แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - BeerCH0212

หน้า: [1] 2 3
1

สมุนไพรอบเชยญวณ
อบเชยญวณ Cinnamomum camphora (L.) Presl.
บางถิ่นเรียกว่า อบเชยญวณ (ทั่วไป) ประพรมเส็ง (เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน)
      ไม้ใหญ่ ขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 ม. ทรงพุ่มไม้กว้าง ทึบ ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1.5 ม. เปลือกต้นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย เปลือกกิ่งสีเขียว หรือน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบ ไม่มีขน แก่นไม้สีน้ำตาลปนแดง ใบ ผู้เดียว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 ซม. ยาว 5.5-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย เนื้อใบค่อนข้างจะหนา ด้านบนสีเขียวเข้ม วาว ด้านล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมยวนใจเหมือนกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราวๆ 3-8 มิลลิเมตร แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และก็ตามเส้นกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร ไม่มีขน ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาวประมาณ 5 เซนติเมตร สีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกย่อยยาว 1-2 มม. กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วงๆละ 3 กลีบ รูปรี ด้านนอกหมดจด ก้านในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วงๆละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 และวงที่ 2 หันหน้าเข้าด้านใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 หันหน้าออก ด้านนอก ก้านเกสรค่อนข้างใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน ต่อมรูปไข่กว้างแล้วก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถบละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิด 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อันอยู่ภายในสุด รูปร่างคล้ายลูกศร มีขนแม้กระนั้นไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาว ราว 1 มม. ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ผล รูปไข่ หรือกลม ยาว 6-10 มิลลิเมตร สุกสีม่วงดำ มีฐานดอกซึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผล

นิเวศน์วิทยา
: เป็นพันธุ์พืชที่ขึ้นได้ทั้งยังในเขตอบอุ่นและเขตร้อน
คุณประโยชน์ : ต้น กลั่นเนื้อไม้จะได้ camphor หรือ การบูรธรรมชาติ ใช้ผสมเป็นยาเพื่อคุ้มครองป้องกันแมลงบางประเภท เป็นยาระงับประสาท แก้อาการชักบางประเภท ฆ่าเชื้อโรคบางประเภท ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด และขับลม ใช้ทาถูนวดแก้ปวดแล้วก็เป็นยาฆ่าเชื้อโรคอย่างอ่อน

Tags : สมุนไพร

2

สมุนไพรกะตังใบ
กะตังใบ Leea indica (Burm.f.) Merr.
บางถิ่นเรียกว่า กะตังใบ (จังหวัดกรุงเทพมหานคร เมืองจันท์ เชียงใหม่) นางใบ (ตราด) ช้างเขิง (ฉาน) โคนงจ้วม โคนงต้อม (ภาคเหนือ) บั่งบายต้น (จังหวัดตรัง)
         ต้นไม้ หรือ ต้นไม้ขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 มัธยม ลำต้นสะอาด หรือปกคลุมด้วยขนสั้นๆใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก (1-)2- หรือ 3 ชั้น ใบย่อยมี 7- ถึงเป็นจำนวนมาก หูใบรูปไข่กลับ กว้างได้ถึง 4 เซนติเมตร ยาว 6 เซนติเมตร มักจะสะอาด หรือมีขนห่างๆ หูใบร่วงง่าย ทำให้มีการเกิดรอยแผลเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง แกนกลางใบยาว 10-35 เซนติเมตร เกลี้ยง หรือมีขนสั้นปกคลุม ใบย่อยรูปขอบขนานแกมรูปไข่ ถึงรูปหอกปนรูปไข่ หรือรูปรี หรือรูปใบหอกปนรี กว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 10-24 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ หรือกลม หรือเว้า นิดหน่อย สมุนไพร ขอบของใบจะมน หรือจักแบบฟันเลื่อย หรือแบบซี่ฟันตื้นๆเนื้อใบดกปานกลาง ข้างล่างมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยม หรือกลม เส้นใบมี 6-16 คู่ ก้านใบย่อยยาวได้ถึง 25 มม. สะอาด หรือมีขน ก้านใบรวมยาว 10-25 ซม. ดอก สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อกว้าง ดอกติดห่างๆยาว 10-25 ซม. เกลี้ยง หรือมีขนบางส่วน ริ้วตกแต่งมีตั้งแม้กระนั้นสามเหลี่ยมออกจะกว้าง ถึงสามเหลี่ยมแคบ ยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 ซม. กลีบเลี้ยงยาว 2-3 มม. เชื่อมติดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก กลีบ 5 กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่ที่หลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมนๆปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมี 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เม็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ผล กลม แป้น ผิวบาง มีเนื้อนุ่ม สีม่วงดำ มี 6 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา : ขึ้นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกกินเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องเสีย แก้บิด ขับเหงื่อ และเป็นยาเย็น แก้อาการกระหายน้ำ ใบ ปิ้งไฟให้ไหม้เกรียม ใช้พอกศีรษะ แก้วิงเวียน มึนหัว ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้ามเนื้อ และแก้ผื่นคันตามผิวหนัง น้ำยางจากใบอ่อนรับประทานเป็นยาช่วยสำหรับการย่อย ผล กินได้

4

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรลิ้นงูเห่า[/url][/size][/b]
ชื่อพื้นบ้านอื่น  ลิ้นงูเห่า (จันทบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Clinacanthus siamensis Bremek.
ชื่อวงศ์  ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Lin gnu hao.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้เถาล้มลุก (HC) ลักษณะพุ่มเลื้อย คล้าบต้นเสลดพังพอนตัวเมีย ลำต้นกลมสีเขียวเรียวยาว ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกหรือรูปหอกปนขอบขนาน กว้าง 2-4 ซม. ยาว 6-12 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ ก้านใบเล็กกลม แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ใบดกและหนาทึบดอก มีดอกเป็นช่อกระจุก สีแดงผสมส้ม แต่ละข่อประกอบด้วยดอกย่อยอัดแน่น 10-15 ดอก ลักษณะที่คล้ายดอกเสลดพังพอนตัวเมีย กลีบเลี้ยงสีเขียวเป็นรูประฆังตื้นๆโคนดอกชิดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็นกลีบดอก 2 กลีบมีเกสรตัวผู้เป็นสีเหลืองแทงพ้นกลีบดอกไม้ ผล เมื่อแห้งแตกได้ ข้างในมีเม็ด

นิเวศวิทยา
กำเนิดจากที่รกร้างว่างเปล่าปกติ นิยมปลูกตามสถานที่ต่างๆทั้งสวนสาธารณะ วัดและบ้านที่พัก เพื่อเป็นไม้ประดับรวมทั้งใช้ประโยชน์ทางยา
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง ชอบแดดแรง น้ำไม่ขัง เจริญเติบโตได้ในดินร่วนซุย นิยมนำมาปลูกเป็นแปลงหรือเป็นแถว ขยายพันธ์ฺด้วยการเพาะเม็ดหรือการปักชำกื่ง
ส่วนที่ใช้รสและก็สรรพคุณ
สมุนไพร ราก รสจืดเย็น โขลกพอกดับพิษแมลงกัดต่อย
ใบ รสจืดเย็น ตำหรือขยี้ทาแก้พิษร้อน โรคผิวหนัง พิษอักเสบและก็ปวดฝี รักษาแผลไฟลุก น้ำร้อนลวก ลดอาการอักเสบ
วิธีใช้และปริมาณที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเอามาตำให้ละเอียด ใช้ทาและก็พอกบริเวณที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง บ่อยๆ ตราบจนกระทั่งจะหาย 2. ลดลักษณะของการปวดแสบปวดร้อนของตุ่มแผลงูสวัด โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างให้สะอาดเอามาโขลกให้ละเอียดผสมเหล้าโรงน้อย นำมาทารวมทั้งพอกบริเวณที่มีลักษณะอาการร ตอนเช้า-เย็น เป็นประจำ


