แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 39
1

สมุนไพรละหุ่ง
ละหุ่ง Ricinus communis Linn.
บางถิ่นเรียกว่า ละหุ่ง มะละหุ่ง (ทั่วๆไป) คิตำหนิ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่งสอน) คีเต๊าะ (กะเหรี่ยง-จังหวัดกำแพงเพชร) ปีมั้ว (จีน) มะโห่ง มะโห่งหิน (เหนือ) ละหุ่งแดง (กึ่งกลาง).
ไม้พุ่ม หรือ ต้นไม้ ขนาดเล็ก สูงได้ถึง 6 ม.ยอดอ่อน และช่อดอกเป็นนวลขาว. ใบ คนเดียว เรียงสลับกัน กว้าง และยาว 15-60 ซม. มีแฉกเป็นแบบนิ้วมือ 5-12 แฉก ปลายแฉกแหลม ขอบหยักแบบฟันเลื่อน ที่ปลายแหลมของแต่ละหยักมีต่อม เนื้อใบค่อนข้างบาง ไม่มีขน สีเขียว หรือ เขียวปนแดง ก้านใบยาว 10-30 ซม. มีต่อมที่ปลายก้าน.  [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/b] [/url]ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด หรือ ตามปลายกิ่ง ตั้งชัน สีเขียว หรือ ม่วงแดง มีดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ อยู่ตอนบน กลีบรองกลีบดอกบาง แยกเป็น 3-5 แฉก เกสรผู้เยอะแยะ ก้านเกสรชิดกันเป็นกลุ่ม หรือ แยกเป็นกรุ๊ปๆอับเรณูรูปค่อนข้างกลม. ดอกเพศภรรยา อยู่ด้านล่างของช่อดอก ก้านดอกยาวกว่าดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบดอกไม้เชื่อมชิดกันเหมือนกาบ ปลายมี 5 หยัก หลุดร่วงง่าย รังไข่มี 3 อัน แต่ละอันด้านในมี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย. ผล รูปไข่, เป็นชนิดแก่แล้วแห้ง สีเขียว หรือ เขียวปนม่วง ยาว 1-1.5 เซนติเมตร มีหนามอ่อนๆคลุม. เมล็ด เป็นพิษ มีน้ำมัน.

นิเวศน์วิทยา
: ถิ่นเดิมอยู่ในแอฟริกาเขตร้อน ปลูกกันทั่วๆไป
คุณประโยชน์ : ราก ตำเป็นยาพอกเหงือกแก้ปวดฟัน น้ำต้มรากรับประทานเป็นยาระบาย ใบ ใบสดมีฤทธิ์ฆ่าแมลงบางชนิดได้ น้ำต้มใบกินเป็นยาระบาย แก้ปวดท้อง ขับน้ำนม และขับประจำเดือน ใบเผาไฟใช้พอกแก้ปวดบวม ปวดตามข้อ ปวดหัว แล้วก็แผลเรื้อรัง ตำเป็นยาพอกฝี พอกศีรษะ แก้ปวด แก้บวมอักเสบ ตำประสมกับ Bland oil ที่อุ่นให้ร้อนใช้พอก หรือ ทาแก้ปวดตามข้อ และทาท้องเด็กแก้ท้องเฟ้อ เม็ด เป็นพิษมาก ถ้ากินเม็ดดิบๆเพียงแต่ 4-5 เม็ด ก็อาจส่งผลให้ตายได้ เมื่อจะจำมาใช้ทางยา ให้ทุบเอาเปลือกออก แยกจุดงอดออกจากเมล็ด ต้มกับนมกึ่งหนึ่งก่อน แล้วจึงต้มกับน้ำเพื่อทำลายพิษ กินแก้ปวดตามข้อ แก้ปวดหลัง เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว เป็นยาถ่าย ตำเป็นยาพอกแผล แก้ปวดตามข้อ หีบเอาน้ำมันได้น้ำมันละหุ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในทางอุตสาหกรรม

2

สมุนไพรสมอทะเล
สมอทะเล Sapium indicum
บางถิ่นเรียก สมอสมุทร กระหุด (กลาง) กุระ กุลา (มลายู-ใต้).
ต้นไม้ สูงประมาณ 10-15 มัธยม ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปรีปนรูปหอก หรือ รูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 2-4 ซม. ยาว 5-10 ซม. โคนใบแหลม หรือ มน ขอบของใบหยักมนรวมทั้งตื้น ปลายใบเรียวบาง ปลายสุดแหลม หรือ มน เส้นกิ่งก้านสาขาใบเล็ก เรียงถี่ๆห่างกันโดยประมาณ 3-5 มม. โคนใบมีต่อม 2 ต่อม ก้านใบยาวราว 1 เซนติเมตร ดอก มันออกตามกิ่งที่อยู่ใกล้โคนต้น แยกเพศ แต่ว่าอยู่บนต้นเดียวกัน หรือ อาจอยู่บนช่อเดียวกัน ช่อดอกออกที่ปลายยอด ยาวโดยประมาณ 8-12 ซม. สมุนไพร ดอกสีเหลืองนวล ดอกเพศผู้ไม่มีก้านดอก ดอกเพศเมียมีก้านดอก และมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ มักอยู่ตรงโคนของช่อดอก; กลีบรองกลีบดอกปลายแหลม ขอบกลีบมีขน. ดอกเพศผู้ มีเกสรผู้ 2-3 อัน ก้านเกสรไม่ชิดกัน อับเรณูไข่. ดอกเพศภรรยา รังไข่มี 2-3 ช่อง ท่อเกสรมี 2-3 แฉก ม้วนออก. ผล รูปกลม มี 3 พู เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2.5 ซม. เมื่อยังอ่อนอยู่ฉ่ำน้ำ แก่จะแข็ง รวมทั้งแตกเป็น 3 เสี่ยง มีช่องละ 1 เมล็ด. เมล็ด รูปรี ออกจะแบน ผิวสีอ่อน เป็นเงา.

