แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 48
1

โรคไข้สมองอักเสบ เจอี (Japanese Encephalitis)
โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี เป็นยังไง ไข้สมองอักเสบ (encephalitis) คือ การอักเสบของเนื้อสมอง หรือเฉพาะที่นิดหน่อย เนื่องจากเนื้อสมองอยู่ชิดกับเยื่อหุ้มสมอง ก็เลยอาจเจอการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองร่วมกับการอักเสบของสมองได้ด้วย  โดยโรคไข้สมองอักเสบอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุโดยมากชอบเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการติดเชื้อจากเชื้อไวรัส โดยสามารถเกิดได้จากเชื้อไวรัสหลายอย่างหรือบางคราวบางทีอาจเจอเป็นโรคสอดแทรกของโรคหัด คางทูม ไข้สุกใส แม้กระนั้นไข้สมองอักเสบจำพวกที่อันตราย/รุนแรงที่ทำให้มนุษย์เสียชีวิตได้ คือ โรคไข้สมองอักเสบ เจอี(Japaneseencephalitis, JE) พบได้ทั่วไปที่สุดในทวีปเอเชียรวมทั้งเมืองไทยแล้วก็นิดหน่อยของแปซิฟิคตะวันตก ส่วนมากชอบพบการเกิดโรคในฤดูฝน แต่ว่าในแต่ล่ะประเทศจะพบตอนที่มีการเกิดโรคได้แตกต่างซึ่งพบได้ตลอดทั้งปี โดยในบริเวณแหล่งระบาดมักจะพบในคนเจ็บอายุน้อยกว่า 15 ปี ด้วยเหตุว่าในคนแก่จะมีภูมิต้านทานอยู่ก่อนแล้ว  อย่างไรก็ตามถ้าเกิดเป็นรอบๆที่ไม่เคยกำเนิดโรคมาก่อนก็จะเจอในกรุ๊ปของคนที่มีอายุสูงขึ้นได้
โรคไข้สมองอักเสบเจอี เป็นโรคที่เป็นอันตรายถึงชีวิตและก็เป็นโรคหวานใจษายาก ที่สำคัญเมื่อเป็นแล้วมีอัตราการตายสูง ถ้าเกิดรอดตายมักมีความพิการหรือผิดปกติทางสมองตามมา อัตราเจ็บไข้ตายอยู่ระหว่างปริมาณร้อยละ 20-30 ราวๆสองในสามของผู้มีชีวิตรอด จะมีความพิกลพิการคงเหลืออยู่ ในทวีปเอเชียเจอคนป่วยโรคนี้ประมาณปีละ 30,000-50,000 ราย โรคนี้เรียกว่า Japanese ด้วยเหตุว่าสามารถแยกเชื้อได้จากผู้ป่วยในญี่ปุ่นคราวแรกเมื่อปี พ.ศ.2468
ที่มาของโรคไข้สมองอักเสบ เจ อี ด้วยโรคไขสมองอักเสบเจอีเปนโรคที่มีอัตราตาย แล้วก็ความพิการตามมาสูง ซึ่งสวนใหญมักจะเปนในเด็ก ส่วนเชื้อที่กอโรคไดมึง Japanese encephalitis virus (JEV) ซึ่งเปน arbovirus จัดอยูใน family Flaviviridae, genus Flavivirus โดยมียุงรําคาญ Culex tritaeniorhynchus เปนพาหะนําโรค โรคนี้พบในเขตเมืองนอยกวาชนบท มีอัตราตายรอยละ 10-35 และมีอัตราการเกิดความพิกลพิการ ตามมาสูงถึงรอยละ 30-50 โดยเชื้อไวรัสจำพวกนี้ถูกค้นพบคราวแรกโดยนักวิทยาศาสตร์คนประเทศญี่ปุ่นและได้กระจัดกระจายทั่วๆไปทุกภาครวมทั้งทุกฤดู ซึ่งประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี อาทิเช่น บริเวณเอเชียใต้ ประเทศอินเดียและก็ศรีลังกา ตลอดจนประเทศในเอเซียอาคเนย์ รวมทั้งในภาคตะวันออกของประเทศจีน และก็เจอได้ในประเทศ ไต้หวัน เกาหลี แล้วก็ญี่ปุ่น
ปลายคริสตศตวรรษที่ 18 มีการระบาดใหญ่ของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศญี่ปุน โดย ในป พ.ศ. 2468 สามารถแยกเชื้อไวรัสเจอีไดเปนครั้งแรกจากสมองของผูปวยชายอายุ 19 ปที่มี อาการสมองอักเสบและเสียชีวิตในกรุงเมืองโตเกียว ต่อมาสามารถแยกเชื้อไวรัสไดจากยุงอารมณ์เสีย Culex และมีรายงาน การระบาดของโรคไขสมองอักเสบเจอีในประเทศต่างๆในทวีปเอเชียตามมา ซึ่งนับคือปัญหาที่สําคัญที่สุดในบรรดาโรค สำหรับเมืองไทยพบการระบาดคราวแรกในป พุทธศักราช 2512 ที่จังหวัดเชียงใหมต่อจากนั้นมีการเจอผูปวยบ่อยมาแล้วก็มีการระบาดใหญ่เปนครั้งคราว ผู้ปวยโรคนี้สามารถพบไดบอยทางภาคเหนือรวมทั้ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาไดมึง ภาคกึ่งกลาง รวมทั้งภาคใต
ปจจุบันเจอผูปวยโรคไขสมองอักเสบ เจ อี นอยลง เนื่องจากมีการฉีดยาปองกันโรคไขสมอง อักเสบเจอีในเด็กทั้งประเทศ ในป พุทธศักราช 2552 สํานักระบาดวิทยาไดรับรายงานผูปวยโรคไขสมองอักเสบรวมทั้งสิ้น 543 ราย คิดเปนอัยี่ห้อปวย 0.86 ตอแสนประชาชน จําแนกเปนโรคไขสมองอักเสบเจอีจํานวน 106 ราย (รอยละ 19.52) คิดเปนอัยี่ห้อปวย 0.17 ตอแสน สามัญชน ไมมีรายงานผูเสียชีวิต  สวนใหญ่อยู่ในกลุ่มวัยนอชูวา 15 ป พบผูปวยสูงสุดในกลุมอายุ 0-4 ป คิด เปนอัตราปวย 1.1       ตอแสนพลเมือง รองลงมาเป็น กลุมอายุยง 5-9 ป มากมายกวา 15 ป และก็ 10-14 ป โดยมี อัตราปวย 0.3, 0.09 รวมทั้ง 0.08 ตอแสนสามัญชนตามลําดับ กระจัดกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ
อาการของโรคไขสมองอักเสบ เจ อี   เชื้อไวรัสเจอีนี้ เมื่อไปสู่ร่างกายจะแพร่ไปไปสู่สมองรวมทั้งจะทำลายเนื้อสมองตั้งแต่นิดหน่อยไปจวบจนกระทั่งมหาศาลนาๆประการในแต่ละคน (Japanese encephalitis virus)  โดยส่วนมากผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการ มีเพียงแต่ 1 ใน 300 คนเท่านั้น ที่จะออกอาการ โดยในรายที่รุนแรงจะแสดงอาการแบบสมองอักเสบ (encephalitis) โดยมีลักษณะอาการกางงเปน 3 ระยะดังต่อไปนี้ 1. Prodromal stage ในเวลานี้ผู้ปวยจะมีลักษณะไขสูงรวมกับอาการออนเพลีย ปวดหัว คลื่นไสอาเจียน ระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 1-6 วัน 2. Acute encephalitic stage ผูปวยยังคงมี ไข้และก็เริ่มมีลักษณะระคายเคืองของเยื่อหุมสมอง มีการเปลี่ยนแปลงของระดับความรูสึกตัว มีลักษณะอาการชักเกร็ง สามารถตรวจพบ pyramidal tract signs, flaccid paralysis และเจอ deep tendon reflex น้อยลงไดรอยละ 10 บางทีอาจพบอัมพาตครึ่งซีกแล้วก็ความผิดปกติของเสน ประสาทสมองได ระยะที่ 1 แล้วก็ 2 ของโรคมักกินเวลา ไมเกิน 2 สัปดาห ผูปวยที่มีลักษณะรุนแรงมักเสียชีวิต ในระยะนี้ 3. Late stage and sequele ในช่วงนี้ไข้จะต่ำลง อาการทางสมองจะคงที่หรือ ผูปวยที่เสียชีวิตในช่วงนี้มักเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากโรคแทรกซ้อนซอนที่ตามมา เช่น ปอดอักเสบ โรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ติดโรคในกระแสเลือด อื่นๆอีกมากมาย ซึ่งคนเจ็บโรคไข้สมองอักเสบ บางรายอาจมีอาการ พฤติกรรมเปลี่ยนหรือเป็นอาการทางจิตได้ อาการชักมักเป็น แบบชักเกร็งกระตุกทั่วตัว ซึ่งพบบ่อยมากโดย เฉพาะเด็กเล็ก บางครั้งอาจจะมาด้วยนิ้วกระตุก, ตาเข, หรือหายใจผิดจังหวะได้หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเหมือน โรคพาร์กินสัน คือมีลักษณะอาการตัวเกร็ง, หน้าไม่แสดง อารมณ์,มือสั่นรวมทั้งเคลื่อนไหวตรากตรำ
แนวทางการรักษาโรคไข้สมองอักเสบ การวินิจฉัย การวิเคราะห์อาศัยความเป็นมา การตรวจรางกายและการ ตรวจทางหองทำการ การตรวจนับเม็ดเลือดมักพบวาจํานวนเม็ดเลือดขาวและก็คารอยละของนิวโตรฟล เพิ่มขึ้นในระดับปานกลางถึงสูงมากมาย การตรวจน้ำไขสันหลัง สวนใหญจะพบวาน้ำไขสันหลังมีลักษณะใส ไมมี สีความดันของน้ำไขสันหลังอยูในเกณฑธรรมดามีเซลล เม็ดเลือดขาวไดตั้งแต 10-1,000 เซลล/ลบ.มิลลิเมตร ซึ่งส่วนใหญเปนประเภทโมโนนิวเคลียรเซลล ในระยะเริ่มต้นของโรคบางทีอาจไมพบเซลลในน้ำไขสันหลังหรืออาจพบนิวโตรฟลเดนได โปรตีนมักสูงกวาธรรมดาเล็กนอย ระดับน้ำตาลมักอยูในเกณฑธรรมดาเมื่อเทียบกับระดับน้ำตาลในเลือด
การส่งไปตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จะมีคุณภาพสูงขึ้นมากยิ่งกว่าการตรวจด้วยเครื่อง เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์โดยจะเห็นความแปลกใน ตำแหน่ง thalamus,basalganglia, midbrain, pons, และก็ medullaตามหน้าที่ที่เจอร่วมมาก ที่สุดคือตำแหน่ง thalamus การส่งไปตรวจแยกเชื้อ (serology) ซึ่ง เป็นการวินิจฉัยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นตรวจค้นIgM antibodyเฉพาะต่อไวรัสเจอีในนํ้าไขสันหลังและก็ ในเลือด โดยการตรวจเจอ JEV-specific IgM antibody ในนํ้าไขสันหลังสามารถช่วยยืนยันการ ติดเชื้อในคราวนี้ได้แต่ว่าหากตรวจพบJEV-specific IgMantibodyในเลือดบางทีอาจเป็นการติดเชื้อโรคหรือขึ้น จากการได้วัคซีนก็ได้ การตรวจหา antibody ในนํ้าไขสันหลัง จะสามารถตรวจพบได้ปริมาณร้อยละ 70-90 ในผู้ป่วยที่ ติดเชื้อ โดยจะสามารถตรวจเจอได้เมื่อราว วันที่5-8หลังจากเริ่มมีอาการ การตรวจค้นantibodyในเลือดจะสามารถ ตรวจพบได้ร้อยละ60-70 ในผู้ป่วยที่ติดโรคโดย จะสามารถตรวจเจอได้อย่างน้อย 9 วันหลังจาก เริ่มมีลักษณะอาการ ในขณะนี้ยังไม่มีการดูแลรักษาที่เฉพาะเจาะจง  การดูแลและรักษา    เปนเพียงการรักษาตามอาการ ที่สําคัญ คือ ลดอาการบวมของสมอง ดูแลระบบทางเท้าหายใจ ใหยาระงับชัก บางรายบางทีอาจจําเปนตองให mannitol เพื่อควบคุมความดันในกะโหลกศีรษะ รวมทั้งคุ้มครองปกป้องอาการแทรกตามมา การใช dexamethasone ในขนาดสูงเพื่อลดการบวมของสมองในผูปวยไขสมองอักเสบเจอี เจอวาไมสามารถลดอัตราการตายและอัตราการฟนจากโรคได มีรายงานจากการศึกษาแบบ controlled clinical trials ขนาดเล็กเกี่ยวกับ Neutralizing murine monoclonal antibodies ซึ่งผลิตในประเทศจีน นํามาใชรักษาผูปวย ไขสมองอักเสบเจอี เจอวาการดูแลรักษาดังมายากลาวใหผลของการ รักษาที่  บางรายงายการเรียนพบว่าได้มีการทดลองใช้ยาต่อต้าน เชื้อไวรัส ribavirin แต่ไม่พบความต่างของผล การรักษาของการใช้ยาต้านทานไวรัสกับยาหลอกรวมทั้ง พบว่าcorticosteroidsแล้วก็interferonalpha2a ไม่ช่วยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาการและไม่ช่วย ในเรื่องของผลของการรักษา
ปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคไข้สมองอักเสบ เหตุเพราะเชื้อไวรัส Japanese encephalitis ที่เป็นตัวการของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี จะอยู่ในสัตว์เลือดอุ่นหลายชนิด เช่น หมู รวมทั้งยุงจะเป็นพาหะนำเชื้อประเภทนี้มาสู่คน โดยเฉพาะหมูที่มีอายุที่มากขึ้น ตัวสัตว์เองก็จะมีภูมิคุ้มกันพอควร ด้วยเหตุดังกล่าว ถ้าเกิดมีไวรัสอยู่ในตัวก็จะโดนควบคุมไม่ให้มีปริมาณมาก ส่วนลูกหมูชอบมีภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดี เมื่อโดนยุงกัด แล้วมีเชื้อไวรัส ไวรัสจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเร็ว ก็จะเป็นแหล่งกระจายเชื้อมาสู่ยุงไปสู่คน  ด้วยเหตุนี้ไข้สมองอักเสบเจอี ก็เลยพบได้บ่อยในแหล่งที่มีการเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีการเลี้ยงหมูจำนวนมาก เช่น ในชนบท และก็รอบๆชานเมือง แล้วก็พบบ่อยในฤดูฝนระหว่างมิถานายนถึงส.ค. แต่ว่าก็อาจเจอเรี่ยรายได้ตลอดทั้งปี คนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้สมองอักเสบเจอี ดังเช่น เกษตรกรที่มีอาชีพเลี้ยงหมู ผู้ที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัดในแคว้นที่มีการระบาด ทหารที่เข้าไปปฏิบัติงานหรือปฏิบัติการในแคว้นที่มีการระบาดของโรค ผู้ย้ายที่อยู่ไปอาศัยอยู่ในเมืองนอกที่มีการระบาด
การติดต่อของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี เชื้อ JEV (Japanese encephalitis Virus) จัดอยู่ในเครือญาติฟลาวิเชื้อไวรัส (family flaviviridae) สกุลฟลาวิไวรัส (genus flavivirus)อยู่ในกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสเด็งกี่(Dengue virus)และโรคไข้เหลือง(yellowfever) โดยเหตุนี้เชื้อไวรัสเจอี ก็เลยมีคุณลักษณะเหมือนกันกับฟลาวิไวรัสตัวอื่นๆซึ่งเป็น ไวรัสที่มีแมลงกินเลือดเป็นพาหะนำ โรคจะติดต่อ ในวงจรจากสัตว์สู่คน โดยมียุงเป็นตัวพาหะนำ เชื้อโรค โดยมีหมูเป็นรังโรคที่สำคัญ หมูที่ติดเชื้อโรค JE จะไม่มีอาการ แม้กระนั้นมีเชื้อ JE ในเลือด เมื่อยุงไปกัด หมูในระยะนี้เชื้อจะเข้าไปเพิ่มในยุง เมื่อ มากัดคนจะแพร่เชื้อเข้าสู่คน ส่วนสัตว์อื่นๆที่จะติด เชื้อ JEตัวอย่างเช่นม้า วัวควายนก แต่สัตว์พวกนี้เมื่อติดเชื้อแล้วจะไม่มีอาการมีแต่ม้าและคนเพียงแค่นั้นที่มีลักษณะ เมื่อได้รับเชื้อ แล้วโดยประมาณ 1 ใน 300-500 ของผู้ติดเชื้อจะมี อาการสมองอักเสบ หมูมีความหมายในวงจรการ แพร่กระจายของโรค เพราะจะมีเชื้ออยู่ในกระแส เลือดได้เป็นเวลานานกว่าสัตว์อื่นๆก็เลยจัดว่าเป็นamplifier ที่เป็นรังโรคที่สำคัญ ยุงที่เป็นพาหะเป็นประเภท Culex tritaeniorhynchus  Culex golidus , Culex fascocephalus ยุงกลุ่มนี้เพาะพันธุ์ใน ท้องนาที่มีนํ้าขัง ปริมาณยุงจะเพิ่มมากในช่วงฤดูฝน ยุงตัวเมียสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านรังไข่ไปสู่ลูกยุงได้ ซึ่งมีระยะฟักตัวในยุงประมาณ 9-12 วัน ยุงพวกนี้จะออกมากัดรับประทานเลือดในเวลาเย็นหรือ ช่วงคํ่า หมูรวมทั้งนกนํ้า เป็นต้นว่า นกกระสา นกยาง เป็นรังโรคที่สำ คัญเพราะว่าจะมีเชื้อสำหรับการแส เลือดได้นานแล้วก็มีการเพิ่มเชื้อได้สูง ซึ่งใน ประเทศไทยพลเมืองส่วนมาก เลี้ยงชีพทำการเกษตรและมีปริมาณของการ เลี้ยงหมูจำนวนมากด้วยเหตุนั้นจึงเพิ่มความเสี่ยงสำหรับโรคไข้สมองอักเสบมากตามมา
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • กินยาตามแพทย์สั่ง รวมทั้งประพฤติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพของร่างกายให้สะอาดอยู่เสมอเพื่อคุ้มครองป้องกันโรคแทรกซ้อน
  • ไปพบแพทย์จากที่แพทย์นัดให้ตามเวลา
  • เมื่อพบว่าอาการแย่ลงหรืออาการทรุดลง หลังจากรับประทานยาที่แพทย์สั่งให้รีบไปพบหมอโดยด่วน
  • ใช้ยาใช้ภายนอกกันยุงและก็นอนในมุ้งเพื่อปกป้องการแพร่เชื้อให้กับคนที่อยู่รอบกาย
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ รวมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การคุ้มครองตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เจอี

  • ผู้ที่จับไข้ตัวร้อนควรจะไปพบแพทย์โดยทันที เมื่อมีลักษณะอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ได้แก่ ปวดหัวรุนแรง กินยาพาราแล้วไม่ดีขึ้น อาเจียนมากมาย มีลักษณะชักร่วมด้วย ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว หรือหมดสติ แขนขาเป็นอัมพาต ปากเบี้ยว กลืนทุกข์ยากลำบาก หรืออ้าปากตรากตรำ (ขากรรไกรแข็ง) หรือก้มคอไม่ลง (คอแข็ง)
  • ควรกำจัดยุงแล้วก็แหล่งเพาะพันธุ์ของยุง
  • เมื่อมีการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ควรจะยินยอมให้เจ้าหน้าที่ฉีดยาทำลายยุงในบริเวณพื้นที่ เกิดการระบาดของโรคโดยการพ่นสารเคมีเพื่อฆ่ายุงตัวแก่
  • ป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยนอนกางมุ้ง หรือติดมุ้งลวดในบ้านและก็ตามห้องต่างๆ
  • ย้ายคอกสัตว์ ดังเช่นว่า หมู วัว ควาย ให้ห่างจากแหล่งที่อยู่ที่อาศัย เพื่อลดความเสี่ยงของรังโรค
  • ฉีดยาคุ้มครองปกป้องโรคไข้สมองอักเสบ
  • แนวทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดในขณะนี้ อาทิเช่นการฉีดวัคซีนคุ้มครองโรคนี้ให้แก่เด็กๆของเราก่อนจะติดเชื้อเองตามธรรมชาติ
  • วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี (JEV) เริ่มมีการพัฒนามาตั้งแต่ปี พุทธศักราช2473 ในประเทศรัสเซียรวมทั้งญี่ปุ่น ต่อมาได้เพิ่มแนวทางการทำให้วัคซีนบริสุทธิ์ขึ้นเพื่อคุ้มครองป้องกันผลแทรกซ้อนจากการปนเปื้อนของเยื่อสมองหนู และได้รับการพัฒนาต่อบ่อยมาจนกระทั่งมีใช้กันอย่างแพร่หลายในตอนนี้
  • ส่วนในประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งระบาดของ เชื้อนั้น มีการฉีดยาเพื่อป้องกันโรค ตั้งแต่ปี 2533 โดยเริ่มต้นในภาคเหนือ แล้วก็เบาๆขยาย ครอบคลุมทั้งประเทศ ตั้งแต่ พุทธศักราช 2543 โดย ให้วัคซีนแก่เด็กอายุ 1 ปีครึ่ง ถึง 2 ปีคนละ 2 ครั้งแล้วก็กระตุ้น 1 ครั้ง เมื่ออายุ2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปี วัคซีนที่ใช้เป็นจำพวกเชื้อตาย (JE SMBV: mouse brain-derivedinactivatedJEvaccine)วัคซีน คุ้มครองปกป้องไข้สมองอักเสบเจอีที่จดทะเบียนและ จำหน่ายในประเทศไทยปัจจุบันนี้มี2ประเภทอย่างเช่น (1.) วัคซีนประเภทเชื้อตายที่เพาะเชื้อในสมอง หนู(suckling mouse brain vaccine หรือ SMBV) (2.) วัคซีนประเภทเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (SA 14–14–2) ที่เพาะเชื้อในเซลล์เพาะเลี้ยง เป็นวัคซีน ใหม่ที่พึ่งจดทะเบียนในประเทศไทยปีพ.ศ.2550


สมุนไพรที่ใช้ปกป้องตนเองจากโรคไข้สมองอักเสบ เอจี โรคไข้สมองอักเสบ เจอี เป็นโรคที่ยังไม่มียารักษาเฉพาะการดูแลรักษายังต้องใช้การรักษาแบบจุนเจือ รักษาตามอาการ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงไม่มีสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถรักษาได้ แค่มีสมุนไพรที่สามารถช่วยคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคไข้สมองอักเสบ เจอี ได้ไพเราะเพราะพริ้งไข้สมองอักเสบ เจอี นั้นมียุงเป็นพาหนะนำเชื้อ ดังนั้นสมุนไพรที่ช่วยปกป้องโรคจำพวกนี้นั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรที่ใช้ไล่ยุงต่างๆอาทิเช่น
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Cymbopogon
ตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus (L.) Rendle) มีการเล่าเรียนฤทธิ์ไล่ยุงของตำรับน้ำมันตะไคร้หอม (citronella oil) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญเป็น citronella, geraniol และ citronellol ในรูปแบบของครีม พบว่าตำรับที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 17% ปกป้องยุงลายได้นานราวๆ 3 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันตะไคร้หอม 14% ลดปริมาณยุงรำคาญที่มาเกาะภายใน 1 ชั่วโมงข้างหลังทาครีม นอกจากนั้นสารสกัดเอทานอลของตะไคร้หอมผสมกับน้ำมันมะกอกสามารถไล่ยุงลายแล้วก็ยุงอารมณ์เสียได้นาน 2 ชั่วโมง ครีมที่มีน้ำมันหอมระเหยจากใบตะไคร้หอมที่ความเข้มข้น 1.25, 2.5 และก็ 5.0% คุ้มครองป้องกันยุงก้นปล่องได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ตอนที่ความเข้มข้น 10% ได้ผลได้เป็นเวลายาวนานกว่า 4 ชั่วโมง
ตะไคร้ (Cymbopogon citratus (DC.) Stapf) น้ำมันตะไคร้ (lemongrass oil) ใน liquid paraffin ความเข้มข้น 20 และ 25% ส่งผลคุ้มครองป้องกันยุงลายได้ 100% ใน 1 ชั่วโมงแรก และก็ลดน้อยลงเหลือประมาณ 95% ภายใน 3 ชั่วโมง การเตรียมผลิตภัณฑ์น้ำมันตะไคร้ 15% ในรูปของครีมรวมทั้งขี้ผึ้งพบว่าให้ผลคุ้มครองยุงกัดได้ โดยคุณลักษณะขององค์ประกอบของสินค้าส่งผลต่อการปลดปล่อยน้ำมันหอมระเหย รวมทั้งมีผลต่อสมรรถนะสำหรับการป้องกันยุงด้วย น้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่มี geraniol ปริมาณ 0.2 มก./ซม2 สามารถลดอัตราการกัดจากยุงหงุดหงิดรำคาญ เป็น 10, 15 และ 18% ที่เวลา 1, 2 และ 3 ชั่วโมงเป็นลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ได้ทาน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ สบู่อาบน้ำที่มีส่วนประกอบของน้ำมันตะไคร้หอม 0.1% น้ำมันตะไคร้ 0.5% และก็น้ำมันสะเดา 1% สามารถไล่ยุงได้ในตอน 8 ชั่วโมง
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Ocimum
น้ำมันหอมระเหยจากพืชกลุ่มนี้ 5 จำพวก ได้แก่ แมงกะแซง (O. americanum L.) โหระพา (O. basilicum L.) แมงลัก (O. africanum Lour. ExH) ยี่หร่าหรือโหระพาช้าง (O. gratissimum L.) และก็กะเพรา (O. tenuiflorum L.) พบว่ามีฤทธิ์ทั้งยังฆ่าลูกน้ำรวมทั้งไล่ยุงลายได้ ฤทธิ์ฆ่าลูกน้ำยุงลายของน้ำมันหอมระเหย เรียงลำดับดังนี้ โหระพา > ยี่หร่า> กะเพรา > แมงลัก = แมงกะแซง โดยมีค่าความเข้มข้นของน้ำมันหอมระเหยที่ได้ผลปกป้องยุงได้ 90% (EC90) พอๆกับ 113, 184, 240, 279 และ 283 ppm เป็นลำดับ สำหรับฤทธิ์ไล่ยุงของน้ำมันหอมระเหยที่ความเข้มข้น 10% พบว่า โหระพาช้างมีฤทธิ์แรงที่สุด ปกป้องยุงกัดได้นาน 135 นาที รองลงมาคือ กะเพรา และแมงลัก ที่ปกป้องยุงกัดได้นาน 105 รวมทั้ง 75 นาที ตามลำดับ ช่วงเวลาที่แมงกะแซง แล้วก็โหระพาได้ผลน้อยที่สุดเพียงแค่ 15 นาที
พืชกรุ๊ปสกุล (genus) Citrus
มะกรูด (Citrus hystrix DC.) น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีฤทธิ์ปกป้องยุงได้นาน 95 นาที และก็ตำรับยาใช้ภายนอกกันยุงที่มีน้ำมันมะกรูดความเข้มข้น 25 และ 50% สามารถไล่ยุงได้นาน 30 และก็ 60 นาที ตามลำดับ น้ำมันหอมระเหยผสมจากมะกรูด 5% แล้วก็จากดอกชิงเฮา (Artemisia annua L.) 1% คุ้มครองปกป้องยุงลาย ยุงก้นปล่อง รวมทั้งยุงหงุดหงิดรำคาญได้นาน 180 นาที ในห้องปฏิบัติการ ในความเข้มข้นเดียวกันสามารถคุ้มครองยุงลาย และยุงเสือ ได้ 180 นาที และยุงหงุดหงิดได้นานถึง 240 นาทีในภาคสนาม
มะนาวฝรั่ง (Citrus limon (L.) Burm.f.) น้ำมันหอมระเหยจากมะนาวฝรั่งมีฤทธิ์ไล่ยุงก้นปล่องได้ 0.88 เท่าของสารเคมีสังเคราะห์ N,N-diethyl-3-methylbenzamide
เว้นแต่สมุนไพรที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีสมุนไพรอื่นๆที่มีการเล่าเรียนฤทธิ์สำหรับการป้องกันยุง ได้แก่ ข่า ไพล ขึ้นฉ่าย ว่านน้ำ กานพลู หนอนตายหยาก ดอกกระดังงาไทย สารศัตรูทรัม (pyrethrum) แล้วก็ผู้จองเวรทริน (pyrethrins) ที่เจอได้ในพืชตระกูลดอกต้นเบญจมาศ (chrysanthemum flowers) เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้สมองอักเสบ จากเชื้อไวรัส เจอี.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 174.คอลัมน์ แนะยา-แจงโรค.ตุลาคม.2536
  • Halstead SB, Jacobson J. Japanese encephalitis vaccines. In: Plotkin SA, Orenstein WA, Offit PA, editors. Vaccines. 5th ed. Elsevier Inc.; 2008. p.311-52. http://www.disthai.com/
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Japanese encephalitis. In: Dupont HL, Steffen R, editors. Textbook of Travel Medicine and Health. 2nd ed. Hamilton: B.C. Decker Inc.; 2001. p.312-4.
  • นศ.พ.เฉลิมเกียรติ สุวรรณเทน.รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า. Japanese Encephalitis. วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่ 6.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม 2554.หน้า 93-100
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Diseases caused by arboviruses: dengue haemorrhagic fever and Japanese B encephalitis. Med J Aust. 1994;160:22-6.
  • โอฬาร พรหมาลิขิต.วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี.ตำราวัคซีน.สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย.หน้า 127-135
  • Thisyakorn U, Nimmannitya S. Japanese encephalitis in Thai children, Bangkok, Thailand. Southeast Asian J Trop Med Public Health. 1985;16:93-7.
  • กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. โครงการเสริมภูมิคุ้มกันโรคและวัคซีนไข้ สมองอักเสบเจอีในประเทศไทย. ประจำปี Available from:
  • Thisyakorn U, Thisyakorn C. Studies on Flaviviruses in Thailand. In: Miyai K, Ishikawa E, editors. Progress in Clinical Biochemistry: Proceedings of the 5th Asian-Pacific Congress of Clinical Biochemistry; 1991 Sept 29-Oct 4; Kobe, Japan. Amsterdam: Excerpta Medica; 1992. p.985-7.
  • อุษา ทิสยากร, สุจิตรา นิมมานนิตย. Viral meningitis และ encephalitis ในเด็ก. วารสารโรคติดเชื้อ และยาตานจุลชีพ. 2528;2:6-10.
  • สุจิตรา นิมมานนิตย, อุษา ทิสยากร, อนันต นิสาลักษณ, Hoke CH, Gingrich J, Leake E. Outbreak of Japanese encephalitis-Bangkok Metropolis. รายงาน การเฝาระวังโรคประจําสัปดาห. 2527;15:573-6.
  • นพ.คำนวน อึ้งชูศักดิ์.โรคไข้สมองอักเสบจากไวรัสเจอี ถึงจะร้ายแต่ก็ป้องกันได้.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่108.คอลัมน์กันไว้ดีกว่าแก้.เมษายน.2531
  • สำนักระบาดวิทยา.สรุปรายงานการเฝ้าระวัง โรคประจำปีนนทบุรี:สำนักระบาดวิทยา กองควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข; รายปี2552: 21-23.
  • สมบุญ เสนาะเสียง, อัญชนา วากัส, ฐิติพงษ์ ยิ่งยง. Situation of encephalitis and Japanese B Encephalitis, Thailand, 2009. Weekly Epidemiological Surveillance Report. 2010;41:33-5.
  • อุษา ทิสยากร. ไขสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส แจแปนนิส. ใน: อุษา ทิสยากร, จุล ทิสยากร, บรรณาธิการ. กุมารเวชศาสตรเขตรอน. กรุงเทพฯ: ดีไซร จํากัด; 2536. น.89-97
  • วรรณี ลิ่มปติกุล, อุษา ทิสยากร. การติดเชื้อ Japanese Encephalitis Virus ที่โรงพยาบาลสงขลา. วารสารวิชาการเขต 2541;9:65-71.
  • Weekly epidemiological record. Japanese Encephalitis. 2015;90:69-88.
  • อ.นพ.วินัย รัตนสุวรรณ.โรคไข้สมองอักเสบ.บทความความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล
  • รศ.ดร.สุวรรณ ธีระวรพันธ์.สมุนไพรป้องกันยุง.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.ปีที่24 ฉบั