5

สมุนไพรกะทือ
ชื่อพื้นเมืองอื่น กะทือป่า กะแวน กะแอน แฮวดำ (ภาคเหนือ) เฮียวข่า (งู-แม่ฮ่องสอน) เปลพ้อ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เฮียวแดง เฮียวดำ (แม่ฮ่องสอน) กะทือ (ภาคกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Zingiber zerumbet. (L.) Sm.
ชื่อพ้อง Amomum Zerumbet L. Zingiber amaricans Blume
ชื่อวงศ์   ZINGIBERACEAE
ชื่อสามัญ Wild Ginger.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (H) ที่มีลำต้นใต้ดินลักษณะเป็นเหง้า มีกลิ่นน้ำมันระเหย เนื้อในเหง้าหรือลำต้นใต้ดินมีสีขาวอมเหลืองอ่อน มีกลิ่นฉุน เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเหลือง แทงหน่อออกข้างๆและนอกสุด ลำต้นส่วนของกาบใบที่แผ่ขยายออกแล้วห่อซ้อนทับกันจนแปลงเป็นลำต้นเทียมมีสีเขียว สูงโดยประมาณ 2 เมตร
ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะใบรูปขอบขนาน หรือรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนและก็สอบเรียวเข้าหาก้านใบ ขอบใบเป็นคลื่น แผ่นใบสีเขียวเข้ม ท้องใบหรือใต้ใบมีขนสีขาวท้องนาลปกคลุมก้านใบสั้น
ดอก มีดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงสด แตกช่อจากหัวใต้ดินดโผล่พ้นดินขึ้นมา ช่อดอกที่มองเห็นเป็นทรงกระบอกสีเขียวผสมแดง ปลายและวัวนมนโค้ง ประกอบด้วยใบตกแต่งที่เรียงทับกันแน่น เมื่อดอกยังอ่อนจะปิดแน่น และจะขยายอ้าออกให้เห็น ดอกที่อยู่ภายในลักษณะเป็นหลอดโผล่ออกมาจากซอกใบประดับประดา กลีบดอกไม้มีสีเหลืองอ่อนหรือสีขาวนวล โคนกลีบดอกไม้ม้วนห่อส่วนปลายกลีบผายกว้างผล ลักษณะกลม โต แข็ง เส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 1 ซม. มีสีแดง เป็นแบบผลแห้งแตก

นิเวศวิทยา
พบขึ้นเป็นกอๆตามป่าดงดิบทั่วไป ที่สูงจากระดับน้ำทะเล 100-1,000 เมตร
การปลูกแล้วก็แพร่พันธุ์
เติบโตได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย ไม่ชอบน้ำนอง สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล ปลูกโดยการตัดใบออกให้เหลือเกิน 15 ซม. ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อหรือเหง้า
ส่วนที่ใช้รสรวมทั้งสรรพคุณ
ราก รสชื่นขมนิดหน่อย แก้ไข้ แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้ต่างๆแก้เคล็ดลับปวดเมื่อย
สมุนไพร เหง้าหรือลำต้นใต้ดิน  รสชื่นขมปร่า แก้แน่นหน้าอก แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงนมให้บริบูรณ์ เป็นยาขับลม แก้ท้องเฟ้อ ท้องอืด บำรุงธาตุ ขับปัสสาวะ แก้เสมหะเป็นพิษ แก้บิด ขับน้ำย่อย เจริญอาหาร แก้บิดปวดเบ่ง เป็นยาบำรุงกำลัง แก้ฝี ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรตัวอื่น แก้ไข้ตัวเย็น แก้กระษัย แก้ท้องเฟ้อ แก้โรคลม เป็นยาระบาย แก้เยี่ยวขุ่นขัน แก้บิด บำรุงธาตุลำต้น รสชื่นขม เป็นยาแก้เบื่่ออาหาร ทำให้เจริญอาหาร แก้ไข้
ใบ รสชื่นขมบางส่วน ใช้ใบต้มเอาน้ำเป็นยาขับเลือดเน่าในมดลูก (เลือดเน่าร้ายในเรือนไฟ) ขับน้ำคร่ำ ใช้ผสมในตำหรับยาร่วม กับสมุนไพรอื่น เป็นยาแก้ไข้ป่า อีสุกอีใส เป็นยาประคบเส้นบวมช้ำ ถอนพิษไข้ แก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ แก้ไข้อีดำอีแดง แก้หัด ไข้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้แปลงฤดู แก้ไข้เชื่องซึมผิดสำแดง
ดอกรวมทั้งเกสร รสชื่นขมบางส่วน แก้ไข้เรื้อรัง แก้ผอมโซ แก้ไข้ตัวเย็น แก้ไข้จับสั่น แก้ผอมบางเหลือง บำรุงธาตุ แก้ลม
วิธีการใช้และปริมาณที่ใช้

  • ขับเลือดเน่าในมดลูก ขับน้ำคาวปลา โดยใช้ใบสด 1 กำมือ หรือโดยประมาณ 20 กรัม ต้มในน้ำสะอาด 1 ลิตร ต้มให้เหลือกึ่งหนึ่ง กรองเอาน้ำวันละ 3 เวลา ก่อนอาหาร 2. รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียดแล้วก็ปวดท้อง โดยใช้ลำต้นใจต้ดินหรือเหง้าแก่สดขนาดเท่านิ้วโป้ง 2 หัวหรือหนักราวๆ 20 กรัม ปิ้งไฟพอสุกตำกับน้ำปูนใสคั้นเอาน้ำเวลามีลักษณะ


6

สมุนไพรคำฝอย
ชื่อประจำถิ่นอื่น  ดอกคำฝอย (ภาคเหนือ) คำยอง (จังหวัดลำปาง) คำ (ทั่วๆไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Carthamus tinctorius L.
ชื่อวงศ์  COMPOSITAE
ชื่อสามัญ False saffron , Safflower , Saffron thistle.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) แก่ราว 1 ปี สูงประมาณ 1-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นสัน ผิวเกลี้ยง
ใบ เป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกแกมขอบขนาน ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม ขอบของใบมีหนามหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 3-15 เซนติเมตร เส้นแขนงใบเห็นแจ่มชัด
ดอก เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น ก้านดอกใหญ่ ผิวเนียน กลีบตอนแรกเหลือง ปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงเมื่อแห้ง
ผล ผลแห้ง ลักษณะเป็นรูปไข่กลับเบี้ยว ยาวโดยประมาณ 5-8 ซม. มีสีขาวเสมือนงวงช้าง ตรงปลายตัดมีสันอยู่ 4 สัน แล้วก็มีรยางค์ยาว 5 เซนติเมตร รวมถึงมีเกล็ดด้วย

นิเวศวิทยา
มีถิ่นเกิดในทวีปเอเชีย สำหรับประเทศไทยได้เอามาปลูกเอาไว้ในภาคเหนือ
การปลูกและก็แพร่พันธุ์
เติบโตเจริญในดินที่ร่วนซุย  ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมแล้วก็สรรพคคุณ
ดอก รสหวานร้อน ใช้เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ หยุดประสาท บำรุงเลือด ขับระดู รักษาอาการบวม แก้ไข้หลังคลอดลูก รักษาแผลพุพอง ระงับลักษณะของการปวดในสตรีที่มีรอบเดือนมาเปลี่ยนไปจากปกติ เป็นยาบำรุงสำหรับคนที่เป็นอัมพาต ใช้ลดน้ำหนักและไขมันในเส้นโลหิตเกสร  รสหวานร้อน บำรุงเลือดและน้ำเหลืองให้ปกติ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] เม็ด รสหวานร้อน เป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ ลดการอักเสบหลังการคลอดลูก น้ำมันเม็ดคำฝอย รักษาลักษณะของการปวดปวดเมื่อยในโรคไขข้ออักเสบ รักษาแผล ทาปก้อัมพาต  ดอกแก่ รสหวานร้อน ใช้แต่งสีอาหารให้มีสีเหลืองส้มในของกินโดยสาร carthamin ในกลีบดอก แล้วก็ใช้ย้อมผ้าได้
วิธีการใช้และก็จำนวนที่ใช้

  • ขับประจำเดือน บำรุงหัวใจ โดยใช้ดอกแห้ง 5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหาร เช้าตรู่-เย็น บ่อยๆทุกเมื่อเชื่อวัน
  • ลดไขมันในเลือด แล้วก็แก้เมื่อย โดยใช้น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงเป็นของกิน และทาแก้ปวดเมื่อย ไขข้ออักเสบ และก็อัมพาต เสมอๆ
ข้อควรทราบ
น้ำมันที่่ใช้สำหรับการประกอบอาหารแล้วก็ทานวด ควรเป็นน้ำมันที่่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน
ส่วนน้ำมันที่สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้ฉาบหนังไม้ให้เปียกน้ำ และก็ใช้ผสมสีทาบ้านเรือน
สารสกัดจากดอกคำฝอยโดยใช้แอลกอฮอล์ สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียและยั้งเชื้อไวรัสได้