นิเวศน์วิทยา
: ถูกใจขึ้นอยู่กับดังที่ลุ่ม หรือ ตามริมหาดที่น้ำเค็มขึ้นถึง.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกเปลือกรากกิน เป็นยาระบาย แล้วก็ทำให้อ้วก ต้น น้ำยางต้นเป็นพิษ ถ้าเกิดถูกผิวหนังทำให้ผิวหนังไหม้ ผล น้ำยางผลมีฤทธิ์กัดทำลาย เมื่อรับประทานทำให้อ้วก ใช้เบื่อปลา เมล็ด กินได้ ใช้เป็นเครื่องเทศ

3

สมุนไพรผักหวานบ้าน
ผักหวานบ้าน Sauropus androgynous (Linn.) Merr.
ชื่อพ้อง albicans. Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ผักหวานบ้าน ผักหวาน (ทั่วๆไป) ก้านตง จ๊าผักหวาน (เหนือ) โถหลุ่ยกะนีเด๊าะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) นานาเซียม (มลายู-จังหวัดสตูล) ผักหวานใต้ใบ (สตูล) มะยมป่า (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์).
       ไม้พุ่ม หรือ ไม้ล้มลุก ที่มีโคนต้นค่อนข้างแข็ง สูง 0.5-2 มัธยมลำต้นอ่อน กลม หรือ เป็นเหลี่ยม เกลี้ยง กิ่งอ่อนหักงอไปๆมาๆเป็นรูปซิกข์แซกนิดหน่อย. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รูปหอก กว้าง 1.3-3 เซนติเมตร ยาว 2.5-11 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบของใบเรียบ โคนใบแหลม หรือ มน เส้นแขนงใบมีข้างละ 5-7 เส้น โค้งเล็กน้อย ใบสะอาดทั้งสองด้าน; เมื่อทำให้แห้งจะมีสีเขียวอมเหลือง; [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ก้านใบสั้น ราว 2-4 มิลลิเมตร หูใบสามเหลี่ยม ยาว 1.7-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน บางโอกาสเกิดบนช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 4-5 มม. ดอกรูปจาน กลีบรองกลีบดอกไม้สีเหลือง หรือ มีจุดๆสีแดง ดอกบนกว้างราว 5-12 มม. ขอบกลีบเป็นคลื่นน้อย หรือ แยกเป็นกลีบ 6 กลีบ ปลายกลีบกลม หรือตัดตรง เกสรผู้มี 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมติดกันเป็นท่อสั้นๆปลายแยกออกมาจากกัน ฐานดอกมีต่อม 6 ต่อม. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกยาวถึง 8 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกไม้สีเหลือง หรือ สีแดงเข้ม ยาว 5-7 มม. แยกเป็น 6 กลีบ กลีบรูปไข่ หรือ ค่อนข้างจะกลม ปลายกลีบแหลมสั้นๆ; รังไข่รูปไข่ ภายในมี 3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 2 หน่วย ท่อรังไข่ 3 อัน สั้น แต่ละอันปลายแยกเป็นสอง รวมทั้งม้วน. ผล รูปกลมแป้น สีขาวอมชมพู เส้นผ่าศูนย์กลาง 15-18 มิลลิเมตร ยาว 10-13 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบดอกมีขนาดโตขึ้นเมื่อได้ผลสำเร็จ. เมล็ด สามเหลี่ยม กว้างประมาณ 5 มม. ยาว 8 มม. สีออกดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ ป่าละเมาะ ดังที่รกร้าง รวมทั้งข้างถนน.
คุณประโยชน์ : ราก น้ำสุกรากกินเป็นยาลดไข้ รวมทั้งเยี่ยวขัด ต้น รวมทั้ง ใบ น้ำยางต้นและก็ยางใบ ใช้หยอดตาแก้อักเสบ นำมาตำเป็นยาพอกผสมกับรากและ cinnamon รักษาแผลในจมูก ตำผสมกับ arsenic ใช้ทาแก้โรคผิวหนังที่ติดเชื้อโรค spirochete ชนิดหนึ่งได้

4

สมุนไพรขันทอง
ขันทองคำอาฆาต Suregada multiflorum (A. Juss.) Baill.
ชื่อพ้อง Gelonium multiflorum A. Juss.
บางถิ่นเรียกว่า ขันทองคำอาฆาตแค้น มะมอง หมากมองก (กลาง) กระดูก คุณยายปลวก (ใต้) ขนุนแดง (จังหวัดเพชรบูรณ์) ขอบนางนั่ง(จังหวัดตรัง) ขัณฑสกร ช้องรำพัน สลอดน้ำ (เมืองจันท์) ขันทองคำ (พิจิตร) ข้าวตาก (จังหวัดกาญจนบุรี) ขุนทอง คุณทอง (ประจวบคีรีขันธ์) โจ่ง (ส่วย-จังหวัดสุรินทร์) มองกไทร มองกไม้ เหมือดโรค (เลย) มองกหิน (สระบุรี) มองกไหล(นครราชสีมา) ทุเรียนป่า ไฟ (จังหวัดลำปาง) ป่าช้าหมอง ยางปลอก ฮ่อสะพานควาย (แพร่) มะดูกดง (ปราจีนบุรี) มะมองกเลื่อม (เหนือ) เหล่ปอ (กะเหรี่ยง-แพร่).
ไม้พุ่ม หรือ ต้นไม้ ขนาดเล็ก สูง 4-15 มัธยม เปลือกค่อนข้างหมดจด. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปขอบขนาน หรือขอบขนานปนรูปหอก กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 9-14 ซม. ปลายใบแหลม หรือ มน ขอบใบเรียบ หรือ เป็นคลื่นเล็กน้อย โคนใบแหลมเป็นครีบ เส้นแขนงใบมี 5-9 คู่ ใบสะอาดทั้งสองด้าน มีต่อมน้ำมันกระจัดกระจายทั่วใบ ก้านใบสั้น ราว 3-8 มิลลิเมตร หูใบยาวประมาณ 2 มม. หลุดร่วงง่าย. ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตรงกันข้ามกับใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ไม่มีกลีบดอกไม้. ดอกเพศผู้ ก้านช่อดอกยาว 10-15 มิลลิเมตร แต่ละช่อมีดอก 5-10 ดอก [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ก้านดอกยาวราว 5 มม. มีขนละเอียด ดอกตูมรูปกลม มีขน มีกลีบรองกลีบดอกไม้กลมๆ5 กลีบ เส้นผ่านศูนย์กลางราว 2.5 มิลลิเมตร ขอบกลีบแล้วก็ด้านนอกมีขน เกสรผู้มี 35-50 อัน ติดอยู่บนฐานดอกนูนๆแล้วก็มีต่อม. ดอกเพศเมีย มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 5-6 กลีบ ลักษณะเสมือนดอกเพศผู้, รังไข่มี 3 ช่อง ท่อรังไข่สั้น, ปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล กลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2 ซม. มีเนื้อ ผลอ่อนสีเขียว สุกสีเหลือง. เม็ด ออกจะกลม มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 7-8 มิลลิเมตร, เปลือกมีรอยบุบใหญ่แม้กระนั้นตื้นๆ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ หรือ ป่าผลัดใบ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 600 ม. เจอในทุกภาคของประเทศ.
สรรพคุณ : ต้น เปลือก ทำให้ฟันทน และเป็นยาถ่าย, แก้โรคตับพิการ แก้ประป่า แก้พิษในกระดูก โรคผิวหนัง ฆ่าพยาธิ แก้โรคเรื้อน โรคมะเร็ง โรคกุฏฐัง กลากรวมทั้งโรคเกลื้อน เนื้อไม้มีรสเมาเบื่อ แก้ลมพิษ แก้ไข้ และก็แก้กามโรค