2

โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema)
โรคถุงลมโป่งพอง เป็นอย่างไร โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema) เป็นโรคที่อยู่ในกรุ๊ปของโรคปอดอุดกันเรื้อรัง (Chronic Obstructive Pulmonary Disease: COPD) ซึ่งโรคปอดอุดกันเรื้อรัง จะประกอบไปด้วยโรคหลอดลมอักเสบและถุงลมโป่งพอง โดยทั่วไปแล้วจะเจอลักษณะของ 2 โรคนี้ด้วยกัน แต่ถ้าตรวจพบว่าปอดมีพยาธิภาวะของถุงลมที่โป่งพองออกเป็นจุดเด่น ก็จะเรียกว่า “โรคถุงลมโป่งพอง” ซึ่งก็คือ สภาวะทุพพลภาพอย่างถาวรของถุงลมในปอด ซึ่งเกิดจากฝาผนังถุงลมเสียความยืดหยุ่นแล้วก็เปราะง่าย ทำให้ถุงลมสูญเสียหน้าที่ในการแลกอากาศ รวมทั้งผนังของถุงลมที่เปราะยังมีการแตกทะลุ ทำให้มีถุงลมขนาดเล็กๆหลายๆอันรวมกลุ่มเป็นถุงลมที่โป่งพองและก็พิการ นำมาซึ่งการทำให้ปริมาณพื้นผิวของถุงลมที่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ทั้งปวงต่ำลงกว่าธรรมดา และมีอากาศด้านในปอดมากยิ่งกว่าปกติได้ผลสำเร็จให้ออกสิเจนจึงเข้าสู่กระแสเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง ผู้เจ็บป่วยก็เลยมีลักษณะอาการหายใจตื้นและกำเนิดอาการเหนื่อยหอบง่ายตามมา
โรคนี้มักจะพบในผู้สูงวัย (ช่วงอายุ 45-65 ปี) เจอในผู้ชายได้มากกว่าเพศหญิง และพบมากร่วมกับโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังและแยกออกมาจากกันยาก คนป่วยส่วนมากจะมีประวัติการสูบบุหรี่จัด  มานานเป็น 10-20 ปีขึ้นไป หรือไม่ก็มีประวัติอยู่การได้รับมลพิษทางอากาศในปริมาณมากและก็ติดต่อกันนานๆไม่ว่าจะเป็นอากาศเสีย ฝุ่นละออง ควัน หรือมีอาชีพดำเนินงานในโรงงานหรือบ่อแร่ที่หายใจเอาสารระคายเข้าไปเสมอๆ โรคถุงลมโป่งพอง เป็นโรคที่มักพบรวมทั้งเป็นสาเหตุลำดับหนึ่งของการตายในราษฎรทั่วโลก โดยในประเทศสหรัฐอเมริกาเจอเป็นลำดับที่ 4 ของปัจจัยการตายของมวลชน ถ้านับเฉพาะโรคถุงลมโป่งพอง อัตราการพบโรค คือ 18 คน ในราษฎร 1,000 คน  ส่วนเหตุการณ์เดี๋ยวนี้ของถุงลมโป่งพองในประเทศไทย มีลักษณะท่าทางสูงขึ้นตามลำดับเช่นเดียวกันกับทั้งโลก และก็ยอดเยี่ยมในสิบ สาเหตุของการเสียชีวิต ของประชากรไทย ก็เลยนับเป็นโรคที่คือปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทยอีกโรคหนึ่ง
ที่มาของโรคถุงลมโป่งพอง ต้นเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดถุงลมโป่งพอง เป็นการสูบบุหรี่ แม้กระนั้นจากการเรียนรู้พบว่าคนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นถุงลมโป่งพองมากยิ่งกว่าไม่ได้สูบบุหรี่มากถึง 6 เท่า ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้ มักมีประวัติดูดบุหรี่จัด (มากกว่าวันละ 20 มวน) นาน 10-20 ปีขึ้นไป พิษในยาสูบจะค่อยๆทำลายเยื่อบุหลอดลมแล้วก็ ถุงลมในปอด ทีละเล็กละน้อย ใช้เวลานานนับสิบๆปี จนถึงท้ายที่สุดถุงลมปอดทุพพลภาพ คือสูญเสียหน้าที่สำหรับการเปลี่ยนอากาศ (นำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นอากาศเสียออกมาจากร่างกาย แล้วก็นำออกซิเจนซึ่งเป็นอากาศดีไปสู่ร่างกาย โดยผ่านทางระบบฟุตบาทหายใจ) กำเนิดอาการหอบเมื่อยล้าง่าย แล้วก็เกิดโรคติดเชื้อของปอดซ้ำจากจำเจ
นอกเหนือจากยาสูบซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคนี้แล้ว ผู้เจ็บป่วยส่วนน้อยยังอาจเกิดขึ้นเนื่องจากมูลเหตุอื่น ดังเช่น มลพิษในอากาศ การหายใจเอามลพิษกลางอากาศ เช่น ควันจากการเผาไหม้ที่เกิดขึ้นจากเชื้อเพลิง ไอเสียรถยนต์ จะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดถุงลมโป่งพอง เนื่องจากพบว่าราษฎรที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆจะมีอัตราการป่วยเป็นโรคปอดอุดกันเรื้อรังซึ่งรวมทั้งโรคถุงลมโป่งพองได้มากกว่าสามัญชนที่อาศัยอยู่ในต่างจังหวัด มลพิษทางอากาศจึงน่าจะมีความเกี่ยวข้องไม่มากมายก็น้อย ควันพิษหรือสารเคมีจากโรงงาน ไม่ว่าจะเป็นฝุ่นผงหรือควันพิษที่มีส่วนประกอบของสารเคมีหรือฝุ่นละอองจากไม้ ฝ้าย หรือการทำเหมือง ถ้าเกิดหายใจเข้าไปในจำนวนที่มากและเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ก็มีแนวโน้มเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดถุงลมโป่งพองได้มากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มโอกาสมากขึ้นไปอีกถ้าเป็นคนที่ดูดบุหรี่ ภาวะพร่องสารต้านทานทริปซิน (α1-antitrypsin) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีคุ้มครองปกป้องการเช็ดกทำลายของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันจากสารต่างๆจึงช่วยปกป้องไม่ให้ถุงลมปอดถูกสารพิษ ภาวะนี้จัดเป็นโรคทางพันธุกรรมซึ่งสามารถถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้ ซึ่งโรคทางพันธุกรรมชนิดนี้ส่วนมากจะพบในคนเชื้อชาติผิวขาว ชอบมีลักษณะอาการในกลุ่มผู้เจ็บป่วยที่มีอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 40-50 ปี และก็ผู้เจ็บป่วยชอบไม่สูบบุหรี่ แต่ ภาวะนี้ก็เจอกำเนิดได้น้อยมากเป็นราว 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งสิ้น
อาการโรคถุงลมโป่งพอง ระยะแรกจะมีลักษณะอาการของหลอดลมอักเสบเรื้อรัง กล่าวอีกนัยหนึ่งจะมีลักษณะไอมีเสลดเรื้อรังเป็นแรมเดือนนานเป็นปีๆ คนป่วยชอบไอหรือขากเสมหะในคอหลังจากตื่นเวลาเช้าเป็นประจำ จนนึกว่าคือเรื่องธรรดาและไม่ได้ใส่ใจดูแล ต่อมาจะเริ่มไอถี่ขึ้นตลอดทั้งวัน และก็มีเสลดเป็นจำนวนมาก ในตอนแรกเสลดมีสีขาว ถัดมาบางทีอาจจะแปลงเป็นสีเหลืองหรือเขียว เป็นไข้ หรือหอบเหน็ดเหนื่อยเป็นครั้งเป็นคราวจากโรคติดเชื้อแทรกซ้อน เว้นแต่อาการไอเรื้อรังดังที่กล่าวผ่านมาแล้วแล้ว คนไข้จะมีอาการเหนื่อยง่ายเวลาออกแรงมาก  อาการหอบอ่อนแรงจะเบาๆเป็นมากขึ้น แม้กระทั้งเวลาเดินตามปกติ เวลาบอกหรือทำกิจกรรมเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวันก็จะรู้สึกเหนื่อยง่าย
                   ถ้าหากคนไข้ยังสูบบุหรี่ต่อไป ในที่สุดอาการจะรุนแรง จนกระทั่งแม้กระทั้งอยู่เฉยๆก็รู้สึกหอบอ่อนแรง ทั้งนี้เหตุเพราะถุงลมปอดพิการอย่างรุนแรง ไม่สามารถที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนอากาศ นำออกสิเจนไปเลี้ยงร่างกายให้กำเนิดพลังงาน ผู้เจ็บป่วยมักมีลักษณะกำเริบหนักเป็นครั้งคราว เนื่องมาจากมีการติดเชื้อโรค (หลอดลมอักเสบ ปอด) สอดแทรก ทำให้จับไข้ ไอมีเสมหะเหลืองหรือเขียว หายใจหอบ หายใจมีเสียงดังวี้ดๆตัวเขียว จนกระทั่งจำเป็นต้องเข้ารักษาตัวในโรงหมอ  เมื่อเป็นถึงขั้นระยะรุนแรง ผู้ป่วยมักมีลักษณะเบื่อข้าว น้ำหนักลด รูปร่างผอมโซ มีลักษณะอาการหอบอ่อนแรง อยู่ตลอดระยะเวลา มีอาการเจ็บปวดรวดร้าวและอาจเสียชีวิตได้จากโรคแทรกซ้อน
                นอกเหนือจากนี้ ในบางรายอาจพบว่ามีริมฝีปากหรือเล็บเป็นสีคล้ำออกม่วงเทาหรือฟ้าเข้มด้วยเหตุว่าขาดออกสิเจน หรือหากมีลักษณะหายใจตื้นเป็นระยะเวลานานยาวนานหลายเดือนและก็มีอาการที่ห่วยลงอีกด้วย
ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคถุงลมโป่งพอง สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง แบ่งได้ 2 กรุ๊ป คือ

  • ต้นสายปลายเหตุด้านคนเจ็บ อาทิเช่น ลักษณะทางพันธุกรรม เป็นโรคทางพันธุกรรมที่ขาดเอนไซม์ (Enzyme) ชื่อ Alpha-one antitrypsin ซึ่งเป็นเอนไซม์คุ้มครองปกป้องการเช็ดกทำลายของเยื่อเกี่ยวข้องจากสารต่างๆซึ่งเป็นโรคที่ถ่ายทอดไปสู่ลูกหลานได้
  • ต้นสายปลายเหตุด้านสภาพการณ์ห้อมล้อม มีความสำคัญสูงที่สุด อาทิเช่น
  • ควันของบุหรี่ เป็นต้นเหตุสำคัญที่สุดของโรคนี้ พบว่ามากยิ่งกว่าร้อยละ 75.4 ของผู้เจ็บป่วย COPD มีต้นเหตุจากยาสูบ การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุด ซึ่งรวมทั้งยาสูบยาเส้นพื้นบ้านด้วย ปริมาณรวมทั้งระยะเวลาที่สูบบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค ยิ่งดูดบุหรี่มากแล้วก็สูบมานานยาวนานหลายปี ก็ได้โอกาสเกิดโรคนี้ได้มาก นอกนั้นผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่เอง แต่ได้รับควันที่เกิดจากบุหรี่จากผู้อื่นต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลาที่นานๆๆก็มีโอกาสกำเนิดโรคนี้ได้เช่นกัน
  • มลภาวะอีกทั้งในรอบๆบ้าน สถานที่สำหรับทำงาน และที่ชุมชนที่สำคัญคือการเผาไหม้เชื้อเพลิงในการทำอาหาร (biomass fuel) และสำหรับขับเครื่องจักรต่างๆ(diesel exhaust)


กระบวนการรักษาโรคถุงลมโป่งพอง การวิเคราะห์โรคถุงลมโป่งพอง หมอจะอาศัยองค์ประกอบหลายชนิด ดังเช่น ประวัติสัมผัสสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว ร่วมกับ อาการ ผลการตรวจร่างกาย ภาพรังสีหน้าอก และยืนยันการวินิจฉัยด้วย spirometry ดังลักษณะที่กำลังจะกล่าวต่อไปนี้
อาการ ส่วนมากผู้เจ็บป่วยที่มาเจอแพทย์จะมีลักษณะเมื่อพยาธิสภาพแผ่ขยายไปๆมาๆกแล้ว อาการที่ตรวจเจอ ตัวอย่างเช่น หอบ อ่อนเพลียซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยไอเรื้อรังหรือมีเสลดโดยยิ่งไปกว่านั้นในตอนเวลาเช้า อาการอื่นที่พบได้หมายถึงแน่น หน้าอก หรือหายใจมีเสียงกรีดร้อง
การตรวจทางรังสีวิทยา ภาพรังสีทรวงอกมีความไวน้อยสำหรับการวินิจฉัยโรคถุงลมโป่งพอง แต่มี จุดสำคัญสำหรับเพื่อการแยกโรคอื่น ในคนเจ็บ emphysema บางทีอาจพบลักษณะ hyperinflationเป็นกะบังลมแบน ราบรวมทั้งหัวใจมีขนาดเล็กมีอากาศในปอดมากกว่าปกติ ในผู้ป่วยที่มี corpulmonale จะพบว่าหัวใจห้องขวา และ pulmonary trunk มี ขนาดโตขึ้น และ peripheral vascular marking น้อยลง
การตรวจความสามารถปอด Spirometry มีความสำคัญสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคนี้มาก และก็สามารถจัดระดับความร้ายแรงของโรคได้ด้วย โดยการตรวจ spirometry นี้ต้องตรวจเมื่อผู้ป่วยมีลักษณะอาการคงเดิม (stable) และไม่มีลักษณะอาการกำเริบของโรคอย่างต่ำ 1 เดือน การตรวจนี้สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะที่คนเจ็บยังไม่มีอาการ  โดยแพทย์จะให้คนไข้หายใจเข้าให้เต็มกำลัง แล้วเป่าลมหายใจออกอย่างเร็วผ่านเครื่องสไปโรมิเตอร์ (Spirometry) แล้ววัดดูค่า FEV1 (Forced expiratory volume in 1 second) ซึ่งหมายถึง ความจุอากาศที่หายใจออกใน 1 วินาที รวมทั้งค่า FVC (Forced vital capacity) ซึ่งหมายถึง ความจุอากาศที่หายใจออกทั้งผองจนกระทั่งสุดอย่างเต็ม 1 ครั้ง จะพบรูปแบบของ airflow limitation โดยค่า FEV1 / FVC หลังให้ยาขยายหลอดลมน้อยกว่าจำนวนร้อยละ 70 และก็แบ่งความร้ายแรงเป็น 4 ระดับ โดยใช้ค่า FEV1 หลังให้ยาขยายหลอดลม

การตรวจด้วยเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว (Pulse oximetry) เป็นการตรวจเพื่อวัดความอิ่มตัวของออกสิเจนในเลือด ซึ่งในผู้เจ็บป่วยโรคถุงลมโป่งพองมักจะมีออกซิเจนในเลือดต่ำหมายถึงวัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดได้น้อยกว่าปกติ เหตุเพราะร่างกายมิได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ (โดยค่าธรรมดาจะอยู่ที่ 96-99% ถ้าต่ำกว่านี้ผู้ป่วยจะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่งขึ้นเรื่อย)
การตรวจค้นระดับสารทริปสินในเลือด ถ้าหากผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคถุงลมโป่งพองมีอายุน้อยกว่า 40-50 ปี สาเหตุอาจมาจากสภาวะพร่องสารต้านทานทริปสินซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมได้ ผู้ป่วยก็เลยจำเป็นต้องตรวจหาปริมาณ α1-antitrypsin ในเลือด
การดูแลรักษา เพื่อทรงสภาพร่างกายปัจจุบันให้ดีเยี่ยมที่สุด แล้วก็เพื่อ ลดการเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มี หลัก 4 ประการ คือ  การเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง  การดูแลรักษา stable COPD  การคาดการณ์และติดตามโรค  การรักษาสภาวะกําเริบฉับพลันของโรค (acute exacerbation)

  • การหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง สำหรับเพื่อการหลีกเลี่ยงสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สำคัญ คือ การช่วยเหลือเกื้อกูลให้คนป่วยเลิกดูดบุหรี่อย่างถาวร โดยใช้พฤติกรรมบำบัด หรือร่วมกับยาที่ใช้ช่วยเลิกยาสูบ รวมทั้งหลบหลีกหรือลดมลภาวะ ยกตัวอย่างเช่น หลีกเลี่ยงการใช้เตาถ่านในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี ฯลฯ
  • การดูแลและรักษา stable COPD การรักษาคนไข้อาศัยการประเมินความร้ายแรงของโรคตามอาการและผล spirometry ส่วนต้นสายปลายเหตุอื่นที่ใช้ประกอบในการตรึกตรองให้การรักษา ดังเช่น เรื่องราวเกิดภาวะกำเริบเสิบสานทันควันของโรค ภาวะแทรกซ้อน ภาวการณ์หายใจล้มเหลว โรคอื่นที่เจอร่วม และก็สถานะสุขภาพ  (health status) โดยรวม


การให้ข้อมูลที่เหมาะสมเกี่ยวกับโรค แล้วก็กลยุทธ์รักษาแก่ผู้ป่วยรวมทั้งพี่น้อง จะช่วยให้การดูแลรักษามีประสิทธิภาพ คนไข้มีความชำนาญสำหรับในการทำความเข้าใจการใช้ชีวิตกับโรคนี้ดียิ่งขึ้น และสามารถวางแผนชีวิตในกรณีที่โรคดำเนินเข้าสู่ระยะท้ายที่สุด  (end of life plan)
การดูแลรักษาด้วยยา การใช้ยามีเป้าหมายเพื่อทุเลาอาการ ลดการกำเริบ และก็เพิ่มคุณภาพชีวิต ตอนนี้ยังไม่มียาชนิดใดที่มีหลักฐานแจ่มชัดว่าสามารถลดอัตราการตาย รวมทั้งชะลออัตราการน้อยลงของความสามารถปอดได้ ซึ่งการดูแลและรักษาดัวยยา จะมียาต่างๆได้แก่
ยาขยายหลอดลม ยากลุ่มนี้ทำให้อาการและก็สมรรถนะการทำงานของผู้ป่วย ลดความถี่แล้วก็ความรุนแรงของการกำเริบ เริ่มคุณภาพชีวิตทำให้สถานะสุขภาพโดยรวมของผู้เจ็บป่วยดีขึ้น หากว่าคนไข้บางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการโต้ตอบต่อยาขยายหลอดลมตามเกณฑ์การตรวจ spirometry ก็ตาม
ยาขยายหลอดลมที่ใช้ แบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ β2-agonist, anticholinergic แĈะ xanthine derivative
การจัดการขยายหลอดลม เสนอแนะให้ใช้วิธีสูดพ่น  (metered-dose หรือ dry-powder inhaler) เป็นอันดับแรกเนื่องด้วยมีประสิทธิภาพสูงและผลข้างเคียงน้อย
ICS แม้ว่าการให้ยา ICS โดยตลอดจะไม่สามารถที่จะชะลอการน้อยลงของค่า FEV แต่สามารถทำให้สถานะสุขภาพแข็งแรงขึ้น แล้วก็ลดการกำเริบของโรคในคนไข้กรุ๊ปที่มีลักษณะอาการรุนแรงแล้วก็ที่มีลักษณะอาการกำเริบบ่อย
ยาผสม ICS และก็ LABA จำพวกสูด มีหลักฐานว่ายาผสมกลุ่มนี้มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายา LABA หรือยา ICS จำพวกสูดผู้เดียวๆโดยเฉพาะในคนป่วยขั้นร้ายแรงและก็มีลักษณะกำเริบเสิบสานเป็นประจำแต่ก็ยังมีความโอนเอียงที่จะกำเนิดปอดอักเสบสูงมากขึ้นเหมือนกัน
Xanthine derivatives มีประโยชน์แต่ว่าเป็นผลข้างเคียงได้ง่าย จำเป็นที่จะต้องพิเคราะห์เลือกยาขยายหลอดลมกรุ๊ปอื่นก่อน ทั้งนี้ สมรรถนะของยากลุ่มนี้ได้จากการเรียนรู้ยาประเภทที่เป็น sustained-release เท่านั้น
การรักษาอื่นๆวัคซีน ชี้แนะให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละ 1 ครั้ง ระยะเวลาที่เหมาะสมคือ เดือนมีนาคม – เมษายน แม้กระนั้นบางทีอาจให้ได้ตลอดทั้งปี การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด  (pulmonary rehabilitation) มีเป้าหมายเพื่อลดลักษณะโรค เพิ่มคุณภาพชีวิต รวมทั้งเพิ่มความสามารถสำหรับเพื่อการทำงานกิจวัตร ซึ่งการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดนี้ จะต้องครอบคลุมทุกปัญหาที่เกี่ยวข้องด้วย ดังเช่นว่า ภาวะของกล้าม ภาวะอารมณ์รวมทั้งจิตใจ ภาวการณ์โภชนาการฯลฯ ให้การบำบัดรักษาด้วยออกสิเจนระยะยาว  การดูแลและรักษาโรคการผ่าตัด และ/หรือ หัตถการพิเศษ คนป่วยที่ได้รับการดูแลและรักษาด้วยยา รวมทั้งการฟื้นฟูสมรรถภาพปอดอย่างเต็มที่แล้ว ยังควบคุมอาการไม่ได้ ควรส่งต่ออายุรเวชผู้เชี่ยวชาญโรคระบบการหายใจ เพื่อประเมินการดูแลและรักษาโดยการผ่าตัด ยกตัวอย่างเช่น
           Bullectomy
           การผ่าตัดเพื่อลดความจุปอด  (lung volume reduction surgery)
           การใส่เครื่องไม้เครื่องมือในหลอดลม (endobronchial valve)
           การผ่าตัดเปลี่ยนแปลงปอด
การวัดและติดตามโรค สำหรับเพื่อการประเมินผลการดูแลรักษาควรมีการคาดการณ์ทั้งยัง อาการคนเจ็บ  (subjective) รวมทั้งผลของการตรวจ (objective) อาจประเมินทุก 1-3 เดือนตามสมควร ดังนี้ขึ้นกับระดับความร้ายแรงของโรคและก็เหตุทางเศรษฐสังคม
เมื่อใดก็ตามพบแพทย์ ควรจะติดตามอาการ อาการเหนื่อยหอบ ออกกำลังกาย ความถี่ของกการกำเริบของโรค อาการแสดงของการหายใจติดขัด และก็การคาดการณ์วิธีการใช้ยาสูด
ทุก 1 ปี ควรจะวัด  spirometry ในผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการอ่อนล้ารุกรามกิจวัตรประจำวันประจําวัน ควรวัด BODE Index, 6 minute walk distance, ระดับ oxygen saturation หรือ arterial blood gases
การดูแลและรักษาภาวการณ์กำเริบเสิบสานรุนแรงของโรค  (acute exacerbation) การกำเริบรุนแรงของโรค หมายถึง ภาวะที่มีลักษณะอ่อนล้ามากขึ้นกว่าเดิมในช่วงเวลาอันสั้น (เป็นวันถึงอาทิตย์) และก็/หรือ มีปริมาณเสมหะเพิ่มขึ้น หรือมีเสลดเปลี่ยนสี (purulent sputum) โดยจำเป็นต้องแยกจากโรคหรือภาวการณ์อื่นๆเป็นต้นว่า หัวใจล้มเหลว pulmonary embolism, pneumonia, pneumothorax
การติดต่อของโรคถุงลมโป่งพอง โรคถุงลมโป่งพองมีต้นเหตุที่เกิดจาก เยื่อบุหลอดลมและถุงลมในปอดถูกทำลายโดยสารพิษต่างๆตัวอย่างเช่น สารพิษในควันที่เกิดจากบุหรี่ , มลพิษที่มีสาเหตุเนื่องมาจากอาการและก็สารเคมี ที่เราสูดเข้าไป เป็นระยะเวลาที่ยาวนานและก็ในจำนวนที่มาก ซึ่งโรคถุงลมโป่งพองไม่ได้มีการติดต่อ จากคนสู่คน หรือ จากสัตว์สู่คนอะไร แต่อาจพบได้ว่าเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกรรมพันธุ์ (ภาวการณ์บกพร่องสารต้านทริปซีน (a1-antitrypsin)) แต่เจอได้น้อยมาก ราวๆ 3% ของโรคปอดเรื้อรังทั้งผอง
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคถุงลมโป่งพอง

  • ติดตามการรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอและก็ใช้ยารักษาให้ครบจากที่แพทย์กำหนด
  • เลิกบุหรี่โดยเด็ดขาด
  • หลบหลีกการอยู่ในที่ที่มีมลภาวะ ได้แก่ ฝุ่นผง ควัน
  • กินน้ำมากๆวันละ 10-15 แก้ว เพื่อช่วยขับเสมหะ
  • ในรายที่เป็นระยะร้ายแรง มีลักษณะอาการเบื่อข้าว น้ำหนักลด ควรจะหาทางบำรุงอาหารให้สุขภาพดี
  • หากจำเป็นจะต้องควรมีถังออกสิเจนไว้ประจำบ้าน เพื่อใช้ช่วยหายใจ บรรเทาอาการหอบอิดโรย
  • หากมีอาการแทรกซ้อน อย่างเช่น เจ็บป่วย หายใจหอบ ก็ควรรีบพาไปรักษาที่โรงหมอในทันที
  • รับประทานอาการที่มีประโยชน์ครบ ทั้ง 5 กลุ่ม
  • บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
  • รักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัด
การคุ้มครองตัวเองจากโรคถุงลมโป่งพอง

  • การปกป้องคุ้มครองที่สำคัญที่สุดเป็นการไม่สูบบุหรี่ (รวมทั้งยาเส้น) และหลีกเลี่ยงการอยู่สนิทสนมกับผู้ที่สูบบุหรี่หรือสถานที่ที่มีควันของบุหรี่
  • ผู้ที่สูบบุหรี่จัด หากเลิกดูดมิได้ ควรหมั่นไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจสุขภาพ โดยเฉพาะถ้าเกิดเริ่มมีอาการไอบ่อยมากวันแล้ววันเล่าโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจน
  • เลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีมลภาวะกลางอากาศ และก็รู้จักใส่หน้ากากอนามัยป้องกันตัวเองจากควันและก็พิษที่ก่อให้เกิดอันตรายต่างๆส่วนผู้ที่จำต้องดำเนินการในโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ
  • เลี่ยงการใช้ฟืนหุงต้มหรือก่อไฟภายในที่ขาดการถ่ายเทอากาศ
  • หากเป็นโรคหลอดลมอักเสบและก็โรคหืด ต้องได้รับการดูแลและรักษาอย่างเป็นจริงเป็นจังรวมทั้งกินยาอย่างเคร่งครัด
สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาอาการของโรคถุงลมโป่งพอง

  • ขิง แก่ ยอดเยี่ยมอาหารบำรุงปอด ช่วยขับสารนิโคตินในผู้สูบบุหรี่ มีสรรพคุณในการกำจัดนิโคตินตกค้างในปอดรวมทั้งหลอดลม ช่วยกำจัดพิษที่เกิดจากนิโคตินในกระแสเลือด นอกจากนี้ยังมีคุณประโยชน์เด่นเกี่ยวกับการบำรุงรักษาระบบฟุตบาทหายใจ การเปิดหลอดลม ระบายขับความร้อน เวลากินขิงจึงรู้สึกโล่งเตียน
  • กระเทียม กระเทียมเป็นยาบำรุงร่างกาย รับประทานเป็นยาแก้อักเสบในอก ในปอด แก้เสลด
  • ขมิ้น เป็นสมุนไพรฐานรากที่ใช้รักษาอาการอักเสบกับอวัยวะต่างๆแก้ไข้เพ้อคลั่ง แก้ไข้ร้อน แก้เสมหะ อายุเวทชี้แนะให้รับประทานผงขมิ้นละลายกับน้ำผึ้ง เป็นยาบำรุงปอด สมานแผลอักเสบในปอด มีขมิ้นแคปซูลรับประทานเช้าเย็นได้
  • ฟ้าทะลายโจร รสขม คุณประโยชน์กินแก้อาการอักเสบต่างๆแก้ไข้ แก้หวัด แก้ปอดอักเสบ แก้ไอ แก้เจ็บคอ
เอกสารอ้างอิง


  • สมุนไพรบำรุงปอด.สยามรัฐ
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ถุงลมปอดโป่งพอง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่361.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2552
  • Spencer S, Calverley PM, Burge PS, et al. Impact of preventing exacerbations on deterioration of health status in COPD. EurRespir J 2004; 23:698-702.
  • Calverley P, Pauwels R, Vestbo J, et al. Combined salmeterol and fluticasone in the treatment of chronic obstructive pulmonary disease: a randomized controlled trial. Lancet 2003; 361:449-56
  • Eric G. Honig, Roland H. Ingram, Jr. Chronic bronchitis, emphysema, and airways obstruction, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald, Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • Calverley PM, Anderson JA, Celli B, et al. Salmeterol and fluticasone propionate and survival in chronic obstructive pulmonary disease. N Engl J Med 2007; 356:775-89.
  • โรคถุงลมโป่งพอง-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์. http://www.disthai.com/
  • แนวปฏิบัติบริการสาธารณสุขโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง พ.ศ.2553.สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย,สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย,สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ.วารสารวัณโรค โรคทรวงอกและเวชบำบัดวิกฤต.ปีที่31.ฉบับที่3.กรกฎาคม-กันยายน2553.หน้า102-110
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  “ถุงลมปอดโป่งพอง (Emphysema)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 432-436.
  • Szafranski W, Cukier A, Ramirez A, et al. Efficacy and safety of budesonide/formoterol in the management of chronic obstructive pulmonary disease. Eur Respir J 2003; 21:74-81.
  • Lung Health Study Research Group. Effect of inhaled triamcinolone on the decline in pulmonary function in chronic obstructive pulmonary disease: Lung Health Study II. N Engl J Med 2000; 343:1902-09.
  • Mahler DA, Wire P, Horstman D, et al. Effectiveness of fluticasone propionate and salmeterol combination delivered via the Diskus device in the treatment of chronic obstructive pulmonary disease. Am J Respir Crit Care Med 2002; 166:1084-91.
  • Burge PS, Calverley PM, Jones PW, et al. Randomised, double blind, placebo controlled study of fluticasone propionate in patients with moderate to severe chronic obstructive pulmonary disease: the ISOLDE trial. BMJ 2000; 320:1297-303.
  • Wongsurakiat P, Maranetra KN, Wasi C, et al. Acute respiratory illness in patients with COPD and the effectiveness of influenza vaccination: a randomized controlled study. Chest 2004; 125: 2011-20.
  • Pauwels RA. Lofdahl CG, Laitinen LA, et al. Long-term treatment with inhaled budesonide in persons with mild chronic obstructive pulmonary disease who continue smoking. European Respiratory Society Study on Chronic Obstructive Pulmonary Disease. N Engl J Med 1999; 340:1948-53.
  • Jones PW, Willits LR, Burge PS, et al. Disease severity and the effect of fluticasone propionate on chronic obstructive pulmonary disease exacerbations. Eur Respir J 2003; 21:68-73.
  • Global Initiative for Chronic Obstructive Lung Disease. Global strategy for the diagnosis, management and prevention of chronic obstructive pulmonary disease. NHLBI/WHO workshop report. Bethesda, National Heart,