7

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรเพกา[/url][/size][/b]
ชื่อท้องถิ่นอื่น  มะลิดไม้  มะลิ้นไม้  ลิดไม้ (ภาคเหนือ) หมากลิ้นก้าง หมากลิ้นช้าง (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ดอก๊ะ  ด๊อกก๊ะ  ดุแก (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) กาโด้โด้ง (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) เพกา (ภาคกึ่งกลาง) ลิ้นฟ้า (เลย) เบโก (มลายู-นราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อวงศ์  BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ Indian trumpet flower.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ต้นไม้ขนาดเล็ก (ST) ผัดใบ สูงราว 4-20 เมตร เปลือกต้น เรียบสีเทา บางทีแตกเป็นรอยตื้นนิดหน่อย มีรูระบายอากาศเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายตามลำต้นและกิ่ง
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบคนเดียวๆขนาดใหญ่ที่ปลายก้าน รูปทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาว ใบย่อยรูปไข่ ขอบใบเรียบ ออกตรงข้ามชิดกัน อยู่โดยประมาณปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม
ดอก มีดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่รอบๆปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปปากเปิดแบบสามมาตรด้านข้าง กลีบครึ้ม มี 5 กลีบ ภายนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ภายในสีเหลืองเขรอะๆครึ่งหนึ่งสีชมพู โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบย่นย่อขยุกขยิก บริเวณปลายกลีบดอกภายในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันชิดกับท่อดอกโคนก้านจะมีขน ผล เป็นฝักแบน ยาวเหมือนรูปกระบี่ แขวนระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ส่วน
เมล็ด เมล็ดแบน มีปีกบางใสจำนวนหลายชิ้น

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วๆไปทุกภาคของประเทศไทย ถูกใจขึ้นบนที่โล่ง บริเวณป่าเขาดิบ รวมทั้งไร่ร้างทั่วๆไป
การปลูกและแพร่พันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกได้ไม่ยาก และไม่ต้องการใส่ใจเท่าไรนัก เติบโตได้ดิบได้ดีในที่เปียกชื้นระบายน้ำดีโดยยิ่งไปกว่านั้นดินที่ร่วนซุย ควรปลูกภายในฤดูฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเมล็ดหรือการตัดชำราก
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคคุณ   
เปลือกราก รสฝาดขม แก้ปวดท้อง ฝาดวสมาน เป็นยาบำรุง แก้บิด แก้ท้องร่วง ขับเหงื่อ
ราก รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องวหล่น เจริญอาหาร นำมาซึ่งน้ำย่อยของกิน ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ ฟกช้ำ บวม ลำต้น รสขม แก้แมลงป่องต่อย เปลือกต้น รสขมฝาด ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือด ขับเสลด ดับพิษโลหิต เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใบ รสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้อาการปวดท้อง แก้ปวดข้อ รวมทั้งเจริญอาหาร
ผลอ่อนหรือฝักอ่อน รสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ                                                     
ผลแก่หรือฝักแก่ รสขมร้อน แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ
เมล็ดแก่ รสขม เป็นยาอมปรับแต่ง ขับเมหะ ใช้เป็นองค์ประกอบอย่างหึ่งในน้ำจับเลี้ยงของชาวจีนแก้ร้อนใน
วิธีใช้และก็จำนวนที่ใช้

  • ขับเลือด ขับน้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นสด 1 กำมือ หรือหนักราวๆ 20 กรัม สับเป็นชิ้นต้มในน้ำสะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำกิน ยามเช้า-เย็น 2. แก้ปวดฝี โดยใช้เปลือกสด ราวๆ 1 ฝ่ามือฝนกับเหล้าโรงทาบริเวณที่เสมอๆ
  • แก้อาการร้อนใน แก้ไอ และขับเสลด เมล็กเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งใน “น้ำจับเลี้ยง” ของชาวจีน โดยใช้เมล็ดครั้งละ 0.5-1 กำมือ (หนักราว 1.5-3 กรัม) ใส่น้ำประมาณ 300 มิลลิลิตร ต้มไฟอ่อนพอเพียงเดือดนานราวๆ 1 ชั่วโมง ดื่มวันละ 3 ครั้ง


8
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ มดเเดง
« เมื่อ: มกราคม 04, 2018, 09:11:37 am »

มดแดง
มดแดงเป็นมด มีสีแดง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Oecophyllasmaragdina(Fabricius)
จัดอยู่ในตระกูล Formicidae
ชีววิทยาของมด
มดเป็นแมลงพวกหนึ่ง มีลักษณะที่สำคัญเป็น  รอบๆส่วนท้องคอดกิ่วในตอนที่ตืดกับอกทางด้านหลังของส่วนท้องปล้องที่ ๑  หรือในมดบางชนิดศูนย์รวมไปถึงข้อที่  มดมีลักษณะเป็นโหนกสูงขึ้น โหนกนี้อาจโค้งมนหรือมีลักษณะเป็นแผนแบนก็ได้ ลักษณะโหนกนี้เป็นลักษณะเฉพาะที่ทำให้มดไม่เหมือนกันกับกลุ่มแมลงที่ดูคล้ายกัน  ดังเช่นว่า  พวกต่อและแตน หรือไม่เหมือนกันกับปลวกที่คนทั่วๆไปมักงวยงงกัน โดยมองเห็นมดกับปลวกเหมือนกันไปหมด นอกจากไม่เหมือนมดตรงที่ไม่มีโหนกแล้วปลวกยังมีส่วนท้องไม่คอดกิ่วอีกดัวย ทั้งนี้เพราะข้อแรกๆของส่วนท้องของปลวกนั้น มีขนาดโตเท่าๆกับส่วนนอก หรือโตกว่าส่วนนอก
มดอยู่รวมกันเป็นกรุ๊ปเดียวกับปลวก มีชีวิตแบบสังคม โดยการทำรังอยู่ดัวยกันรังหนึ่งๆเป็นร้อย เป็นพัน หรือ หลายหมื่น หลายแสนตัว ไม่มีชนิดใดอยู่โดดเดี่ยว ประกอบดัวยวรรณะ แต่ละวรรณะมีขนาด รูปร่าง ลักษณะ และก็เพศไม่เหมือนกัน กล่าวคือ มดตัวเมียเป็นแม่รัง เพศผู้เป็นบิดารัง และมดงานอันเป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันปฏิบัติภารกิจสร้างรัง เลี้ยงรัง รวมทั้งเฝ้ารัง แต่ละวรรณะอาจมีรูปร่างลักษณะต่างกันออกไปอีก
ดังเช่น มดงานซึ่งเป็นพวกที่ไม่มีปีกก็บางทีอาจทำหน้าที่ทำรังแล้วก็เลี้ยงรัง เหล่านี้มีร่างกายขนาดปรกติ หัว อก รวมทั้งท้องได้สัดส่วนกัน แต่ในเวลาเดียวกันอาจเจอมดงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่เฝ้ารัง มดเหล่านี้เว้นแต่ตัวใหญ่กว่ามดงานธรรมดาเป็นอย่างมากแล้ว ยังมีหัวโต กรามใหญ่ ไม่ได้รูปทรงกับลำตัวดัวย
ในกลุ่มมดตัวผู้และก็มดตังเมียซึ่งเป็นพ่อรังแล้วก็แม่รังนั้น อาจพบได้ทั้งพวกที่มีปีกและไม่มีปีก หรือมีลำตัวโตหรือเล็กขนาดใกล้เคียงกับมดงานก็มี แต่มดตัวเมียที่เป็นแม่รังนั้นมักมีขนาดโตกว่าตัวผู้และมดงาน อาจพิจารณามดเพศผู้ได้จากดางตาที่โตกว่ามดแม่รังรวมทั้งมดงานลูกรัง ซึ่งพวกหลังนี้มักมีตาเล็ก จนถึงครั้งคราวแทบมองไม่เห็นว่าเป็นตา ส่วนมดพ่อรังหรือมดแม่รังที่มีปีกนั้น ลักษณะของปีกแตกต่างจากพวกปลวกหรือแมลงเม่าอย่างชัดเจน กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปีกคู่หน้าของมดโตกว่าปีกคู่หลังมากมาย รูปร่างของปีกคู่หน้าแล้วก็ปีกคู่ข้างหลังก็แตกต่างกัน และที่สำคัญคือมีเส้นปีกน้อย ส่วนปลวกนั้น ปีกคู่หน้ากับปีกคู่ข้างหลังมีขนาดไล่เลี่ยกัน และรูปร่างของปีกก็คล้ายกัน เส้นปีกมีมากยิ่งกว่าเส้นปีกของมดมาก มองเห็นเป็นลวดลายเต็มไปตลอดปี

