุ่ยพุพอง ลิ้นเป็นฝ้าเป็นละออง
 
หมีเหม็น – ยาง แก้บาดแผล แก้ช้ำ

15
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุหมูป่า
« เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2017, 11:11:34 am »

หมูป่า
หมูป่าเป็นสัตว์เลือดอุ่น กีบคู่
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sus  scrofa Linnaeus
จัดอยู่ในตระกูล  Suidae
มีชื่อสามัญว่า  common wild pig หมูไม่มีอารยธรรมก็เรียก
ชีววิทยาของหมูป่า
หมูป่ามีรูปร่างเพรียว ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาวราว ๑.๕๐ เมตร หางยาวราว ๒๐ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๗๕-๑๐๐ กก.  ความสูงตอนไหล่ ๖๐-๗๕ เซนติเมตร บริเวณไหล่และก็อกใหญ่ เรียวไปทางด้านท้ายของลำตัว ขาเล็กเรียว ใช้สำหรับรื้อฟื้นหาอาหารใต้ดิน ขนยาว หยาบคาย แข็ง สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำผสมเทา หรือสีดำแซมขาว มีขนยาวเป็นแผงบนสันคอแล้วก็ข้างหลัง ขนบริเวณดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วนี้จะตั้งชันขึ้นเมื่อตระหนกตกใจหรือเมื่อต่อสู้กับศัตรู เขี้ยวมีลักษณะยาว คมมาก โค้งงอนขึ้นไปนอกปาก   ใช้เป็นอาวุธป้องกันตัว บางตัวอาจมีเขี้ยวยาวถึง ๖ นิ้ว จมูกไว หูไว ชอบอาศัยตามป่าชื้น ที่ราบตามไหล่เขา หรือบริเวณหนอง อยู่เป็นฝูง ออกหากินรุ่งเช้าหรือเย็น   รวมทั้งช่วงเวลากลางคืน ตอนกลางวันมักหลบอยู่ตามพุ่งไม้ ตามปลักตม หรือสายธาร ถูกใจเกลือกปลักโคลน เพศผู้ที่อายุมากกๆจะแยกออกไปหากินตามลำพังทลาย เรียก หมูป่าโทน หรือ หมูโทน ตัวเมียแก่ๆเป็นผู้นำฝูง ในฤดูผสมพันธุ์เพศผู้ต่อสู้กัน และจะดุร้ายเมื่อบาดเจ็บ หมูป่าแม่ลูกอ่อนจะดุร้ายกว่าปรกติรวมทั้งจะหวงลูกมากมาย ถูกใจรื้อฟื้นดินหาอาหาร กินได้ทั้งยังพืชและก็สัตว์ อย่างเช่น ผลไม้  ข้าวโพด เผือก มัน งู หนู ไส้เดือน กบ เขียด ปลา หมูป่าผสมพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี แต่สืบพันธุ์กันถี่ที่สุดในตอนเดือนธันวาคมถึงม.ค. เริ่มโตสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๘-๑๐ เดือน ตั้งครรภ์นาน ๑๑๕ วัน ตามปกติคลอดลูกทีละ ๔-๘ ตัว ลูกหย่านมเมื่ออายุ ๓-๔ เดือน หมูป่าอายุยืนราว ๑๕ ปี