Tags : สมุนไพร

5

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรปอกะปลา[/url][/size][/b]
ปอกะปลา Thyrsanthera suborbicularis Pierre ex Gagnep. ปอกะปลา (นครสวรรค์).
    ไม้พุ่มเตี้ย สูงไม่เกิน 20-50 ซม. รากแก้วแข็ง มีขนาดเท่านิ้วมือ มีขนเป็นรูปดาว. ใบ คนเดียว. เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปออกจะกลม หรือ รูปไข่ กว้าง 5.5-12 เซนติเมตร ยาว 6-12 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือ กลม ขอบใบเป็นขอบนูน มีขนสีน้ำตาล หรือ น้ำตาลอ่อน โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ เส้นใบมี 3-5 คู่ คู่ข้างล่างสุดออกจากโคนใบ เส้นใบย่อยเรียงเป็นขั้นบันได ข้างล่างมีขนหนาแน่น เส้นใบนูนเห็นกระจ่างกว่าข้างบน ก้านใบยาว 1.5-8 เซนติเมตร มีขนหนาแน่น หูใบรูปยาวแคบ หลุดตกง่าย. ดอก ออกเป็นช่อที่ยอดยาวราวๆ 7 ซม. ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาอยู่บนช่อเดียวกันดอกโดยมากจะเป็นดอกเพศผู้ ดอกเพศเมียมีเฉพาะที่โคนช่อเพียงแต่ 2-3 ดอกเพียงแค่นั้น. ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาว 1-4 มม. กลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ รูปขอบขนาน ยาว 3.5-4 มม. ข้างนอกมีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ภายในสะอาด กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่ ยาวราวๆ 2.5 มิลลิเมตร โคนกลีบมักจะไม่ติดกัน มีขนทั้งสองด้าน มีเกสรผู้ 40-60 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นแท่ง ส่วนบนมีขน ข้างล่างเกลี้ยง มีต่อมเล็กๆเรียงอยู่รอบโคนแท่ง อับเรณูออกจะกลม ชิดกันเป็นกระจุกกลมอยู่ที่ปลาย. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกสั้นมากมาย มีขน กลีบรองกลีบดอกไม้ 5 กลีบ. รูปยาวแคบ ยาวประมาณ 3 มม. มีขน ไม่มีกลีบดอกไม้; รังไข่รูปกลมปนสามเหลี่ยม มีขนหนานแน่น ข้างในมี 3 ช่อง ท่อรังไข่ 3 ท่อ แต่ละท่อปลายแยกเป็น 2 แฉก และก็มีตุ่มนูนๆมากมายก่ายกอง. ผล สมุนไพร รูปกลมแป้น มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 10-11 มม. ยาว 4-5 มม. มี 3 พู มีขนปกระอุลมหนาแน่นเป็นกลุ่มๆแก่จัดจะแตกเป็นเสี่ยงตามยาว. เม็ด รูปไข่ปลายแหลมสั้นๆมีเส้นผ่านศูนย์กลางราวๆ 3 มม. ยาว 4 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเต็งรัง. ป่าหนาม และก็จากที่รกร้าง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 150 มัธยม
สรรพคุณ : ราก ยาชงรากรับประทานเป็นยาแก้ไข้ไข้มาลาเรีย

6

สมุนไพรมะฝ่อ
มะฝ่อ Trewia nudiflora Linn.
บางถิ่นเรียกว่า มะฝ่อ (ทั่วไป) ม่อแน่ะ เส่โทคลึ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) มะผีปอบ (เหนือ) หม่าทิ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี).
ต้นไม้ ผลัดใบ ขนาดใหญ่ โคนต้นมีพอนแผ่ออกเป็นปีก ต้นเพศผู้ทรงสูงชะลูด ต้นเพศเมียไม่สูงเท่า แต่ว่าแผ่กิ่งก้านมากยิ่งกว่า ตามยอดอ่อน ด้านล่างของใบ และช่อดอกมีขน. ใบ เดี่ยว ออกเป็นคู่ตรงกันข้ามกัน รูปไข่ค่อนข้างจะกว้าง รูปกลมปนรูปหัวใจ หรือ สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด กว้าง 8-13 ซม. ยาว 10-22 ซม. โคนใบมนแหลม หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบของใบเรียบ ปลายแหลมเป็นหาง ยาวราว 1 ซม. เส้นใบออกมาจากโคนใบ 3 เส้น เส้นกิ่งก้านสาขาใบข้างละ 3-5 เส้น ข้างบนหมดจด แม้กระนั้นเฉพาะตามเส้นใบมีขน ข้างล่างมีขนปกคลุมทั่วๆไป ก้านใบยาว 2.5-8.5 ซม. ดอก สมุนไพร  ดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ไม่มีกลีบ. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ช่อยาว 15-22 เซนติเมตร ดอกอยู่ห่างๆกัน บานทยอยจากโคนช่อไปสู่ปลายช่อ กลีบรองกลีบดอกไม้ 3-4 กลีบ กลม หรือ รูปไข่ เวลาบานจะผายไปทางข้างหลัง เกสรผู้เป็นจำนวนมาก ตั้งอยู่บนฐานดอกนูนๆก้านเกสรไม่ชิดกัน. ดอกเพศเมีย ออกลำพังๆหรือ เป็นช่อ ก้านดอกยาว กลีบรองกลีบดอก 3-5 กลีบ ตกง่าย รังไข่มี 2-4 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย ท่อรังไข่ยาว โคนเชื่อมติดกัน มีตุ่มอยู่ธรรมดา. ผล กลม แข็ง รสหวาน กินได้ มีเม็ดเดียว. เม็ด รูปไข่ เปลือกแข็ง.