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ในขณะนี้มีการราวๆกันว่า มดที่มีการแยกชื่อวิทยาศาสตร์ไว้แล้ว มีอยู่ไม่น้อยกว่า ๖,๐๐๐ชนิด ชาวไทยต่างรู้จักดีกับมดอย่างดีเยี่ยม ด้วยเหตุว่ามีมดหลายแบบอาศัยตามอาคารบ้านเรือน หรือในบริเวณใกล้เคียงกัยบ้านเรือน การเรียกชื่อมดของคนไทยบางทีอาจเรียกชื่อตามสีสันของมด โดยการเรียก “มด” นำหน้า เช่น มดแดง(OecophyllasmaragdinaFabrius) เนื่องจากมีตัวสีแดง มดดำ (CataulacusgranulatusLatreillr, Hypocli-neathoracicus Smith) ซึ่งสติไม่ดีไปเป็นมด ฯลฯ มดบางชนิดพวกเราเรียกชื่อตามอาการอันเกิดขึ้นจากถูกมดนั้นกัด อาทิเช่น มดคัน (CamponotusmaculatusFabricius) ซึ่งเมื่อถูกกัดแล้วจะมีผลให้รู้สึกคันในบริเวณแผลที่กัด  หรือผูกคันไฟ  (Solenopsis  geminate Fabricius, SolenopsisgeminataFabricius var. rufaJerdon) ซึ่งเมื่อถูกกัด เว้นเสียแต่มีลักษณะคันแล้ว ยังมีอาการแสบร้อนเสมือนถูกไฟลวก
บางประเภทก็เรียกตามกิริยาท่าทางที่มดแสดงออก ได้แก่ มดตาลีตาเหลือก (AnoploessislongipesJerdon) ซึ่งเป็นมดที่ถูกใจวิ่งเร็วและวิ่งพล่านไป เปรียบได้กับคนที่วิ่งดัวยความตระหนกตกใจ  มดชนิดนี้บางที่เรียกสั้นๆว่า มดตะลาน  ที่เพี้ยนเป็นมดตาลานก็มี หรือมดตูดงอล (CrematogasterdoheniiMaye) อันเป็นมดที่เวลาเดินหรือวิ่งมักชูท้องเฟ้อสูงตั้งฉากกับพื้น  ทำให้มองเหมือนก้นงอล  ฯลฯ
มดบางจำพวกเป็นมดที่ประชากรตามท้องถิ่นใช้บริโภค  จึงเรียกไปตามรสชาติเช่น  ทางภาคเหนือ  อันตัวอย่างเช่น  ชาวจังหวัดแพร่  น่าน  ลำพูน  เชียงราย  เชียงใหม่  ฯลฯ  นิยมใช้มดแดงซึ่งมีรสเปรี้ยวแทนน้ำส้ม  ก็เรียกว่า มดส้มหรือมดมัน  ซึ่งประชาชนบางถิ่นนิยมกินกันเหตุเพราะมีรสชาติมันแล้วก็อร่อย  จึงเรียกชื่อตามรสนั้น แต่  มีมดบางจำพวกที่ประชาชนมิได้รัชูชื่อโดยใข้คำ “มด” นำหน้าดังเช่น เศษไม้ดิน (Doeylusorientalis  Westwood) ซึ่งเป็นมดชนิดหนึ่งที่ทำลายกัดกินฝักถั่งลิสงที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวอยู่ในดิน
มดก็เช่นเดียวกับแมลงชนิดอื่นที่อาจมีการรัยกชื่อบ้าไปตามท้องภิ่นดังเช่นว่า  แม่รังที่มีปีกของมดแดง (OecophyllasmsrhdineFabrius) คนชนบทในแคว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  อันเป็นต้นว่า  ชาวจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ จังหวัดนครพนม ร้อยเอ็ด จังหวัดอุบลราชธานีเรียกแม่เป้งในเวลาที่คนภาคกบางมัดเรียกมดโม่ง  ส่วนชาวจังหวัดภาคใต้  เช่น  ชุมพร  สุราษฎร์  สงขา  นครศรีธรรมราช  ภูเก็ต  เรียกว่าแม่เย้าหรือแม่เหยา
มดมีวงจรชีวิตในลักษณะที่พ่อรังแล้วก็แม่รังที่มีปีกจะบินอกกจากรังรวมทั้งสืบพันธุ์กันเมื่อถึงเวลาแล้ว  มดเพศผู้มักตาย  มดตัวเมียซึ่งจัดแจงสร้างรังใหม่ก็จะหาที่พักอิงอันมิดชิด  แล้วสลัดปีกทิ้ง  คอยกระทั่งไข่แก่ก็จะว่างไข่ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวอ่อนแม่รังก็จะให้อาหารเลี้ยงลูกอ่อนจนตราบเท่าเข้าดักแด้  รวมทั้งอกกมาเป็นตัวโตเต็มที่กลายเป็นมดงานที่อุปถัมภ์ค้ำชูแม่ต่อไป  เมื่อมดงานทำหน้าที่เลี้ยงรังได้แล้ว  แม่รังก็ทำ
หน้าที่วางไข่เพียงอย่างเดียว  การควบคุมวรรณะของรังอาจกระทำโดยการวางไข่ที่แตกต่างกัน  เช่น  ขนาดต่างกัน  ไข่ขนาดเล็ฟกออกมาเป็นมดตัวเมียที่เป็นแม่รังรวมทั้งมดงาน  ส่วนไข่ขนาดใหญ่เป็นมดตัวผู้หรือมดพ่อรัง  ลักษณะของวงจรชีวิตอย่างงี้แตกต่างจากปลวก  เพราะเหตุว่าปลวกนั้นเป็ฯแมลงเม่า  ซึ่งประกอบดัสยพ่อและก็แม่ปลวกที่มีปีกบินขึ้นผสมกันแล้  พ่อรังมักมีชืวิตอยู่รวมทั้งร่วมทำรักับแม่ปลวกซึ่งเตรียมออกไข่  เมื่อไข่ฟักเป็นตัว  ก็จะเป็นปลวกงานที่สามารถดำเนินงานอุปถัมภ์ค้ำชูพ่อแม่ได้โดยไม่ต้องคอยให้โตสุดกำลังเสียก่อน
นิสัยคาวมเป็นอยู่ของมดก็มีลักษณะต่างๆกัน  บางพวกทำรังอยู่บนต้อนไม้โยใช่ใบไม้ที่อาศัยมาห่อทำเป็นรวงรัง  เป็นต้นว่ามดแดง  หรือขนเศษพืชดินผสมน้ำลายสร้างรังติดกับไม้ที่อาศัย  ดังเช่นว่ามดลี่หรือมดก้นงอล  บางพวกสร้างรังในดินมีลักษณะเป็นช่องซับซ้อนคล้ายรังปวก  ยกตัวอย่างเช่นมดมันหรือแมลงมัน  รังของมดจึงมัรูปแบบของอุปกรณ์ที่สร้าง  ส่วนประกอบ  แล้วก็รูปร่างแตกต่างกันไปเยอะแยะให้มองเห็นได้เสมอ
ชีวิวิทยาของมดแดง
เมื่อมดแม่รังได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  เมื่อไข่แก่ก็จะวางไข่  ไข่มดแดงมีขนาดเล็กสีขาวขุ่น  จะถูกวางเป็นกลุ่มใกล้กับใบไม้ด้านในรัง   ไข่ที่ได้รับการผสมจะเจริญรุ่งเรืองไปเป็นมดงานและมดแม่รังส่วนไข่ที่มิได้รับผสมจะเจริญไปเป็นมดตัวผู้  เมื่อไข่เจริญรุ่งเรืองขึ้นก็จะเข้าสู้ระยะตัวอ่อนในขณะนี้บางทีอาจกินอาหารและก็ขยับตัวได้นิดหน่อย  แล้วหลังจากนั้นก็กลายเป็นดักแด้ซึ่งมีลักษณะคล้ายตัวเต็มวัยทั้งหมดทุกอย่าง ขาและก็ปีกเป็นอิสระจากลำตัว  และก็หยุดทานอาหาร  รวมทั้งจะลอกตราบออกมาเป็นตัวเต็มวัย  และที่ขาวขุ่นก็จะเริ่มกลายเป็นสีอื่นตามวรรณะมดตัวโตเต็มวัย๓ วรรณะตัวอย่างเช่น
๑. มดแม่รัง มีความยาว  ๑๕-๑๘ มม.  สีเขียวใสจนถึงสีน้ำตาลแดงหัวและอกสีน้ำตาลเหมือนมดงาน  แต่หัวกว้างว่า  ส่วนนอกสั้น  อกบ้องแรกตรงอกข้อที่ ๓ ทื่อ ขาสั้นกว่ามดงาน ปีกกว้าง  ข้อต่อหนวดสั้นกว่ากว่ามดงาน  ส่วนท้องเป็นรูปไข่  เมื่อได้รับการผสมพันธุ์แล้ว  จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเท่าตัว  ปฏิบัติภารกิจขยายพันธุ์  รังหนึ่งอาจเจอมดแม่รังหลายตัว  แม้กระนั้นจะมีเพียงแค่ตัวเดียวเท่านั้นที่จะสืบพันธุ์ได้
๒. มดตัวผู้  มีความยาว ๖-๗ มม.  ลำตัวสีดำ  หัวเล็ก  กรามแคบตาพอง  หนวดเป็นแบบด้าย  มี ๑๓ ปล้อง  ฐานหนวดยาว  ปลายเส้นหนวดค่อยๆใหญ่ขึ้นเป็นรูปกระบอก  อกข้อที่ ๓ ใหญ่  ข้อต่อหนวดยาว  ท้องรูปไข่  ปีกสีนวลใสมีหน้าที่ผสมพันธุ์พียงอปิ้งเดียว  อายุสั้นมาก  เมื่อสืบพันธุ์แล้วจะตาย
๓.  มดงาน  มีความยาว ๗-๑๑ มม.  กว้าง ๑.๕– ๒ มม.  สีแดงหัวรวมทั้งอกมีขนสั้นๆ หัวกลม  ด้านล่างแคบ  ฟันกรามไขว้กัน  ปลายแหลมโค้งตอนต่อไปแคบ  อกบ้องที่  ๒  กลม  โค้งขึ้น  อกปล้องที่ ๓ คอด  คล้ายอาน  ขายาวเรียว  ข้อต่อหนวดรูปไข่  ส่วนท้องสั้น  เป็นมดตัวเมียที่เป็นหมันไม่มีปีก  มีหน้าที่หาร  สร้างรัง  และก็ป้องกันศัตรู
ผลดีทางยา
ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาบาราณว่า  น้ำเยี่ยวมดแดงสีรสเปรี้ยว  ฉุน  สูดกลิ่นแก้ลมแก้พิษเสมหะโลหิต ประชาชนบางถิ่นใช้มดแดงถอนพิษ  โดยการเอารังมดแดงมาเคาะใส่บริเวณปากแผลที่ถูกงูมีพิษกัด  ให้มดต่อยที่บริเวณนั้น  ไม่นานมดแดงก็จะตาย  ใช้มือเฉือนเอามดแดงเอาไป  แล้วเคาะมดแดงลงไปใหม่  ทำซ้ำๆไปเรื่อยจยกว่าใกล้จะถึงมือแพทพ์  บางโอกาสบางทีอาจต้องใช้มดแดงถึงกว่า ๑๐ รัง นอกนั้น  ราษฎรบางถิ่นยังบางทีอาจใช้เยี่ยวมดแดงทำความสอาดรอยแผลได้โดยเฉพาะเมื่อกำเนิดบาดแผลขึ้น  และไม่อยู่ในข้อจำกัดที่จะชำระล้างรอยแผลหรือหายาใส่แผลได้  อาทิเช่น  เมือ่อยู่ในป่าหรือในนา  ก็อาจเอามดแดง ๕-๑๐ ตัว (ตามขนาดของบาดแผล)  วางไว้รอบๆปากแผล  ให้ปวดแสบปวดร้อนมาก
พระคู่มือธาตุวิภังค์ให้ยาแก้ “ฝีในท้อง ๗ ประการ”  อันกำเนิดบางทีอาจ “หนองพิการหรือแตก” ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการไอ  ผอมเกร็ง  ไม่อยากอาหารยาขนานนี้เข้า “รังมดแดง” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ปุพ์โพ  เป็นหนองพิการหรือแตก ให้ไอเป็นอันมาก  ให้กายผอมเกร็งหนัก  ให้กินอาหารไม่จักรส  มักเป็นฝีในท้อง ๗ ประการ  ถ้าหากจะแก้ท่านให้เอารังมดแดง ๑ ตำลึง  หัวหอม ๑ ตำลึง ๑ บาท ขมิ้นอ้อยยาว ๑ องคุลี  ยา ๗ สิ่งนี้ ต้ม ๓ เอา ๑ แทรก ดีเกลือตามธาตุหนักรวมทั้งธาตุเบาชำระบุมีดพร้ายซะก่อน แล้วจึงประกอบยาประจำธาตุในเสลดก็ได้