3

โรคโปลิโอ (Poliomyelitis)
โรคโปลิโอเป็นอย่างไร โรคโปลิโอศึกษาและทำการค้นพบครั้งแรกเมื่อ ค.ศ. 1840 โดย Jakob Heine ส่วนไวรัสโปลิโอซึ่งเป็นสาเหตุของโรคถูกพ้นพบเมื่อ ค.ศ. 1908 โดย Karl Landsteiner โรคโปลิโอ หรือ ไข้ไขสันหลังอักเสบ  เป็นโรคที่สร้างความปวดร้าวทรมาณแก่เด็กทั้งโลก ซึ่งมีผู้ป่วยในอดีตกาลมากกว่า 350,000 รายต่อปี เนื่องด้วยนำมาซึ่งการก่อให้เกิดความพิกลพิการ ขา หรือ แขนลีบ และเสียชีวิต ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการตำหนิดเชื้อไวรัสโปลิโอ โดยผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการแสดงของโรค ส่วนในกลุ่มคนป่วยที่มีลักษณะอาการนั้นส่วนใหญ่จะมีลักษณะเพียงเล็กน้อยอย่างไม่จำเพาะแล้วก็หายได้เองภายในช่วงเวลาไม่กี่วัน แม้กระนั้นจะมีคนไข้เพียงแต่ส่วนน้อยที่จะมีลักษณะอาการของกล้ามเหน็ดเหนื่อยและเมื่อผ่านไปหลายๆปีข้างหลังการดูแลและรักษา ผู้ป่วยที่เคยมีอาการกล้ามอ่อนแรงนี้อาจจะมีการเกิดอาการกล้ามอ่อนเปลี้ยเพลียแรงซ้ำขึ้นมาอีก รวมถึงบางทีอาจกำเนิดกล้ามฝ่อลีบแล้วก็เกิดความพิกลพิการของข้อตามมาได้ ในตอนนี้โรคนี้ยังไม่มียารักษา แต่ว่ามีวัคซีนที่ใช้ป้องกันโรคได้
โรคโปลิโอ นับเป็นโรคที่มีความหมายมากโรคหนึ่ง เพราะเชื้อ เชื้อไวรัสโปลิโอ จะก่อให้มีการอักเสบของไขสันหลังทำให้มีอัมพาตของกล้ามเนื้อแขนขา ซึ่งในรายที่อาการร้ายแรงจะก่อให้มีความพิการตลอดชีวิต และก็บางรายบางทีอาจถึงเสียชีวิตได้ ในปี พ.ศ. 2531 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้ทุกประเทศร่วมมือกำจัดโรคโปลิ โอ ทำให้อัตราการป่วยทั่วโลกลดน้อยลงไปมากถึง 99% โดยน้อยลงจาก 350,000 ราย (จาก 125 ประเทศทั่วโลก) ในปี พุทธศักราช 2531 เหลือเพียง 820 รายใน 11 ประเทศในปี พศาสตราจารย์ 2550 ซึ่งประ เทศที่ยังพบโรคมากอยู่เป็น ประเทศอินเดีย (400 กว่าราย) ปากีสถาน ไนจีเรีย และก็อัฟกานิสถาน
ส่วนในประเทศไทยไม่พบคนป่วยโรคโปลิโอมาตรงเวลานับเป็นเวลาหลายปีแล้ว โดยพบรายในที่สุดในปี พ.ศ. 2540 ที่ จังหวัด เลย แต่ว่าเด็กทุกคนยังคงจำเป็นต้องได้เรื่องฉีดรับวัคซีนตามมาตรกาเกลื่อนกลาดวาดล้างโรคโปลิโอร่วมกับนานาประเทศทั่วโลก เนื่องมาจากโปลิโอเป็นโรครุนแรงที่สร้างความสูญเสียอีกทั้งทางด้านร่างกายและเศรษฐกิจ และเดี๋ยวนี้ถึงแม้ องค์การอนามัยโลก CWHO ได้รับสมัครรองให้เป็นประเทศที่ปลอดโรคโปลิโอแล้วช่วงวันที่ 27 มีนาคม พุทธศักราช 2557 แต่ประเทศไทยยังที่มีความเสี่ยงต่อโรคโปลิโออยู่ เพราะมีอาณาเขตชิดกับประเทศที่มีการระบาดของโรคโปลิโออย่างเมียนมาร์รวมทั้งลาวที่เพิ่งจะพบเชื้อโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนเปลี่ยนพันธ์ไปเมื่อปี พ.ศ. 2558
ต้นเหตุของโรคโปลิโอ โรคโปลิโอเกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสโปลิโอ single-stranded RNA virus ไม่มีเปลือกหุ้มจัดอยู่ใน Family Picornaviridae, Genus Enterovirus มี 3 ทัยป์หมายถึงทัยป์ 1, 2 และ 3 โดยแต่ละประเภทอาจส่งผลให้กำเนิดอัมพาตได้ พบว่า type 1 นำมาซึ่งอัมพาตแล้วก็เกิดการระบาดได้บ่อยครั้งกว่าทัยป์อื่นๆและเมื่อติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันถาวรเกิดขึ้นเฉพาะต่อทัยป์นั้น ไม่มีภูมิต้านทานต่อทัยป์อื่น ด้วยเหตุนั้น ตามทฤษฎีนี้แล้ว คน 1 คน บางทีอาจติดเชื้อได้ถึง 3 ครั้ง และแต่ละทัยป์ของเชื้อไวรัสโปลิโอ จะแบ่งย่อยได้อีก 2 สายพันธุ์ คือ

  • สายพันธุ์รุนแรงก่อโรค (Wild strain) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่อยู่ระหว่างการเฝ้าระวังและกำจัด โดยปัจจุบันยังเจอสายพันธุ์รุนแรงนี้ใน 2 ประเทศ คือ อัฟกานิสถานแล้วก็ประเทศปากีสถาน
  • สายพันธุ์วัคซีน (Vaccine strain หรือ Sabin strain) เป็นการทำให้เชื้อไวรัสโปลิโอทั้ง 3 จำพวกย่อยอ่อนฤทธิ์ลงจนกระทั่งไม่สามารถทำให้เกิดโรคได้ แล้วนำมาใช้เป็นวัคซีนชนิดหยด หรือที่เรียกกันว่า OPV (Oral polio vaccine) เพื่อสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย แต่ว่าแม้กระนั้น ไวรัสโปลิโอสายพันธุ์วัคซีนอาจมีการเปลี่ยนแปลงในระดับโมเลกุลจนสามารถนำไปสู่สายพันธุ์วัคซีนกลายพันธุ์ และก่อกำเนิดโรคโปลิโอได้ ซึ่งการเกิดนี้มักจะกำเนิดในชุมชนที่มีระดับความครอบคลุมของวัคซีนโปลิโอออกจะต่ำเป็นระยะเวลานาน


โดยเชื้อโปลิโอนี้จะอยู่ในลำไส้ของคนเพียงแค่นั้น ไม่มีแหล่งรังโรคอื่นๆเชื้อจะแบ่งตัวเพิ่มได้ในไส้ของผู้ที่ไม่มีภูมิต้านทานและอยู่ข้างในลำไส้ 1-2 เดือน เมื่อถูกถ่ายออกมาด้านนอก จะไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้ แล้วก็เชื้อจะอยู่ภายนอกร่างกายในสภาพแวดล้อมมิได้นาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตร้อน อายุครึ่งชีวิตของไวรัสโปลิโอ (half life) ราวๆ 48 ชั่วโมง
ลักษณะของโรคโปลิโอ  เมื่อเชื้อโปลิโอไปสู่ร่างกายของผู้ที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน เชื้อไวรัสจะเข้าไปเพิ่มจำนวนในบริเวณ pharynx และลำไส้ สองสามวันถัดมาก็จะกระจัดกระจายไปสู่ต่อมน้ำเหลืองรอบๆคอที่ต่อมทอนซิล แล้วก็ที่ลำไส้รวมทั้งเข้าสู่กระแสโลหิตทำให้มีอาการไข้เกิดขึ้น ส่วนน้อยของไวรัสจะผ่านจากกระแสโลหิตไปยังไขสันหลังและสมองโดยตรง หรือเล็กน้อยอาจผ่านไปไขสันหลังโดยทางเส้นประสาท เมื่อไวรัสเข้าไปยังไขสันหลังแล้วมักจะไปที่ส่วนของไขสันหลังหรือสมองที่ควบคุมแนวทางการทำงานของกล้ามเนื้อ เมื่อเซลล์สมองในส่วนที่    ติดเชื้อมีลักษณะอาการอักเสบมากมายจนถูกทำลายไป กล้ามเนื้อที่ควบคุมโดยเซลล์ประสาทนั้นก็จะมีอัมพาตและก็ฝ่อไปสุดท้าย
         ทั้งนี้สามารถแบ่งผู้เจ็บป่วยโปลิโอตามกลุ่มอาการได้เป็น 4 กลุ่มเป็น

  • กลุ่มผู้เจ็บป่วยที่ไม่มีอาการ คนเจ็บกลุ่มนี้มีประมาณ 90 – 95% ของผู้ติดเชื้อโปลิโอทั้งหมด มีความหมายทางด้านระบาดวิทยา เนื่องจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่เข้าไปจะไปเพิ่มในไส้ และขับถ่ายออกมาตรงเวลา 1-2 เดือน นับเป็นแหล่งแพร่โรคที่สำคัญในชุมชน
  • กรุ๊ปผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการน้อยมาก (Abortive poliomyelitis) หรือที่เรียกว่า abortive case หรือ minor illness ซึ่งจะเจอได้ราว 5-10% ของผู้ติดเชื้อโปลิโอทั้งผอง มักจะมีอาการไข้ต่ำๆเจ็บคอ อาเจียน ปวดท้อง เบื่ออาหาร และก็เมื่อยล้า อาการจะเป็นอยู่ 3-4 วัน ก็จะหายเรียบร้อยโดยไม่มีอาการอัมพาต ซึ่งจะวินิจฉัยโรคแยกจากโรคติดเชื้อไวรัสอื่นไม่ได้
  • กลุ่มคนป่วยที่มีอาการเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสโปลิโอ (Nonparalytic poliomyelitis) กลุ่มนี้จะเจอได้เพียงแต่ 1% ของผู้ติดเชื้อโปลิโอทั้งหมดทั้งปวง จะมีลักษณะอาการเช่นเดียวกับที่เกิดจากเชื้อไวรัสอื่นๆคนเจ็บจะมีลักษณะอาการเหมือน abortive case แม้กระนั้นจะตรวจพบคอแข็งแจ้งชัด มีอาการปวดศีรษะ ปวดตามกล้าม เมื่อตรวจน้ำไขสันหลังก็จะพบเปลี่ยนไปจากปกติแบบการติดเชื้อไวรัส มีเซลล์ขึ้นไม่มากจำนวนมากเป็นลิมโฟซัยท์ ระดับน้ำตาลรวมทั้งโปรตีนปกติ หรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย
  • กลุ่มคนไข้ที่มีลักษณะกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง (Paralytic poliomyelitis) เป็นอัมพาต กลุ่มนี้พบได้น้อยมากจะมีลักษณะแบ่งได้ 2 ระยะ ระยะเริ่มต้นคล้ายกับใน abortive case หรือเป็น minor illness เป็นอยู่ 3-4 วัน หายไป 3-4 วัน เริ่มเป็นไข้กลับมาใหม่ พร้อมด้วยมีลักษณะอาการปวดกล้ามอาจมีการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อก่อนที่จะมีอัมพาตเกิดขึ้น กล้ามเนื้อจะเริ่มมีอัมพาตแล้วก็เพิ่มจำนวนกล้ามเนื้อที่มีอัมพาตอย่างรวดเร็ว ส่วนมากจะกำเนิดเต็มกำลังภายใน 48 ชั่วโมง และจะไม่ขยายมากขึ้นตอนหลัง 4 วัน เมื่อตรวจทานรีเฟลกซ์บางโอกาสจะพบว่าหายไปก่อนที่จะกล้ามเนื้อจะมีอัมพาตเต็มกำลัง


          รูปแบบของอัมพาตในโรคโปลิโอมักจะเจอที่ขามากยิ่งกว่าแขนและจะเป็นฝ่ายเดียวมากกว่า 2 ข้าง (asymmetry) มักจะเป็นกล้ามต้นขา หรือต้นแขนมากยิ่งกว่าส่วนปลาย เป็นแบบปวกเปียก (flaccid) โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระบบความรู้สึก (sensory) ที่มักพบคือเป็นแบบ spinal form ที่มีอัมพาตของแขน ขา หรือกล้ามลำตัว ในรายที่เป็นมากอาจมีอัมพาตของกล้ามส่วนลำตัวที่อกและพุง ซึ่งมีความสำคัญในการหายใจ ทำให้หายใจเองไม่ได้ บางทีอาจจนตายได้หากช่วยไม่ทัน
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อเกิดโรคโปลิโอ โรคโปลิโอพบได้ทั่วไปได้ในเด็กมากกว่าคนแก่ โดยอีกทั้งเพศชายและหญิงได้โอกาสติดเชื้อนี้ได้เท่ากัน รวมทั้งมีโอกาสติดเชื้อโปลิโอได้ง่าย แต่มีผู้ป่วยน้อยมากที่จะมีอาการกล้ามอ่อนกำลัง เชื้อไวรัสจำพวกนี้จะเติบโตอยู่ในลำไส้ เชื้อจึงถูกขับออกมาจากร่างกายมากับอุจจาระแล้วก็แพร่ไปสู่ผู้อื่นผ่านการกินอาหารหรือกินน้ำที่แปดเปื้อนเชื้อจากอุจจาระของคนไข้ ซึ่งเกิดจากการขับถ่ายที่ผิดสุขลักษณะและไม่ล้างมือก่อนที่จะรับประทานอาหาร โรคนี้ก็เลยมักพบมากมายในประเทศที่ไม่ค่อยมีการพัฒนาและกำลังพัฒนาที่ขาดการดูแลเรื่องสุขอนามัยที่ดี
ทั้งคนที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโปลิโอนั้น จะยิ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อยิ่งขึ้นถ้าอยู่ในข้างในกรุ๊ปเสี่ยงดังนี้
           หญิงมีครรภ์และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ตัวอย่างเช่น ผู้ติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง และเด็กตัวเล็กๆซึ่งจะมีความไวต่อการได้รับเชื้อโปลิโอ
           เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อโปลิโอหรือพึ่งจะเกิดการระบาดของโรคเมื่อเร็วๆนี้
           เป็นผู้ดูแลหรืออาศัยอยู่กับผู้ติดโรคโปลิโอ
           ดำเนินการในห้องปฏิบัติการที่สัมผัสใกล้ชิดกับเชื้อไวรัส
           คนที่ผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออกไป
แนวทางการรักษาโรคโปลิโอ แพทย์จะวินิจฉัยโรคโปลิโอด้วยการสอบถามอาการจากคนเจ็บว่ารู้สึกปวดบริเวณข้างหลังแล้วก็คอ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการกลืนหรือหายใจหรือเปล่า ตรวจตราปฏิกิริยาสะท้อนกลับของร่างกาย รวมทั้งการตรวจทางทะเลเหลือง โดยเก็บตัวอย่างในตอนระยะฉับพลันและระยะแอบแฝงของโรค ตรวจสารภูมิคุ้มกัน IgM หรือ IgG นอกเหนือจากนั้นเพื่อยืนยันให้มั่นใจอาจมีการตรวจหาเชื้อไวรัสโปลิโอด้วยการเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากคอ อุจจาระ หรือน้ำหล่อเลี้ยงสมองและก็ไขสันหลังส่งไปทำการตรวจทางห้องทดลอง ในกรณีคนเจ็บที่มีลักษณะกล้ามเนื้ออัมพาตแบบปวกเปียก (acute flaccid paralysis : AFP) แพทย์จะปฏิบัติงานไต่สวนโรค พร้อมกับเก็บอุจจาระส่งไปทำการตรวจเพื่อ    แยกเชื้อโปลิโอ การวิเคราะห์ที่แน่ๆคือ แยกเชื้อโปลิโอได้จากอุจจาระ และทำการตรวจว่าเป็นทัยป์ใดเป็นสายพันธุ์ wild strain หรือ vaccine strain (Sabin strain)
          การเก็บอุจจาระส่งไปเพื่อทำการตรวจจะเก็บ 2 ครั้ง ห่างกันอย่างน้อย 1 วัน ต้องเก็บให้เร็วภายใน 1-2 สัปดาห์ภายหลังที่พบมีอาการ AFP ซึ่งเป็นช่วงๆที่มีจำนวนเชื้อไวรัสในอุจจาระมากยิ่งกว่าระยะอื่นๆการจัดส่งอุจจาระเพื่อส่งไปทำการตรวจต้องให้อยู่ในอุณหภูมิ 4-8๐ ซ ตลอดเวลา มิฉะนั้นเชื้อโปลิโออาจตายได้ ปัจจุบันนี้โรคโปลิโอยังไม่มีแนวทางรักษาให้หายสนิท หมอสามารถให้การรักษาคนป่วยตามอาการ  และช่วงนี้ก็ยังไม่มียารักษาโรคโปลิโอโดยยิ่งไปกว่านั้น การรักษาจะเป็นแบบเกื้อกูล ตัวอย่างเช่น ให้ยาลดไข้ และลดลักษณะของการปวดของกล้ามเนื้อ ในรายที่มีลักษณะอัมพาตของกล้ามแขน ขา วิธีการทำกายภาพ บำบัดรักษาจะช่วยฟื้นฟูสมรรถนะของกล้ามให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับในการรักษาคนป่วยกลุ่มอาการหลังเกิดโรคโปลิโอ (Post-polio syndrome – PPS) การดูแลและรักษาหลักจะย้ำไปที่การทำกายภาพบำบัดมากกว่า ดังเช่น การใส่เครื่องใช้ไม้สอยช่วยยึดลำตัว เครื่องใช้ไม้สอยช่วยสำหรับการเดิน อุปกรณ์ที่ช่วยป้องกันข้อบิดผิดรูปผิดรอยหรืออาจใช้การผ่าตัดช่วย การฝึกฝนพูดและฝึกหัดกลืนในคนไข้ที่มีปัญหา การบริหารร่างกายที่ย้ำการเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามภายใต้ข้อเสนอแนะที่ถูกต้องจากหมอหรือนักกายภาพบำบัด การใช้งานเครื่องช่วยหายใจในขณะหลับถ้าหากผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องการหยุดหายใจในขณะหลับ และก็การดูแลทางด้านอารมณ์แล้วก็จิตใจของผู้ป่วยร่วมด้วย

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคโปลิโอ

  • ถ้าเกิดได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคโปลิโอไม่ว่ามีอาการอยู่ในกลุ่มใด ถ้าเกิดแพทย์ให้กลับไปอยู่ที่บ้านพี่น้องต้องระมัดระวังการกระจายเชื้อสู่บุคคลในบ้าน ด้วยเหตุว่าคนเจ็บจะสามารถขับเชื้อออกมาทางอุจจาระได้นานถึงโดยประมาณ 3 เดือนข้างหลังติดเชื้อโรค และถ้าหากว่าคนไข้มีภาวะภูมิต้านทานต้านทาน ทานโรคบกพร่องด้วยแล้วจะสามารถกระจายเชื้อได้นานถึงราวๆ 1 ปี โดยให้ญาติดูแลประเด็นการขับ ถ่ายของคนป่วยให้ถูกสุขลักษณะ การล้างมือทุกคราวหลังเข้าห้องอาบน้ำแล้วก็ก่อนจับจับอาหารเข้าปาก การกินของกินปรุงสุกใหม่เสมอ การล้างผักผลไม้ให้สะอาดรวมทั้งปอกผลไม้ก่อนกิน และถ้าเกิดบุคคลในบ้านคนใดกันแน่ยังไม่เคยรับวัคซีนโปลิโอ ก็ให้ขอคำแนะนำหมอเพื่อรับวัคซีนให้ครบ
  • ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบอีกทั้ง 5 หมู่
  • ถ้าเกิดผู้เจ็บป่วยมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนกำลังให้เครือญาติช่วยทำกายภาพบำบัดเพื่อสนับสนุนความถนัดการเคลื่อนไหว แล้วก็เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อตามข้อเสนอของนักกายภาพบำบัด
  • พี่น้องควรจะดูแลแล้วก็ใส่ใจผู้ป่วย รวมทั้งดูแลทางด้านสภาวะจิตใจ สภาวะทางอารมณ์ของผู้เจ็บป่วยแล้วก็ให้กำลังใจแก่ผู้ป่วยด้วย
  • ญาติควรจะพาคนไข้ไปพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด หรือ แม้มีอาการเปลี่ยนไปจากปกติที่ทำให้เป็นอันตราย ก็ควรจะพาไปพบหมอโดยเร็ว
การคุ้มครองป้องกันโรคโปลิโอ

  • โรคโปลิโอสามารถคุ้มครองปกป้องได้ด้วยวัคซีน ซึ่งวัคซีนที่มีใช้ ทั่วทั้งโลกมี 2 ชนิดเป็น
  • วัคซีนโปลิโอประเภทรับประทาน (Oral Poliomyelitis Vaccine: OPV, Sabin) การกวาดล้าง ในประเทศไทย โรคโปลิโอ H T กรุ๊ปโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน สำนักโรคติดต่อทั่วไป Albert Bruce Sabin M.D. Jonas Edward Salk M.D. เป็นวัคซีนจำพวกเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ (attenuated live oral poliomyelitis vaccine) สายพันธุ์ Sabin คิดค้นโดย Albert Bruce Sabin ชาวอเมริกัน เมื่อปี พ.ศ. 2504 วัคซีนมีเชื้อ เชื้อไวรัสโปลิโอ 3 ทัยป์ คือ ทัยป์ 1, 2 และ 3 ให้วัคซีนโดยการกินเป็นการเอาอย่างการต่อว่าดเชื้อ ตามธรรมชาติ ซึ่งสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันที่เยื่อบุลำคอแล้วก็ลำไส้ของผู้รับวัคซีน แล้วก็สามารถกระจายเชื้อ วัคซีนไปกระตุ้นภูมิต้านทานให้กับผู้สัมผัสสนิทสนมได้อีกด้วย ตอนนี้วัคซีนโปลิโอจำพวกกินนี้ถือได้ว่าเป็น อุปกรณ์สำคัญในการกวาดล้างโรคโปลิโอเป็นอย่างมาก เพราะว่าสามารถปกป้องแล้วก็กำจัดเชื้อโปลิโอสายพันธุ์ ก่อโรคได้อย่างดีเยี่ยม ราคาแพงถูกแล้วก็มีวิธีการให้วัคซีนง่าย แต่มีข้อเสีย เป็นอาจจะส่งผลให้เกิดอาการข้างๆ เหมือนโรคโปลิโอ (Vaccine Associated Paralytic Polio: VAPP) ซึ่งเกิดขึ้นน้อยมาก ราว 1 ใน 2.7 ล้านโด้ส หรืออาจเกิดการกลายพันธุ์ (Vaccine Derive Polio Virus: VDPV) จนกระทั่งก่อ โรคได้ในพื้นที่ที่มีความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนต่ำ
  • วัคซีนโปลิโอชนิดฉีด (Inactivated Poliomyelitis Vaccine: IPV, Salk) เป็นวัคซีนที่ทำจากเชื้อไวรัสโปลิโอที่ตายแล้ว (kill vaccine) คิดค้นโดย Jonas Edward Salk ชาว อเมริกัน เมื่อปี พ.ศ. 2498 วัคซีนประเภทนี้ประกอบด้วยเชื้อโปลิโอ 3 ทัยป์ ให้วัคซีนโดยการฉีด


ในปัจจุบันเมืองไทยมีการใช้วัคซีนโปลิโอในแผนงานเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค โดยให้วัคซีน OPV 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 เดือน 1 ปีครึ่ง แล้วก็ 4 ปี และก็ให้วัคซีน IPV 1 ครั้ง เมื่ออายุ 4 เดือน

  • ปกป้องการต่อว่าดเชื้อแล้วก็การแพร่ระบาดของเชื้อโปลิโอ ด้วยการรับประทานอาหารแล้วก็กินน้ำสะอาดถูกสุขลักษณะ และก็การถ่ายอุจจาระลงส้วมที่ถูกสุขลักษณะทุกหน
  • ภายหลังเข้าไปคลุกคลีสนิทสนมคนไข้โรคโปลิโอ หรอเข้าไปดูแลเปลี่ยนผ้าให้แก่คนเจ็บควรจะล้ามือด้วยสบู่ทุกคราว
  • เมื่ออยู่ภายในเขตพื้นที่มีการระบาดของโรคโปลิโอ ควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงปฏิบัติตามหลักสุขบัญญัติให้ครัดเคร่ง


สมุนไพรที่ใช้รักษา/ทุเลาโรคโปลิโอ ด้วยเหตุว่าโรคโปลิโอเป็นโรคที่ติดต่อจากเชื้อไวรัสที่มีการติดต่อได้ง่าย แล้วก็ในผู้ป่วยที่มีความร้ายแรงของโรคนั้นอาจทำให้เสียชีวิตหรือทุพพลภาพได้ ซึ่งในปัจจุบันนั้นยังไม่มียาที่ใช้รักษาโรคโปลิโอให้หายได้ รวมทั้งยังไม่มีข้อมูลว่ามีสมุนไพรจำพวกไหนที่ใช้รักษาหรือทุเลาอาการโรคโปลิโอได้เหมือนกัน
เอกสารอ้างอิง

  • การกวาดล้างโรคโปลิโอในประเทศไทย.กลุ่มโรคติดต่อที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนสำนักโรคติดต่อทั่วไป.วารสาร ดร.สัมพันธ์.ปีที่ 3.ฉบับที่ 4.เมษายน-พฤษภาคม 2559.หน้า 2-3
  • โปลิโอ.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “โปลิโอ (Poliomyelitis)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 571-572.
  • Paul JR (1971). A History of Poliomyelitis. Yale studies in the history of science and medicine. New Haven, Conn: Yale University Press. pp. 16– ISBN 0-300-01324-8. http://www.disthai.com/
  • Cohen JI (2004). "Chapter 175: Enteroviruses and Reoviruses". In Kasper DL, Braunwald E, Fauci AS, et al. (eds.). Harrison's Principles of Internal Medicine (16th ed.). McGraw-Hill Professional. p. ISBN 0-07-140235-7.
  • โรคโปลิโอ(Poliomyelitis).ความรู้เรื่องโรคติดต่อ.สำนักโรคติดต่อทั่วไป.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข
  • Ryan KJ, Ray CG (eds.) (2004). "Enteroviruses". Sherris Medical Microbiology (4th ed.). McGraw Hill. pp. 535– ISBN 0-8385-8529-9.
  • Jeffrey I. Cohen, enteroviruses and reoviruses, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • โรคโปลิโอ(Polio).สำนักโรคติดต่อทั่วไป.กรมควบคุมโรค.กระทรวงสาธารณสุข.


4

โรคมือเท้าปาก  (Hand Foot and Mouth  disease – HFMD)
โรคมือเท้าปาก เป็นยังไง โรคมือ-เท้า-ปาก ไม่สบายออกผื่นประเภทหนึ่งที่ต่อเนื่องกันง่าย แม้กระนั้นมักไม่รุนแรงแล้วก็หายได้เองเป็นส่วนมาก ส่วนน้อยที่อาจมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง ซึ่งโรค มือเท้าปาก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเด็กตัวเล็กๆ โดยยิ่งไปกว่านั้นช่วงหน้าฝน มักเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus  แต่ในแถบร้อนเปียกชื้น พบได้บ่อยได้ทั้งปีโดยส่วนมากแล้ว พบได้มากในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีแต่บางทีอาจพบในเด็กแก่กว่านี้ก็ได้ และก็ถ้ามีการกำเนิดโรคในสถานที่เลี้ยงเด็กหรือในโรงเรียนอนุบาล ก็จะพบผู้ป่วยมากไม่น้อยเลยทีเดียวขึ้นด้วยเหตุว่าโรคนี้ระบาดได้ง่าย
                อนึ่งโรคนี้เป็นโรคคนละจำพวกกับโรคปากยุ่ยเท้าเปื่อยที่เจอได้ในสัตว์กีบคู่ ซึ่งโดยทั่วไปจะไม่ติดต่อมาสู่คน ยกเว้นในเรื่องที่คนไปสัมผัสคลุกคลีอยู่กับสัตว์ที่เจ็บไข้หรือคนที่ดำเนินการในห้องแลปเกี่ยวกับโรคในสัตว์เหล่านี้ ที่อาจมีรายงานการตำหนิดเชื้อได้บ้าง
                ในความเป็นจริงแล้ว โรคมือ เท้า ปาก ว่าไม่ใช่โรคใหม่ แต่รู้จักกันมานานมากกว่า 50 ปีแล้ว  โดยมีประวัติที่ไปที่มาของโรค ดังต่อไปนี้

  • พุทธศักราช 2500 มีรายงานการระบาดของกลุ่มอาการไข้ซึ่งพบร่วมกับตุ่มน้ำใสในโพรงปาก มือรวมทั้งเท้าในคนป่วยเด็กที่เมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดา โดยพบสาเหตุจากเชื้อ Coxsackie virus A16(Cox A16)1
  • พุทธศักราช 2502 พบการระบาดของกรุ๊ปอาการสิ่งเดียวกันในเมือง Bermingham ประเทศอังกฤษ แล้วก็ได้มีการเรียกกรุ๊ปอาการนี้ว่า Hand-Foot-and Mouth Disease (HFMD)


ต่อจากนั้นก็มีรายงานการระบาดจากประเทศต่างๆทั่วโลก ซึ่งเชื้อไวรัสที่ทำให้มีการเกิดกลุ่มอาการมือ เท้า ปาก ไม่ได้เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากไวรัสชนิดเดียวแม้กระนั้นมีมากยิ่งกว่า 10 สายพันธุ์
สำหรับการระบาดใหญ่ของกรุ๊ปลักษณะโรคมือ เท้า ปาก พบว่ามีรายงานตั้งแต่ พุทธศักราช2540-2555 มีดังนี้

  • พุทธศักราช2540 มาเลเซีย (เสียชีวิต 31 ราย) พ.ศ.2541 ไต้หวัน (ผู้ป่วย 1.5 ล้านราย เสียชีวิต 78 ราย)
  • พ.ศ.2550 อินเดีย (คนเจ็บ 38 ราย) และก็ พุทธศักราช2551 ประเทศอินเดีย (คนป่วย 25,000 ราย เสียชีวิต 42 ราย) สิงคโปร์ (ผู้เจ็บป่วยมากยิ่งกว่า 2,600 ราย) เวียดนาม (คนไข้ 2,300 ราย เสียชีวิต 11 ราย) ดูโกเลีย (ผู้เจ็บป่วย 2,600 ราย) แล้วก็บรูไน (คนป่วย 1,053 ราย)
  • พุทธศักราช2552 จีน (คนไข้ 115,000 ราย เสียชีวิต 85 ราย) รวมทั้ง พ.ศ.2553 จีน (ผู้เจ็บป่วย 1.6 ล้านราย เสียชีวิต 537 ราย)
  • พุทธศักราช2554 เวียดนาม (ผู้ป่วย 42,000 ราย เสียชีวิต 98 ราย) รวมทั้งจีน (คนไข้ 1.3 ล้านราย เสียชีวิต 437 ราย)
  • พ.ศ.2555 กัมพูชา (เสียชีวิต 52 ราย) จีน (ผู้เจ็บป่วย 460,000 ราย เสียชีวิต 112 ราย) ไทย (คนไข้ 168,60 ราย เสียชีวิต 1 ราย)


สำหรับเหตุการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย อ้างอิงข้อมูลที่ได้รับมาจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า ในปี 2558 มีผู้ป่วยทั้งมวล 40,417 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 62.21 ต่อมวลชน 1 แสนคน รวมทั้งมีคนไข้เสียชีวิต 3 ราย ส่วนในปี 2559 ข้อมูลปัจจุบันในวันที่ 28 มี.ค. 2559 มีคนเจ็บ 8,973 ราย คิดเป็นอัตราส่วน 13.78 ต่อประชากร 1 แสนคน แล้วก็ยังไม่มีผู้เสียชีวิต
ตั้งแต่เริ่มมีการตรวจเจอเชื้อ EV71 ในผู้ป่วยโรค HFMD ในปี2541 ในประเทศไทยก็เริ่มมีการเฝ้าระวังรายงานและก็สืบสวนคนป่วยสงสัยติดเชื้อโรค EV71 และคุ้มครองควบคุมโรคตั้งแต่นั้นมา พบว่าคนป่วยส่วนมากเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีและก็ราวๆครึ่งเดียวติดโรค EV71 ที่มีอาการไม่รุนแรง
ส่วนในด้านรายงานการแพร่ระบาดของโรคมือเท้าปากจากสำนักระบาดวิทยา พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 1 เดือนเมษายน 2559 มีการระบาดเป็นกลุ่มก้อนทั้งตามสถานศึกษาแล้วก็ในชุมชน 8 เหตุ จากจำนวนคนป่วย 22 ราย ดังนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ชี้แนะให้สถานศึกษาทำตามมาตรการที่กรมควบคุมโรคระบุ เพื่อปกป้องการเกิดโรคและก็การแพร่ระบาดของโรค
ต้นเหตุของโรคมือเท้าปาก โรคมือเท้าปากมีต้นเหตุจากการต่อว่าดเชื้อกรุ๊ปไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันนานาประการสาย ดังเช่น ค็อกแซคกีเอและก็บี (Coxsackie A, B), ไวรัสเอนเทอโรจำพวก 71 (Enterovirus 71 – EV71) ต้นสายปลายเหตุที่พบได้ทั่วไปที่สุดก็คือการระบาดจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 (Coxsackievirus A 16) ซึ่งอาการชอบไม่ร้ายแรง และก็คนไข้ชอบหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนมูลเหตุที่พบได้น้อยแล้วก็มีลักษณะร้ายแรง คือ การตำหนิดเชื้อไวรัสเอนเทอโรจำพวก 71 ซึ่งอาจจะเป็นผลให้คนเจ็บเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้ นอกเหนือจากนี้โรคมือเท้าปากยังบางทีอาจเกิดได้จากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 5, 7, 9, 10 และเชื้อไวรัสค็อกแซคกีบีจำพวก 2 และก็ 5 ได้บ้าง
                ซึ่งโรคนี้ส่วนใหญ่ชอบติดต่อกันที่เกิดขึ้นจากด้านการกินของกิน น้ำดื่ม การดูดเลียนิ้วมือ หรือของเล่นที่แปดเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของคนเจ็บ ส่วนน้อยที่ติดต่อโดยการสูดเอาฝอยละอองน้ำมูก น้ำลายที่คนป่วยไอหรือจามรด  ซึ่งเมื่อเชื้อไปสู่ร่างกายแล้ว ราวๆ 3-6 วัน ผู้ป่วยจึงจะมีลักษณะ
อาการของโรคมือเท้าปาก  ภายหลังจากติดเชื้อ 3-7 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการเริ่มหมายถึงจับไข้ตํ่าๆโดยประมาณ 38-39o C รวมทั้งมีอาการปวดเหมื่อยตามตัวช่วงนี้จะมีระยะเวลา โดยประมาณ 1-2 วัน แล้วหลังจากนั้นจะเริ่มมีลักษณะอาการเจ็บปาก ตรวจร่างกายจะเจอมีรอยโรคในบริเวณปาก มือรวมทั้งเท้าได้ดังนี้