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้หนังหมูป่า ดีหมูป่า และเขี้ยวหมูป่าเป็นเครื่องยา ดังนี้
๑. หนังหมูป่า เช่น [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] ยาต้มแก้สันนิบาตเลือดขนานหนึ่งใน พระตำราชวดาร เข้า “หนังหมุเถื่อน” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยานั้นปะทุลีการเปนยาดับพิษลมพิษเสลดอันร้อนนอนไม่หลับบริโภคของกินไม่ได้   ให้แต่งยาต้มกินตอนเช้า   เอาหีบลม ๑   หนังหมูเถื่อน ๑   รากเจ็ตมูลไฟแดง ๑   รากช้าพลู ๑   เอาสิ่งละ ๑ บาท   ข่า ๕ บาท   ดอกคำ ๑๐ สลึง   เทียนดำ ๒ บาท   ผลจู๋ม ๑   ก้านสะเดา ๑   ผลสมอเทศ ๑   ผลสมอไทย ๑   ผลสมอพิเภก ๑   ยายามเช้าเย็นเหนือ ๑   เอาสิ่งละ ๑ บาท   ดอกบัวแดง ๑   ดอกบัวขาว ๑   ดอกบัวขม ๑   ดอกบัวเผื่อน ๑   ดอกพิกุล ๑   ดอกบุนนาค ๑   ดอกสารภี ๑   เอาสิ่งละ ๖ สลึง  ต้มด้วยน้ำเถาวัลเปรียงแซกดีเกลือตามกำลังวัน  กินชำระเม็ดยอดตกลิ้น   แล้วจึงประกอบยามหาสมไม่ใหญ่   แก้ไข้แก้ลม   ให้รับประทานเปนคู่กับยาต้ม
๒. ดีหมูป่า   อย่างเช่น   ยาขนานหนึ่งชื่อ “ยาประสานทองคำ”   ใน พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ เข้า “ดีหมูโหดร้าย” เป็นเครื่องยาด้วย   ดังต่อไปนี้
ยาชื่อประสานทองคำ   ขนานนี้ท่านให้เอา   ชะมดสด ๑   ชะมดเชียง ๑   เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง   พิมเสน ๑ สลึง   กรุงเฉมา ๑   อำพัน ๑   ดอกบุนนาค ๑   บอแร็ก ๑   ลิ้นทะเลปิ้งไฟ ๑   เอาสิ่งละ ๒ สลึง   ตรีกฏุก ๑   โกศอีกทั้ง ๙   เทียนทั้งยัง ๕   ผลจันทน์ ๑   ดอกจันทน์ ๑   กระวาน ๑   กานพลู ๑   จันทน์อีกทั้ง ๒   กฤษณา ๑   กระลำภัก ๑   ชะลูด ๑   ขอนดอก ๑   เปราะหอม ๑   ผลราชดัด ๑   ผลสารพัดพิษ ๑   พญารากขาว ๑   ปลาไหลเผือก ๑   ตุมกาทั้ง ๒   ลุก ๑   มหาสดำ ๑   มหาละลาย ๑   รากระย่อม ๑   รากไคร้เครือ ๑   หว้านกีบแรด ๑   หว้านร่อนทองคำ ๑   หว้านน้ำ ๑   แสนประสระต้น ๑   แสนประสระเครือ ๑   เหล้าตายย์ ๑   อบเชยเทศ ๑   เอาสิ่งละ ๑ บาท   ทองคำเปลว ๒๐ แผ่น   รวมยา ๖๑ สิ่งนี้กระทำเปนจุณ   แล้วเอาดีงูงูเหลือม ๑   ดีจระเข้ ๑   ดีตะพาบน้ำ ๑   ดีหมูป่าเถื่อน ๑   ดีปลาช่อน ๑   ดีนกยูง ๑   ดีทั้งยัง ๖ นี้แซก   เอาน้ำเปนกระสาย   บดปั้นแท่งไว้   แก้พิษทราง   แลแก้ไข้สันนิบาต   ละลายน้ำดอกไม้รับประทาน   ถ้าหากแก้พิษไข้ทรพิษ   พิษฝีดวงเดียว   พิษงูร้ายละลายเหล้ากิน   ทุกสิ่งประสิทธิ์ดีนัก
๓. เขี้ยวหมูป่า   เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว”  ดังเช่นว่า เขี้ยวหมูป่า  เขี้ยวหมี   เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด  เขี้ยวสุนัขป่า เขี้ยวปลาพะยูน   เขี้ยวตะไข้  เขี้ยวแกงเลียงผา  แล้วก็งา  (มอง คู่มือการปรุงยาแผนไทย เล่ม๑ น้ำกระสายยา)

หน้า: [1] 2