9
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ เเมลงสาบ
« เมื่อ: มกราคม 03, 2018, 09:36:51 am »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ ชื่อ “แมลงสาบ” และก็ “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่คนไทยทางภาคกึ่งกลางใช้เรียกแมลงสาบในสกุล  Blattidaeหลายประเภท ทางถลาคเหนือเรียก แมลงแสบ หรือแซบ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงติดหรือ แมงแป้ แมลงในตระกูลนี้พบทั่วทั้งโลกมีราว ๒๕๐ สกุล  ราว ๕,๐๐๐ จำพวก
แมลงสาบจำพวกสำคัญ
แมลงสาบจำพวกสำคัญๆที่เจอแพร่หลายไปทั่วโลกมี ๕ ประเภท ดังเช่นว่า
๑.แมลงสาบเยอรมัน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า  German cockroach  หรือ water bug  หรือ croton bug  คนไทยเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน  เป็นจำพวกที่รู้จักกกันดีที่สุดและดพร่หลายชนิดกว้างใหญ่พยได้มากที่สุด  เป็นแมลงสาบขนาดเล็ก  ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ เซนติเมตร  สีน้ตาลเหลืองชีด  มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามแนวยาว ๒ แถบ  ทั้งคู่เพศมีปีก  ตัวเมียมักพบถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง  ออกหากินตอนเวลากึ่งกลางคือน  เจอในบ้านเรือน  ในที่มีอาหาร ยกตัวอย่างเช่น ที่ชื้นแล้วก็อุ่น  รับประทานของที่ตายแล้ว
๒.แมลงสาบชีบโลกทิศตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBlattellaorientalis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  oriental  cockroach  หรือ  black  beetle  คนไทยเรียกแมลงสาบ  มีขนาดกึ่งกลาง  ลำตัวยาวรวม ๒.๕ ซม.  ตัวเมียนั้นปีกไม่เจริญรุ่งเรือง  แต่ตัวผู้มีปีกยาว  แต่ปีกมัยยาวไม่พ้นส่วนท้อง  เข้ามาในหมู่บ้านทางท่ออาหารท่อที่มีไว้สำหรับระบายน้ำ  มักอยู่ตามดินที่ชื้อนแฉะ  เป็นแมลงสาบที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น  กินอาหารทุกชนิด  พบได้ทั่วไปตสม  กองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ถูกใจกินของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.แมลงสาบอเมริกา  มีชื่อวิทยาศาสตร์Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า  American  cockroach  คนไทยแมลงสาบ  มีขนาดใหญ่ที่สุด  ลำตัวยาว ๓-๔ ซม.  สีน้ำตาลปนแดง  มีถิ่นกำเนิดในอเมรกากลาง  แม้กระนั้นตอนนี้แพร่หลายไปทั่วโลก  อีกทั้ง ๒ เพศมีปีกยาวปกคลุมถึงท้อง  เป็นแมลงที่รวดเร็ว  ถูกใจที่อุ่น  ที่เปียกแฉะ  ชอบอยู่ในที่มืด  ออกหากินตอนกลางเป็น  กินของที่ตายแล้วรวมทั้งเศษอาหารทุกสิ่งทุกอย่าง
๔.แมลงสาบประเทศออสเตรเลีย  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian  cockroach  ชาวไทยเรียกแมลงสาบ  จำพวกนี้มีสีน้ำตาลปนแดง  คล้ายแมลงสาบอเมริกัน  ทั้งยัง ๒ เพศมีปีกยาว  ถูกใจอาศัยอยู่นอกอาคาร  ทานอาหารทั้งหมดทุกอย่าง  ส่วนมากรับประทานซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบเมืองร้อน  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical  cockroachหรือ  brown-banded cockroachคนไทยมักเรียกแมลงสาบลาย  ประเภทนี้มีลัษณะคล้ายตามแมลงสาบเยอรมัน  แม้กระนั้นมีขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มิลลิเมตร  มีแถบสีเหลืองตามขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก  อีกแถบอยู่ปีก  ส่วนใหย่ปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง  พบทั่วๆไป  หากินช่วงเวลากลางคืนถูกใจบิน  ถูกใจอยู่ในที่แห้งและก็ร้อน  ถูกใจอยู่ที่สูง ดังเช่นว่าในตู้เสื้อผ้ส  กินอาหารทุกประเภทโดยเฉพาะของเสียรวมทั้งของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach  ชาวไทยมักเรียก แมลงสาบหรือแกลบขี้เลื่อย  เพราะเจอตามกองขี้เลื่อย  มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ ซม.  ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ เซนติเมตร  ท่อนหัวแล้วก็อกบ้องแรกสีดำ ขอบด้านหน้าและก็ด้านข้างเกือบตลอกมีสีเหลืองแก่  ปีกสีน้ำตาล  ขาสีน้ำตาลอ่อน  ยกเว้นขาหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว  เมื่อหุบปีกจีงเห็นปลายท้องโผล่ออกมา  อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย  กองแกลบ  รวมทั้งกองขยะที่เน่าเปื่อย  นิมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