  • รอยโรครอบๆปาก เจอในผู้ป่วยปริมาณร้อยละ 100 มีรอยโรคจํานวน 5-10 แห้ง พบได้ทุกรอบๆในปากแม้กระนั้นที่พบได้มากหมายถึงเพดานปาก ลิ้น และเยื่อบุกระพุ้งแก้ม รอยโรคระยะเริ่มต้น ลักษณะเป็นรอยสีแดงบางทีอาจนูนนิดหน่อยขนาด 2-8 มม.แล้วต่อจากนั้นจะกลายเป็นตุ่มนํ้าสีเทาขนาดเล็กขอบแดงตอนที่รอยโรคเป็นตุ่มนํ้าจะสั้น จึงมักตรวจไม่พบ  รอยโรคในระยะนี้แต่ว่าก็พบได้ทั่วไปลักษณะเป็นแผลตื้นๆสีเหลืองถึงเทาของแดงซึ่งบางครั้งอาจจะมารวมกันเป็นรอยโรคใหญ่ได้


ปริมาณร้อยละ 80 ของคนป่วยอาการเจ็บปากจะไม่ร้ายแรงและหายได้เองโดยไม่ต้องรักษาภายใน 5-10 วัน

  • รอยโรคที่ผิวหนัง


อาจเกิดขึ้นพร้อมรอยโรคที่ปาก หรือหลังจากนั้นบางส่วนจํานวนตั้งแต่ 2-3 แห้งไปจนกระทั่ง 100 ที่ พบ ที่มือบ่อยครั้งกว่าเท่า ลักษณะเป็นรอยแดงๆอาจนูนบางส่วนขนาด 2-10 มม. กึ่งกลางสีเทา บางรอยโรคมี ลักษณะเป็นตุ่มนํ้าใสขอบแดง มีกระจายขนานไปกับแนวของผิวหนังอาจเจ็บหรือไม่ก็ได้ต่อไป 2-3 วัน จะ เริ่มเป็นสะเก็ด และเบาๆหายไปภายใน 7-10 วัน โดยไม่มีรอยแผลเป็นหลงเหลือ
บริเวณอื่นๆที่อาจเจอรอยโรคได้เหมือนกันหมายถึงตูด แขน ขา และอวัยวะสืบพันธุ์ในเด็กทารกบางทีอาจเจอ กระจายทั่วตัวได้
โดยธรรมดาโรคมือเท้า ปากจัดว่ามีอาการน้อยส่วนมากมักมีเพียงแต่ไข้ปวดเนื้อปวดตัวรวมทั้งเจ็บปาก แต่ ในผู้ป่วยบางรายบางทีอาจเจอภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้โดยยิ่งไปกว่านั้นจากการตำหนิดเชื้อ enterovirus 71 ปัจจัยเสี่ยงต่อ การเจอภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง คือ

  • อายุในกรุ๊ปผู้ป่วยอายุน้อยจะเจออาการแทรกรุนแรงรวมทั้งเสียชีวิตมากยิ่งกว่าในกลุ่มคนเจ็บที่อายุมาก อาทิเช่นการระบาดในปีพ.ศ.2541 ที่ประเทศไต้หวัน พบว่าอัตราการตายโดยรวม คือ 44.4/100,000 รายแม้กระนั้นกรุ๊ปที่อัตราการเสียชีวิตสูงสุดหมายถึง6-11 เดือนเท่ากับ 96.96/100,000 ราย
  • เป็นไข้สูงเกินไปกว่า 39o C รวมทั้งนานเกิน 3 วัน
  • มีอาการคลื่นไส้มากทานอาหารไม่ได้


ซึ่งสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในข้อ 2 และ 3 จากการศึกษาเรียนรู้ที่โรงพยาบาลเด็ก Chang Gung ประเทศไต้หวัน พบว่า สโมสรกับการตำหนิดเชื้อ EV มากยิ่งกว่า Cox A  โดยมักจะทำให้เกิดภาวะแทรก/ทางระบบประสาท ระบบหัวใจ และก็ปอดได้สูง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างเร็วจากภาวะปอดอักเสบน้ำ เลือดออกในปอด และภาวการณ์ช็อก
แม้กระนั้นเชื้อคอกแซคก็เชื้อไวรัส เอ 16 ก็อาจจะเป็นผลให้เกิดภาวะแทรกคือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เยื่อห่อหัวใจอักเสบ แล้วก็ภาวะช็อกได้ แต่พบได้น้อยกว่าจากเชื้อ เอนเทอโรเชื้อไวรัส 71 มากมาย
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคมือเท้าปาก

  • เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคมากที่สุด เพราะมักพบการติดเชื้อและการระบาดของโรคใน สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือศูนย์เด็กเล็กเป็นส่วนใหญ่
  • การที่ผู้ดูแลเด็กไม่ได้ให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการติดเชื้อของโรคมือเท้าปาก
  • สภาพที่อยู่อาศัย หรือโรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็กไม่ถูกสุขลักษณะ เช่น มีลักษณะอับ ทึบ แสงแดดส่องไม่ถึง
  • การใช้ข้าวของเครื่องใช้ เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ช้อน ร่วมกัน
  • การไอ จาม รดกัน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว
แนวทางการรักษาโรคมือ เท้าปาก การวินิจฉัยโรคมือเท้าปากโดยทั่วไปใช่อาการและอาการแสดงเป็นสําคัญ (clinical diagnosis) โดยแพทย์จะตรวจร่างกายหารอยโรคจําเพาะที่บริเวณมือเท้า ปากร่วมกับมีไข้ ได้แก่  ผู้ป่วยมีไข้ 38 – 39 องศาเซลเซียส  พบจุดนูนแดง ตุ่มน้ำใส หรือ แผลที่เยื่อบุปาก ลิ้น และเหงือก พบจุดแดงราบ ตุ่มนูน หรือตุ่มน้ำที่มือ เท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และแก้มก้น
การตรวจรอยโรคที่ผิวหนัง (cutaneous lesion) ทางพยาธิวิทยา(histology) จะพบเม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil และ lymphocyte เพิ่มขึ้น แต่จะไม้พบmultinucleated giant cell หรือ inclusion body 11 สําหรับในกรณีที่ต้องการทราบชนิดของเชื้อไวรัสที่ก้อโรค สามารถทําได้โดยการแยกเชื้อไวรัส หรือตรวจ ร่องรอยการติดเชื้อจากนํ้าเหลือง สําหรับประเทศไทยใช้วิธี micro-neutralization หากพบผู้ป่วยในข่ายสงสัยให้ เก็บตัวอย่างดังนี้

  • อุจจาระภายใน 14 วันของการป่วยโดยเก็บประมาณ 8 กรัม ใส่กล่องพลาสติกสะอาด
  • สวอบลําคอ (throat swab) โดยจุ่มปลายสวอบลงใน viral transport media ให้จมปลาย ตัวอย่างในข้อ 1 และ 2 ให้เก็บส่งโดยแช่เย็นในกระติกนํ้าแข็งอุณหภูมิ 4-8o C และส่งห้องปฏิบัติ การโดยเร็วที่สุด
  • เก็บเลือด 2 ครั้งประมาณ 3-5 มล.ต่อครั้ง ครั้งแรกที่สุดภายใน 3-5 วันหลังป่วยและครั้งที่ 2 หลัง จากครั้งแรก 14วัน โดยใส่ในหลอดแก้วปราศจากเชื้อพันพลาสเตอร์ให้แน่น เก็บตัวอย่างในตู้เย็น เพื่อรอส่งตรวจพร้อมกัน
โรคมือเท้าปากไม่มีวัคซีนหรือยาสำหรับรักษาโรคโดยตรง การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่นการให้ยาลดไข้ paracetamol หรือให้ยาบ้วนปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บของแผลในช่องปาก ถ้าตุ่มกลายเป็นหนองหรือพุพองก็จะให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี อะม็อกซีซิลลิน อีริโทรไมซิน เป็นต้น ถ้ามีภาวะขาดน้ำเนื่องจากกินและดื่มไม่ได้ ก็จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ก็จำเป็นต้องรับเด็กไว้รักษาในโรงพยาบาลหรือส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญดูแลต่อไป
อย่างไรก็ตาม ในปี พ.ศ.2539 มีการศึกษาที่ Medical College of Ohio ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการทดลองใช้ acyclovir ในการรักษาผู้ป่วยโรคมือเท้า ปาก 13 รายซึ่ง 12 รายเป็นเด็กอายุ 1-5 ปีและอีก 1 รายเป็นผู้ใหญ่ โดยเริ่มใช้ยา acyclovir ภายใน 1-2 วัน หลังเริ่มมีรอยโรคพบว่าอาการของผู้ป่วยดีขึ้น และรอยโรคเปลี่ยนแปลงดี ขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังเริ่มรักษา ได้ให้ acyclovir ต่ออีก 5 วันจนรอยโรคหายไปหมด ผู้ศึกษาเชื่อว่า acyclovir อาจไปยับยั้งเอนไซม์ thymidine kinase ของ Cox A16แต่ก็อาจมีประโยชน์ ด้านอื่นด้วยเช่น อาจทําให้ผู้ป่วยสร้าง interferon เพื่อยับยั้งไวรัสมากขึ้น15 อย่างไรก็ดียังไม่มีการศึกษาเกี่ยวกับการใช้ acyclovir ในการ ลดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
และหลังจากการติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสที่ก่อโรค แต่อาจเกิดโรคมือเท้า ปากซํ้าได้จาก enterovirus ตัวอื่นๆ
การติดต่อของโรค มือ เท้า ปาก  โรคมือเท้าปากสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากตุ่มน้ำใส หรือสารคัดหลั่งจากจมูกและปากอันได้แก่ น้ำมูก เสมหะ หรือน้ำลาย นอกจากนี้แล้วไวรัสยังสามารถพบได้ในอุจจาระ โดยไวรัสสามารถแพร่กระจายได้ตั้งแต่ในระยะแรกที่แสดงอาการโดยช่วงที่มีการแพร่กระจายมากที่สุด คือ สัปดาห์แรกที่ผู้ป่วยมีอาการและอาจจะยังพบได้อีกหลายสัปดาห์ในอุจจาระของผู้ป่วยที่หายจากอาการของโรคแล้ว นอกจากนี้แล้วในผู้ใหญ่อาจจะสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสได้โดยไม่แสดงอาการใดๆ ซึ่งการได้รับไวรัสอาจเป็นการได้รับโดยตรงเช่นจากการไอหรือจาม หรืออาจจะได้รับไวรัสโดยอ้อมโดยการสัมผัสกับพื้นผิวหรือสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสอยู่ เช่นในสถานรับเลี้ยงเด็กซึ่งอาจมีของเล่นหรือของใช้เด็กที่ปนเปื้อนน้ำลายเนื่องจากเด็กเล็กมักชอบนำสิ่งของเข้าปาก  ดูดเลียนิ้วมือ รวมถึงจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้อ มือของผู้เลี้ยงดูเด็กที่ไม่สะอาด เป็นต้น  เนื่องจากโรคมือเท้าปากมักพบในเด็กเล็ก ดังนั้นการระบาดมักพบในสถานรับเลี้ยงเด็กหรือตามโรงเรียนอนุบาล  เชื้อเอนเทอโรไวรัสสามารถทนสภาวะกรดในทางเดินอาหารมนุษย์ได้ และมีชีวิตอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 2-3วัน
โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเย็นหรือชื้นแฉะเชื้ออาจอยู่ได้เป็นเดือน  นอกจากนี้ การทำลายเชื้อต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม น้ำยาฆ่าเชื้อทั่วๆ ไปบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ ๗๐ เปอร์เซ็นต์และแอลกอฮอล์เจลใช้ป้องกันไวรัสไข้หวัดได้ แต่สำหรับเชื้อไวรัสเอนเทอโร แอลกอฮอล์ไม่มีผลโดยตรง
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษาจำเพาะ เพียงแต่ให้การดูแลตามอาการ และเฝ้าติดตามอาการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด โดยมีวิธีปฏิบัติ ดังนี้

  • ทานยาลดไข้ พาราเซตามอล เป็นครั้งคราวเวลา มีไข้สูง
  • ดื่มน้ำมากๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ โดยสังเกตดูว่ามีปัสสาวะออกมากและใส จึงนับว่าได้น้ำพอเพียง
  • ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้กินอาหารเหลวหรือของน้ำๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ น้ำหวาน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บในปาก อาจใช้วิธีอมน้ำแข็งก้อนเล็กๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็นๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ (ผสมเกลือป่นครึ่งช้อนชาในน้ำอุ่น ๑ แก้ว) วันละหลายๆ ครั้ง เพื่อบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก
  • แยกของใช้ไม่ใช้ร่วมกับคนอื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ช้อน-ส้อม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ ขับถ่ายอุจจาระลงในในโถส้วม
  • ควรทำความสะอาดพื้นห้องและพื้นผิวอื่นๆ ที่สัมผัสบ่อยๆ รวมถึงห้องสุขาและห้องน้ำ โดยล้างด้วยน้ำและผงซักฟอก แล้วตามด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่มีส่วนผสมของคลอรีน เช่น ไฮเตอร์ ไฮยีน คลอร็อกซ์ โดยผสมตามฉลากปิดข้างขวด ทิ้งไว้ ๑๐ นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำให้สะอาดเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้าง
  • แยกเด็กที่ป่วยไม่ให้คลุกคลีกับเด็กคนอื่นๆ ทั้งเพื่อนบ้าน และพี่น้องที่อยู่ในบ้านเดียวกัน เช่น การกอดรัด การเล่นของเล่นที่เปื้อนน้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกรณีที่มีน้องเล็กๆ อายุ ๑-๒ ปีหรือน้อยกว่า เนื่องจากเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดอาการรุนแรง ไม่นำเด็กไปในที่ที่มีคนอยู่จำนวนมาก เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สระว่ายน้ำ ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี
  • ขอให้เด็กหยุดเรียนเป็นเวลา ๗ วันนับจากวันเริ่มมีอาการ (ถึงแม้ว่าเด็กอาจมีอาการดีขึ้นก่อนครบ ๗ วัน) หากเด็กมีอาการป่วยรุนแรงขึ้น เช่น ไข้สูง อาเจียน หอบเหนื่อย ซึม ชัก หรืออาการแย่ลง ต้องรีบพาไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้บ้านทันที ในกรณีผู้ป่วยเป็นผู้ใหญ่ให้หยุดงานเป็นเวลา 7 วันเช่นกัน
  • ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
  • ตุ่มน้ำ กลายเป็นตุ่มหนองหรือพุพองจากการเกาให้แพทย์พิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะรักษา
  • มีอาการเจ็บแผลในปาก จนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ มีภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อย
  • มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนรุนแรง ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
  • อาการไม่ดีขึ้นภายใน 1 สัปดาห์

การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคมือเท้าปาก

  • สำหรับเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและก็สบู่ทุกครั้งหลังการขับถ่าย ก่อนรับประทานอาหาร หรือเมื่อสัมผัสกับน้ำมูก น้ำลาย
  • สำหรับผู้ที่คอยดูแลเด็ก ให้ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและก็สบู่ทุกครั้งก่อนการเตรียมอาหาร ก่อนที่จะรับประทานอาหาร และก็หลังการขับถ่าย และข้างหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก ข้างหลังการช่วยล้างก้นให้แก่เด็กเล็กที่เพิ่งขับถ่าย หรือสัมผัสกับสิ่งคัดหลั่งของเด็ก อาทิเช่น น้ำมูก น้ำลาย
  • ให้ลูกหลานหลบหลีกการเล่น หรือคลุกคลีกับเด็กที่ป่วยด้วยโรคมือ เท้า ปาก
  • ไม่นำเด็กตัวเล็กๆไปในที่ที่มีคนอยู่มากไม่น้อยเลยทีเดียว ดังเช่นว่า ห้าง ตลาด สระว่ายน้ำ และควรให้อยู่ในที่ที่มีการระบายอากาศที่ดี ในช่วงที่มีการระบาดของโรคมือเท้าปากในพื้นที่
  • เลี่ยงการใช้สิ่งของ เช่น ถ้วยน้ำ หลอดดูด ขวดที่เอาไว้ใส่สำหรับนม ช้อนชาม เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ของเล่นเด็ก เป็นต้น  ร่วมกับคนอื่นๆโดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดของโรคนี้
  • ฝึกฝนเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี แล้วก็หลีกเลี่ยงการใส่นิ้วมือหรือของเล่นเข้าปาก
  • ทําความสะอาดพื้น ของใช้เสื้อผ้าที่บางทีอาจแปดเปื้อนเชื้อ ด้วยนํ้ายาฆ่าเชื้อที่ใช้ทั่วไปในบ้าน
  • พ่อแม่ผู้ดูแลช่วยตรวจดูลักษณะของลูกหลานทุกๆวัน ถ้าเกิดมีแผลในปากหลายแผล โดยเฉพาะถ้าหากเจ็บมากจนกระทั่งทำให้ไม่ค่อยทานอาหาร ให้ช่วยแจ้งแก่โรงเรียนเพื่อให้มีการปฏิบัติงานควบคุมโรคที่เหมาะสม
  • สำหรับบิดามารดาผู้ดูแลที่จะพาลูกหลานที่เป็นเด็กเล็กไปที่ต่างประเทศที่มีการระบาด สามารถเดินทางได้ตามเดิม โดยให้กระทำตัวตามสุขลักษณะที่ดี หลีกเลี่ยงพาลูกหลานไปสถานที่ยัดเยียด รวมทั้งแม้ลูกหลานมีอาการเจ็บป่วยที่สงสัยโรคมือ เท้า ปาก ให้พาไปพบแพทย์


สมุนไพรที่ใช้รักษา/บรรเทาลักษณะโรคมือเท้าปาก สมุนไพรที่สามารถประยุกต์ใช้ทุเลาลักษณะของโรคมือเท้าปากนั้นมีดังนี้ ถ้าเกิดมีแผลในปากก็สามารถใช้กลีเซอรีนพญายอหยอดบริเวณแผลได้ เนื่องจากในใบพญายอมีสารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นและก็ไม่เป็นอันตราย ไม่เป็นผลข้างๆ
            สมุนไพรในโรค มือ-เท้า-ปากเป็นฟ้าทลายขโมย (Andrographis paniculata (Burm.F.) Nees.) เป็นการค้นคว้าวิจัยที่ทำในประเทศจีน โดยนักค้นคว้าได้สกัดสารสำคัญของฟ้าทลายมิจฉาชีพและก็ทำให้อยู่ในรูปแบบของยาฉีดเป็นAndrographolide Sulfonate injection
งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยนี้ทำในเด็กที่เป็นโรค มือ-เท้า-ปาก อายุ 1-13 ปี ปริมาณ 230 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกจะได้รับการดูแลรักษาแบบแผนเดิมร่วมกับ สารสกัดฟ้าทะลายโจรในแบบบาฉีด (Andrographolide Sulfonate injection) อีกกรุ๊ปจะได้รับการดูแลรักษาแบบแผนเดิม โดยติดตามผล 7-10 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่า กลุ่มแรกจะเจออาการแทรกแบบร้ายแรงน้อยกว่ากลุ่มที่สองอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกจากนี้ยังทำให้ไข้ต่ำลงได้เร็วขึ้น ทำให้แผลที่ผิวหนังและก็แผลในปากหายมากกว่ากรุ๊ปหวานใจษาแบบแผนเดิม และไม่เจอการเสียชีวิตและผลข้างเคียงที่รุนแรงในกลุ่มทดลองอีกด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.โรคมือเท้าปากในเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Chang L, Lin T, Huang Y, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie-virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998. Pediatr Infect Dis J 1999;18(12): 1092-6.
  • Abzug MJ. Hand-Foot-and-Mouth Disease. Kliegman: Nelson Textbook of Pediatrics, 19th ed.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคมือ-เท้า-ปาก.นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่ 326.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มิถุนายน.2549
  • โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-Food-and-Mouth Disease; HEMD) และโรคจากเชื้อ Enterovirus 71 (EV-71) .หน่วยโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth-disease)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 1121-1123. http://www.disthai.com/
  • Alsop J. Hand-foot-and-mouth disease in Birmingham in 1959. Br Med J 1960;2:1708.
  • Shelley WB, Hashin M, Shelley ED. Acyclovir in the treatment of hand-foot-and-mouth disease.Cutis 1996;57:232-4.
  • โรคมือ เท้า ปาก พ.ศ.2555. หมอชาวบ้าน(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Ho M, Chen E, Hsu K, et al. An epidemic of enterovirus 71 infection in Taiwan. N Engl J Med 1999; 341(13): 929-35.
  • Jennifer CH, Antoinette FH. Hand-food-and-mouth disease. In: Freedberg IM, Eisen AZ, editors. Fitzpatrick’s Dermatology in General Medicine. 5th ed. New York: McGraw-Hill; 1999. p. 2403-7.
  • สมุนไพรที่เคยมีการทำวิจัยในโรคมือเท้าปาก.อภัยภูเบศสาร.ปีที่ 12 .ฉบับที่133.กรกฎาคม.2557
  • Luan YC, Tzou YL, Yhu CH, Kou CT, Shin RS, Ming LK, et al. Comparison of enterovirus 71 and coxsackie virus A16 clinical illnesses during the Taiwan enterovirus epidemic, 1998.Pediatr Infect Dis J 1999;18:1092-6.
  • Robinson CR. Report on an outbreak of febrile illness with pharyngeal lesions and examthem. Toronto, Summer 1957-isolation group A Coxsackie virus. Can Med Assoc J 1958;79:615.
  • Theokiss Z, Joel DK. Enterovirus infection. Pediatrics in Review 1998;19:183-91.
  • พญ.ชนิกานต์ คีรีวิเชียร,พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคมือเท้าปาก (Hand-Food-and-Mouth-Disease).คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.กันยายน 2545.หน้า 1- 9
  • โรคมือเท้าปาก-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก


5

โรคไข้หวัด (Common cold)
หวัด คืออะไร โรคหวัด หรือหวัด ในที่นี้ คือ โรคไข้หวัดปกติ (Common cold) ไม่ใช่ไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza หรือ Flu)   โรคหวัด เป็น โรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสรอบๆทางเท้าหายใจส่วนต้น ดังเช่นว่า จมูก คอ ไซนัส และกล่องเสียง โดยเชื้อที่ส่งผลให้เกิดหวัดมักเป็นเชื้อไวรัสจำพวกไม่ร้ายแรง และสามารถหายได้ข้างใน 1-2 อาทิตย์ หวัดเป็นโรคติดเชื้อยอดฮิตพบบ่อยมากมาย ในผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กในวัยเยาว์ ซึ่งพบได้มากเป็นหวัดได้บ่อยมากถึงปีละ 6-8 ครั้ง เนื่องจากเด็กมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำยิ่งกว่าผู้ใหญ่ ก็เลยมีโอกาสเป็นหวัดได้หลายครั้งกว่าคนแก่มาก รวมทั้งโรคหวัดยังเป็นโรคกำเนิดได้ตลอดปี แต่ว่าพบได้บ่อยในหน้าฝนและหน้าหนาว โรคไข้หวัดถือว่าเป็นโรคที่เป็นแล้วสามารถหายเองได้ โดยไม่จำเป็นจำต้องใช้ยาอะไรพิเศษ ซึ่งยาที่ต้องมีเพียงแค่พาราเซตามอล ที่ใช้สำหรับลดไข้ แก้ปวด เฉพาะเมื่อมีไข้สูงหรือปวดหัว
ข้อบกพร่องในตอนนี้คือ มีการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นอย่างพร่ำเพรื่อ ซึ่งไม่ได้คุณประโยชน์ ด้วยเหตุว่าไม่ได้มีส่วนฆ่าเชื้อโรคเชื้อไวรัสหวัดที่เป็นต้นเหตุยังอาจจะส่งผลให้กำเนิดปัญหาเชื้อดื้อยาง่าย แพ้ยาง่าย แล้วก็ทำให้ร่างกายอ่อนแอตามมาได้  ด้วยเหตุดังกล่าว ควรต้องเรียนรู้แนวทางดูแลไข้หวัดด้วยตัวเองแล้วก็ปลอดภัย
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคหวัด มูลเหตุโดยมากของการเป็นโรคหวัดเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสก่อโรค ร่วมกับสถานการณ์ที่ภูมิต้านทานของร่างกายลดน้อยลง ยกตัวอย่างเช่น เครียด พักน้อยเกินไป ส่วนเชื้อที่เป็นต้นเหตุ : เกิดขึ้นจาก “เชื้อโรคหวัด” ที่มีอยู่มากกว่า 200 ชนิดจากกลุ่มเชื้อไวรัสจำนวน 8 กลุ่มร่วมกัน โดยกลุ่มเชื้อไวรัสที่สำคัญ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มเชื้อไวรัสไรโน (Rhinovirus) ซึ่งมีมากกว่า 100 ชนิด พบได้มากที่สุดราวๆ 30-50% ยิ่งกว่านั้นก็มีกรุ๊ปเชื้อไวรัสโคโรทุ่งนา (Coronavirus) ที่เจอได้โดยประมาณ 10-15%,และกรุ๊ปไวรัสอะดีโน (Adenovirus) ฯลฯ
                ซึ่งการเกิดโรคขึ้นแต่ละครั้งจะมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงประเภทเดียว เมื่อเป็นแล้วร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสหวัดประเภทนั้น สำหรับการป่วยหวัดครั้งใหม่ก็จะมีต้นเหตุจากเชื้อไวรัสหวัดประเภทใหม่ที่ร่างกายยังไม่เคยติดเข้ามา หมุนวนแบบนี้ไปเรื่อยโดยเหตุนี้ มนุษย์เราจึงเป็นไข้หวัดได้บ่อย เด็กตัวเล็กๆที่ยังไม่ค่อยได้ติดเชื้อหวัดมาก่อน ก็อาจจับไข้หวัดซ้ำซากได้ และก็อาจไม่สบายหวัดได้บ่อยครั้งถึงเดือนละ 1-2 ครั้ง หรือทุกสัปดาห์
ลักษณะของโรคหวัด โดยธรรมดามักมีลักษณะอาการไม่รุนแรง มีไข้ไม่สูง ปวดเนื้อปวดตัวเป็นพักๆปวดหนักหัวเล็กน้อย อ่อนแรงเล็กน้อย อาจมีอาการคอแห้ง แสบคอหรือเจ็บคอนิดหน่อยนำมาก่อน ถัดมาจะมีน้ำมูกไหลใสๆคัดจมูก ไอแห้งๆหรือไอมีเสมหะนิดหน่อย ลักษณะใสหรือขาวๆผู้ป่วยส่วนใหญ่ เดินเหิน ทำงานได้ รวมทั้งจะทานอาหารได้ ในเด็กตัวเล็กๆ อาจมีไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนเป็นช่วงๆเวลาไข้ขึ้นอาจซึมบางส่วน เวลาไข้ลง (ตัวเย็น) ก็จะวิ่งเล่นหรือใบหน้าแจ่มใสเหมือนเคย ถัดมาจะมีน้ำมูกใส ไอเล็กน้อย ในผู้ใหญ่ อาจไม่มีไข้ มีเพียงลักษณะการเจ็บคอน้อย น้ำมูกใส ไอน้อย ในเด็กอ่อนอาจมีอาการอาเจียน หรือท้องเสีย ร่วมด้วย อาการไข้มักเป็นอยู่นาน 48-96 ชั่วโมง (2-4 วันเต็มๆ) รวมทั้งดีขึ้นกว่าเดิมได้เอง
                อาการน้ำมูกไหลจะเป็นมากอยู่ 2-3 วัน ส่วนอาการไอ อาจไอนานเป็นสัปดาห์ หรือบางรายอาจไอนานเป็นนานนับเดือน ภายหลังจากอาการอื่นๆหายก็ดีแล้ว
ในรายที่การติดเชื้อแบคทีเรียเข้าแทรก คนป่วยจะจับไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 1 วัน หรือไอมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียวทุกหน
ดังนี้ลักษณะของการมีไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ จะค่อนข้างคล้ายกัน บางทีอาจงงงวยได้ แม้กระนั้นคนเจ็บและผู้ดูแลสามารถดูไม่เหมือนกันได้ตามตารางนี้




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมแพ้




ไข้


ไข้ต่ำๆหรือไม่มี


มักมีไข้สูง อาจสูงถึง 40
องศาเซลเซียส


ไม่มีไข้




ปวดหัว


ไม่ค่อยพบ


พบได้ปกติ


ไม่พบ




ปวดเมื่อย
กล้ามเนื้อ
อ่อนเพลีย


อาจมีอาการเล็กน้อย


พบได้บ่อยและอาการรุนแรง


ไม่พบ (อาจอ่อนเพลียหากพักผ่อนน้อย)




น้ำมูกไหล คัดจมูก


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




จาม


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ


พบได้บ่อย




เจ็บคอ


พบได้บ่อย


อาจพบได้บางครั้ง


อาจพบได้บางครั้ง




ไอ


พบได้บ่อย


พบได้บ่อย และมีความรุนแรงมากกว่า


อาจพบได้บางครั้ง




เจ็บหน้าอก


อาบพบได้แต่อาการไม่รุนแรง


พบได้บ่อย


ไม่ค่อยพบ(ยกเว้นเป็นโรคหอบหืด)




อาการ


ไข้หวัดธรรมดา


ไข้หวัดใหญ่


โรคภูมิแพ้




สาเหตุการเกิด


เกิดจากไวรัส
(Rhinoviruses เป็นสาเหตุหลักประมาณ 30-50%)


เกิดจากไวรัส (influenza virus type A and B)


เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ เช่น ฝุ่น อากาศเย็น/ร้อน ละอองเกสร




การดูและการรักษา


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอากาต่างๆ เช่น ยาแก้คัดจมูก หรือยาลดไข้
-มักดีขึ้นและหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์


-พักผ่อน และดื่มน้ำมากๆ
-ใช้ยาบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอบ (แต่ไม่ควรใช้ยากลุ่ม NSAIDs กรณีสงสัยไข้เลือดออกด้วย)
-หากอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และอาจต้องได้รับยาต้านไวรัสตลอดจนการรักษาให้ถูกต้อง


-หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ เช่นหลีกเลี่ยงฝุ่นอากาศเย็น
-ใช้ยาบรรเทาอาการเช่นยาแก้แพ้ ยาแก้คัดจมูก
-หากรุนแรงควรพบแพทยืเพื่อพิจารณาใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นจมูก




การป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ไม่มีวัคซีนป้องกัน


-หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
-ใส่หน้ากากอนามัย
-ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่


หลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้




รวมทั้งในระหว่างที่ป่วยด้วยไข้หวัด คนเจ็บหรือผู้ดูแล (ในเด็กตัวเล็กๆ) ควรจะติดตามอาการอย่างใกล้ชิด แล้วก็ควรจะรีบไปพบหมอโดยทันทีถ้าหากมีลักษณะอาการดังต่อไปนี้
คนแก่
           ไข้สูงไปกว่า 38.5 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเกิน 5 วันขึ้นไป
           กลับมาจับไข้ซ้ำภายหลังลักษณะของการมีไข้หายแล้ว
           หายใจหอบอ่อนแรง แล้วก็หายใจมีเสียงหวีด
           เจ็บคออย่างรุนแรง ปวดศีรษะ หรือมีลักษณะอาการปวดบริเวณไซนัส
เด็ก
           จับไข้สูงยิ่งกว่า 38 องศาเซลเซียส ในเด็กทารก-12 สัปดาห์
           มีลักษณะอาการไข้สูงต่อเนื่องกันมากยิ่งกว่า 2 วัน
           อาการต่างๆของหวัดร้ายแรงมากขึ้น หรือรักษาแล้วอาการกำเริบ
           มีลักษณะอาการปวดศรีษะ หรือไออย่างหนัก
           หายใจมีเสียงกรีดร้อง
           เด็กมีลักษณะงอแงอย่างหนัก
           ง่วงนอนมากมายแตกต่างจากปกติ
           ความอยากของกินลดน้อยลง ไม่รับประทานของกิน
ปัจจัยเสี่ยงที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดหวัด คนที่มีปัจจัยเสี่ยงดังนี้ มักเป็นไข้หวัดได้ง่ายดายกว่าคนปกติ เช่น