นิเวศน์วิทยา
: ถูกใจขึ้นในป่าเปียกชื้น หรือ ขึ้นตามริมลำน้ำ
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรากรับประทานเป็นยาขับลม แก้ท้องอืด ใช้ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ  ต้น น้ำสุกเปลือกเป็นยาเย็น บำรุงร่างกาย แก้อาการบวมน้ำ ท่อน้ำดีอักเสบ และก็ขับเสลด เนื้อไม้ ใช้ทำหีบ และก็ลังใส่ของ ในอินเดียใช้ทำหีบบรรจุใบชาส่งไปขายต่างชาติ และก็ใช้ทำก้านไม้ขีด

7

สมุนไพรไม้เท้ายายม่อม
ไม้เท้ายายม่อม Trigonostemon longifolius
บางถิ่นเรียก เท้ายายม่อมป่า อ้ายบ่าว (จังหวัดปัตตานี)
ไม้ใหญ่ หรือ ไม้ต้น ขนาดเล็ก สูง 2-6 ม. ยอดอ่อนมีขนสีเหลืองอมแดง เมื่อแห้งมีสีเหลือง. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปหอกกลับถึงรูปช้อนแกมรูปไข่กลับ กว้าง 5-14 เซนติเมตร ยาว 20-55 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมเป็นหาง ยาวราวๆ 0.5-2 เซนติเมตร ขอบใบหยักบางส่วนทางใกล้ปลายใบ ส่วนขอบใกล้โคนใบเรียบ; โคนใบเรียวแหลมกระทั่งเป็นครีบ; เส้นใบมี 15-20 คู่ ด้านบนใบสีเขียวเข้ม สะอาด ยกเว้นตามเส้นกลางใบมีขน ด้านล่างสีอ่อน มีขนห่างๆทั่วไป แล้วก็มีขนมากตามเส้นกลางใบ และก็ขอบใบ; ก้านใบยาว 0.5-1.5 เซนติเมตร มีขน. ดอก ออกตามง่ามใบ เป็นช่อยาว ไม่แยกกิ้งก้าน ยาว 15-25 เซนติเมตร มีขนหนาแน่น ใบแต่งแต้มรูปยาวปลายแหลม; ดอกเพศผู้ แล้วก็ สมุนไพร ดอกเพศเมียเกิดบนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบ 5 กลีบ ภายนอกมีขนยาวแล้วก็แข็งชี้ไปทางปลายกลีบ; กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับปนขอบขนาน สีแดงคล้ำ เกสรผู้มี 3 หรือ 5 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกันเป็นแท่ง อับเรณูติดที่ปลาย ก้านดอกมีต่อม 5 ต่อม มักจะเชื่อมชิดกันคล้ายรูปถ้วย. ดอกเพศภรรยา กลีบรองกลีบดอกไม้ แล้วก็กลีบดอกมีลักษณะเสมือนดอกเพศผู้หรือไม่มีกลีบดอก รังไข่มี 3 ช่อง ท่อรังไข่แยกเป็น 2 แฉก แต่ละแฉกแยกต่ออีก 2 แฉก. ผล เป็นช่อตั้งตรง มี 3 พู เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณ 14 มิลลิเมตร มีขนปกคลุมหนาแน่น; ก้านผลยาว 0.7-1.0 เซนติเมตร เมล็ด มีขนาดเล็ก.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบทางภาคใต้ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 400 ม.
สรรพคุณ : ราก น้ำยางรากใช้ทาแก้ผึ้งต่อย และทาแก้พิษแมงกะพรุน

8

สมุนไพรโลดทะนง
โลดทะนง Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib
ชื่อพ้อง Baliospermum reedioides Kurz.
บางถิ่นเรียกว่า โลดทะนง (ราชบุรี ปราจีนบุรี ตราด) ข้าวเย็นเนิน (จังหวัดราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์) ดู่เบี้ย ดู่เตี้ย (เพชรบุรี) ทะนง รักทะนง (นครราชสีมา) ทะนงแดง (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) นางแซง (จังหวัดอุบลราชธานี) โลดทะนงแดง (บุรีรัมย์) หนาดคำ (เหนือ) หัวยาอาหารเย็นเนิน (ราชบุรี).
  ไม้พุ่ม ขนาดเล็ก สูง 0.5-1.5 มัธยม มีขนปกคลุมดกนแน่นทั่วไป. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกน รูปขอบขนาน แคบบ้างกว้างบ้าง หรือ กว้าง 2-4 ซม. ยาว 7-12 ซม.; ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบกลม หรือ มน เส้นใบมี 5-7 คู่ ข้างล่างนูน มีขนทั้ง 2 ด้าน ด้านบนออกจะสาก ด้านล่างขนยาว นุ่มแล้วก็หนาแน่นกว่าข้างบน ที่ฐานใบมีต่อมเล็กๆ2 ต่อม ก้านใบยาว 10-15 มิลลิเมตร มีขน. ดอก สีขาว ชมพู ม่วงเข้ม หรือ แทบดำ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ แล้วก็ตามกิ่ง ดอกเพศผู้ และก็ดอกเพศภรรยาเกิดบนต้นเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ดอกตูมกลม กลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับ ด้านนอกมีขน กลีบ 5 กลีบ รูปไข่กลับ ไม่มีขน เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรติดกัน อับเรณูรูปกลม ฐานดอกขอบเป็นคลื่น. ดอกเพศภรรยา [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกตูมรูปไข่ กลีบรองกลีบ 5 กลีบ รูปไข่ปลายมน กว้างโดยประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ยาวราว 3 มม. ภายนอกมีขน กลีบรูปไข่ กว้างประมาณ 2 มม. ยาว 3 มม. รังไข่รูปไข่ มีขน ท่อรังไข่สั้น มี 3 อัน ปลายท่อใหญ่ ปลายสุดหยักเว้าเล็กน้อย ฐานดอกขอบไม่เป็นคลื่น. ผล มี 3 พู เส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 12 มม. มีขนปกคลุมครึ้มนแน่น ก้านผลยาวราว 15 มิลลิเมตร เมล็ด รูปค่อนข้างจะกลม หรือ รูปไข่แกมสามเหลี่ยม ยาวราว 5-6 มิลลิเมตร สีออกเหลือง ผิวเรียบ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในที่ดินผสมทราย ในป่าสัก และก็มีเกลื่อนกลาดกระจัดกระจายในป่าเบญจพรรณแล้ง เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 450 ม.
คุณประโยชน์ : ราก รสร้อน ฝนรับประทานเพื่อทำให้อ้วก ทำให้ท้องเสีย ใช้ถอนพิษกินยาเบื่อเมา แก้หืด ใช้ภายนอกฝนทาเป็นยาเกลื่อนฝี แก้ฟกช้ำ เคล็ดลับบวม กินเป็นยาคุมกำเนิด