ผลดีทางยา
สมุนไพร แพทย์แผนไทยใช้ “ขี้แมลงสาบ” เข้ามาเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน  ขี้แมลงสาบที่ใช้นั้นเป็นขี้แมลงสาบที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือน  นำมารวมกัน  ก่อนใช้จำต้อง “ฆ่า” ซะก่อนวิธีการทำก็คือ  ให้นำไปคั่วให้เกรียมก่อนนำมาใช้  ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า  ขี้แมลงสาบคั่วมีรสจืด  แก้อักเสบฟกบวม  แก้พิษร้อน  แก้กาฬโรค ในพระตำรามุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ถ้าจะแก้ท่านให้เอาพริกไท ๑ ขิงดีปลีกระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพรขมิ้นอ้อย ๑ สุพรรณถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท  น้ำประสารทองสตุๆเท่ายาทั้งหลาย  บดทำแท่งไว้  จึงเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงกวา  หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้รับประทาน ในพระหนังสือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล”  ใช้แก้หอบ  แก้ไข้  ยาขนานนี้เข้า “มูลแมลงสาบ” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังต่อไปนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ  ท่านให้เอา  กฤษณาจันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันมีดพร้านางแอ ๑ หญ้าพันงูแดง ๑ กำมถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาช้างเขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาค  ทำเป็นจุณ  บดปั้นแท่ง  ละลายน้ำมะนาวรับประทานหอบทราง  ถ้าหากจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

10
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ หมาร่า
« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2017, 04:17:24 pm »

หมาร่า
สุนัขร่า เป็นแมลงประเภทต่อหรือแตน แม้กระนั้นสร้างรังรูปร่างแตกต่างกันด้วยดินเหนียวหรือดินเหนียวผสมทราย ติดอยู่กับก้านไม้หรือวัสดุอื่นด้านนอกบ้านช่อง หรือตามขื่อ ฝ้าเพดานในบ้าน ทั้งนี้แล้วแต่จำพวกของหมาร่า ซึ่งมีอยู่จำนวนมากหลากหลายประเภท ในวงศ์ sphecidae และก็ตระกูล Eumenidae หมาร่า เป็นแมลงที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว จึงเรียก solitary  wasp  ไม่อยู่จับกลุ่มกันเป็นแบบสังคม เสมือนต่อหลวงหรือต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นจำพวก social  wasp
สมุนไพร หมาร่าเป็นมังล่า เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคกึ่งกลาง ทางภาคทิศตะวันออก อย่างเช่น เมืองจันท์ จังหวัดตราด ฉะเชิงเทรา ชลบุรี เรียกเป็น หมาร่า หมาล้า หรือ สุนัขล้า ทางภาคตะวันตกยกตัวอย่างเช่น   จังหวัดกาญจนบุรี เรียก แมงไม้  ไม้ หรือ ไอ้ไม้ ทางภาคเหนือดังเช่น เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ น่าน เรียก แมงไม้ หรือ ไม้ ทางภาคอีสาน เช่น บุรีรัมย์   จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดสุรินทร์  จังหวัดศรีสะเกษ ขอนแก่น มหาสารคาม นครพนม จังหวัดอุดรธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียก ไน หรือ สุนัขไน ส่วนทางด้านใตน ดังเช่นว่า จังหวัดชุมพร กระบี่ สุราษฎร์ ภูเก็ต   นครศรีธรรมราช จังหวัดสงขลา จังหวัดยะลา เรียก สุนัขบ้า หรือ สุนัขแมงบ้า

Tags : สมุนไพร

11
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ งูเห่า
« เมื่อ: ธันวาคม 21, 2017, 01:27:49 pm »

งูเห่า
งูเห่าเป็นงูพิษขนาดปานกลางถึงกับขนาดใหญ่
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Naja naja kaouthia Lesson
มีชื่อสามัญว่า Thai cobra หรือ common cobra หรือ Siamwse cobra
จัดอยู่ในวงศ์ Elapidae งูเห่าหม้อ หรือ งูเห่าไทยก็เรียก
งูเห่าไทยที่โตสุดกำลังมีความยาวราว ๑๓๐ เซนติเมตร วัดขนาดผ่านศูนย์กลางของลำตัวราว ๕ เซนติเมตร มีลวดลายสีสันแตกต่างออกไปในแต่ละตัว สีที่พบมากเป็นสีเทนดำ  นอกจากนั้นอาจมีสีน้ำตาลเข้ม เขียวหม่นหมอง หรืออมเขียว มักมีสีเดียวกันตลอดทั้งลำตัว ลวดลายบนตัวมีความมากมายหลายมากมาย โดยยิ่งไปกว่านั้นลวดลายที่คอหรือ “ดอกจัน”งูเห่าไทยที่พบได้ทั่วไปมีดอกจันเป็นวงกลมวงเดียว ก็เลยมีชื่อเรียกในภาษษอังกฤษว่า monocellate cobra  บางชนิดมีดอกจันวตระหนี่ลมตัดกัน ๒ วงเหมือนแว่นตา เรียกงูเห่าแว่น  บางชนิดมีดอกจันรูปดโป้อกส้านหรือลายตาอ้อย เรียกงูเห่าดอกส้าน  บางประเภทมีลายดอกจันเป็นรูปอานม้า ก็เรียกงูเห่าอานม้า งูเห่าพ้นพิษ งูเห่าอีกกลุ่มหนึ่ง เรียกงูเห่าพ้นพิษ (spitting  cobra) ที่เจอในประเทศไทยมี ๓ ประเภท  เช่น
๑.งูเห่าด่างพ่นพิษ (black and white spitting cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Naja naja siamensis Nutphand
ประเภทย่อยนี้มีลักษณะคล้ายงูเห่าไทย  แต่ว่าขนาดเล็กกว่า  ลำตัวยาวราว ๘๐  เซนติเมตร  ว่อง  ปราดเปรี่ยว  แล้วก็ดุกว่างูเห่าไทย  พ่นพิษได้ไกลราว ๒ เมตร  ลำตัวมีสีไม่แน่นอน  สีด่างถึงขาว  ดอกจันรูปตัวยู (U)  ในภาษาอังกฤษ  บางที่เรียก  งูเห่าเรื้อน  พบได้มากในภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย  ยกตัวอย่างเช่นที่จังหวัดกาญจนบุรี  จังหวัดอ่างทอง  สุพรรณ  แล้วก็ตาก  นอกเหนือจากนี้ยังบางทีอาจพบทางภาคตะวันออกด้วย  อาทิเช่น  จันทบุรี  จังหวัดชลบุรี  งูที่เจอบริเวณนี้มักไม่มีลายด่างขาว
๒.งูเห่าทองคำพ่นพิษ (going  spitting  cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja naja sumatranus Var
งูจำพวกย่อยนี้มีลำตัวยาวราว  ๙๐  ซม.  มีสีเหลืองปลอดทั้งตัว  บางตัวอาจมีสีเหลืองอมเขียว  ไม่มีลายสีอื่นๆ ไม่มีดอกจันบนหลังคอและท้องสีขาว  ภาคใต้เรียกได้ว่างูเห่าปลวก  งูชนิดนี้มีน้ย  พบเฉพาะทางภาคใต้ของเมืองไทย  ดังเช่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช  สุราษฎร์ธานี  จังหวัดพัทลุง  แล้วก็จังหวัดสตูล
๓.งูเห่าอีสานพ่นพิษ (isan  spitting  cobra)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja naja isanensis (Nutphand)
งูประเภทย่อยนี้ลำตัวเล็กมากยิ่งกว่าประเภทย่อยอื่นๆ ยาวราว ๖๐-๗๐ ซม.  ดุ  คล่องแคล่ว  ปราดเปรี่ยว  พ่นพิษเก่งมากมาย  มีสีเขียวอมเทา  เขียวอมน้ำตาล  หรือเขียวหม่นหมดทั้งตัว  ไม่มีลายกระจ่าง  มักไม่มีดอกจัน  แต่ว่าบางตัวอาจมีดอกจันรูปตัวยู(U) ในภาษาอังกฤษแจ้งชัดกว่างูเห่าด่างพ่นพิษ  พบได้มากทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย  บางถิ่นเรียก งูเห่าเป่าตา
งูเห่าอีกชนิดหนึ่ง  พบบ่อยที่จังหวัดสุพรรณบุรี  ประเภทนี้ลำตัวมีสีนวลและไม่มีดอกจัน เรียกงูเห่าสีนวล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Naja  kaouthia  suphandensis (Nutphand)

ผลดีทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b][/url] หมอแผนไทยรู้จักใช้คราบงูเห่า กระดูกงูเห่า ดีงูเห่า แล้วก็น้ำมันงูเห่า นอกจากหมอตามบ้านนอกยังใช้งูเห่าหมดทั้งตัวย่างไฟจนกระทั่งแห้งกรอบ  ดองเหล้ารับประทานแก้เมื่อย  แก้ปวดหลัง  และแก้ซูบผอมในสตรีข้างหลังคลอดบุตร  รวมทั้งใช้หัวงูเห่าสุมไฟให้เป็นถ่าน  ปรุงเป็นยาแก้ชาชักในเด็ก  ลดความอ้วน  ว่ามีรสเย็นและเมา
๑.รอยเปื้อนงูเห่า  เป็นคราบที่งูเห่าลอกทิ้งเอาไว้ ในพระหนังสือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งที่เข้า “รอยเปื้อนงูเห่า” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ภาคหนึ่งยาใช้ภายนอกตัวกุมาร   กันสรรพโรคทั้งผอง  แลจะจับไข้อภิฆาฎดีแล้ว  โอปักกะไม่กาพาธดีแล้ว ท่าน ให้เอาใบมะขวิด รอยเปื้อนงูเห่า หอมแดง สาบนกแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมโค  ทาตัวกุมาร  จ่ายตราบาปโทษทั้งปวงดีนัก
๒.กระดูกงูเห่า  มีรสเมา  ร้อน  แก้พิษเลือดลม  แก้จุกเสียด  แก้ษนัย  แก้ปวดเมื่อย  แก้ชางตานขโมย  และก็ปรุงเป็นยาแก้แผลเนื้อร้ายต่างๆ ในพระหนังสือจินดาร์ให้ยาอีกขนานหนึ่งเข้า “กระดูกงูเห่า”  เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาทาท้องแก้ท้องเฟ้อ   ขนานนี้ท่านให้เอาใบหนาด ๑ ใบคนทีสอ ๑ ใบประคำไก่ ๑ ใบผักเค็ด ๑ ใบผักเศษไม้ผี ๑ เมล็ดในมะนาว ๑ เม็ดในสะบ้ามอญ ๑ มดยอบ ๑ กำยานผี ๑ ตรีกะฎุก ๑ สานส้ม ๑ ดินประสิวขาว ๑ บอแร็ก ๑ กระชายกระทือไพล ๑ หอม ๑ กระเทียมขมิ้นอ้อย ๑ กระดูกงูงูเหลือม ๑ กระดูกงูเห่า ๑ กระดูกห่าน ๑ กระดูกแกงเลียงผา ๑ มหาหิงคุ์ยาดำ ๑ รงทอง ๑ รวมยา ๒๘ สิ่งนี้  ทำเปนจูณ  บดทำแท่ง  ละลายน้ำมะกรูดทาท้อง  แก้ท้องรุ้งพุงมาร  แก้มาเกลื่อนกลาดระไษยลม  แก้ไส้พองเอาเสมอภาค  ท้องใหญ่  ท้องเฟ้อท้องเขียว  อุจจาระฉี่มิออก  ลมทักขิณคุณ  ลมประวาตคุณ  หายสิ้น
๓.ดีงูเห่า มีรสขม  ร้อน  ผสมยาหยอดตาแก้ตาฝ้า  ตาฟาง  ตาเฉอะแฉะ  ตาต้อ  และบดเป็นกระสายยาช่วยให้ฤทธิ์ยาแล่นเร็ว  ในพระคู่มือปฐมจินดาร์  ให้ยาขนานหนึ่งเข้า “ดีงูเห่า”  เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาชื่ออินทรบรรจบคู่กัน  ขนานนี้ท่านให้เอาชะมดพิมเสน ๑ จันทน์ทั้งคู่๑ กฤษณา ๑ กระลำภัก ๑ ขอนดอก ๑ ว่านกลีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ ผลมะขามป้อม ๑ ยาดำ ๑ มหาหิงคุ์ ๑ กระเทียม ๑ ดีงูเหลือม ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง  เทียนดำ ๑ เทียนขาว ๑ เทียนแดง ๑ เทียนเยาวภานี ๑ เทียนบัวหลวง ๑ ผลจันทน์ดอกจันทน์กานพลูกระวาน ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง รวมยา ๒๓ สิ่งนี้  ทำเปนจุณ  แล้วจึงเอา ดีงูเห่า ๑ ดีตะไข้ ๑ ดีตะพาบน้ำ ๑ ดีปลาช่อน ๑ ดีปลาไหล ๑ เอาสิ่งละ ๑ สลึง  แช่เอาน้ำเปนกระสาย  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้รับประทาน  แก้อับจน  ถ้ามิฟัง  ละลายเหล้ากินแก้สรรพตาลทรางทั้งปวง  แลแก้ชักเท้ากำมือกำ  หายดีนัก
๔.น้ำมันงูเห่า  เตรียมได้โดยการเอาเปลวมันในตัวงูเห่าใส่ขวด ตากแดดจัดๆ จนกระทั่งเปลวมันละลาย  ใส่เกลือไว้ก้นขวดเล็กน้อยเพื่อกันเหม็นเน่า  ในแบบเรียนพระโอสถ  พระนารายณ์มียาขี้ผึ้งขนานหนึ่งว่า “น้ำมันงูเห่า” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ขี้ผึ้งบี้พระเส้น  ให้เอาชะมด ๒ ไพล พิมเสน โกฏเชียง  กรุงเฉมา  ดีงูเหลือม  จันทน์ ๒ กฤษณา  กระลำพัก สิ่งละเฟื้อง  โกฏสอ โกฏเขมา โกฏจุลาลำภา  โกฏกัตรา  โกฏสิงคี  โกฏหัวบัว  มัชะกิยวาณี  กระวาน  กานพลู  ลูกจันทน์  ดอกจันทน์  เทียนดำ  เทียนขาว พริกหอม พริกหาง พริกล่อน  ดีปลี ลูกกราย  ฝิ่น  ขี้ผึ้ง สิ่งละสลึง  กะเทียม  หอมแดง  ขมิ้นอ้อย  ๒ สลึง  ทำเป็นจุณ  ละลายน้ำมะนาว ๑๐ ใบ  น้ำมันงาทนาน ๑  น้ำมันหมูหลิ่ง น้ำมันเสือ น้ำมันตะไข้  น้ำมันงูเห่า น้ำมันงูเหลือม  พอสมควร  หุงให้คงจะแม้กระนั้นน้ำมัน  จึงเอาชันรำโรง ชันย้อย ชันระนัง ใส่ลงพอควร  กวนไปก็ดีแล้วจึงเอาทาแพรทาผ้ามอบให้ ทรงปิดไว้ ที่พระเส้นอันแข็งนั้นหย่อนยาน