9

สมุนไพรมะเยา
มะเยา Vernicia fordii (Hemsley) Airy Shaw.
บางถิ่นเรียกว่า มะเยา (เหนือ) ทังอิ๊ว (จีน)
ไม้ใหญ่ ขนาดเล็ก สูง 4-10 ม. เปลือกสีน้ำตาลปนเทา. ใบ โดดเดี่ยว เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆรูปไข่ป้อม หรือ รูปหัวใจ กว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 5-15 ซม. ปลายใบแหลมเป็นติ่ง; ขอบใบเรียบ โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ เส้นใบออกจากโคนใบ 5-7 เส้น แล้วก็ออกจากเส้นกึ่งกลางใบแบบขนอีก 5-7 คู่ ใบแก่ด้านบนหมดจด ข้างล่างมีขนเล็กน้อย; ก้านใบยาว 9-12.5 ซม. ตรงรอยต่อระหว่างก้านใบ และแผ่นใบข้างบนมีต่อมกลมๆสีแดง 2 ต่อม. ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด แยกเพศ แม้กระนั้นอยู่บนต้นเดียวกัน ธรรมดา สมุนไพร กลีบมี 5 กลีบ สีขาว แต่ดอกเพศภรรยาอาจมีได้ถึง 9 กลีบ ที่ฐานกลีบมีลาย แล้วก็จุดประสีเหลือง แดง บางเวลาเหลือง หรือ ม่วงอมน้ำเงิน. ดอกเพศผู้ มีเกสรผู้ 8-12 อันอับเรณูมี 2 ช่อง. ดอกเพศเมีย มีเกสรภรรยารูปไข่ ด้านในมี 3-5 ช่อง ผลรูปค่อนข้างกลม มีเนื้อ แก่สีเหลือง แดงคล้ำ หรือ น้ำตาลปนดำ ข้างในมี 3-10 เมล็ด โดยมากจะมี 5 เมล็ด เปลือกหุ้มเม็ดแข็ง.

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดเมืองนอนในประเทศจีน ขึ้นทางแถบลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ปลูกเอาไว้ในพื้นที่หลายมณฑลของเมืองจีน เพราะว่าเป็นไม้มีค่าด้านเศรษฐกิจ ปลูกกันบ้างทางภาคเหนือของไทย.
คุณประโยชน์ : ต้น ทั้งต้นมีคุณสมบัติเป็นยากำจัดแมลง เมล็ด เมล็ดที่ยังไม่แก่จัด ผึ้งให้แห้งในร่ม ต้มกับเนื้อหมู ให้เด็กกินแก้โรคขาดอาหาร และก็โรคโลหิตจางสำหรับสตรี เนื้อเมล็ดแก่สกัดให้น้ำมันมะเยา (Tung oil) ถึง 33% แค่เป็นพิษมากยิ่งกว่าน้ำมันที่ได้จากเมล็ดมะเยาจำพวกอื่น เพราะว่ามีกรด eleostearic ปริมาณสูง และเป็นน้ำมันพืชเพียงแค่ชนิดเดียวที่มีกรดจำพวกนี้ จึงทำให้แห้งเร็วเป็นพิเศษ นำไปใช้ในทางอุตสาหกรรมหลายหมวดหมู่ ใช้เป็นยาใช้ภายนอกแก้โรคผิวหนังบางชนิดทาแก้แผลอักเสบ ผสานกับปูนกินกับหมาก ใช้ทาแผลกันน้ำ รวมทั้งเมื่อทำให้บริสุทธิ์แล้ว ใช้รับประทานเป็นยาระบายได้เหมือนกับน้ำมันละหุ่ง แต่มีจุดเด่นกว่าตรงที่ไม่มีกลิ่นแล้วก็รส ไม่ทำให้อาเจียนอาเจียน

10

สมุนไพรตะขบป่า[/size][/b]
ตะขบป่า Flacourtia indica (Burm. f.)
บางถิ่นเรียก ตะขบป่า (ภาคกึ่งกลาง) ตานเศษไม้ มะเกว๋นนก มะเกว๋นป่า (ภาคเหนือ)
    ไม้พุ่ม หรือ ต้นไม้ ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 2-5(-15) ม. ตามลำต้นและกิ่งใหญ่มีหนามแหลม ยาว 2-4 ซม. เรือนยอดแผ่นกว้าง ปลายกิ่งโค้งลง เปลือกสีเหลืองอมเทา แตกเป็นร่องลึก มีช่องอากาศรูปรีกระจัดกระจายห่างๆใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับ ขนาดค่อนข้างจะเล็ก รูปร่าง ขนาดเนื้อใบ รวมทั้งขนที่ปกคลุมไม่เหมือนกัน ส่วนมากเป็นรูปไข่กลับ กว้าง 1.5-3 เซนติเมตร ยาว 2-4 เซนติเมตร ปลายใบกลม โคนใบสอบแคบ ขอบของใบออกจะเรียบ หรือ จะ มักจะใกล้ปลายใบ ใบอ่อนและเส้นกลางใบสีแดงอมส้ม เส้นใบมี 4-6 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห พอมองเห็นได้ลางๆก้านใบยาว 3-5 มิลลิเมตร สีแดง มีขน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ และก็ที่ปลายกิ่ง มีขน แต่ละช่อมีดอกจำนวนน้อย ที่โคนช่อมีใบตกแต่ง ครั้งคราวมีหนาม ก้านดอกยาว 3-5(-7) มิลลิเมตร มีขน กลีบดอกไม้ 5-6 กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาว 1.5 มิลลิเมตร สมุนไพร ข้างนอกค่อนข้างหมดจด ภายในรวมทั้งที่ขอบกลีบมีขนแน่น ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ ฐานดอกจะมน เกสรเพศผู้มีไม่น้อยเลยทีเดียว ก้านเกสรยาว 2-2.5 มิลลิเมตร มีขนเฉพาะที่โคน ดอกเพศภรรยา ฐานดอกเรียบ หรือ ค่อนข้างจะเรียบ รังไข่กลม ปลายสอบแคบ ก้านเกสรเพศเมียมี 5-6 อัน ยาวราวๆ 1 มิลลิเมตร แต่ละก้านปลายแยกเป็นสองแฉก และม้วนออก ผล กลม หรือ รี เล็ก ออกคนเดียวๆหรือเป็นกลุ่มตามกิ่ง เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.8-1 เซนติเมตร เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีแดงคล้ำ มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ที่ปลายผล มีเม็ด 5-8 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าริมทะเล แล้วก็ขึ้นประปรายทั่วๆไป ในที่ระดับน้ำทะเลถึงความสูง 1,100 ม. มีปลูกบ้างตามสวนที่เพื่อรับประทานผล
คุณประโยชน์ : ราก รับประทานแก้ไตอักเสบ ต้น ยางจากต้นใช้เข้าเครื่องยา แก้อหิวาต์  เปลือกต้น ชงรับประทานแก้เสียงแห้ง อมบ้วนปากแก้เจ็บคอ เปลือกตำรวมกับน้ำมัน ใช้ทาเช็ดนวดแก้เจ็บท้อง แก้คัน ใบ น้ำยางจากต้น และก็ใบสด กินเป็นยาลดไข้สำหรับเด็ก แก้โรคปอดอักเสบ แก้ไอ แก้บิด และท้องร่วง ช่วยในการย่อย น้ำต้มใบแห้งรับประทานเป็นยาฝาดสมาน ขับเสลด แก้โรคหืดหอบ หลอดลมอักเสบ ขับลม และก็บำรุงร่างกาย  ใบที่ปิ้งไฟจนถึงแห้งใช้ชงรับประทานข้างหลังคลอดบุตร ผล กินได้ มีจำนวนวิตามินบีสูง แก้อ่อนเพลีย บรรเทาอาการของโรคดีซ่าน ม้ามโต แก้อ้วก อ้วก แล้วก็เป็นยาระบาย เมล็ด ตำพอกแก้ปวดข้อ

Tags : สมุนไพร

11

สมุนไพรตะขบควาย
ตะขบควาย Flacourtia jangomas (Lour.) Raeusch.
บางถิ่นเรียก ตะขบควาย (ภาคกึ่งกลาง) กือระอุ (มลายู-ปัตตานี) ครบ (ปัตตานี) มะเกว๋นควาย(ภาคเหนือ)
  ต้นไม้ ขนาดเล็ก ผลัดใบ สูง 5-10(-14) ม. ต้นอ่อนมีหนาม เมื่อแก่เกลี้ยง เปลือกสีน้ำตาลอ่อนถึงสีทองแดง หรือ สีเหลืองอมชมพู ล่อนออกเป็นแผ่นบางๆตามกิ่งอ่อนมีจุดสีขาวๆจำนวนไม่ใช่น้อยเป็นช่องที่มีไว้ระบายอากาศ ใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับ รูปไข่ออกจะแคบ ถึงรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-4 เซนติเมตร ยาว 7-10 เซนติเมตร ปลายใบเรียวยาว ที่ปลายสุดทื่อ โคนใบกลม หรือ แหลม ขอบของใบจักตื้นๆเนื้อใบค่อนข้างบาง ใบอ่อนออกสีชมพู หรือ สีน้ำตาลอ่อน ข้างล่างสีอ่อนกว่า เกลี้ยง ข้างบนเป็นเงา ก้านใบยาว 6-8 มม. มีขน หรือ ขนบางครั้งก็อาจจะหลุดร่วงไปเมื่อแก่ ดอก มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำผึ้ง ออกเป็นช่อตามง่ามใบ สมุนไพส แต่ละช่อมีดอกปริมาณน้อย เป็นดอกแยกเพศ  ดอกเพศผู้ ช่อยาว 1.5-3 เซนติเมตร ก้านดอกเล็ก ยาว 0.5-1 ซม. กลีบ 4(-5) กลีบ รูปไข่ ปลายมน ยาวประมาณ 7 มม. สีออกเขียว มีขนทั้งคู่ด้าน ขอบกลีบมีขนหนาแน่น ฐานดอกมีเนื้อ ขอบเรียบหรือจักน้อย สีขาว หรือ เหลือง เกสรเพศผู้มีเยอะมากๆ ถ้าเกิดเกสรสะอาด ดอกเพศภรรยา ช่อยาว 1-1.5 เซนติเมตร กลีบดอกเหมือนดอกเพศผู้ รังไข่รูปคนโฑ ภายในมี 4-6 ช่อง มีไข่ช่องละ 2 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียมีเท่ากับปริมาณช่อง แต่ละก้านปลายแยกเป็นสองแฉกและม้วน ผล ค่อนข้ากลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม. มีก้านเกสรเพศเมียติดอยู่กับปลายผล สีแดงอมน้ำตาลอ่อน หรือ ม่วง เมื่อแก่เป็นสีดำ เนื้อสีเหลืองอมเขียว มีเม็ด 4-5 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: คาดการณ์ว่ามีบ้านเกิดจากอินเดีย มีปลูกตามสวนทั่วๆไป
สรรพคุณ : ราก เปลือกรากตำพอกแผล รวมทั้งผิวหนังอักเสบ ต้น น้ำต้มเปลือกรับประทานเป็นยาแก้อาการไม่ปกติของท่อน้ำดี บำรุงธาตุ และบำรุงร่างกาย ใบ น้ำต้มใบเป็นยาฝาดสมานแก้ท้องเสีย ขับเหงื่อ ขับประจำเดือนรวมทั้งให้สตรีรับประทานหลังการคลอดบุตร ยิ่งกว่านั้นให้สีเขียวขี้ม้า ใช้ย้อมผ้าไหมก้าวหน้า ผล รับประทานแก้อาการไม่ปกติของท่อน้ำดี แม้กระนั้นถ้าหากกินมากมายๆอาจทำให้แท้งลูกได้เช่นเดียวกับน้ำสุกใบ