12

กระดองตะพาบจีน
กระดองตะพาบจีนได้จากตะพาบน้ำจีน
อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Trionyx  sinensis  Wiegmann
ในตระกูล Trionychidae
มีชื่อสามัญว่า Chinese solfshelled turtie
จีนเรียก เปีย มีเลี้ยงกันมากมายในมลฑลหูหนาน  เหอดก  รวมทั้งเจ้อเจียง เครื่องยานี้เป็นกระดองบน (carapace) ของตะพาบน้ำจีน เรียก เปียเจี่ย  ในภาษาจีน มีชื่อเครื่องยาว่า Carapax Trionycis  มีชื่อภาษาอังกฤษว่า turtle shell เป็นเครื่องยาที่ แบบเรียนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China Pharmacoppoeia) ฉบับปี ค.ศ.๒๐๐๐ รับประกันไว้
สมุนไพร แบบเรียนว่าเครื่องยานี้มีรสเค็ม เย็นน้อย เข้าสู่เส้นตับและม้าม มีคุณประโยชน์บำรุงหยิน สลายหยาง รีบเลือด กระตุ้นประจำเดือน สลายปุ่มปมบวมที่เกิดขึ้นด้านใน และก็สลายไข้ จึงมีข้อบ่งใช้สำหรับอาการไข้เหตุขาดหยิน มึนงง และก็เป็นลมเป็นแล้งเหตุขาดหยิน ภาวะขาดเมนส์ มีก้อนในช่องท้อง รวมทั้งแก้ไข้ไข้จับสั่นที่มีอาการม้ามโตด้วย ขนาดที่ใช้ ๙-๓๐ กรัม

กระบวนการปรุงยา ให้ต้มด้วยน้ำไว้ราว ๓๐ นาทีก่อน แล้วจึงเติมตัวยาอื่นลงไป   ยานี้ห้ามใช้กับสตรีระหว่างตั้งท้องรวมทั้งกับคนป่วยที่มีลักษณะอาการม้าม “พร่อง” และก็อาการเบื่ออาหารแล้วก็ท้องเดิน กระดองตะพาบจีนมรสารคอลลอยด์ (colloid) เคอราทิน (keratin) ไอโอดีน แล้วก็วิตามินดี

Tags : สมุนไพร

13
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ ชั้นสัตว์ปีก
« เมื่อ: ธันวาคม 13, 2017, 01:14:31 pm »

ชั้นสัตว์ปีก
ชั้นสัตว์ปีก (Class Aves) เป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกแรกที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีขน(feather) ลักษณะเป็นแผงปกคลุมตัว มีปีกซึ่งเปลี่ยนแปลงมาจากขาหน้าของสัตว์จตุบาทอื่นๆปากไม่มีฟัน กระเพาะอาหารก็เลยต้องมีลักษณะเป็นกึ๋น (gizzard) ช่วยบดของกิน ปอดมีถุงลมแทรกอยู่ในกระดูกที่เป็นโพรง ทำให้หายใจได้ดีกว่าสัตว์อื่น ไม่มีกระเพาะปัสสาวะ ผสมพันธุ์ข้างใน ออกลูกเป็นไข่
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] เช่น ไก่ เป็ด นกต่างๆ

14
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ ไก่บ้าน
« เมื่อ: ธันวาคม 11, 2017, 01:26:25 pm »

ไก่บ้าน
ไก่บ้าน หรือไก่เลี้ยง เป็นสัตว์ ๒ ขา มีขนปกคลุมตัว และมีปีก เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์มาแต่ว่าสมัยก่อน ตอนนี้มีการพัมนาสายพันธุ์ต่างๆล้นหลาม มีทั้งๆที่เลี้ยงเพื่อกินเนื้อ เรียกไก่ เนื้อ และก็ชนิดที่เลี้ยงเพื่อรับประทานไข่ เรียกไก่ไข่
ไก่บ้าน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)

อยู่ในสกุล Phasianidae มีชื่อสามัญว่า domestic fowl
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] เป็นไก่ที่มีสายพันธุ์มาจากไก่ป่า (junglefowl) ก็เลยมีลักษณะทั่วไปคล้ายไก่ป่า สิ่งที่แตกต่างที่พิจารณาได้ง่ายระหว่างไก่บ้านกับไก่ป่าก็คือ แข้งของไก่บ้านมีสีได้หลายสี เป็นต้นว่า สีขาว สีเหลือง แม้กระนั้นของไก่ป่ามีเพียงแต่สีเดียวคือสีเทาเข้ม

15
ลงประกาศฟรี / สัตววัตถุ นกกะลิง
« เมื่อ: ธันวาคม 07, 2017, 03:26:00 pm »

นกกะลิง
นกกะลิง หรือที่ทางพายัพเรียก นกกะแล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacula himalayana finchii (Hume)
จัดอยู่ในตระกูล Psittacidae
มีชื่อสามัญว่า gray – headed parakeet หรือ slaty – headed parakeet
ชีววิทยาของนกกะลิง
นกนี้เป็นนกปากงุ้มกระเป๋านขอชนิดหนึ่ง ความยาวยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหายราว ๔๖ เซนติเมตร ความยาวนี้เป็นความยาวของหางราวครึ่งหนึ่ง ปากบนสีแดงปลายเหลือง ปากข้างล่างสีเหลือง ตาสีดำ หัวสีเทาแก่  ที่คอมีแถบดำใหญ่พาดจากรอบๆใต้คางไปถึงด้านหลัง แถบนี้จะค่อยๆเรียวเล็กลงจนเหลือเป็นเพียงเส้นเล็กๆที่ท้ายทอย ต้นคอใต้เส้นดำเป็นสีฟ้า ใต้ปีกสีน้ำเงินอมเขียว หางยาว ตอนบนสีฟ้าแกอมเขียว ปลายเหลือง เมื่อมองผาดๆจะมองเห็นเป็นนกที่มีสีเขียว เพศผู้มีแต้มสีแดงเข้มที่ที่ศีรษะปีกข้างๆ รวมทั้งแถบดำที่คางมีขนาใหญ่มากยิ่งกว่าของตัวเมีย นกกะลิงอยู่รวมกันเป็นฝูง พบบ่อยทางภาคเหนือที่ระดับความสูงจากระดับน้ำมะเลปานกลาง ๖๐๐ – ๑,๒๐๐ เมตร นกชนิดนี้กินผลไม้ เมล็ดพืชและก็ยอดอ่อนของพืช  ทำรังตามโพรงไม้ ออกไข่คราวละ ๒ – ๕ ฟอง ในระหว่างม.ค.ถึงเดือนเมษายน ไข่ค่อนข้างจะกลม สีขาว ใช้เวลาฟัก ๒๒ – ๒๕ วัน

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยตามชนบทใช้เลือดนกกะลิงผสมกับยาอื่น เป็นยาบำรุงเลือด แก้โรคโลหิตจางแล้วก็เลือดทุพพลภาพ
สมุนไพร ใน พระคัมภีร์ชวดารให้ยาขนานหนึ่ง คือยาแก้ลมกล่อน ยาขนานนี้เข้า “หางนกกะลิง” เป็นเครื่องยาด้วยดังต่อไปนี้ ยาแก้ลมกล่อน อัณฑะเจ็บเมื่อยล้าตายไปข้างหนึ่ง ทั้งกายก้ดี เอายาเข้าเย็น ๑ พันพาย ๑ พรมคตตีนเต่า ๑ หางนกกะลิง ๑ กำลังวัวเถลิง ๑ หนวดพญานาค ๑ เอาเสมอกัน ต้มทากล่อนลม หายแล

หน้า: [1] 2 3