Tags : สมุนไพร

12

สมุนไพรว่านหางช้าง
ว่านหางช้าง Belamcanda chinensis (L.) DC.
ว่านหางช้าง (กรุงเทพมหานคร) ว่านมีดยับ (ภาคเหนือ)
            ไม้ล้มลุก อายุยาวนานหลายปี มีลำต้นใต้ดินรวมทั้งมีรากมาก ลำต้นที่อยู่เหนือดินตั้งตรงสูง 1-1.5 มัธยม ใบ ชอบออกหนาแน่นอยู่ส่วนโคนของลำต้น เรียงสลับซ้ายขวาในราบเดียวกัน ใบที่อยู่ส่วนบนของลำต้นชอบมีขนาดเล็ก รวมทั้งเรียงห่างๆแผ่นใบรูปกระบี่ กว้าง 2-4.5 ซม. ยาว 20-60 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบเป็นกาบ ขอบของใบเรียบ สมุนไพร ดอก ออกเป็นช่อ แกนช่อแตกกิ่ง ดอกออกที่ปลายกิ่งก้านสาขา 6-12 ดอก ก้านดอกยาว 2-4 เซนติเมตร ตรง หรือ โค้งเล็กน้อย เมื่อดอกหล่นแล้ว ก้านดอกยังคงติดอยู่ กลีบดอกโคนเชื่อมชิดกันนิดหน่อย ปลายแยกเป็นกลีบรูปขอบขนาน 6 กลีบ ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร เรียงเป็น 2 ชั้นๆละ 3 กลีบ กลีบชั้นในมีขนาดเล็กกว่ากลีบชั้นนอกน้อย เมื่อดอกบานกลีบดอกกางออก โคนกลีบสอบแคบจนกระทั่งเป็นก้าน ด้านนอกสีเหลือง ขอบกลีบ แล้วก็ภายในสีส้ม มีจุดประสีแดงเข้ม กลีบชั้นนอกมีต่อม เป็นร่องยาว 1 ต่อม สีแดงเข้ม เกสรเพศผู้มี 3 อัน ก้านเกสรไม่ติดกัน อับเรณูรูปยาวแคบ รังไข่มี 3 พู รูปยาวปลายใหญ่มากยิ่งกว่าโคน สะอาด ก้านเกสรเพศเมียยาวโค้งแม้กระนั้นสั้นกว่ากลีบดอกไม้ ปลายเกสรเพศเมียมี 3 อัน ติดกัน ผล รูปขอบขนาน หรือ ขอบขนานแกมรูปไข่กลับ เป็นพูลึก 3 พู เปลือกบาง แก่แตกตามยาวเป็น 3 เสี่ยง มีเม็ดพูละ 3-8 เม็ด รูปเกือบจะกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 มิลลิเมตร สีดำ ผิวเป็นมัน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเขา มีปลูกบ้างเป็นไม้ประดับ ถิ่นกำเนิดอยู่แถบตะวันออกของทวีปเอเชีย
คุณประโยชน์ : หัวใต้ดิน ใช้เข้าเครื่องยาสำหรับบำรุงร่างกาย แก้ต่อมทอนซิลอักเสบและโรคที่เกี่ยวกับปอด ดังเช่น ไอ โรคหืด หอบ ตับและม้ามโต เป็นยาขับลม ขับเสลด ยาระบาย ลำไข้ ขับเหงื่อ ขับฉี่ ขับประจำเดือน ต้มน้ำรวมกับใบให้สตรีอาบหลังการคลอดลูก ราก เป็นยาระบาย แก้พิษงูบางประเภท ใช้เป็นยาฟอกเลือดและก็ใช้ถอนพิษสำหรับวัวควายที่กินพืชเป็นพิษบางประเภทเข้าไป ต้น ตำเป็นยาพอกแก้ปวดหลัง ปวดข้อ พอกฝี น้ำยางจากต้นรับประทานเป็นยาแก้ปวดท้องรวมทั้งเป็นยาบำรุงธาตุ

Tags : สมุนไพร

13

สมุนไพรขานาง
ขานาง Homalium tomentosum (Vent.) Benth.
บางถิ่นเรียกว่า ขานาง (ภาคกลาง เชียงใหม่ จันทบุรี) ขางนาง ค่ะนาง (ภาคกึ่งกลาง) ค่านาง โคด (จังหวัดระยอง) ช้างเผือกหลวง (เชียงใหม่) แซพลู้ (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) ปะหง่าง (จังหวัดราชบุรี) เปลือย (กาญจนบุรี) เปื่อยคะนาง เปื๋อยนาง (อุตรดิตถ์) เปื๋อยค่างไห้ (จังหวัดลำปาง) ลิงขอคืนดี (นครราชสีมา) แลนไฮ้ (ลาว-แม่สอด)
    ต้นไม้ ขนาดกลางถึงกับขนาดใหญ่ ผลัดใบ 15-30 มัธยม ลำต้นกลมตรง เปลือกลางเรียบ สีขาวหรือสีเทาอ่อน ที่โคนต้นมีพูพอน ใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับกับตอนปลายๆกิ่ง รูปไข่กลับ ถึงรูปไข่กลับแกมขอบขนาน กว้าง 4-7 ซม. ยาว 10-15 ซม. ปลายใบกลมมน หรือ เป็นติ่งแหลม โคนสอบแคบ โคนสุดมน ขอบใบจักมนตื้นและห่างๆด้านล่างมีขนสากหนาแน่น เส้นใบมีราว 12 คู่ เกือบจะขนานกัน ก้านใบอ้วนสั้น ยาว 1-3 ซม. ดอก เล็ก สีเขียว ออกเป็นช่อยาวตามง่ามใบ [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ช่อดอกยาว 10-35 ซม. ห้อยลง ไม่มีก้านดอก ติดเป็นกระจุกๆเวียนกันบนแกนดอกกระจุกละ 2-3 ดอก เป็นดอกบริบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นรูปกรวย มีขน ปลายแยกเป็น 5-6 แฉก กลีบติดอยู่ในท่อกลีบเลี้ยง กลีบดอกไม้แต่ละกลีบจะมีเกสรเพศผู้ติดอยู่ ก้านเกสรยาวโดยประมาณ 2 มม. รังไข่มี 1 ช่อง ผนังรังไข่ชิดกับฝาผนังภายในของท่อกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียมี 2-3 อัน แยกจากกัน หรือ ติดกันเพียงเล็กน้อยที่โคนก้าน ผล เล็ก ยาวราวๆ 3 มิลลิเมตร เป็นประเภทผลแห้งแก่ไม่แตก ข้างในมีเพียงแค่ 1 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วๆไป ความสูง 50-300 มัธยม
คุณประโยชน์ : ราก น้ำต้มรากเป็นยาฝาดสมาน

14

สมุนไพรกระเบาใหญ่
กระเบาใหญ่ Hydnocarpus anthelminthica Pierre
บางถิ่เรียก กระเบาใหญ่ กระเบาน้ำ กระค่อยแข็ง กาหลง (ภาคกึ่งกลาง) กระเบา (ทั่วไป) กระค่อยอาคาร (เขมร-พระอาทิตย์อก) ตัวโฮ่งจี๊ (จีน) เบา (สุราษฎร์ธานี)
  ไม้ต้น ขนาดกึ่งกลาง สูง 15-20 ม. ลำต้นตรง. ใบ โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับ รูปขอบขนานแกมรูปหอก กว้าง 4-6 ซม. ยาว 15-20 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนเบี้ยว ขอบของใบเรียบ เนื้อใบหนา เกลี้ยง เส้นใบมี 8-10 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแหเห็นกระจ่าง ใบแห้งสีน้ำตาลปนแดง สมุนไพร ดอก ออกตามง่ามใบ เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงแล้วก็กลีบดอกมีอย่างละ 5 กลีบ ดอกเพศผู้ สีชมพู มีกลิ่นหอมหวน ออกโดดเดี่ยวๆก้านดอกยาว เกสรเพศผู้มี 5 อัน ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อสั้นๆผล กลมใหญ่ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8-10 ซม. สีขาว ผิวเรียบ มีขน หรือ เกล็ดสีน้ำตาลแดงหุ้ม

นิเววิทยาศน์
: ขึ้นตามป่าดิบใกล้ริมน้ำ ทางภาคใต้รวมทั้งภาคอีสาน ระดับความสูงจากน้ำทะเล 50-200 มัธยม
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มเปลือก รับประทานเป็นยาขับเยี่ยว เมล็ด เป็นยาขับพยาธิ เมื่อกระทำบีบเม็ดจะได้นำมันกระเบา ใช้ทาแก้โรคเรื้อน หรือ โรคชันนะตุ ใช้ทาเช็ดนวดแก้เจ็บท้อง รูมาตำหนิซึม แล้วก็โรคเก๊าท์

Tags : สมุนไพร

15

สมุนไพรกระเบากลัก
กระเบากลัก Hydnocarpus ilicifolia King
บางถิ่นเรียก กระค่อยกลัก (จังหวัดสระบุรี) กระเบาชาวา (เขมร-จันทบุรี) กระเบาพนม (เขมร-สุรินทร์) กระค่อยลิง (ทั่วไป) กระเบียน ขี้มอด (จันทบุรี) กระเรียน (ชลบุรี) คมขวาน (ประจวบคีรีขันธ์) จ๊าเมี่ยง (สระบุรี แพร่) มองกช้าง (กระบี่) บักกราย พะโลลูตุ้ม (มลายู-จังหวัดปัตตานี) หัวค่าง (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สุราษฎร์ธานี)
ต้นไม้ ขนาดกึ่งกลาง สูง 10-30 ม. กิ่งอ่อนมักมีขนสีน้ำตาลแดงกระจัดกระจายห่างๆกิ่งแก่สะอาด ลำต้นตรง เปลือกเรียบสีเทา ใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับกัน รูปไข่ ขอบขนาน หรือ รูปไข่ปนรูปใบหอก กว้าง 4-7 ซม. ยาว 12-17 เซนติเมตร ตัวใบเบาๆเรียวสอบไปยังปลายใบ โคนใบมนหรือเบี้ยว ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อยห่างๆค่อนไปทางปลายใบ ปรากฏชัดเจนในใบอ่อน เนื้อใบดกหมดจดวาว เส้นใบมี 6-8 คู่ เส้นใบย่อยสานกันเป็นร่างแห เห็นชัดทั้งสองด้าน ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบ สีเขียวอ่อน เป็นดอกแยกเพศ กลีบเลี้ยงรวมทั้งกลีบดอกมีอย่างละ 4 กลีบ. สมุนไพร ดอกเพศผุ้ มีเกสรเพศผู้ 14-20 อัน สีขาว ก้านเกสรสั้นรวมทั้งมีขนกระจาย อับเรณูรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ดอกเพศเมีย มีเกสรเพศผู้ที่ไม่สมบูรณ์ราว 15 อัน รังรูปกลมรีหรือรูปไข่ มีขนสีน้ำตาลปกคลุมหนาแน่น ผล กลม แข้ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 4-5 ซม. ผิวมีขนนุ่มสีดำ ภายในมีเม็ดรูปไข่ 10-15 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าดงดิบแล้งหรือป่าเบญจพรรณทั่วๆไป ตามป่าหาด และก็รอบๆเขาหินปูน ความสูง 20-400 ม.
สรรพคุณ : เม็ด ให้นำมันกระเบา เหมือน H. anthelminthica แล้วก็มีคุณประโยชน์คล้ายกัน นอกเหนือจากนี้น้ำมันจากเมล็ดยังคงใช้สำหรับในการทำสบู่

หน้า: [1] 2 3 ... 39