  • อายุ เด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี มีความเสี่ยงป่วยเป็นหวัดสูง โดยเฉพาะเด็กที่จะต้องอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือเนอสเซอรี่
  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง หรือมีภาวการณ์สุขภาพที่ทำให้ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอมีลัษณะทิศทางที่จะมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่ายดายยิ่งกว่าธรรมดา
  • ช่วงเวลา โดยส่วนมากแล้วไม่ว่าจะเด็ก หรือผู้ใหญ่ชอบเป็นไข้หวัดได้ง่ายในฤดูฝน และก็หรือฤดูหนาว
  • สูบบุหรี่ คนที่ดูดบุหรี่มีแนวโน้มจะมีอาการป่วยเป็นไข้หวัดได้ง่าย รวมทั้งถ้าเกิดเป็นก็จะอาการร้ายแรงกว่าปกติอีกด้วย
  • อยู่ในที่ที่ผู้คนคนเยอะแออัดคับแคบ สถานที่ที่มีคนคึกคก ทำให้เสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อไวรัสโรคไข้หวัดได้ง่าย
  • คนที่จำเป็นต้องดูแลคนป่วยโรคไข้หวัด ซึ่งกรุ๊ปบุคคลกลุ่มนี้จะต้องสัมผัสกับสารคัดหลั่งของคนป่วยน้ำลาย น้ำมูก หรือละอองน้ำมูก น้ำลาย จากลมหายใจของคนเจ็บ

    ขั้นตอนการรักษาโรคหวัด โดยทั่วไปแล้วผู้เจ็บป่วย (ผู้ใหญ่) สามารถวินิจฉัยโรคหวัดเองได้ จากอาการที่แสดง แต่หากผู้เจ็บป่วยไปพบหมอ แพทย์จะวินิจฉัยโรคหวัดได้จากอาการที่แสดง ประวัติการระบาดของโรค ฤดู แล้วก็จากการตรวจร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น ลักษณะของการมีไข้ มีน้ำมูก เยื่อจมูกบวมแล้วก็แดง คอแดงเล็กน้อย ส่วนในเด็กบางทีอาจพบต่อมทอนซิลโต แต่ไม่แดงมากมาย และไม่มีหนอง แต่ในคนป่วยที่มีลักษณะรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น ไข้สูง แพทย์อาจมีการตรวจเลือดซีบีซี (CBC) เพื่อแยกว่าเป็นการติดเชื้อเชื้อไวรัสหรือติดเชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งอาจมีการตรวจสืบค้นอื่นๆเสริมเติมตามดุลยพินิจของหมอ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์เลือดดูค่าเกล็ดเลือดเพื่อแยกจากโรคไข้เลือดออก เป็นต้น
             เพราะหวัดมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่ใช้รักษาโดยเฉพาะ ก็แค่ให้การรักษาไปตามอาการเท่านั้น ซึ่งการปรับปรุงอาการที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นหมอจะจ่ายยาที่เป็น ยาสามัญประจำบ้านเพื่อทุเลาอาการก่อน ยกตัวอย่างเช่นพาราเซตามอล (paracetamol) สำหรับลดไข้ คลอเฟนนิรามีน (chlorpheniramine) สำหรับลดน้ำมูก และก็จะเสนอแนะให้พักให้เพียงพอ กินน้ำอุ่นเพื่อละลายเสลด การดื่มน้ำมากๆรวมทั้งการเช็ดตัวจะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้
           โดยปกติยาที่ใช้เมื่อเป็นหวัดจะเป็นยาที่ใช้เพื่อรักษาตามอาการ เนื่องมาจากไม่มีการใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อเชื้อไวรัสก่อโรคโดยตรง และเมื่ออาการดียิ่งขึ้นแล้วก็สามารถหยุดใช้ยาได้ ยาที่นิยมใช้ทั่วๆไปเมื่อเป็นหวัดมีดังนี้

  • ยาลดไข้ โดยทั่วไปยาที่นิยมสำหรับลดไข้หมายถึงparacetamol สำหรับผู้ใหญ่ กินยาขนาด 500 mg ต่อเม็ด จำนวน 1-2 เม็ด สามารถกินซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ใช้ไม่เกิน 8 เม็ดต่อวัน และไม่ควรจะใช้ติดต่อกันตรงเวลา 5 วัน เนื่องจากได้โอกาสเกิดพิษต่อตับ สำหรับเด็กควรมีการปรับขนาดยาตามน้ำหนักตัว ด้วยเหตุดังกล่าวควรจะไต่ถามรายละเอียดอื่นๆจากแพทย์หรือเภสัชกร ยาอีกกลุ่มยอดนิยมในการใช้ลดไข้หมายถึงยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti Inflammatory Drugs:-NSAIDs) ได้แก่แอสไพริน (aspirin), ibuprofen ซึ่งการใช้ยาในกลุ่มข้างหลังนี้ให้ผลสำหรับเพื่อการลดไข้ได้อย่างรวดเร็ว แต่มีสิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวังสำหรับการใช้สำหรับลดไข้ในกรณีของโรคไข้เลือดออก แต่ในเด็กที่แก่น้อยกว่า 18 ปี หน่วยงานอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าไม่ให้ใช้ยาแอสไพริน
  • ยาลดน้ำมูกแก้คัดจมูก


ในกลุ่มของยาลดน้ำมูกนั้น สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กลุ่ม คือยาแก้คัดจมูก ออกฤทธิ์โดยการหดเส้นเลือด ทำให้อาการคัดจมูกต่ำลง แบ่งเป็น

  • สำหรับกิน เป็นต้นว่า phenylephrine, pseudoephedrine (pseudoephedrine รับได้จากสถานพยาบาลเพียงแค่นั้น ไม่มีจำหน่ายตามร้านยา)
  • สำหรับหยดหรือพ่นรูจมูก อย่างเช่น oxymetazoline ซึ่งก่อนใช้จำเป็นต้องสั่งขี้มูกออกก่อน


ยาลดน้ำมูก ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งผลของฮีสตามีน (histamine) ซึ่งส่งผลทำให้การหลั่งน้ำมูกลดลง แต่จะสำเร็จน้อยกับอาการคัดจมูก สามารถแบ่งย่อย เป็น 2 กรุ๊ปเป็น

  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่กระตุ้นให้เกิดอาการง่วงซึม ดังเช่น chlorpheniramine, brompheniramine, hydroxyzine, cyproheptadine เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะลดจำนวนสารคัดเลือกหลั่งในระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก เสลด แต่ว่าจะมีผลให้กำเนิดอาการง่วงซึมได้ เพราะว่ามีฤทธิ์กดระบบประสาท แต่ ยาในกลุ่มนี้สามารถคุมอาการได้ดีมากยิ่งกว่าเมื่อเทียบกับยาในกรุ๊ปที่ไม่ทำให้ง่วงซึม ถ้าคนป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้ควรหลีกเลี่ยงการขับรถและก็การทำงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องจักร และก็บางทีอาจนับว่าเป็นโอกาสที่ดีสำหรับเพื่อการพัก
  • ยาลดน้ำมูกกลุ่มที่ไม่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการง่วงซึม เช่น cetirizine, loratadine, desloratadine, fexofenadine เป็นต้น ซึ่งจุดเด่นของยาในกลุ่มนี้ก็คือ ไม่ทำให้เกิดอาการง่วงซึม หรืออาจมีอาการง่วงซึมได้บ้างเล็กน้อย โดยเหตุนั้นจึงนิยมใช้ยาในกลุ่มนี้ในผู้เจ็บป่วยโรคภูมิแพ้ด้วย
  • ยาที่ช่วยบรรเทาอาการไอ ในกลุ่มของยาบรรเทาอาการไอ ก็สามารถแบ่ง ได้เป็น 2 กรุ๊ปเช่นกัน คือ
  • ยาสำหรับอาการไอมีเสมหะ โดยต้นเหตุของอาการไอจำพวกนี้ เนื่องจากว่ามีเสลดเป็นตัวกระตุ้นนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการไอ เพราะฉะนั้นต้องใช้ยารักษาที่ตัวการซึ่งก็คือ กระบวนการทำให้เสมหะเหลวหรือขับออกได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ยาละลายเสมหะ อย่างเช่น acetylcysteine, carbocysteine, bromhexine, ambroxol ฯลฯ ยาขับเสลด ตัวอย่างเช่น glyceryl guaiacolate (guaifenesin) ฯลฯ ซึ่งการใช้ยาพวกนี้อาจจะก่อให้คนไข้มีลักษณะไอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในตอนแรก เพื่อนำเสมหะออกมาจากทางเดินหายใจ แต่หลังจากนั้นอาการไอจะลดลงเป็นลำดับ
  • ยาสำหรับอาการไอที่ไม่มีเสลด หรือ ไอแห้ง ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนที่ทำให้มีการเกิดการไอ ซึ่งผู้กระทำดระบบประสาทนั้นอาจจะทำให้เพศผู้เจ็บป่วยง่วงซึมได้ หากผู้เจ็บป่วยใช้ยาในกลุ่มนี้ควรต้องเลี่ยงการขับรถและการทำงานที่เกี่ยวโยงกับเครื่องจักร ยาที่ออกฤทธิ์กดการไอได้แก่ dextromethorphan, codeine, brown mixture ฯลฯ


เพราะฉะนั้นจึงต้องหาต้นเหตุของการไอ และปรับแต่งให้ถูกจุด ถ้าคนป่วยใช้ยาแก้ไอไม่ถูกกับที่มาของอาการไอที่เป็นอยู่ อาทิเช่น ใช้ยากดการไอในเรื่องที่การไอเกิดขึ้นจากเสมหะ เว้นแต่เสมหะจะขวางทางเดินหายใจแล้ว ร่างกายก็ยังไม่สามารถที่จะขับเสมหะออกโดยการไอได้อีกด้วย

  • ยาปฏิชีวนะที่นิยมใช้พื้นฐาน (ในเรื่องที่พบว่ามีการติดโรคแบคทีเรียสอดแทรก ดังเช่นว่า มีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 4 ชั่วโมง
  • ยากลุ่มแพนิซิลิน (penicillins) ดังเช่น amoxicillin ซึ่งองค์ประกอบของยาตัวนี้ทนต่อกรดในทางเดินของกิน สามารถกินหลังรับประทานอาหารได้
  • ยากลุ่มแมคโครไลด์ (macrolides) ดังเช่น erythromycin, roxithromycin เนื่องมาจากโครงสร้างของยาในกลุ่มนี้จำนวนมากไม่ทนประมือดในทางเดินอาหาร จำเป็นต้องรับประทานก่อนที่จะกินอาหาร นอกจาก erythromycin estolate และ erythromycin ethylsuccinate ที่มีการดัดแปลงปรับปรุงแก้ไขส่วนประกอบของยาแล้ว ทำให้สามารถรับประทานหลังอาหารได้


แม้กระนั้นการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่บ่อยนัก และไม่ครบตามปริมาณที่กำหนด นอกเหนือจากผู้เจ็บป่วยจะไม่หายจากอาการที่เป็นอยู่ ยังเป็นการส่งเสริมให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา และบางทีอาจไม่มียาปฏิชีวนะสำหรับรักษาอาการของผู้ป่วยในอนาคต
การติดต่อของโรคหวัด โรคหวัดเป็นโรคติดต่อในระบบฟุตบาทหายใจ โดยเชื้อหวัดมีอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสลดของคนป่วย ติดต่อโดยการหายใจสูดเอาฝอยละอองเสลดที่คนไข้ไอหรือจามรด ภายในระยะไม่เกิน 1 เมตร
นอกเหนือจากนั้น เชื้อหวัดยังบางทีอาจติดต่อโดยการสัมผัส กล่าวคือ เชื้อหวัดอาจติดที่มือของคนป่วย สิ่งของ เครื่องใช้ ตัวอย่างเช่น ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าขนหนู ถ้วยน้ำ จาน ถ้วยชาม ของเล่นเด็ก หนังสือ โทรศัพท์ หรือสภาพแวดล้อม ตัวอย่างเช่น ลูกบิดประตู โต๊ะ เก้าอี้ เมื่อคนธรรมดาสัมผัสถูกมือของผู้ป่วย สิ่งของเครื่องใช้หรือสภาพแวดล้อมที่ปนเปื้อนเชื้อหวัด เชื้อหวัดก็จะติดมือของคนคนนั้น แล้วก็เมื่อเผลอใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะจมูก เชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายของคนคนนั้น กระทั่งเปลี่ยนเป็นไข้หวัดได้  ส่วนระยะฟักตัวของโรค (ตั้งแต่คนไข้รับเชื้อเข้าไปตราบจนกระทั่งแสดงอาการ) : ราว 1-3 วัน โดยเฉลี่ย และก็มักมีอาการร้ายแรงที่สุดในตอน 2-3 วันหลังเริ่มมีลักษณะอาการ

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคหวัด ข้อเสนอการปฏิบัติตัวของคนไข้มีดังนี้


  • พักผ่อนมากๆห้ามทุกข์ยากลำบากงานหนักหรือออกกำลังกายมากเกินความจำเป็น
  • สวมเสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด รวมทั้งอย่าอาบน้ำเย็น
  • กินน้ำมากๆเพื่อช่วยลดไข้ แล้วก็ตอบแทนน้ำที่เสียไปเนื่องจากว่าไข้สูง
  • ควรรับประทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆ
  • ใช้ผ้าชุบน้ำ (ควรที่จะใช้น้ำอุ่น หรือน้ำก๊อกปกติ อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง
  • ถ้าเกิดเป็นไข้สูง ให้พาราเซตามอล (ผู้ที่มีอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 18 ปี ควรเลี่ยงการใช้แอสไพริน เพราะว่าบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรย์ซินโดรม ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรงได้) ควรให้ยาลดไข้เป็นบางโอกาสเฉพาะเวลาจับไข้สูง หากเป็นไข้ต่ำๆ หรือไข้พอทนได้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องกิน
  • ถ้ามีลักษณะอาการน้ำมูกไหลมากจนถึงสร้างความหงุดหงิด ให้ยาแก้แพ้ ตัวอย่างเช่น คลอร์เฟนิรามีน ใน 2-3 วันแรก เมื่อดีขึ้นแล้วควรจะหยุดยา หรือในกรณีที่มีลักษณะไม่มากมาย ก็ไม่มีความจำเป็นต้องให้ยานี้
  • ถ้ามีลักษณะอาการไอ จิบน้ำอุ่นมากๆหรือจิบน้ำผึ้งผสมมะนาว (น้ำผึ้ง 4 ส่วน น้ำมะนาว 1 ส่วน) ถ้าเกิดไอมากลักษณะไอแห้งๆไม่มีเสลดควร ให้ยาแก้ไอ
  • ถ้ามีลักษณะอาการหอบ หรือนับการหายใจได้เร็วกว่าปกติ (เด็กอายุ 0-2 เดือนหายใจมากยิ่งกว่า 60 ครั้ง/นาที อายุ 2 เดือนถึง 1 ขวบหายใจมากกว่า 50 ครั้ง/นาที อายุ 1-5 ขวบหายใจมากยิ่งกว่า 40 ครั้ง/นาที) หรือจับไข้นานเกิน 7 วัน ควรส่งโรงพยาบาลอย่างเร็ว อาจเป็นปอดอักเสบหรือสภาวะร้ายแรงอื่นๆได้ บางทีอาจจำเป็นต้องเอกซเรย์ ตรวจเลือด ตรวจเสมหะ ฯลฯ
  • ถ้าเกิดมีลักษณะอาการเจ็บคอมาก ไข้สูงตลอดระยะเวลา ซึม ไม่อยากกินอาหารมาก เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวมากมาย ปวดหู หูอื้อ หรือสงสัยไข้หวัดใหญ่ หรือหวัดนก (มีประวัติสัมผัสสัตว์ปีกที่เจ็บป่วยหรือตายภายใน 7 วัน หรืออยู่ภายในเขตพื้นที่ที่มีการระบาดของหวัดนกด้านใน 14 วัน) หรือมีไข้เกิน 4 วัน หรือมีน้ำมูกข้นเหลืองหรือเขียวเกิน 24 ชั่วโมง ควรจะไปพบแพทย์อย่างเร็ว


การคุ้มครองตัวเองจากโรคไข้หวัด รักษาสุขลักษณะเบื้องต้น เพื่อมีสุขภาพที่เกิดขึ้นกับร่างกายแข็งแรง รับประทานอาหารมีคุณประโยชน์ห้ากลุ่มทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อให้มีสุขภาพทางร่างกายแข็งแรง กินน้ำสะอาดให้ได้วันละอย่างต่ำ 6-8 แก้วเมื่อไม่มีโรคจะต้องจำกัดน้ำ พักผ่อนให้เพียงพอบ่อยๆ ไม่ไปในที่แออัด เป็นต้นว่า ห้างสรรพสินค้า ในช่วงที่มีการระบาดของโรคหวัดรู้จักใช้หน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปในบริเวณที่มีคนดอกไม้เพลิงพล่านหรือไปโรงหมอ  รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยยิ่งไปกว่านั้นในตอนที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงไม่สมควรอาบน้ำหรือสระผมด้วยน้ำที่เย็นเกินความจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่มีอากาศเย็น  อย่าเข้าใกล้หรือนอนรวมกับคนป่วย ถ้าเกิดจำเป็นต้องดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิด ควรจะใส่หน้ากากอนามัยและก็หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่  อย่าใช้สิ่งของเครื่องใช้ (ดังเช่น ผ้าที่เอาไว้เช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้สำหรับเช็ดตัว ถ้วยน้ำ โทรศัพท์ ของเล่นเด็ก ฯลฯ) ร่วมกับคนป่วย และควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสมือคนป่วย
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคหวัด

  • ฟ้าทะลายโจร สารสำคัญสำหรับในการออกฤทธิ์เป็นAndrographolide มีฤทธิ์รักษาอาการไอ เจ็บคอ ปกป้องแล้วก็ทุเลาหวัด จากการศึกษาเล่าเรียนการใช้ฟ้าทะลายขโมยเพื่อรักษาลักษณะของการมีไข้รวมทั้งเจ็บคอเปรียบเทียบกับยาลดไข้พาราเซตามอล พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายขโมยขนาด 6 กรัมต่อวัน จะมีอาการไข้และก็การเจ็บคอต่ำลงในวันที่ 3 ซึ่งดีมากกว่ากลุ่มที่ได้รับฟ้าทะลายโจร 3 กรัม/วัน หรือได้รับพาราเซตามอล  ในการค้นคว้าเทียบการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อคุ้มครองป้องกันหวัด ซึ่งทำในฤดูหนาว โดยให้นักเรียนกินยาเม็ดฟ้าทะลายขโมยแห้ง ขนาด 200 มก./วัน ภายหลัง 3 เดือนของการทดลองพบว่าอุบัติการณ์การเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้ฟ้าทะลายขโมยน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม โดยอัตราการเป็นหวัดในกรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรพอๆกับร้อยละ 20 ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีอัตราการเป็นหวัดเท่ากับร้อยละ 62  อาจสรุปได้ว่าฟ้าทะลายขโมยได้ผลคุ้มครองของยา เท่ากับร้อยละ 33


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายโจรแห้ง 250 มิลลิกรัม รวมทั้ง 500 มก.
o             ทุเลาลักษณะของการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารแล้วก็ก่อนนอน
o             บรรเทาอาการหวัด กินวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก่อนนอน

  • กระเทียม มีฤทธิ์สำหรับการฆ่าเชื้อไวรัส เชื้อรา ลดอาการภูมิแพ้ มีฤทธิ์เหมือนแอสไพริน จึงทำให้ไข้ลด และก็ยังคุ้มครองป้องกันการไม่สบายหวัดได้
  • ใบกระเพรา ใบกระเพราช่วยขับเสมหะ ทำให้จมูกโล่งเตียน ทำลายเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ชา ใบชามีสารโพลีฟีนนอล เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการตำหนิดเชื้อ ทำใหเยื้อบุโพรงจมูกชุ่มชื้น หายใจสะดวก
  • ขิง เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน มีกลิ่นส่วนตัว สามารถช่วยลดอาการหวัด แก้ไอ ทำให้หายใจเตียนโล่งขึ้น ขับเหงื่อ
  • กระเจี๊ยบ อุดมไปด้วยวิตามินซีสูง เจอสารแอนโธไซยานินในกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อไวรัส ลดการต่อว่าเชื้อ
เอกสารอ้างอิง

  • รับมือโรคหวัดอย่างไรให้เหมาะสม.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาสรีรวิทยา.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection/URI)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 389-392.
  • ฟ้าทะลายโจร.(ฉบับประชาชน).หน่วยปริการฐานข้อมูลสมุนไพร.สำนักงานสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill.
  • ผศ.ภก.ธีรวิชญ์ อัชฌาศัย.ไข้หวัดธรรมดา ไข้หวัดใหญ่ หรือแพ้อากาศ เป็นอะไรกันแน่? .บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ไข้หวัด-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ไข้หวัด.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่389.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน.2554
  • Lacy CF, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL. Drug Information Handbook, 20th ed. Hudson, Ohio, Lexi-Comp, Inc.;


6

โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี[/u] (Respiratory Syncytial virus infection)[/size][/b]
โรคอาร์เอสวี คืออะไร โรคอาร์เอสวี หรือโรคไวรัสอาร์เอสวี หรือ โรคติดเชื้อทางเท้าหายใจอาร์เอสวี(Respiratory syncytial virus infection ย่อว่า RSV infection) เป็นโรคติดโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสชื่อ Respiratory syncytial virus ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการต่างๆในระบบฟุตบาทหายใจ ทำให้ร่างกายผลิตสารคัดเลือกหลั่งเยอะมาก อาทิเช่น เสมหะ ฯลฯ เชื้อไวรัสนี้แพร่ไปผ่านการไอหรือจาม โดยผู้เจ็บป่วยมักจะมีอาการเบื้องต้นคล้ายเป็นหวัดหมายถึงปวดหัว จับไข้ ไอ จาม น้ำมูกไหล
                สำหรับในการติดเชื้อเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV, Respiratory Syncytial Virus) จะพบการตำหนิดเชื้อได้ตลอดทั้งปี ซึ่งโรคนี้จัดเป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างในเด็กตัวเล็กๆที่พบได้บ่อยที่สุดโรคหนึ่ง โดยมีการเดาว่าในเด็กอายุสองขวบทุกคนต้องเคยติดโรคชนิดนี้อย่างต่ำ 1 ครั้ง  ในความเป็นจริงแล้วไวรัส RSV เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้ทางเดินหายใจอักเสบในผู้เจ็บป่วยทุกช่วงอายุ แต่มักจะพบได้มากในเด็กตัวเล็กๆ
                ทั้งนี้ เชื้อไวรัสอาร์เอสวี (Respiratory syncytial virus :RSV) พบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ 1955(พุทธศักราช2498) ในลิงชิมแปนซีที่มีอาการป่วยเป็นอาการหวัดทั้งยังฝูง ทำให้มีชื่อเรียกว่า Chimpanzee Coryza Agent (CCA) ก่อนจุพบว่าสามารถติดต่อไปสู่คนได้ โดยสามารถแยกเชื้อได้จากเด็กเล็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 1 ปีที่มีลักษณะปอดอักเสบแล้วก็เมื่อต้นปี พุทธศักราช 2553 แมกกาซีนแลนเซต ประเทศอังกฤษ รายงานผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเชื้อไวรัส RSV ว่า ทำให้เด็กเป็นปอดบวม หรือปอดอักเสบ เสียชีวิตปีละ 2 แสนราย ซึ่งปริมาณร้อยละ 99 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา โดยมีเด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 5 ปีทั้งโลก ติดโรคเชื้อไวรัสดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น 33.8 ล้านคน เชื้อไวรัสอาร์เอสวีเป็นต้นเหตุการเสียชีวิตของเด็กเล็กชั้น 1 เฉพาะในอเมริกาเด็กเสียชีวิตปีละ 2,500 กว่าคน  สำหรับประเทศไทยนั้นมีรายงานว่าเฉพาะปี พ.ศ. 2552 มีเด็กไทยอายุต่ำกว่า 5 ปี ราว 1 ใน 4 ติดไวรัสชนิดนี้ รวมกว่า 1 หมื่นราย
สาเหตุของโรคอาร์เอสวี  โรคอาร์เอสวี มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส Respiratory Syncytial Virus  (RSV) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสในสกุล Pneumovirus แล้วก็อยู่ในวงศ์ Paramyxoviridae โดยเป็นเชื้อไวรัสที่เจอในคน โดยพบได้บ่อยอยู่ในโพรงหลังจมูก แล้วก็จากการศึกษาเล่าเรียนพบว่าเชื้อไวรัสนี้สามารถก่อโรคได้ในสัตว์หลายหมวด ดังเช่นว่า หนู แกะ เป็นต้น  โดยปกติไวรัสอาร์เอสวีแบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย(Subtype)หมายถึงประเภท เอ รวมทั้งประเภทบี โดยประเภทย่อย A, มักมีความรุนแรงสูงขึ้นมากยิ่งกว่าจำพวกย่อย B   เชื้อไวรัสอาร์เอสวี ขณะที่อยู่ภายในคนไข้ที่มีภูมิต้านทานปกติ ไวรัสนี้สามารถแพร่สู่คนอื่นๆได้นานโดยประมาณ 1 สัปดาห์ นับตั้งแต่วันที่คนป่วยเริ่มมีลักษณะ แม้กระนั้นถ้าเกิดอยู่ในมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำจะแพร่กระจายสู่คนอื่นได้นานถึง 4 อาทิตย์
ลักษณะโรคอาร์เอสวี  ไวรัส RSV  ประเภทนี้มีระยะฟักตัวราว 1 – 6 วันหน้าจากได้รับเชื้อ โดยส่วนมากมักไม่ค่อยออกอาการรุนแรงในคนแก่ อาการที่เจอในคนแก่โดยทั่วไปมักละม้ายกับลักษณะของโรคหวัดเป็นปวดหัว เป็นไข้ต่ำ เจ็บคอ ไอแบบไม่มีเสมหะ มีอาการคัดจมูก โดยอาการกลุ่มนี้มักหายได้เองใน 1–2 สัปดาห์  แต่ว่าในคนไข้ที่มีการเสี่ยงจะมีอาการที่รุนแรงคือผู้เจ็บป่วยที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับหัวใจหรือปอด หรือในคนไข้ที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันต่ำมักนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการร้ายแรง นอกนั้นผู้เจ็บป่วยอีกกรุ๊ปที่พบการต่อว่าดเชื้อโรคนี้ได้หลายครั้งและก็มีลักษณะร้ายแรงเป็น เด็กตัวเล็กๆที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอ่อนจะมีอัตราการเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อในทางเดินหายใจด้านล่างและทำให้โรคมีความร้ายแรงสูง
ในคนไข้ที่มีลักษณะร้ายแรงอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเริ่มเช่นเดียวกับอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจส่วนบนเป็น มีลักษณะอาการคล้ายหวัดปกติ แม้กระนั้นหลังจากนั้น 1–2 วันอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการแสดงของการติดเชื้อในทางเดินหายใจข้างล่างตัวอย่างเช่น เป็นไข้ ไอรุนแรง หายใจติดขัดโดยอาจมีอาการหายใจเร็ว หรือมีเสียงวี๊ดขณะหายใจ
ในเด็กเล็กซึ่งยังติดต่อไม่ได้จะต้องอาจจะจำต้องอาศัยการสังเกตอาการ โดยในขั้นแรกจะมีลักษณะอาการคัดจมูกน้ำมูกไหล ซึมลง แล้วก็รับประทานอาหารได้น้อย ต่อไป 1–3 วัน จะมีลักษณะไอ เป็นไข้ หายใจลำบาก หายใจตื้น สั้นๆเร็วๆรวมทั้งอาจจะมีเสียงตอนหายใจด้วย ในรายที่อาการรุนแรงมากอาจมีอาการตัวเขียวหรือภาวะ cyanosis กำเนิดเนื่องมาจากการขาดออกสิเจนทำให้สีผิวออกม่วงๆโดยชอบเริ่มเห็นจากริมฝีปากหรือที่เล็บ ยิ่งไปกว่านี้แล้วการตำหนิดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีบางครั้งอาจจะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคอื่นๆที่พบบ่อยคือ หูชั้นกลางอักเสบ (otitis media) หรือในภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวเนื่องกับการติดเชื้อในทางเดินหายใจข้างล่างอื่นๆเป็นต้นว่า หลอดลมอักเสบหรือปวดบวมได้

กลุ่มบุคคลที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอาร์เอสวี

  • คนที่มีภูเขามิคุ้นกันของร่างกายต่ำมากมาย
  • เด็กคลอดก่อนกำหนดโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายที่อายุท้องต่ำลงมากยิ่งกว่า 35 อาทิตย์
  • ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง
  • ผู้ที่มีโรคหัวใจ โดยยิ่งไปกว่านั้นประเภทที่มีความผิดธรรมดาในการไหลเวียนของโลหิต ที่เรียกว่า Cyanotic heart disease
  • ผู้สูงวัยที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • เด็กที่น้ำหนักตัวน้อยกว่า 5 โล


วิธีการรักษาโรคอาร์เอสวี โดยทั่วไป แพทย์วินิจฉัยคนป่วยโรคอาร์เอสวีจากลักษณะทางสถานพยาบาล ตัวอย่างเช่น ใช้เครื่องช่วยฟัง (Stethoscope) เพื่อฟังเสียงหวีดในระบบทางเท้าหายใจ เสียงหลักการทำงานของปอด หรือเสียงไม่ปกติจากส่วนอื่นๆภายในร่างกาย และก็อาศัยวิธีซักความเป็นมาผู้เจ็บป่วยโดยวินิจฉัยจาก อายุคนเจ็บ เรื่องราวอาการโรค การระบาดในแหล่งที่พักอาศัย การระบาดในโรงเรียน เป็นต้น แต่ว่าบางครั้งบางคราวถ้าเกิดคนป่วยมีอาการร้ายแรง หมอบางทีอาจจำเป็นต้องวิเคราะห์แยกโรคที่มีสาเหตุเนื่องมาจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่น หรือจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์จึงจะมีการตรวจค้นหาเพิ่ม เช่น

  • วัดความอิ่มตัวของออกสิเจนในเลือด (Pulse Oximetry) เพื่อตรวจสอบระดับออกซิเจน
  • ตรวจจำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาว ตรวจค้นไวรัส แบคทีเรีย หรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ
  • เอกซ์เรย์อก เพื่อตรวจหาโรคปอดอักเสบ
  • ตรวจค้นเชื้อไวรัสจากสารคัดหลั่งในจมูก


ในปัจจุบันบางโรงพยาบาลอาจจะมีการตรวจรับรองหาเชื้อด้วยวิธี RSV Rapid Ag-detection test ซึ่งได้ผลการทดสอบภายในไม่กี่ชั่วโมง   เนื่องจากว่าโรค อาร์เอสวี เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นจากไวรัสจึงทำให้ไม่มียารักษาอาการโดยยิ่งไปกว่านั้น ฉะนั้นการรักษาก็เลยเป็นการรักษาตามอาการ อย่างเช่น การให้ยาลดไข้ ยาขยายหลอดลม เป็นต้น ส่วนในรายที่เริ่มมีอาการรุนแรง ตัวอย่างเช่น อ่อนแรง หอบ มีค่าออกสิเจนในเลือดลดน้อยลง อาจมีการให้ยาพ่นขยายหลอดลม ร่วมกับการให้ออกซิเจน ในรายที่มีลักษณะอาการรุนแรงมาก บางทีอาจจะควรจะมีการใส่ท่อช่วยหายใจหรือใช้เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจ นอกเหนือจากนั้นบางครั้งก็อาจจะจะต้องมีการให้สารน้ำชดเชยเพื่อคุ้มครองปกป้องภาวะขาดน้ำโดยยิ่งไปกว่านั้นในเด็ก ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากการต่อว่าดเชื้ออื่นๆมักจะได้รับยาฆ่าเชื้ออื่นๆที่เหมาะสมตามอาการ
การติดต่อของโรคอาร์เอสวี การต่อว่าดเชื้อไวรัสอาร์เอสวีมีเหตุที่เกิดจากการติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งจากฟุตบาทหายใจดังเช่นว่า น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ เป็นต้น แล้วก็เชื้อไวรัสประเภทนี้สามารถทนอยู่นอกร่างกายได้หลายชั่วโมง เพราะฉะนั้นนอกจากการได้รับเชื้อผ่านการไอจามใส่กันแล้ว ยังสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำเข้าสู่ร่างกายผ่านทางจมูก ปากรวมทั้งเยื่อบุดวงตาได้ ตอนหลังการได้รับเชื้อคนไข้สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ข้างหลังติดเชื้อโรค 2–3 วันไปจนกระทั่ง 2–3 สัปดาห์ ด้วยเหตุนี้ในคนป่วยที่เริ่มมีลักษณะอาการแสดงควรลดการแพร่ระบาดเชื้อไปยังคนอื่นๆโดยการใส่ผ้าปิดปาก ส่วนผู้ที่จำต้องคลุกคลี่กับคนเจ็บก็จำเป็นต้องหมั่นล้างมือเป็นประจำรวมถึงสวมหน้ากากอนามัยทุกหนเช่นกัน

การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรค อาร์เอสวี

  • พักให้เต็มกำลัง หยุดงาน หยุดสถานที่เรียน จนกระทั่งไข้จะลงปกติแล้ว 48 ชั่วโมง
  • ล้างมือเสมอๆและทุกครั้งก่อนที่จะกินอาหารรวมทั้งหลังเข้าส้วมภ
  • แยกเครื่องใช้สอยต่างๆจากคนในบ้าน
  • ไม่ไปในที่แออัดคับแคบ/ที่ชุมชน
  • รู้จักใช้หน้ากากอนามัย
  • กินอาหารเป็นประโยชน์ครบอีกทั้ง 5 หมู่
  • กรณีที่พบแพทย์แล้ว ให้กินยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบ
  • กินน้ำมากมายๆเพราะน้ำจะช่วยทำให้สารคัดหลัง ได้แก่ เสลด หรือน้ำมูก ไม่เหนียวจนถึงเกินไป และไม่ไปกีดกันลักษณะการทำงานของระบบทางเท้าหายใจ
  • นั่งหรือนอนในตำแหน่งที่หายใจได้สะดวก ได้แก่ นั่งตัวตรง ไม่ห่อตัว ใช้หมอนที่ไม่นุ่มหรือแข็งเกินไป
  • ใช้ยาหยอดจมูก เพื่อช่วยลดอาการบวมของจมูก บางทีอาจล้างจมูกด้วยน้ำเกลือรวมทั้งดูดน้ำมูกเพื่อทำให้ทางเดินหายใจเตียนขึ้น
  • ถ้าหากอาการต่างๆชั่วช้าสารเลวลง ให้รีบไปโรงหมอ ได้แก่ ไข้สูงมากขึ้น ไอเยอะขึ้น มีเสมหะมากยิ่งขึ้น เสลดกลายเป็นสีอื่น ได้แก่ เขียว น้ำตาล เทา


การคุ้มครองตัวเองจากโรคอาร์เอสวี เนื่องมาจากในประเทศไทยยังไม่มีวัคซีนปกป้องเชื้อไวรัส RSV ก็เลยทำให้มีการเสี่ยงที่จะติดเชื้อเชื้อไวรัสในตอนที่แพร่ระบาดได้มาก ก็เลยต้องมีการปกป้องคุ้มครองตนเองดังต่อไปนี้

  • ล้างมือให้สะอาด ล้างมือเสมอๆเช่น ก่อนมื้อของกิน หลังเข้าสุขา เป็นต้น
  • ชำระล้างบ้านอยู่เป็นประจำ เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดาษชำระที่ใช้แล้ว ควรจะทิ้งลงถังที่มีไว้สำหรับเป็นถังขยะที่ปิดมิดชิด
  • ไม่ควรใช้ถ้วยน้ำร่วมกับคนอื่นๆ ควรที่จะใช้แก้วน้ำของตนเอง และหลีกเลี่ยงการใช้แก้วน้ำที่ผู้ป่วยใช้แล้ว
  • ไม่สมควรอยู่สนิทสนมกับคนเจ็บที่เป็นหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียน หรือในที่ชุมชนที่มีคนหนาแน่น ในช่วงระบาดของโรค
  • เมื่อจำเป็นต้องอยู่ในอากาศที่หนาวเย็น ควรจะทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เป็นประจำ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคอาร์เอสวี เนื่องจากว่าโรคอาร์เอสวี เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสแล้วก็สามารถติดต่อได้ทางสารคัดหลั่งของร่างกายโดยการ ไอ จาม รดกัน ซึ่งจะมีการฟุ้งกระจายของละอองน้ำมูก น้ำลายของคนไข้ซึ่งหากผู้ที่อยู่สนิทสนม สูดเอาละอองนั้นไปก็จะมีการต่อเนื่องกันรวมถึงการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆที่แปดเปื้อนในข้าวของต่างๆของผู้ป่วยด้วย ซึ่งเป็นโรคที่มีสาเหตุ,อาการ รวมทั้งการติดต่อคล้ายกับโรคไข้หวัดมากมาย นอกจากนั้นยังเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจเช่นเดียวกันอีกด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวสมุนไพรที่จะช่วยคุ้มครองป้องกัน/รักษาโรคอาร์เอสวีนั้น ก็เลยเป็นสมุนไพรลักษณะเดียวกันกับโรคไข้หวัด (อ่านหัวข้อสมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคหวัดในเรื่องโรคหวัด)
เอกสารอ้างอิง

  • อาจารย์ ดร.ภก.ปิยทิพย์ ขันตยาภรณ์.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ไวรัสร้ายของลูกน้อย.โรคอาร์เอสวี (RSV).ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดร.นพ.นพพร อภิวัฒนากุล.ไวรัส RSV เชื้ออันตรายที่คล้ายไข้หวัด. Rama Channal. ภาควิชากุมรเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • Dawson-Caswell,M., and Muncle, JR, H. Am Fam Physician.2011;83(2):141-146
  • Mayo Foundation for Medical Education and Research. Respiratory syncytial virus (RSV). [Accessed on July 2016]
  • ไวรัสRSV-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.
  • Krilov L.R. Respiratory Syncytial Virus Infection. [Accessed on July 2016]
  • Falsey,A. et al. NEJM.2005;352(17): 1749-1762



Tags : โรคอาร์เอสวี/โรคติดเชื้อทางเดินหายใจอาร์เอสวี,

7

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส เป็นยังไง อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และยังแพร่ไปได้อย่างเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบมากในเด็ก โดยปกติจะเจออัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มวัย 5-9 ปีรองลงมาเป็น 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี แล้วก็ 25-34 ปี ตามลำดับ ส่วนในผู้ที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจพบได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พ.ศ. 2552  มีคนเจ็บเป็นโรคอีสุกอีใสปริมาณ 89,246 รายทั่วทั้งประเทศและก็เสียชีวิต 4 ราย รวมทั้งในรอบ 5 ปีที่ล่วงเลยไปมีรายงานผู้เสียชีวิตปีละ 1-3 ราย เมื่อพินิจตามกลุ่มอายุพบว่ากลุ่มวัย 5-9 ปี มีอัตราเจ็บป่วยสูงสุดพอๆกับ 578.95 ต่อประชากร 100,000 คน รองลงมาคือกลุ่มอายุต่ำกว่า 5 ปี, 10-14 ปีและกลุ่มวัยมากกว่า 15 ปี โดยมีอัตราเจ็บป่วยพอๆกับ 487.13, 338.45 แล้วก็ 58.81 เป็นลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนไปพบว่าปริมาณผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสมีทิศทางสูงขึ้น แล้วก็ในปี พ.ศ. 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนสามัญชน 79.82 ต่อแสนมวลชน แล้วก็ 66.57 ต่อแสนราษฎร เป็นลำดับ
ที่มาของโรคอีสุกอีใส มีเหตุที่เกิดจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นไวรัสที่มีชื่อว่า เชื้อไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ทำให้มีการเกิดงูสวัด ที่แพร่ระบาดได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของคนไข้ที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางเรือลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปนเปในอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะมีผลให้กำเนิดโรคอีสุกอีใสในผู้ที่พึ่งติดเชื้อเป็นครั้งแรกแล้วก็โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิต้านทานตลอดชาติ รวมทั้งผู้เจ็บป่วยส่วนใหญ่จะไม่เป็นซ้ำอีก แต่เชื้ออาจซ่อนตัวอยู่ในปมประสาท รวมทั้งมีโอกาสเป็นงูสวัดได้ในคราวหลัง
อาการของโรคอีสุกอีใส เด็กจะเป็นไข้ต่ำๆเมื่อยล้าแล้วก็เบื่ออาหารบางส่วน ในคนแก่มักเป็นไข้สูง แล้วก็เมื่อยตามตัวเหมือนไข้หวัดใหญ่เอามาก่อน คนไข้จะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมๆกันกับวันที่เริ่มมีไข้ หรือ ๑ วันหน้าจากจับไข้ เริ่มต้นจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ข้างใน รวมทั้งมีลักษณะอาการคัน ถัดมาจะเปลี่ยนเป็นหนอง หลังจากนั้น ๒-๔ วัน ก็จะตกสะเก็ด ผื่นรวมทั้งตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลามไปตามหน้า ลำตัว และแผ่นหลัง จะทยอยขึ้นเต็มที่ ด้านใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อยยุ่ย ลิ้นยุ่ย เจ็บคอ บางรายอาจไม่มีไข้ มีเพียงแต่ผื่นแล้วก็ตุ่มขึ้น ทำให้รู้ผิดว่าเป็นเริมได้ ด้วยเหตุว่าผื่นตุ่มของโรคนี้จะเบาๆออกครั้งละระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมกันทั่วร่างกาย โดยเหตุนั้นจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง รวมทั้งบางที่เริ่มเป็นสะเก็ด ด้วยรูปแบบนี้ ชาวบ้านก็เลยเรียกว่า อีสุกอีใส (มีตุ่มสุกตุ่มใส) แม้กระนั้นผู้เจ็บป่วยบางรายอาจนานกว่านั้นเป็น 2-3 อาทิตย์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากที่จะมีการติดโรคแบคทีเรียแทรก จนกระทั่งเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองและเปลี่ยนเป็นแผล)
                เนื่องจากโรคอีสุกอีใสยังอาจจะเป็นผลให้เกิดภาวะเข้าแทรกขึ้นได้อีกดังเช่นว่า การตำหนิดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดโรคแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ และก็ภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
คนไข้ที่มีการเสี่ยงที่จะมีอาการรุนแรง เช่น หญิงตั้งท้อง ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ ดังเช่นว่า คนเจ็บเอดส์ คนป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้เจ็บป่วยเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ผู้เปลี่ยนถ่ายอวัยวะ และผู้รับประทานยากด ภูมิต้านทานต่างๆ
หญิงมีท้องที่เป็นโรคนี้ในตอน 20 อาทิตย์แรกของการท้องบางทีอาจท่าให้เด็กในครรภ์พิการแต่ เกิดได้แต่ว่าพบไม่บ่อย(น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 2) ถ้าเป็นช่วงที่ท้องแม่อาจมีอาการร้ายแรง รวมทั้งมีภาวะแทรกซ้อน อาทิเช่น ปอดอักเสบ ร่วมด้วย แล้วก็ถ้าแม่เป็นโรคในช่วงใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนถึง 2 วันหลังคลอด) ทารกแรกเกิดบางทีอาจรับเชื้ออีสุกอีใสรวมทั้งมีอาการร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
เมื่อคนไข้หายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปแอบอยู่ที่ปมประสาท รวมทั้งท่าให้เกิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง
กรรมวิธีรักษาโรคอีสุกอีใส แพทย์จะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูลักษณะของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไปรวมทั้งอาการที่เกิดขึ้นกับผู้เจ็บป่วย ดังเช่น เป็นไข้ขึ้น เบื่ออาหาร ปวดหัว แม้กระนั้นในบางกรณีที่บอกไม่ได้กระจ่างแจ้งว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่รวมทั้งในผู้เจ็บป่วยที่เกิดผลกระทบแทรกซ้อน หรือในกรณีจำเป็นต้องวินิจฉัยให้ชัดแจ้ง หมอจะกระทำทดลองน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิต้านทานต่อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจค้นเชื้อจากตุ่มน้ำ เพราะโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสการรักษาจึงเป็นการรักษาแบบทะนุถนอมตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาด้วยการใช้ยาต้านทานเชื้อไวรัสบางทีอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง ถ้าหากคนไข้ได้รับ ภายใน 1 วันหลังผื่นขึ้น คนไข้ไม่จ่าเป็นจำเป็นต้องได้รับยาต้านทานไวรัสทุกราย แพทย์จะพินิจพิเคราะห์ให้ในรายที่มีความเสี่ยง จะเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงแค่นั้น อาทิเช่น

  • ถ้าเกิดพบว่าตุ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียสอดแทรก (แปลงเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) หมอจะให้ยายาปฏิชีวนะเสริมเติม ถ้าเป็นเพียงแต่ไม่กี่จุดก็อาจให้ชนิดทา แม้กระนั้นถ้าเป็นมากก็จะให้ประเภทกิน
  • ถ้ามีอาการสอดแทรกร้ายแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก ดังเช่น ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดหัวมาก คลื่นไส้มากมาย ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้ตัว) ตับอักเสบ (โรคตับเหลือง) หรือมีสภาวะเลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงหมอ
  • ในรายที่มีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันบกพร่อง (เป็นต้นว่า เป็นโรคโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เอดส์ กินยาสตีรอยด์อยู่นานๆเป็นต้น) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับผู้ที่เป็นหืด) หรือกินยาแอสไพรินอยู่ เว้นเสียแต่ให้การรักษาตามอาการแล้ว แพทย์อาจให้ยาต้านทานเชื้อไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซโคลเวียร์ (acyclovir) เพื่อฆ่าเชื้อโรคอีสุกอีใส คุ้มครองมิให้โรคลุกลามร้ายแรง และช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น ควรจะให้ยานี้รักษาภายใน 1 วัน ข้างหลังออกอาการจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าให้ระยะหลังๆของโรค


ปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคอีสุกอีใส เนื่องจากโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของคนไข้ รวมถึงติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งของคนไข้ อีกทั้งการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ฉะนั้นปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคอีสุกอีใส คือ การคลุกคลีกับคนไข้ การสัมผัสคนไข้หรือสิ่งของเครื่องใช้ของผู้เจ็บป่วยโดยมิได้มีการป้องกันตนเองที่ดี รวมถึงการมิได้รับวัคซีนปกป้องโรคอีสุกอีใสจนกระทั่งครบ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีการเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งโรคอีสุกอีใสได้เช่นเดียวกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างเร็วมากมาย โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวราวๆ 10 - 224 ชั่วโมง และคนไข้จะเริ่มแพร่เชื้อได้ในตอนราว 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนถึงเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว โดยเหตุนี้ระยะแพร่เชื้อในโรคอีสุกอีใสก็เลยนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือเป็นเวลายาวนานกว่านี้ในคนแก่ จึงเป็นสาเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของผู้ที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายแล้วก็เสลดของผู้ที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับเพื่อการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกของใช้ เป็นต้นว่า แก้วน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าที่มีไว้เพื่อเช็ดตัว ผ้าห่ม ที่พักผ่อน ที่เปรอะ ถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากทางเท้าหายใจของคนเจ็บเข้าไป
เพราะฉะนั้นอีสุกอีใสจึงเป็นโรคที่ระบาดแพร่ขยายได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานศึกษา สถานที่รับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่อยู่ที่อาศัยทั่วๆไป สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่ว่าจะมีอุบัติการณ์เกิดสูงสุดในช่วงเดือนมกราคมถึงม.ย.

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคอีสุกอีใส

  • หากจับไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆกินน้ำมากๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากๆและก็ให้ยาพาราเซตามอลทุเลาไข้ ไม่สมควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เนื่องจากยานี้ อาจจะส่งผลให้เสี่ยงต่อโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีภาวะสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายร้ายแรงประเภทหนึ่ง
  • ถ้าเกิดมีอาการคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) ถ้าหากคันมากมายให้รับประทานยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนทุเลา คนป่วยควรจะตัดเล็บให้สั้น รวมทั้งอุตสาหะอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจส่งผลให้มีการติดเชื้อโรคกลายเป็นตุ่มหนองรวมทั้งเป็นแผลเป็นไปได้
  • ถ้าปากเปื่อย ลิ้นเปื่อยยุ่ย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว เพียรพยายามรับประทานอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนอาหารแข็ง
  • สำหรับอาหาร ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้รับประทานอาหารได้ตามเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบำรุงด้วยของกินพวกโปรตีน (อย่างเช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้เยอะขึ้น เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ควรจะหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อปกป้องไม่ให้กระจายเชื้อให้คนอื่น ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้ผู้อื่นเป็นตั้งแต่ระยะ 24 ชั่วโมง ก่อนมีตุ่มขึ้นจนตราบเท่า 6 วัน ข้างหลังตุ่มขึ้น
  • ควรจะเฝ้าดูอาการเปลี่ยนต่างๆโดยทั่วไปอาการ จะค่อยทุเลาได้เองด้านใน 1-3 สัปดาห์ แม้กระนั้นถ้าเกิดพบว่ามีลักษณะอาการหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระตุก โรคตับเหลือง (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดหัวมากมาย อาเจียนมาก เจ็บหน้าอก หรือตุ่มกลายเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรไปพบ หมอโดยด่วน
  • ผู้ป่วยควรพักและก็กินน้ำมากมายๆอย่างต่ำวันละ 8 แก้ว
  • ผู้ป่วยควรจะแยกตัวออกไปอยู่ต่างหากจนถึงพ้นระยะติดต่อ และก็แยกสิ่งของส่วนตัวต่างๆอย่างเช่น เสื้อผ้า ถ้วยน้ำ ช้อน จาน ชาม อื่นๆอีกมากมาย เพื่อเลี่ยงการแพร่ขยายของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำมาจากสมุนไพร (อาทิเช่น ยาเขียวหอม ที่ใส่อยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ.๒๕๕๖) ไม่ถือเป็นสิ่งที่ห้ามหรือก่อให้เกิดผลเสียต่อการดูแลและรักษาโรคนี้ คนป่วยสามารถใช้ร่วมกับการดูแลรักษาปกติได้ แถมยาเขียวยังช่วยให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขอนามัยฐานราก (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงรวมทั้งช่วยลดจังหวะสำหรับการเป็นผลข้างๆแทรกซ้อนจากการต่อว่าดเชื้อโรค
การปกป้องตัวเองจากโรคอีสุกอีใส

  • เพราะว่าโรคสุกปลั่งสามารถแพร่ไปได้ง่ายโดยทางการหายใจ จำเป็นที่จะต้องแยกคนป่วยออกจากเด็กตัวเล็กๆ หญิงมีครรภ์ รวมทั้งคนที่ไม่เคยติดโรคมาก่อน
  • ควรให้คนป่วยหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้านเพื่อคุ้มครองไม่ให้กระจายเชื้อให้คนอื่นๆ
  • ไม่สัมผัสหรือใกล้ชิดกับคนเจ็บโรคอีสุกอีใส แม้จำเป็นต้องมีการป้องกันตนเองอย่างยอดเยี่ยม ได้แก่ สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัยและก็ควรจะรีบล้างมือหลังจากสัมผัสกับผู้เจ็บป่วย เป็นต้น
  • เดี๋ยวนี้มีวัคซีนฉีดคุ้มครองปกป้องโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาออกจะแพง (ราวๆเข็มละ 800-1200 บาท) ควรจะฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียงแค่ 1 เข็ม จะป้องกันโรคได้ตลอดไป ถ้าฉีดตอนโต ถ้าหากอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงแต่เข็มเดียว แม้กระนั้นถ้าอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรจะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 สัปดาห์ ข้างหลังฉีดยา ควรหลบหลีกการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 อาทิตย์ ทั้งนี้เพื่อลดช่องทางเสี่ยงต่อการเป็นโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนประเภทนี้ห้ามฉีดในหญิงท้อง คนที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) แม้ไม่แน่ใจว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรจะขอความเห็นหมอ ตรวจสอบว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้หรือยัง ถ้าหากยัง แพทย์อาจแนะนำให้วัคซีนคุ้มครองปกป้องเพื่อไม่ให้ก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในท้องขณะมีท้อง แล้วก็หลังฉีดยาชนิดนี้ ควรจะคุมกำเนิดนาน 3 เดือน จึงจะสามารถตั้งครรภ์ได้อย่างปลอดภัย
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป แล้วก็ฉีดกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 4-6 ปีหรือบางทีอาจฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งภูมิต้านทานจะขึ้นดีกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการเรียนรู้ในเด็กอายุ 1-12 ปี ข้างหลังได้รับวัคซีนครั้งแรก จะมีภูมิต้านทานในระดับที่คุ้มครองปกป้องโรคได้ปริมาณร้อยละ 85รวมทั้งเพิ่มขึ้นเป็นปริมาณร้อยละ 99.6 หลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับผู้ที่สัมผัสสนิทสนมกับผู้ป่วยโรคนี้ การฉีดวัคซีนอาจไม่ทันกาล หากจำเป็นต้องหมออาจชี้แนะให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิต้านทานเข้าไปโดยตรง มักจะฉีดให้กับผู้ที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหญิงตั้งท้อง ผู้ที่มีภาวการณ์ภูมิต้านทานบกพร่อง คนป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว และก็เด็กทารกที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสช่วง 5 วันก่อนคลอดถึง 2 คราวหลังคลอด
  • วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในตอนนี้ทำมาจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วเอามาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมีจำหน่าย 3 จำพวกเป็นVarilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำยิ่งกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำยิ่งกว่า 1,000 PFU, แล้วก็ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 1,400 PFU ทั้งยังปัจจุบันยังมีการผลิตวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม เป็นต้นว่า วัคซีนรวมฝึก-โรคเหือด-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สะดวก และไม่จำเป็นต้องเจ็บตัวเพิ่มมากขึ้น
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/ทุเลา ลักษณะโรคอีสุกอีใส

  • เสลดพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งเป็น พญายอ ซึ่งเสมหะพังพอนตัวเมียต่างจากเพศผู้เป็นตัวเมียไม่มีหนาม ใบเพศผู้มีสีเข้มกว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกเพศผู้มีสีส้นสด แนวทางการให้เด็ดใบเสมหะพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาตำหรือปั่นให้รอบคอบผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มเปล่งปลั่งเสมอๆจะช่วยทุเลาอาการคัน รวมทั้งทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยทำให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณพูดว่า คุณประโยชน์ของผักชีเป็นเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการศึกษาพบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) รวมทั้ง นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบแล้วก็เม็ดสะเดามีประสิทธิภาพสำหรับการออกฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา แบคทีเรียแล้วก็เชื้อไวรัสสูง ด้วยเหตุนั้น จึงสามารถทุเลาลักษณะของโรคที่เกิดจาก เชื้อไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เกินความจำเป็น 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดราวๆ 20 นาที แล้วชูลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพอเพียงอาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง รุ่งเช้า ช่วงเวลากลางวัน เย็น ข้างหลังอาบน้ำอาการจะค่อยๆดีขึ้น
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดราวขยุ้มมือต้มกับน้ำท่วมยากระทั่งเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ครั้งละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยๆต่อเนื่องกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะทุเลาลง
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.


8

โรคไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)
โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นอย่างไร  ไส้ติ่ง (Vermiform appendix) เป็นส่วนเสริมของไส้ที่ยื่นออกมาจากกระพุ้งไส้ใหญ่ (Cecum) ไส้ติ่งมีรูปร่างราวกับถุงยาวๆขนาดเท่านิ้วก้อย ยื่นออกมาจากลำไส้ใหญ่ อยู่ตรงบริเวณท้องน้อยข้างขวา โดยมีลักษณะเป็นถุงแคบและยาว มีขนาดกว้างเพียงแค่ 5-8 มม. และมีความยาวหรือก้นถุงลึกโดยเฉลี่ย 8-10 เซนติเมตร (ในผู้ใหญ่) ข้างในมีรูติดต่อกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้น ฝาผนังด้านในของไส้ติ่งมีเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลืองกระจัดกระจายอยู่ ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อเกิดการอักเสบได้ง่าย โดยเนื้อเยื่อนี้จะมีการเพิ่มปริมาณมากช่วงวัยรุ่น ก็เลยพบไส้ติ่งอักเสบเกิดได้บ่อยในวัย รุ่น ไส้ติ่งนับว่าเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของลำไส้ใหญ่ที่ฝ่อตัวลงและไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่สำหรับในการย่อยและดูดซึมของกิน เพราะว่าเป็นท่อขนาดเล็กปลายตัน เมื่อมีการอักเสบจึงทำให้เนื้อฝาผนังไส้ติ่งเน่าตายและเป็นรูทะลุในเวลาอันรวดเร็วทันใจได้
ไส้ติ่งอักเสบคือ อาการบวมแล้วก็ติดเชื้อโรคของไส้ติ่งนับเป็นอาการที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันรวมทั้งอันตราย ซึ่งจะต้องได้รับการผ่าตัดอย่างเร่ง ด่วน เพราะว่าหากทิ้งไว้นาน ไส้ติ่งที่อักเสบมักแตกกระจายเชื้อโรคสู่ช่องท้อง รวมทั้งบางทีอาจเป็นสา เหตุร้ายแรงจนติดเชื้อในกระแสโลหิตจนกระทั่งขั้นเสียชีวิตได้
โดยการเสียชีวิตโดยมากของโรคไส้ติ่งอักเสบมีเหตุมาจากสภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบและก็ภาวการณ์ช็อค โรคไส้ติ่งอักเสบได้รับการอธิบายเป็นครั้งแรกโดย Reginald Fitz ในปี พ.ศ. 2429 เดี๋ยวนี้ได้รับการยินยอมรับว่าเป็นเยี่ยมในที่มาของลักษณะของการปวดท้องรุนแรงกระทันหันที่พบได้ทั่วไปที่สุดทั่วทั้งโลกและก็ โรคไส้ติ่งอักเสบยังพบเป็นสาเหตุลำดับหนึ่งของโรคเจ็บท้อง ที่จำเป็นต้องรักษาด้วยการใช้วิธีผ่าตัดเร่งด่วน บ่อยมากที่พบว่าผู้เจ็บป่วยปลดปล่อยให้มีอาการเจ็บท้องนานนับเป็นเวลาหลายวันแล้วค่อยมาโรงหมอ  ซึ่งมักจะพบว่าเป็นถึงขั้นไส้ติ่งแตกแล้ว ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่พบได้ทั่วไป เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กอายุ 2 ขวบไปจนถึงคนวัยแก่ และก็ยังรวมทั้งหญิงมีครรภ์ แต่จะพบได้มากในช่วงอายุ 10-30 ปี (เจอได้น้อยในคนวัยชรา เนื่องด้วยไส้ติ่งตีบแฟบมีเยื่อหลงเหลือน้อย แล้วก็ในเด็กอายุต่ำลงยิ่งกว่า 3 ปี เหตุเพราะโคนไส้ติ่งยังค่อนข้างจะกว้าง) ในผู้หญิงรวมทั้งผู้ชายได้โอกาสเป็นโรคนี้ได้เท่าๆกัน และมีการคาดประมาณว่าในตลอดชีวิตของคนเราจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ประมาณ 7% ในปีๆหนึ่งจะมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้โดยประมาณ 1 ใน 1,000 คน
สาเหตุของโรคไส้ติ่งอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ เกิดจากมีภาวการณ์อุดกันของรูไส้ติ่ง ส่วนการอุดกันนั้นส่วนหนึ่งเป็นการเกิดขึ้นเองโดยไม่รู้สาเหตุแจ้งชัด แม้กระนั้นส่วนใดส่วนหนึ่งมีเหตุที่เกิดจากมีเศษอุจจาระแข็งเรียกว่า "นิ่วอุจจาระ" (fecalith) ชิ้นเล็กๆตกลงไปอุดกั้นอยู่ภายในรูของไส้ติ่ง แล้วทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในรูไส้ติ่งปริมาณน้อยมีการก้าวหน้าขยายพันธุ์และก็รุกล้ำเข้าไปในฝาผนังไส้ติ่ง จนเกิดการอักเสบตามมา หากปล่อยไว้เพียงไม่กี่วัน ผนังไส้ติ่งก็เกิดการเน่าตายและแตกทะลุได้ และก็สาเหตุที่พบได้รองลงมาคือ มีเหตุมาจากเนื้อเยื่อต่อมน้ำเหลือง (Lymphoid tissue) ที่ผนังไส้ติ่งที่หนาตัวขึ้นตามการอักเสบต่างๆที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย ยิ่งไปกว่านี้อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะสิ่งปลอมปน (เป็นต้นว่า เมล็ด), หนอนพยาธิ (ที่สำคัญเป็น พยาธิไส้เดือน พยาธิด้าย พยาธิตืดหมู) หรือเนื้องอก หรือบางคราวก็อาจเกิดจากการต่อว่าดเชื้อที่ระบบฟุตบาทหายใจส่วนบน ที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองทั่วร่างกาย รวมถึงต่อมน้ำเหลืองในไส้ติ่งเกิดการปฏิกิริยาสนองตอบด้วยการขยายตัวขึ้นจนกระทั่งไปขัดขวางไส้ติ่ง และก็ทำให้ไส้ติ่งที่อาจมีเชื้อโรคอาศัยอยู่เกิดอาการอักเสบในที่สุด ในผู้ป่วยบางรายบางทีอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัสไซโตเมกะโล (Cytomegalovirus)  ซึ่งมักจะพบได้ในคนเจ็บเอดส์ แล้วก็บางรายอาจเป็นไส้ติ่งอักเสบโดยที่แพทย์ไม่รู้จักมูลเหตุเลยก็ได้
อาการโรคไส้ติ่งอักเสบ อาการสำคัญของโรคไส้ติ่งอักเสบนั้นเป็น ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะเจ็บท้องที่มีลักษณะต่อเนื่องและก็ปวดแรงขึ้นนานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป ถ้าเกิดไม่ได้รับการดูแลและรักษาก็มักจะปวดอยู่นานยาวนานหลายวัน จนผู้ป่วยทนปวดไม่ไหวจะต้องพาส่งโรงพยาบาล ซึ่งลักษณะของไส้ติ่งอักเสบนั้นบางทีอาจแบ่งได้สองจำพวก คือจำพวกไม่อ้อมค้อมรวมทั้งชนิดไม่ขวานผ่าซากดังต่อไปนี้ ชนิดขวานผ่าซากแต่เดิมอาจปวดแน่นตรงลิ้นปี่เหมือนโรคกระเพาะ บางบุคคลอาจปวดบิดเป็นช่วงๆรอบๆสะดือ เหมือนลักษณะของการปวดแบบท้องเดิน อาจเข้าส้วมหลายครั้ง แต่ถ่ายไม่ออก (แม้กระนั้นบางบุคคลอาจมีอาการถ่ายเป็นน้ำหรือ ถ่ายเหลวร่วมด้วย)ถัดมาจะมีอาการคลื่นไส้ อ้วก เบื่ออาหารร่วมด้วย อาการปวดท้องมักจะไม่ดีขึ้นกว่าเดิม แม้ว่าจะกินยาแก้ปวดอะไรก็ตาม ต่อมาอีก 3-4 ชั่วโมง อาการปวดจะย้ายมาที่ท้องน้อยข้างขวา มีลักษณะปวดเสียดตลอดระยะเวลา และก็จะเจ็บมากยิ่งขึ้นเมื่อมีการขยับเขยื้อนตัว หรือเวลาเดินหรือไอจาม คนเจ็บจะนอนนิ่งๆหากเป็นมากผู้ป่วยจะนอนงอขา ตะแคงไปข้างหนึ่ง หรือเดินตัวงอ เพื่อรู้สึกสบายขึ้น  เมื่อถึงขั้นที่มีอาการอักเสบของไส้ติ่งแจ่มชัด มีวิธีตรวจอย่างง่ายๆเป็น ให้คนไข้นอนหงายแล้วก็ใช้มือกดลงลึกๆหรือใช้กำปั้นตีเบาๆตรงบริเวณไส้ติ่ง (ท้องน้อยข้างขวา)คนเจ็บจะรู้สึกเจ็บมากมาย (เรียกว่า อาการกดเจ็บ) ผู้ป่วยอาจมีไข้ต่ำๆ(อุณหภูมิ 37.7-38.3 องศาเซลเซียส) ส่วนชนิดไม่ตรงไปตรงมานั้นอาจเริ่มจากมีลักษณะปวดเริ่มที่หน้าท้องข้างล่างขวาตั้งแต่ต้น ท้องเดิน รวมทั้งมีการดำเนินโรคที่ช้านานค่อยเป็นค่อยไปกว่าชนิดตรงไปตรงมา ถ้าเกิดไส้ติ่งที่อักเสบสัมผัสกับกระเพาะปัสสาวะอาจจะเป็นผลให้มีอาการปัสสาวะหลายครั้ง หากไส้ติ่งที่อักเสบอยู่ข้างหลังลำไส้เล็กช่วงปลายอาจมีอาการคลื่นไส้ร้ายแรงได้ บางรายบางทีอาจรู้สึกปวดเบ่ง

ส่วนผู้ป่วยในกรุ๊ปที่เป็นเด็ก หรือสตรีมีครรภ์ อาจมีอาการอะไรบางอย่างที่ต่างจากคนปกติทั่วไป ดังต่อไปนี้

  • ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นเด็ก เด็กที่มีอายุต่ำว่า 2 ปี ลงไป จะมีลักษณะที่เห็นได้ชัดคือ อ้วกมากมาย ท้องขึ้น ถ้าเกิดใช้มือกดบริเวณพุงจะรู้สึกเจ็บ ส่วนเด็กที่มีอายุมากกว่า 2 ปีขึ้นไปจะเริ่มแสดงอาการได้ ซึ่งอาการก็จะไม่ต่างจากคนทั่วๆไป
  • ในกลุ่มคนป่วยที่เป็นสตรีมีท้อง เนื่องมาจากอวัยวะต่างๆที่ถูกดันให้สูงขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวของมดลูก ไส้ติ่งของสตรีตั้งท้องจะเคลื่อนไปอยู่ที่รอบๆท้องส่วนบน ซึ่งถ้ามีลักษณะไส้ติ่งอักเสบจะทำให้ปวดรอบๆหน้าท้องส่วนบนทางด้านขวาแทน นอกจากนี้อาจมีอาการปวดบีบที่ท้อง มีก๊าซในกระเพาะอาหาร หรืออาการแสบร้อนที่กลางอก บางรายอาจพบอาการท้องเดิน หรือท้องผูกควบคู่กัน


ผู้เจ็บป่วยโรคไส้ติ่งอักเสบถ้าหากมิได้รับการดูแลและรักษาโดยการผ่าตัดข้างใน 24-36 ชั่วโมงหลังมีการอักเสบ ไส้ติ่งจะขาดเลือดเปลี่ยนเป็นเนื้อเน่าและตาย ท้ายที่สุดฝาผนังของไส้ติ่งที่เปื่อยจะแตกทะลุ หนองและก็สิ่งสกปรกข้างในไส้จะไหลออกมาในช่องท้อง ทำให้แปลงเป็นเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) และถ้าเชื้อแบคทีเรียขยายเข้าสู่กระแสเลือดก็จะเกิดการติดโรคในกระแสเลือด เกิดอันตรายจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
กระบวนการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคที่มีปัญหาในการวิเคราะห์ให้ที่ถูกต้องค่อนข้างจะมาก ผู้เจ็บป่วยบางรายได้รับการวิเคราะห์ว่าเป็นโรคนี้ แต่ว่าเมื่อผ่าตัดเข้าไปก็พบว่าไส้ติ่งไม่มีการอักเสบ ผู้ป่วยบางรายแม้จะไปพบแพทย์แม้กระนั้นก็ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคอื่น จวบจนกระทั่งไส้ติ่งแตกแล้วจึงได้รับการดูแลและรักษาวิเคราะห์ที่ถูก เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบดูเหมือนจะทุกรายชอบวินิจฉัยโรคนี้ได้หลังจากการแตกของไส้ติ่งแล้ว ในเด็กตัวเล็กๆรวมทั้งคนเจ็บสูงอายุพบว่าอาจกำเนิดปัญหาร้ายแรง ถ้าเกิดได้รับการวินิจฉัยและก็รักษาโรคช้าเพราะเหตุว่ามีภูมิคุ้มกันต่ำ
                การวินิจฉัยโรคไส้ติ่งอักเสบ การวินิจฉัยโรคในผู้เจ็บป่วยจำนวนมากอาศัยลักษณะทางคลินิก (clinical menifestation) คืออาการแล้วก็การตรวจเจอเป็นหลัก ส่วนการตรวจทางห้องปฎิบัติการและการสืบค้นทางรังสีวิทยา (radiologic investigation) หรือการตรวจเพิ่มอื่นๆมีความจำเป็นน้อย เป็นประโยชน์เฉพาะในคนป่วยบางรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลไม่ชัดเจนเพียงแค่นั้นโดยมีวิธีการวิเคราะห์ดังนี้

  • การวิเคราะห์อาการของไส้ติ่งอักเสบ คือ
  • ลักษณะของการปวดท้อง เป็นอาการที่สำคัญที่สุด ตอนแรกชอบปวดรอบๆสะดือ หรือบอก มิได้ชัดแจ้งว่าปวดที่รอบๆใดแต่ว่าระยะถัดมาลักษณะของการปวดจะชัดเจนที่ท้องน้อยทางด้านขวา (right lower quadrant-RLQ)
  • อาการอื่นๆที่อาจเจอร่วมด้วยคือ


                          - คลื่นไส้ อ้วก อาการนี้เจอได้ในคนป่วยดูเหมือนจะทุกราย
                          - ไข้ มักจะเกิดภายหลังจากเริ่มอาการปวดท้องแล้วระยะหนึ่ง
                          - ไม่อยากกินอาหาร
                          - ท้องร่วง พบอาการในคนเจ็บบางราย มักจะเกิดภายหลังไส้ติ่งแตกทะลุ หรือ ชี้แจง ได้จากไส้ติ่งอักเสบที่อยู่ตำแหน่งใกล้กับลำไส้ใหญ่ส่วน sigmoid หรือ rectum

  • ในเด็กที่มีไส้ติ่งแตกทะลุอาจมาด้วยอาการของไส้อุดตันได้
  • การตรวจร่างกาย เป็นเรื่องจำเป็นที่สุดสำหรับการวินิจฉัยโรค
  • ผู้กระทำดเจ็บเฉพาะที่ (local tenderness) เกือบทั้งหมดจะมี maximal tenderness ที่ RLQ รวมทั้งอาจมี guarding และก็ rebound tenderness ด้วย ในผู้เจ็บป่วยไส้ติ่งแตกทะลุ tenderness และก็ guarding มักตรวจพบรอบๆกว้างขึ้นหรือพบทั่วรอบๆท้องน้อยส่วนล่างทั้งยัง 2 ข้าง จากการมี pelvic peritonitis ในรายที่เป็นก้อนไส้ติ่งอักเสบ (appendiceal mass) จาก phlegmon หรือ abscess มักลูบคลำได้ก้อนที่ RLQ
  • การตรวจทางทวารหนัก (rectal examination) ถือว่าเป็นประโยชน์มาก จะพบว่ากดเจ็บที่ด้านขวาของ cul-de-sac แต่ว่าไม่นิยมทำในเด็กตัวเล็กๆด้วยเหตุว่าแปลผลประโยชน์ลำบาก ในเด็กสาวอาจมีผลดีสำหรับเพื่อการวินิจฉัยแยกโรคที่มีสาเหตุมาจาก twisted ovarian cyst เพราะเหตุว่าบางทีอาจลูบคลำได้ก่อน ส่วนในรายที่สงสัยว่าอาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจาก pelvic inflammatory disease นอกจากจะได้ประวัติการร่วมเพศแล้วการตรวจภายใน (per vagina examination - PV) จะให้ผลดีมากมาย
  • การตรวจอื่นๆบางทีอาจให้ผลบวกสำหรับเพื่อการตรวจ ยกตัวอย่างเช่น


                          - Rovsing sign
                          - Obturator sign
                          - Psoas sign

  • การตรวจทางห้องปฎิบัติการ ไม่ค่อยมีความหมายมากเท่าไรนักในผู้ป่วยโดยมาก โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อการตรวจร่างกายสามารถให้การวินิจฉัยได้อยู่แล้ว แต่ว่าจะทำเป็นฐานรากเพื่อการดูแลระหว่างการดูแลและรักษาต่อไป อาทิเช่น
  • complete blood count พบได้มากว่า เม็ดเลือดขาวสูงยิ่งกว่าปกติรวมทั้งมี shift to the left
  • การตรวจเยี่ยว ไม่ค่อยมีสาระมากนักสำหรับเพื่อการวิเคราะห์แยกโรค แม้กระนั้นช่วยแยกโรคอื่น ตัวอย่างเช่น มีเม็ดเลือดแดงในปัสสาวะอาจจะต้องรำลึกถึงนิ่วในท่อไต
  • การตรวจพิเศษ ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลบ่งชัดเจนว่าเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบเฉียบพลัน การตรวจพิเศษเพิ่มเติมก็ไม่มีความสำคัญ แต่ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลไม่ชัดเจนนั้น การตรวจพิเศษอาจมีคุณประโยชน์สำหรับในการวิเคราะห์แยกโรค ได้แก่
  • การถ่ายรูปรังสีของช่องท้อง อาจพบเงาของ fecalith หรือ localized ileus ที่ RLQ
  • การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasonography) ของช่องท้อง หรือ barium enema ไม่จำเป็นในคนเจ็บจำนวนมาก แม้กระนั้นอาจช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคในคนไข้บางรายที่มีปัญหาสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรค


ไส้ติ่งอักเสบสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเพียงแค่นั้น เพราะจะช่วยรักษาอาการและช่วยกำจัดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะไส้ติ่งแตก โดยการผ่าตัดที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือการผ่าตัดแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Surgery) ด้วยเหตุว่าเป็นการผ่าตัดเล็กสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ทันที เหมาะกับกรณีไส้ติ่งที่อักเสบยังอยู่ในระยะไม่รุนแรงนัก ถ้าหากร้ายแรงถึงขนาดไส้ติ่งแตก ก็จะต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิด (Open Surgery) ซึ่งเป็นผ่าตัดแบบมาตรฐาน เพราะว่านอกเหนือจากจะต้องนำไส้ติ่งที่แตกออกแล้ว ยังจะต้องชำระล้างด้านในท้อง และใส่ท่อเพื่อระบายหนองจากฝีที่เกิดขึ้นอีกด้วย โดยแพทย์จะไตร่ตรองผ่าตัดรักษาดังนี้

  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลระบุว่าน่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แนะนำให้การรักษาด้วยการใช้การ ผ่าตัดโดยเร็ว ภายหลังการเตรียมคนป่วยให้พร้อมรวมทั้งเหมาะสมต่อการให้ยาสลบและการผ่าตัด
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลไม่ชัดแจ้งว่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ แต่ว่ามีสิ่งที่ทำให้สงสัยว่าบางทีอาจจะเป็นโรคนี้ ควรรับตัวไว้ดูอาการในโรงหมอ เพื่อติดตามประเมินลักษณะทางสถานพยาบาลต่อเป็นระยะๆโดยงดน้ำและอาหาร และไม่ให้ยาปฎิชีวนะ เมื่อลักษณะทางคลินิกบ่งชี้แน่ชัดขึ้นว่าน่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบฉับพลัน จะได้นำคนป่วยไปทำผ่าตัดรักษาอย่างทันทีทันควัน
  • ในรายที่ลักษณะทางสถานพยาบาลบ่งชัดว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบกระทันหัน ไม่แตกทะลุ ไม่มีความจำเป็นต้องให้ยายาปฏิชีวนะอีกทั้งก่อนรวมทั้งข้างหลังผ่าตัด แม้กระนั้นหมอผู้ดูแลอาจพินิจพิเคราะห์ให้ยาปฏิชีวนะก่อนผ่าตัดก็ได้ เมื่อผ่าตัดพบว่าไส้ติ่งอักเสบไม่แตกทะลุ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ยาต่อ
  • ในรายที่ลักษณะทางคลินิกไม่สามารถที่จะแยกได้ว่าไส้ติ่งแตกทะลุเด่นชัด นิยมให้ยาปฏิชีวนะ โดยเริ่มตั้งแต่ก่อนผ่าตัด หากผ่าตัดแล้วพบว่าไส้ติ่งไม่แตกทะลุ ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ยายาปฏิชีวนะต่อหลังผ่าตัด แต่ถ้าพบว่าไส้ติ่งแตกทะลุก็ให้ยายาปฏิชีวนะต่อ
  • ในรายที่การตรวจร่างกายบ่งชี้ว่ามี peritonitis ซึ่งมีเหตุมาจากการแตกของไส้ติ่งอักเสบ ในเด็กมักมีลักษณะ generalized peritonitis ส่วนผู้ใหญ่จะเป็น pelvic peritonitis ก่อนนำผู้เจ็บป่วยไปทำการผ่าตัดควรที่จะใช้แนวทางรักษาแบบจุนเจือให้อยู่ในภาวะที่สมควรในการให้ยาสลบแล้วก็การผ่าตัด อาทิเช่นการให้ intravenous fluid ที่เหมาะสมให้เพียงพอซึ่งอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง ดูว่าคนป่วยมีฉี่ออกก็ดีแล้ว ให้ยาปฎิชีวนะที่เหมาะสม ให้ยาลดไข้หรือเช็ดตัวให้อุณหภูมิร่างกายลดลงถ้าหากจับไข้สูง ถ้าท้องเฟ้อมากมายควรจะใส่ nasogastric tube ต่อ suction อาจใช้เวลาสำหรับการจัดเตรียมผู้เจ็บป่วย 3-4 ชั่วโมงก่อนนำผู้ป่วยไปผ่าตัด
  • กรณีที่ไส้ติ่งแตกทะลุระหว่างการผ่าตัด หรือไส้ติ่งไม่แตกทะลุ แต่ร้ายแรงถึงกับขนาด gangrenous appendicitis เสนอแนะให้ยายาปฏิชีวนะระหว่างการผ่าตัด รวมทั้งสม่ำเสมอ 1-3 วันสุดแท้แต่พยาธิภาวะ
  • ในรายที่มีลักษณะอาการมานับเป็นเวลาหลายวันแล้วก็การตรวจร่างกายพบว่ามีก้อนที่ RLQ ที่บ่งชี้ว่าน่าจะเป็น appendiceal phlegmon หรือ abscess ควรจะรักษาโดยแนวทางเกื้อกูลโดยให้ยาปฎิชีวนะที่ออกฤทธิ์ครอบคลุมกว้างขวาง ถ้าเกิดคนเจ็บตอบสนองดีต่อการดูแลและรักษา อย่างเช่น อาการปวดท้อง ก้อนเล็กลง ให้รักษาต่อโดยแนวทางทะนุถนอม และนำคนไข้ไปทำ elective appendectomy ต่อจากนั้น 6 อาทิตย์ - 3 เดือน แต่ว่าถ้าการรักษาด้วยยาปฎิชีวนะดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีบางทีอาจต้องผ่าตัดเลย ถ้าพยาธิสภาพรุนแรงมาก บางทีอาจทำเพียงแต่ระบายหนอง แต่ว่าหากพยาธิสภาพไม่ร้ายแรง รวมทั้งสามารถตัดไส้ติ่งออกได้เลย ก็เสนอแนะให้ทำ


กรุ๊ปอาการที่เสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ มีลักษณะอาการเจ็บท้องที่มีลักษณะไม่เหมือนลักษณะของการปวดโรคกระเพาะ ท้องเสีย หรือปวดรอบเดือน ก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบได้ ควรรีบไปพบแพทย์ ถ้าหากมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

  • ปวดรุนแรง หรือปวดติดต่อกันเป็นเวลานานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไป
  • กดหรือเคาะเจ็บตรงรอบๆที่ปวด
  • อ้วกบ่อย กินอะไรก็ออกหมด
  • มีลักษณะอาการหน้ามืด เป็นลม ใจสั่นหวิว ใจสั่น
  • เป็นไข้สูง หรือหนาวสั่น
  • ใบหน้าซีดเซียวเหลือง
  • รับประทานยาบรรเทาปวดแล้วอาการไม่ดีขึ้นกว่าเดิมหรือกลับรุนแรงขึ้น
  • ผู้เจ็บป่วยที่มีอาการท้องผูกร่วมด้วย หากพบว่ามีลักษณะปวดท้องร้ายแรงกว่าปกติ ก็ห้ามกินยาถ่าย หรือกระทำการสวนทวาร


การติดต่อของโรคไส้ติ่งอักเสบ โรคไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการอุดตันของรูไส้ติ่ง จากสิ่งแปลกปลอมต่างๆทำให้ไส้ติ่งเกิดการอักเสบติดเชื้อและก็แตกสุดท้าย ไส้ติ่งอักเสบเป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะกับคนไข้แต่ละคน และไม่ได้เป็นโรคติดต่อที่แพร่ให้คนข้างเคียงอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ  เนื่องมาจากโรคไส้ติ่งอักเสบ เป็นโรคเร่งด่วน จะต้องไปพบหมอในทันที ที่ห้องเร่งด่วนของโรงหมอเพื่อทำการผ่าตัดและไม่ควรจะรับประทานยาระบายหรือสวนอุจจาระ เมื่อมีอาการท้องผูกร่วมด้วย เนื่องจากอาจจะส่งผลให้ไส้ติ่งอักเสบนั้นแตกเร็วขึ้น

  • การปฏิบัติตัวก่อนจะมีการผ่าตัดไส้ติ่ง คนเจ็บควรปฏิบัติดังนี้


o    เมื่อมีลักษณะของไส้ติ่งอักเสบ ก่อนไปพบแพทย์ผู้ป่วยต้องงดอาหารแล้วก็น้ำไว้ด้วยเพื่อเตรียมการสำหรับการผ่าตัดเร่งด่วน
o   ในเรื่องที่มีลักษณะเจ็บท้องแต่ว่าคนป่วยยังไม่เคยรู้สาเหตุ ห้ามรับประทานยาแก้ปวด แม้กระนั้นควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยก่อน เนื่องจากว่ายาแก้ปวดจะไปบังอาการปวดทำให้แพทย์แยกโรคได้ทุกข์ยากลำบาก
o  งดเว้นการใช้ครีมแล้วก็เครื่องแต่งหน้าทุกชนิด และทำร่างกายให้สะอาด อาบน้ำ สระผม ตัดเล็บ เพื่อหมอพิจารณาอาการไม่ปกติจากการขาดออกสิเจนได้

  • การกระทำตัวหลังการผ่าตัดไส้ติ่ง หลังการผ่าตัดไส้ติ่ง 1 วัน คนป่วยจะต้องทำการลุกจากเตียง เพื่อให้ลำไส้มีการขยับเขยื้อนเร็วขึ้น งดเว้นอาหารแล้วก็น้ำข้างหลังผ่าตัดวันแรก ส่วนการดูแลแผลผ่าตัด ห้ามให้ผ้าปิดแผลเปียกน้ำ ห้ามให้แผลโดนน้ำ ห้ามเกา แล้วก็เวลาไอหรือจามให้ใช้มือประคองแผลไว้ด้วยเพื่อคุ้มครองป้องกันแผลที่เย็บแยกออก ถ้าถ้าแผลยังไม่แห้งดีอย่าพึ่งจะอาบน้ำ แต่ว่าให้ใช้กระบวนการเช็ดตัวแทน ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการรับประทานยาดังที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ เน้นย้ำการทานอาหารที่มีโปรตีนสูง เนื่องจากว่าจะช่วยให้แผลติดเร็วมากขึ้น นอกจากนี้คือ การขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ และก็พักให้เพียงพอ


การคุ้มครองตัวเองจากโรคไส้ติ่งอักเสบ ในขณะนี้ยังไม่หนการศึกษาค้นพบแนวทางคุ้มครองอาการไส้ติ่งอักเสบ เพราะเหตุว่าไส้ติ่งอักเสบเป็นอาการทันควันที่ไม่อาจจะหาปัจจัยที่กระจ่างได้ แต่ว่ามีข้อคิดเห็นว่า ราษฎรที่นิยมทานอาหารพวกผักผลไม้มาก (ยกตัวอย่างเช่น ชาวแอฟริกา) จะมีอัตราการเป็นไส้ติ่งอักเสบน้อยกว่ากลุ่มที่กินผักและก็กินผลไม้น้อย (ยกตัวอย่างเช่น คนตะวันตก) จึงมีการแนะนำให้พยายามทานผักและทานผลไม้ให้มากมายๆทุกวี่ทุกวัน ซึ่งมีผลดีต่อการปกป้องคุ้มครองโรคท้องผูก ริดสีดวงทวาร โรคอ้วน รวมทั้งยังเชื่อว่าบางทีอาจปกป้องไส้ติ่งอักเสบ และโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย
นอกเหนือจากนี้มีการศึกษาเล่าเรียนที่พบว่า สภาวะท้องผูกมีส่วนสโมสรกับการเกิดไส้ติ่งอักเสบ โดยพบว่าคนป่วยไส้ติ่งอักเสบจะมีปริมาณครั้งในการถ่ายอุจจาระต่อสัปดาห์น้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง และยังพบว่า ผู้เจ็บป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งลำไส้ตรงมักจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบนำมาก่อน ทั้งยังส่งผลการศึกษาหลายงานที่ศึกษาค้นพบว่า การกินอาหารที่มีกากใยต่ำจะมีส่วนสำหรับเพื่อการนำมาซึ่งโรคไส้ติ่งอักเสบอีกด้วย
สมุนไพรที่ช่วยป้องงกัน/บรรเทาโรคไส้ติ่งอักเสบ เพราะการรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบจะต้องรักษาด้วยการใช้การผ่าตัดเพียงแค่นั้นแล้วก็ในขณะนี้ยังไม่มีการรับรองว่าสมุนไพรประเภทไหนที่จะช่วยปกป้องหรือ ทุเลา/รักษา โรคไส้ติ่งอักเสบได้ รวมถึงยังไม่มีรายงานการศึกษาเรียนรู้ชิ้นไหนที่กล่าวว่าสมุนไพรชนิดไหนสามารถช่วยป้องกันหรือ / รักษาโรคไส้ติ่งอักเสบได้
เอกสารอ้างอิง

  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป     หน้า 525-527.
  • Fitz RH (1886). "Perforating inflammation of the vermiform appendix with special reference to its early diagnosis and treatment". Am J Med Sci(92): 321–46.(อังกฤษ)
  • ไส้ติ่งอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • Adamis D, Roma-Giannikou E, Karamolegou K (2000). "Fiber intake and childhood appendicitis". Int J Food Sci Nutr51: 153–7. (อังกฤษ)
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ไส้ติ่งอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่301.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2547
  • SCHWARTZ, Principle of Surgery , McGRAW HILL
  • Wangensteen OH, Bowers WF (1937). "Significance of the obstructive factor in the genesis of acute appendicitis". Arch Surg34: 496–526. (อังกฤษ)
  • โรคไส้ติ่งอักเสบ(APPENDICITIS).แนวทางการรักษาพยาบาลผู้ป่วยทางศัลยกรรม.ราชวิทยาลัยศัลยแพทย์แห่งประเทศไทย.


9

โรคหัด (Measles)
โรคหัดคืออะไร|เป็นอย่างไร|เป็นยังไง} โรคหัด (Measles) จัดเป็นโรคไข้เกิดผื่นชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในเด็กตัวเล็กๆ แม้กระนั้นก็สามารถพบได้ในทุกวัย ซึ่งโรคฝึกนี้ยังนับเป็นโรคติดโรคระบบฟุตบาทหายใจอีกด้วย สำหรับประวัติความเป็นมากของโรคฝึกนี้มีประวัติที่มาที่ไปดังต่อไปนี้
         โรคหัด หรือชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า “measles” มีรากศัพท์จากคำว่า Masel ในภาษาเนเธอแลนด์ มีความหมายว่า จุด (spots) ที่อธิบายอาการนำของโรคนี้ที่คนป่วยจะมีลักษณะไข้รวมทั้งผื่น นอกจากที่กล่าวมานี้อาการสำคัญอื่นๆที่เป็นจุดเด่นของโรคหัด เป็นต้นว่า ไอ น้ำมูลไหล แล้วก็ตาแดง โรคหัดเป็นที่รู้จักมานานกว่า 2000 ปี พบหลักฐานการร่ายงานคราวแรกโดยหมอรวมทั้งนักปรัชญาชาวเปอร์เซียชื่อ Rhazed แล้วก็ใน ค.ศ.1954 Panum และก็ภาควิชา ได้รายงานการระบาดของโรคฝึกฝนที่หมู่เกาะฟาโรห์และก็ให้บทสรุปของโรคนี้ว่าเป็นโรติดเชื้อโรคที่มีการติดต่อสู่บุคคลอื่นได้ง่าย มีระยะฟักตัวราว 2 อาทิตย์ รวมทั้งหลังติดโรคผู้เจ็บป่วยจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต
โรคหัดถือได้ว่าเป็นโรคที่มีความสำคัญมากมายโรคหนึ่ง ด้วยเหตุว่าอาจจะก่อให้กำเนิดโรคแทรกเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ และแต่ในปัจจุบันโรคนี้มีวัคซีนป้องกันที่มีคุณภาพสูงแทบ 100% แล้ว(ในประเทศไทยเริ่มใช้วัคซีนคุ้มครองโรคฝึกหัดตั้งแต่ ปี พุทธศักราช2527) โรคฝึกหัดเป็นโรคที่พบเกิดได้ตลอดทั้งปี แต่มีอุบัติการณ์สูงในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือน รวมทั้งจังหวะสำหรับในการกำเนิดโรคในหญิงรวมทั้งผู้ชายมีใกล้เคียงกัน
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามีคนตายด้วยโรคหัดจากทั่วทั้งโลก 134,200 ราย สำหรับเหตุการณ์โรคฝึกฝนในประเทศไทย ตามรายงานของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขปี 2555,2556 พบว่ามีปริมาณคนเจ็บโรคหัดรวมทั้งสิ้น 5,207 คน รวมทั้ง 2,646 คน ในแต่ละปีตามลำดับ โดยเด็กอายุ 9 เดือน-7 ปี จัดเป็นช่วงอายุที่พบผู้เจ็บป่วยโรคนี้สูงที่สุด คิดเป็นจำนวนร้อยละ 37.03 และ 25.85 ของแต่ละปี
ที่มาของโรคฝึก โรคหัดมีเหตุที่เกิดจากการต่อว่าดเชื้อ Measles virus (หรือ Rubeola) อยู่ในGenus Morbillivirus และก็ Paramyxovirus เป็น single-stranded RNA รูปร่างกลม (spherical) ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 100-250 นาโนเมตร หุ้มโอบล้อมโดย envelope เป็น glycol-protien ที่ประกอบด้วยโปรตีนสำคัญ 3 ประเภท ยกตัวอย่างเช่น H protein ปฏิบัติหน้าที่ให้ฝาผนังเชื้อไวรัสติดตามกับฝาผนังเซลล์ของผู้คน F protein มีความจำเป็นสำหรับในการแพร่เชื้อไวรัสจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์อื่นๆM protein มีความหมายเกี่ยวข้องกัน viral maturation เนื่องจากว่าเป็นเชื้อไวรัสที่มี envelope หุ้มก็เลยถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน (>37◦เซลเซียส) แสงไฟ สภาวะที่เป็นกรดรวมทั้งสารที่ละลายไขมันยกตัวอย่างเช่นอีเทอร์ คลอโรฟอร์ม โดยเชื้อกลางอากาศแล้วก็บนผิววัตถุจะมีชีวิตเพียงแต่ระยะเวลาสั้นๆ(ไม่เกิน 2 ชั่วโมง) แล้วก็เชื้อนี้สามารถก่อโรคได้เฉพาะในคนแค่นั้น
อาการโรคหัด  ผู้เจ็บป่วยจะเริ่มมีไข้สูง 39◦ซ.-40.5◦เซลเซียส ร่วมกับมีไอ น้ำมูก และตาแดง เป็นอาการสำคัญบางรายอาจเจอตาไม่สู้แสง (photophobia) เจ็บคอ ปวดหัว ต่อมน้ำเหลืองโต ไม่อยากอาหารและท้องร่วงร่วมด้วย อาการเหล่านี้จะเกิด 2-4 วันก่อนจะมีผื่นขึ้นรวมทั้งเจอ Koplik spots เป็นลักษณะจำเพาะที่สำคัญ เห็นเป็นจุดขาวผสมเทาเล็กๆบนพื้นแดงของกระพุ้งแก้ โดยมากเจอบริเวณกระพุ้งแก้มตรงกันข้ามกับฟันกรามข้างล่างซี่แรก (first molar) พบมาก 1 วันก่อนมีผื่นขึ้นและก็ปรากฏอยู่นาน 2-3 วัน การดำเนินโรคมีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นไข้จะเบาๆสูงขึ้นจนสูงสุดในวันที่ 3-4 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มมีผื่นขึ้น ลักษณะผื่นเป็น maculopapular rash เริ่มที่ไรผม หน้าผาก หลังหู ใบหน้ารวมทั้งไล่ลงมาที่คอ อก แขน ท้อง จนถึงมาถึงขาในเวลา 48-72 ชั่วโมง ผื่นที่ขึ้นก่อนในวันแรกๆมักกลุ่มรวมกันลักษณะเป็น confluent maculopapular rash ทำให้ดูชัดกว่าผื่นบริเวณช่วงล่างของลำตัวซึ่งมีลักษณะเป็น discrete maculopapular rash มีรายงานการเจอผื่นที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้าถึงปริมาณร้อยละ 25-50 แล้วก็บางทีอาจสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค เมื่อผื่นกำเนิดไล่มาถึงเท้าไข้จะลดลง อาการอื่นๆจะดีขึ้น ผื่นจะอยู่นาน 3-7 วันแล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยๆจางลงจากหน้าลงมาเท้ารวมทั้งเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ (hyperpigmentation) ซึ่งได้ผลสำเร็จจากการมีเลือดออกในหลอดเลือดฝอยแล้วต่อจากนั้นจะหลุดลอกเป็นแผ่นบางๆส่วนมากมักพิจารณาไม่พบเนื่องจากหลุดไปพร้อมการอาบน้ำ อาจพบการดำเนินโรคที่จับไข้แบบ biphasicเป็นไข้สูงใน 24-48 ชั่วโมงแรกต่อมาอุณหภูมิกลายเป็นธรรมดาไม่มีไข้ราว 1 วันแล้วจึงเริ่มจับไข้สูงอีกครั้งและมีผื่นเกิดขึ้นในวันที่ไข้สูงสุด ไข้จะดำรงอยู่อีกประมาณ 2-3 คราวหลังจากผื่นขึ้นแล้วจึงหายไป กรณีที่ไข้ไม่ลงหรือลงแล้วกลับกลายซ้ำใหม่ควรตรวจหาภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ส่วนอาการไออาจเจอนานถึง 10 วัน ส่วนภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึกหัดที่พบได้มากมีดังนี้
                ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัด เจอได้ร้อยละ 30 ของคนเจ็บโรคฝึกหัด พบได้มากในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีรวมทั้งคนแก่ที่อายุน้อยกว่า 5 ปีแล้วก็ผู้ใหญ่ที่แก่กว่า 20 ปี กำเนิดได้หลายระบบของร่างกาย ต้นสายปลายเหตุโดยมากมีเหตุที่เกิดจากเยื่อบุ (epithelial surface) ของอวัยวะต่างๆถูกทำลายและผลการกดภูมิต้านทานจากการติดเชื้อไวรัสของร่างกาย แยกตามอวัยวะต่างๆของร่างกายได้ดังต่อไปนี้

  • หูส่วนกลางอักเสบ (otitis media) พบโดยประมาณปริมาณร้อยละ 10
  • ปอดบวม (pneumonia) ซึ่งเกิดได้ 2 ระยะ ระยะเริ่มต้นที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสเอง จะเป็น interstitial pneumonia ในระยะหลัง ซึ่งมีสาเหตุจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จะเป็น bronchopneumonia
  • อุจจาระร่วง (diarrhea) มักกำเนิดในระยะต้นที่เป็นไข้ หรือเมื่อผื่นเริ่มขึ้น
  • สมองอักเสบ (encephalitis) พบได้ 1:1000 ถึง 1:10000 ซึ่งเกิดในตอน 2-5 วัน หลังจากผื่นออก มีลักษณะอาการไข้ อ้วก ปวดศีรษะ ซึม ซึ่งถ้าหากกรวดน้ำไขสันหลัง จะพบเซลล์เป็น lymphocyte โปรตีนสูง
  • Subacute sclerosing panencephalitis (SSPE) พบได้ 1 ใน 100000 มักกำเนิดหลังจากเป็นหัดแล้ว 4-8 ปี อาการจะค่อยๆเป็น ค่อยๆไป มีความประพฤติผิดไป ปัญญาเสื่อมลง มีลักษณะชัก อาการทางประสาทจะเลวลงเรื่อยๆถึงโคมา แล้วก็ถึงแก่เสียชีวิตสุดท้าย ถ้าเกิดกรวดน้ำไขสันหลังพบว่ามี high titer of measles antibody ตรวจ EEG พบ burst suppression pattern with paroxysmal high-amplitude burst and background suppression
กรรมวิธีรักษาโรคฝึก
การวิเคราะห์ โรคฝึกหัดใช้การวินิจฉัยจากแนวทางในการซักความเป็นมาแล้วก็ตรวจร่างกายเป็นหลัก โดยคนป่วยจะเป็นไข้สูง น้ำมูก ไอ  ตาแดง และเจอผื่นลักษณะ maculopapular rash ในช่วงวันที่ 3-4 ของไข้ การเจอ  Koplik spots (จุดข้างในปากตอนกระพุ้งแก้ม) จะเป็นหัวใจหลักที่ช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัย ในเรื่องที่อาการรวมทั้งอาการแสดงไม่แน่ชัดบางทีอาจพิเคราะห์ส่งไปเพื่อทำการตรวจทางห้องทดลองดังนี้เพิ่มเติมเพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัย

  • การตรวจน้ำเหลืองเพื่อหาระดับของแดนติบอดีต่อไวรัสฝึกฝน แนวทางที่นิยมใช้ได้แก่ enzyme immunoassay (EIA) เนื่องมาจากทำง่าย ราคาถูก มีความไวรวมทั้งความจำเพาะสูง โดยตรวจหาแอนติบอดีจำพวก IgM ใน acute phase serum หรือตรวจค้นดินแดนติบอดีชนิด IgG 2 ครั้งใน acute แล้วก็ convalescent phase serum ห่างกัน 2 อาทิตย์ เพื่อมองการเพิ่มขึ้นของระดับแดนติเตียนบอดี  (fourfold rising of  antibody)  เพื่อรับรองการวินิจฉัย โดยแนวทางแบบนี้จะสามารถตรวจเจอภายหลังจากมีผื่นแล้ว 3 วัน โดยระดับแอนติบอดีจะขึ้นสูงสุดราวๆ 14 วันหลังผื่นแล้วก็จะหายไปใน 1 เดือน ระยะเวลาที่แนะนำให้ตรวจเป็น 7 คราวหน้าผื่นขึ้น ซึ่งมีแนวทางดังต่อไปนี้


แนวทาง ELISA IgM ใช้แบบอย่างนน้ำเหลือง (serum): เจาะเลือดเพียงแค่ครั้งเดียวตอน 4-30 คราวหน้าพบผื่น โดยเจาะเลือด 3-5 มล.ทิ้งเอาไว้ที่อุณหภูมิปกติ คอยจนเลือดแข็งตัว ดูดเฉพาะ Serum (หามีวัสดุพร้อมให้ ปั่นแยก Serum) เก็บใส่หลอดไม่มีเชื้อ ปิดจุกให้สนิทแล้วนำไปวินิจฉัยถัดไป

  • การตรวจสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสฝึกหัด โดยแนวทาง polymerase chain reaction (PCR) ซึ่งมีวิธีการดังต่อไปนี้


ปิดฉลาก ชื่อ-ชื่อสกุล และวัน-เดือน-ปี ที่เก็บ แนวทาง PDR ใช้throat/nasal swab : เก็บช่วง 1-5 วันแรกข้างหลังเจอผื่น โดยใช้ SWAB ป้ายด้านในบริเวณ posterior pharynx จุ่มปลาย swab ใน viral transport media หักด้าม swab ทิ้งเพื่อปิดหลอดให้สนิทแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปวินิจฉัยถัดไป
                การดูแลและรักษา เหตุเพราะการติดเชื้อไวรัส ฝึกฝนไม่มียาใช้รักษาเฉพาะ จำเป็นจะต้องให้การรักษาตามอาการ เป็นต้นว่า เช็ดตัวลดไข้ ให้ยาลดไข้ สารน้ำในกรณีที่มีภาวะขาดน้ำหรือทานอาหารได้น้อย ให้ความชุ่มชื้นรวมทั้งออกสิเจนในกรณีที่หอบหายใจเร็ว   ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย ยกตัวอย่างเช่น ปอดอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบพินิจพิเคราะห์รักษาโดยใช้ยาต่อต้านจุลชีวินที่เหมาะสมเป็นต้น
                ยิ่งกว่านั้นพบว่าการให้วิตามินเอ ยังสามารถลดอัตราการตายและความพิการจากภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึกฝนได้และยังช่วยเสริมภูมิต้านทานโรคฝึกฝนได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นหมอจึงมักพิจารณาจะให้วิตามินเอแก่คนไข้ที่มีข้อบ่งชีดังต่อไปนี้

  • คนเจ็บอาการรุนแรงที่อาศัยอยู่ในประเทศด้อยพัฒนา หรือในบริเวณที่อดอยากของประเทศที่กำลังปรับปรุง
  • ผู้เจ็บป่วยเด็กอายุ 6-24 เดือน และต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลด้วยโรคฝึกฝนที่มีภาวะแทรกซ้อน
  • ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวะภูมิคุ้มกันขัดขวางโรคขาดตกบกพร่อง
  • คนไข้ขาดสารอาหาร
  • คนเจ็บที่เคยมีประวัติเป็นโรคตา จากการขาดวิตามิน เอ
  • คนป่วยที่มีปัญหาเรื่องลำไส้ดูดซับไม่ดี (ก็เลยมักขาดวิตามิน เอ)
  • คนไข้ที่พึ่งพิงย้ายมาจากพื้นที่ที่มีอัตราการตายจากโรคฝึกสูง

ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคฝึกฝน

  • เด็กหรือคนแก่ที่มิได้รับการฉีดซีนปกป้องโรคฝึกมีการเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคฝึกได้
  • สถานที่ที่มีความชื้อที่แดดส่องไม่ถึง หรือมีผู้คนคับคั่งไม่น้อยเลยทีเดียวชอบเป็นที่ที่มีการระบาดของโรคหัด อย่างเช่น สถานศึกษา สถานที่รับเลี้ยงเด็กฯลฯ
  • คนที่มีภาวะขาดวิตามินเอ มักจะมีการเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัด มากยิ่งกว่าคนปกติ
  • ผู้ที่มีภาวการณ์ความแปลกของระบบภูมิคุ้มกัน
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่ไม่มีคุณภาพ(ประเทศด้อยพัฒนา)


การติดต่อของโรคฝึก โรคฝึกหัดเป็นโรคติดต่อที่แพร่ไปสู่บุคคลอื่นได้ง่ายผ่านทางการหายใจ (airborne transmission) เชื้อไวรัสหัดจะอยู่ในละอองน้ำมูก น้ำลายแล้วก็เสมหะของคนป่วย ติดต่อไปยังผู้อื่นโดยการไอจามรดกัน เชื้อจะติดอยู่ในละอองฝอยๆเมื่อผู้ป่วยไอหรือจาม เชื้อจะกระจัดกระจายออกไปในระยะไกลและแขวนลอยอยู่กลางอากาศได้นาน เมื่อคนปกติมาสูดเอาอากาศที่มีฝอยละอองนี้เข้าไป หรือละอองสัมผัสกับเยื่อตาหรือเยื่อเมือกโพรงปาก (ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไอหรือจามรดใส่กันตรงๆ) ก็สามารถทำให้ติดเชื้อโรคฝึกฝนได้ หรือสัมผัสสารคัดเลือกข้างหลังของคนเจ็บโดยตรง ซึ่งเชื้ออาจติดอยู่กับมือของคนป่วย สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆยกตัวอย่างเช่น แก้วน้ำ จาน จานชาม ผ้าสำหรับเช็ดหน้า ผ้าสำหรับเช็ดตัว หนังสือ ของเล่น เมื่อคนปกติมาสัมผัสถูกมือผู้เจ็บป่วย หรือสิ่งของเครื่องใช้ ที่ด่างพร้อยเชื้อ เชื้อก็จะติดมาพร้อมกับมือของคนๆนั้น เมื่อใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกเชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ ระยะการติดต่อเริ่มตั้งแต่ 4  วันโดยตอนที่เริ่มมีอาการไอและมีน้ำมูกก่อนเกิดผื่นเป็นระยะที่มีจำนวนเชื้อไวรัสถูกขับออกมามากที่สุด ซึ่งภายในช่วงระยะเวลา 7-14 วันหลังสัมผัสโรค เชื้อไวรัสหัดจะกระจัดกระจายไปทั่วร่างกายส่งผลให้เกิดอาการของระบบทางเดินหายใจ ไข้และก็ผื่นในผู้ป่วยรวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาอื่นๆตามมาอีกด้วย โดย 90 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคหัดมีโอกาสป่วยด้วยโรคฝึกหากอยู่ใกล้ผู้ที่เป็นโรค
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคฝึกหัด

  • กินน้ำสะอาดให้มากๆอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว โดยบางทีอาจเป็นน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ก็ได้ เพื่อป้องกันการขาดน้ำ
  • พักให้มากๆไม่ทำงานหนักหรือออกกำลังกายมากเกินไป
  • ของกินที่รับประทานควรจะเป็นของกินอ่อนๆตัวอย่างเช่น ซุปไก่ร้อนๆโจ๊ก น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆอาทิเช่น ชาร้อน น้ำขิง
  • บากบั่นรับประทานอาหารให้ได้ตามเดิม โดยควรเป็นของกินที่ปรุงสุกใหม่ๆรสไม่จัด ที่สำคัญคือคนป่วยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องงดเว้นของแสลง เพราะโรคนี้ไม่มีของแสลง โดยควรจะเน้นการทานอาหารประเภทโปรตีนให้มากๆดังเช่นว่า เนื้อ นม ไข่ ถั่ว รวมถึงอาหารที่มีวิตามินเอ มากมายๆอย่างเช่น ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ตับวัว ฟักทอง ฯลฯ
  • อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด ห้ามอาบน้ำเย็น รวมทั้งควรจะสวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น
  • ใช้ผ้าชุบน้ำชุบน้ำอุ่นหรือน้ำก๊อกอุณหภูมิปกติ (อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง
  • งดเว้นการสูบบุหรี่ เลี่ยงควันจากบุหรี่ และก็งดการดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการไปในที่สาห้วยที่ที่มีคนคับคั่ง
  • รับประทานยาแล้วก็ประพฤติตามข้อแนะนำของหมออย่างเคร่งห้องครัว
  • ไปพบหมอตามนัดหมาย
การป้องกันตนเองจากโรคฝึกหัด

  • ในตอนที่มีการระบาดของโรคหัด ควรหลบหลีกการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนยัดเยียด แต่ว่าแม้หลีกเลี่ยงมิได้ ควรจะสวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งหมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่บางทีอาจติดมาจากการสัมผัสถูกเสมหะของคนป่วย และก็อย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกถ้ายังไม่ได้ล้างมือให้สะอาด
  • ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ ร่วมกับคนป่วย และก็ควรเลี่ยงการสัมผัสมือกับคนป่วยโดยตรง แม้มิได้สวมถุงมือคุ้มครอง
  • อย่าใกล้หรือนอนรวมกับผู้ป่วย แต่จำเป็นจะต้องดูแลคนป่วยอย่างใกล้ชิด ควรจะใส่หน้ากากอนามัย และก็หมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดอยู่เสมอภายหลังจากสัมผัสกับผู้ป่วยหรือสิ่งของของคนไข้


แต่ดังนี้ แนวทางที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่จะคุ้มครองป้องกันโรคฝึกได้เป็นฉีดยาคุ้มครอง ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขให้ฉีดยาป้อง กันโรคฝึก 2 ครั้ง คราวแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน และก็ครั้งที่ 2 เมื่อเด็กเข้าห้องเรียนชั้นประถมศึก ษาปีที่ 1 โดยทั้งคู่ครั้งให้ในรูปของวัคซีนรวม คุ้มครองป้องกันได้สามโรค คือ โรคฝึก โรคคางทูม และโรคหัดเยอรมัน เรียกว่า วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (MMR, M= mumps/มัมส์/โรคคางทูม M= measles/มีเซิลส์/ฝึกฝน รวมทั้ง R=rubella/รูเบลลา/ โรคเหือด)
ประวัติความเป็นมาของการพัฒนะวัคซีน วัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคหัดเริ่มมีการพัฒนาตั้งแต่ปี คริสต์ศักราช1960 ตราบจนกระทั่งมีการขึ้นทะเบียนการใช้วัคซีนเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐฯรเมื่อปี ค.ศ.1963 อีกทั้งวัคซีนชนิดเชื้อตาย (killed vaccine) และวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) ภายหลังจากเริ่มใช้วัคซีนอีกทั้ง 2 จำพวกได้เพียงแต่ 4 ปี วัคซีนป้องกันโรคหัดชนิดเชื้อตามก็ถูกถอนทะเบียนจากตลาดเนื่องด้วยพบว่าทำให้เกิด  atypical measles ด้วยเหตุผลดังกล่าวในช่วงต้นวัคซีนที่ใช้ก็เลยเป็น  monovalent live attenuated measles vaccine ที่สร้างขึ้นมาจากเชื้อสายชนิด Edmonston ชนิด B โดยนำเชื้อเพาะในไข่ไก่ฟักและก็ chick embryo cell แต่เจอปัญหาข้างๆที่ร้ายแรงเรื่องไข้ ผื่น ก็เลยมีการพัฒนาวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์จากสายพันธุ์  Edmonston จำพวกอื่นๆด้วยกรรมวิธีการผลิตชนิดเดียวกันแม้กระนั้นทำให้เชื้ออ่อนฤทธิ์ลงอีก ผลกระทบจึงต่ำลง ถัดมาในปี ค.ศ.1971 มีการขึ้นทะเบียนวัคซีนรวมจำพวก trivalent live attenuated measles-mumps-rubella  vaccine (MMR) และก็ใช้อย่างแพร่หลายจนกระทั่งปัจจุบันสำหรับประเทศไทยเริ่มมีการบรรจุวัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคฝึกฝนเช้าตรู่ไปแนวทางเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคแห่งชาติทีแรกในปี พุทธศักราช2527 โดยเริ่มให้ 1 ครั้งในเด็กอายุ 9-12 เดือนและในปี พุทธศักราช 2539 ก็เลยเพิ่มการให้เข็มที่ 2 แก่เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จวบจนกระทั่งปี พ.ศ.2540 ได้กำหนดให้ใช้วัคซีนคุ้มครองโรคฝึกฝนหรือวัคซีนรวมป้องกันโรคฝึกฝน-คางทูม-โรคเหือด  (MMR) ในเด็กอายุ 9-12 เดือนและก็เปลี่ยนวัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคฝึกหัดสำหรับเด็กอายุ 4-6 ปีหรือชั้นประถมศึกษาเล่าเรียนปีที่ 1 เป็นวัคซีนรวมคุ้มครองป้องกันโรคฝึก – คางทูม – โรคเหือด (MMR) เหมือนกัน
สมุนไพรที่ใช้คุ้มครอง/รักษา/บรรเทาอาการโรคหัด ตามตำรายาไทยนั้นระบุว่าสมุนไพรที่ใช้รักษาลักษณะโรคฝึกฝนมีดังนี้

  • สะเดา (Azadirachta indica A.Juss.) ใช้ก้านสะเดา 33 ก้าน ต้มกับน้ำ 10 ลิตร แล้วต้มจนเหลือน้ำ 5 ลิตร ชูลงทิ้งไว้รอคอยให้เย็น ผสมกับน้ำเย็น 1 ขัน ใช้อาบให้ทั่วร่างกายวันละ 1-2 ครั้ง กระทั่งจะหาย รวมทั้งต้องระวังอย่าอาบช่วงที่เม็ดฝึกฝนผุดขึ้นมาใหม่ๆแม้กระนั้นให้อาบในช่วงที่เม็ดหัดออกเต็มที่แล้ว
  • ขมิ้นอ้อย (urcuma zedoaria (Christm.) Roscoe) ใช้เป็นยาแก้หัดหลบใน ด้วยการใช้เหง้า 5 แว่น รวมทั้งต้นต่อไส้ 1 กำมือ นำมาต้มรวมกับน้ำปูนใสพอเหมาะพอควร แล้วนำมาใช้ดื่มเป็นยาก่อนอาหารรุ่งเช้าแล้วก็เย็น ครั้งละ 1 ถ้วยชา
  • ปลาไหลเผือก (Eurycoma longifolia Jack) เปลือกลำต้นนำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้เหือดฝึกฝน


 นอกเหนือจากนั้นในบัญชีสามัญประจำบ้านแผนโบราญ พุทธศักราช2556 ดังเจาะจงไว้ว่ายาเขียวสามารถใช้รักษารวมทั้งบาเทาอาการของโรคฝึกได้ โดยในสมัยโบราณ ความจริงการใช้ยาเขียวในโรคไข้เป็นผื่นในแผนไทย มิได้มีจุดมุ่งหมายในการยั้งเชื้อไวรัส แต่ว่าอยากได้กระแทกพิษที่เกิดขึ้นให้ออกมามากที่สุด คนป่วยจะหายได้เร็วขึ้น ผื่นไม่หลบใน ซึ่งก็คือไม่เกิดผื่นข้างใน ด้วยเหตุนี้ก็เลยมีผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยที่รับประทานยาเขียวแล้วจะคิดว่ามีผื่นมากยิ่งกว่าเดิมขึ้นจากเดิม หมอแผนไทยก็เลยชี้แนะให้ใช้อีกทั้งวิธีรับประทานและก็ทา โดยการกินจะช่วยกระทุ้งพิษภายในให้ออกมาที่ผิวหนัง แล้วก็การชโลมจะช่วยลดความร้อนที่ผิวหนัง หากจะเปรียบเทียบกับวิธีการแพทย์แผนปัจจุบัน น่าจะเป็นไปได้ที่ยาเขียวบางทีอาจออกฤทธิ์โดยลดการอักเสบ หรือ เพิ่มภูมิต้านทาน หรือต่อต้านขบวนการออกซิเดชัน มักใช้รักษาในเด็กที่จับไข้ออกผื่น อย่างเช่น หัด อีสุกอีใส เพื่อกระแทกให้พิษไข้ออกมา เป็นผื่นมากขึ้น รวมทั้งหายได้เร็ว
ตำรับยาเขียว มีส่วนประกอบของพืชที่ใช้ส่วนของใบเป็นส่วนประกอบหลัก การที่ใช้ส่วนของใบทำให้ยามีสีค่อนข้างไปทางสีเขียว ก็เลยทำให้เรียกกันว่า ยาเขียว และก็ใบไม้ที่ใช้นี้ส่วนใหญ่ มีคุณประโยชน์ เป็นยาเย็น หอมเย็น หรือ บางชนิดมีรสขม เมื่อประกอบเป็นตำรับแล้ว จัดเป็นยาเย็น ทำให้ตำรับยาเขียวจำนวนมากมีสรรพคุณ ดับความร้อนของเลือดที่เป็นพิษ ซึ่งตามความหมายของการแพทย์แผนไทยนั้น เป็นการที่เลือดเป็นพิษและก็ความร้อนสูงมากกระทั่งจะต้องระบายทางผิวหนัง เป็นผลให้ผิวหนังเป็นผื่น หรือ ตุ่ม ยกตัวอย่างเช่นที่พบในไข้เกิดผื่น ฝึก อีสุกอีใส เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคหัด.(Measles).เอกสารประกอบการสอน ไข้ออกผื่น (Exanthematous Fever).ภาควิชากุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.พฤษภาคม.2547
  • ศศิธร ลิขิตนุกูล. โรคหัดและหัดเยอรมัน (Measlesand rubella). ใน: พรรณทิพย ฉายากุล, บรรณาธิการ.ตําราโรคติดเชื้อ เลม 1 กรุงเทพฯ: สมาคมโรคติดเชื้อแหงประเทศไทย; น.523-9.
  • รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล.ยาเขียว.ยาไทยใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “หัด (Measles/Rubeola)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 396-400.
  • ผศ.ดร. ดลฤดี สงวนเสริมศรี, ผศ.ดร. เดือนถนอม พรหมขัติแก้ว มหาวิทยาลัยมหาสารคาม . ฤทธิ์การต้านเชื้อไวรัส varicella zoster ของตำรับยาเขียว (Anti-varicella zoster virus of Ya-keaw remedies). โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนของ สกว.
  • Axton JHM. The natural history of measles. Zambezia. 1979:139-54.
  • Babbott FL, Gordon JE. Modern measles. Am J Med Sci. 1954;228:334.
  • Koplik HT. The diagnosis of the invasion of measles from study of the exanthema as it appears on the buccal mucosa. Arch pediatr. 1896;13:918-22.
  • Maldonado YA. Rubeolar virus (Measles and subacute sclerosing panencephalitis). In: Long SS, Pickering LK, Prober CG, editors. Principles and practical of pediatric infectious disease 3re ed. Churchill Livingston: Elsevier Inc; 2008. p.1120-6.
  • Suringa DW, Bank LJ, Ackerman AB. Role of measles virus in skin lesion and Koplik’s spots. N Engl J Med. 1970;283:1139-42.
  • แนวทางการเฝ้าระวังควบคุมโรคการตรวจรักษาและส่งตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อกำจัดโรคหัดตามพันธะสัญญานานาชาติ (ฉบับปรับปรุงวันที่ 2 พฤษภาคม 2555) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • Gershon AA. Measles virus. In: Mendell GL, Bennett JE, Dolin R, eds. Mendell, Douglas and Bennett’s principle and practical of infectious disease 7th Churchill Livingston : Elsevier Inc; 2010. p.2229-36.
  • Miller C. Live measles vaccine: A21-year follow up. Br Meg J. 1987;295:22.
  • Robbins FC. Measles: Clinical Feature. Am J Dis Child. 1965; 266-73.
  • Nakai M, Imagawa DT. Electron microscopy of measles virus replication. J virol 1969;3:189-97.
  • American Academy of Pediatrics. Rubella. In: Pickering LK, Baker CJ, Kimberlin DW, Long SS, eds. Red Book 2009: Report of the Committee on Infectious Diseases. 28th ed. Elk Grove Village, IL: American Academy of Pediatrics; 2009. p.579-84.
  • Measles (rubeola). In: Krugman S, Katz SL, Gershon AA, Wilfert CM, editors. Infectious disease of children. 9th ed. St. Louis: Mosby Yearbook; 1992. p. 223-45.
  • Atabani SF, Byrnes AA, Jaye A, Kidd IM, Magnusen AF, Whittle H, Natural measles causes prolonged suppression of interleukin-12 production. J Infect Dis. 2001;184:1-9.
  • Krugman S. Further-attenuated measles vaccine: Characteristi

10

โรคหูน้ำหนวกอักเสบเรื้อรัง/หูน้ำหนวก.( Chronic Otitis media)
โรคหูชั้นกลางอักเสบเป็นยังไง ประการแรกจำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media) นั้น เรียกเป็นภาษาราษฎรว่า โรคหูน้ำหนวก เกิดจากการต่อว่าดเชื้อในหูชั้นกลาง
ซึ่งหูชั้นกลาง (middle ear) เป็นส่วนของช่องหูที่อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหูเข้าไป มีกระดูกค้อน กระดูกทั่ง รวมทั้งกระดูกโกลนใส่อยู่ ปฏิบัติหน้าที่รับคลื่นเสียงก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาทางหูชั้นนอก แล้วก็ส่งต่อไปยังหูชั้นในซึ่งมีเส้นประสาทหูรับทราบเสียง (การได้ยิน)
            ส่วนล่างของหูชั้นกลางมีท่อเล็กๆเชื่อมต่อกับคอหอย เรียกว่า ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) เมื่อมีการติดเชื้อโรคของคอหอย เชื้อโรคสามารถเดินทางผ่านท่อยูสเตเชียนเข้าไปในหูชั้นในได้ ถ้าท่อยูสเตเชียนเกิดการอักเสบบวม ก็จะเกิดการตัน ทำให้เชื้อโรคถูกกักไว้ภายในหูชั้นกึ่งกลางจนถึงมีการติดโรคของหูชั้นกลาง แล้วก็อาจอักเสบเป็นหนองขังอยู่ในหูชั้นกลาง มีลักษณะไข้สูง ปวดหู หูอื้อได้ในช่วงแรก
โรคนี้จึงมักพบร่วมกับโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น ได้แก่ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ฝึก คออักเสบ ทอนซิลอักเสบ เป็นต้น โดยเชื้อก่อโรคบางทีอาจเป็นไวรัส หรือแบคทีเรียก็ได้
โดยโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบ เป็นโรคที่พบมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็ก เพราะเหตุว่าในเด็กนั้น ท่อปรับความดันหูชั้นกลางหรือท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกึ่งกลางและก็ข้างหลังโพรงจมูก ยังไม่พัฒนาบริบูรณ์เต็มที่ ประกอบกับเด็กเกิดภาวะติดโรค เช่น โรคไข้หวัดได้บ่อยมาก ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการอักเสบตลอดไปยังรูเปิดของท่อปรับความดันหูชั้นกึ่งกลาง ซึ่งอยู่หลังโพรงจมูก ส่งผลกระตุ้นให้เกิดภาวะหูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน (Acute otitis media) ขึ้น ซึ่งถ้ามิได้รับการรักษา จะมีลักษณะอาการไข้ หูอื้อ แล้วก็ปวดหูมาก จนถึงเมื่อแก้วหูทะลุ ลักษณะของการปวดหูแล้วก็ไข้จะเริ่มดีขึ้นกว่าเดิม แต่ว่าจะมีน้ำหนอง ซึ่งมีกลิ่นเหม็นไหลออกมาจากหู รวมทั้งถ้ายังไม่ได้รับการดูแลรักษาที่สมควรอีก อาจแปลงเป็น “โรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง หรือหูน้ำหนวก (Chronic otitis media)” ต่อไป ซึ่งได้โอกาสเกิดผลข้างๆ เข้าแทรกต่างๆตามมาได้ อาทิเช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หูชั้นในอักเสบ ฝีในสมอง ฝีข้างหลังหู ฝีที่คอ บริเวณใบหน้าเป็นอัมพาต อื่นๆอีกมากมาย
โรคหูชั้นกลางอักเสบ มักจะกำเนิดอาการอักเสบข้างในของรอบๆหูชั้นกลาง โดยมากแล้วมักเป็นผลมาจากการติดเชื้อที่เนื้อเยื่อหู กระทั่งทำให้เกิดอาการบวมแดง อักเสบ รวมทั้งเกิดของเหลวที่บริเวณหลังแก้วหู
โดยระดับของการอักเสบแบ่งได้ 3 ระดับดังนี้

  • หูชั้นกึ่งกลางอักเสบทันควัน (Acute otitis media – AOM) ปกติแล้วถ้าหากผู้ป่วยไม่มีอาการหูชั้นกึ่งกลางอักเสบมาก่อน จะถือได้ว่าหูชั้นกลางอักเสบกะทันหัน ด้วยเหตุว่าอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีภาวะ ดังต่อไปนี้ ส่วนมากมักเกิดร่วมกับการติดเชื้อในรอบๆทางเท้าหายใจส่วนต้น (คอรวมทั้งจมูก) เช่น หวัด ต่อมทอนซิลอักเสบ แล้วก็บางรายหูชั้นกึ่งกลางอักเสบกะทันหันบางทีอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้หวัดใหญ่ ไอกรน ฝึก ทำให้เชื้อโรครอบๆคอผ่านท่อยูสเตเชียน หรือท่อปรับความดันหูชั้นกึ่งกลาง (Eustachain tube) เข้าไปในหูชั้นกลางได้ และเกิดการอักเสบขึ้นมา ทำให้เยื่อบุผิวข้างในหูชั้นกึ่งกลางและท่อยูสเตเชียนบวม และก็มีหนองขังอยู่ในหูชั้นกลาง เนื่องจากว่าไม่สามารถที่จะระบายผ่านท่อยูสเตเชียนที่บวมรวมทั้งอุดตันได้ ท้ายที่สุดเยื่อแก้วหูซึ่งเป็นเยื่อบางๆที่กั้นอยู่ระหว่างหูชั้นกลางอักเสบกับหูชั้นนอกก็จะมีการทะลุเป็นรู หนองที่ขังอยู่ด้านในก็จะไหลออกมาแปลงเป็นหูน้ำหนวกในเวลาถัดมา
  • ภาวการณ์น้ำคั่งในหูชั้นกลาง (Otitis media with effusion-OME) เมื่อเกิดการอักเสบที่หูชั้นกลางจะมีผลให้เกิดของเหลวข้างในหู ซึ่งบางทีอาจมีผลต่อการได้ยินในระยะสั้น กล่าวคือ เป็นสภาวะที่มีนํ้าขังอยู่ในหูชั้นกลางโดยที่ไม่มีอาการแสดงของการอักเสบหรือติดเชื้อโรค คนไข้ชอบมีลักษณะอาการหูอื้อ การได้ยินน้อยลง แต่ไม่มีอาการปวดหูและไม่เป็นไข้ เมื่อตรวจดูในหูจะไม่พบการบวมแดงของแก้วหู แต่ว่าจะมีการขยับของเยื่อแก้วหูลดน้อยลง (เพราะเหตุว่ามีน้ำขังอยู่ข้างหลัง) สภาวะนี้พบได้ทั่วไปในคนที่มีส่วนประกอบบริเวณใบหน้าที่ผิดปกติ
  • หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง หากหมอพบว่ามีการฉีกจนขาดของแก้วหูเสมอๆและมีร่องรอยของการอักเสบ ก็อาจจะทำให้หมอวิเคราะห์ได้ว่ามีการอักเสบอย่างเรื้อรังที่หูชั้นกึ่งกลางได้โดยมีภาวการณ์ดังนี้ เป็นภาวะที่มีการทะลุของเยื่อแก้วหูและมีหูน้ำหนวกไหลแบบเรื้อรัง (ส่วนมากจะเริ่มเป็นมาตั้งแต่เด็ก) โดยอาจเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากหูชั้นกึ่งกลางอักเสบทันควันหรือมาจากการได้รับบาดเจ็บจนกระทั่งแก้วหูทะลุก็ได้ และบางครั้งบางทีอาจเจอร่วมกับผู้ที่เป็นภูมิแพ้เรื้อรัง ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง ผนังกันช่องจมูกคด แล้วก็ริดสีดวงจมูก


ซึ่งโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบนี้มักพบในเด็กมากยิ่งกว่าในคนแก่ โดยยิ่งไปกว่านั้นเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี เนื่องมาจากท่อยูสเตเชียนของเด็กสั้นกว่าและก็อยู่ในแนวระนาบมากกว่าในผู้ใหญ่ โดยในโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบนี้ ระยะของการอักเสบที่ทำให้มีน้ำหนองไหลออกมาจากรูหู (ภาษาชาวบ้านเรียกน้ำหนวก) นี้ ชอบเจอในระยะหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรั้ง เป็นส่วนมาก ส่วนระยะอื่นพบได้มากได้นานๆครั้งมาก และก็ความร้ายแรงของโรคก็ไม่มากเท่าระยะเรื้อรัง ด้วยเหตุผลดังกล่าวในหัวข้อต่อไปคนเขียนจึงจะขออธิบายเฉพาะในระยะหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรังหรือโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรังเพียงเท่านั้น เพื่อไม่ให้กำเนิดความสับสนของนักอ่าน
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง ที่มาของโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้องรังของ (COM) มักเกิดขึ้นจาก

  • หูชั้นกึ่งกลางอักเสบเฉียบพลัน (acute otitis media) ที่ไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที ทำให้หนองในหูชั้นกลางดันเยื่อแก้วหูทะลุออกมาก และต่อจากนั้นไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีทำให้เยื่อแก้วหูที่ทะลุนั้นไม่อาจจะปิดได้เอง
  • เยื่อแก้วหูทะลุจากการเจ็บ (traumatic tympanic membrane perforation) ตัวอย่างเช่น ใช้ไม่พันสำลีปั่นช่องหู แล้วมีอุบัติเหตุกระแทกทำให้ไม้พันสำลีนั้น ชนเยื่อแก้หูจนทะลุเป็นรูและรูนั้นไม่สามารถปิดได้เอง หรือเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการผ่าตัดกรีดเยื่อแก้วหู (myringotomy) เพื่อระบายหนองออกมาจากหูชั้นกลาง ในผู้ป่วยที่มีหูชั้นกลางอักเสบรุนแรงที่มีภาวะแทรกซ้อน หรือผ่าตัดเพื่อใส่ท่อระบายของเหลวหรือโรคหนองในหูชั้นกลาง (ventilation tubes) และติดอยู่ไว้ที่เยื่อแก้วหู แล้วหลุดออกไป แม้กระนั้นรูที่เกิดขึ้นมาจากการผ่าตัดนั้นไม่สามารถปิดได้เอง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เยื่อแก้วหูที่ทะลุนั้นไม่อาจจะปิดได้เองอาทิเช่น
  • มีการไหลของของเหลว เช่น มูกหรือหนองผ่านรูทะลุตลอดระยะเวลา เนื่องมาจากยังมีการติดเชื้อโรคในหูชั้นกลางอยู่
  • เยื่อบุผิวหนังของหูชั้นนอก (squamous epithelium) เข้ามาปกคลุมที่ขอบของรูทะลุ เมื่อเยื่อแก้วหูทะลุ ทำให้กลไกในการ

Proteus species
ที่มา : Google
คุ้มครองป้องกันการติดเชื้อของหูชั้น
กลางเสียไป เมื่อเยื่อแก้วหูทะลุ ทำให้กลไกสำหรับการปกป้องการตำหนิดเชื้อของหูชั้นกลางเสียไปเชื้อโรงที่เป็นต้นเหตุของการต่อว่าดเชื้อแล้วก็ทำให้หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง เช่น เชื้อแบคทีเรียแล้วก็     
        พบได้บ่อย คือเชื้อประเภทเอ็งรมลบ
 
Pseudomonas aeruginosa
        ที่มา : Googie                                                                                                                
 

Staphylococcus aureus
ที่มา Wikipedia
 และPseudomonas aeruginosa, Proteus species, Klebsiella pneumoniae รวมทั้งเชื้อชนิดแกรมบวก ตัวอย่างเช่น Staphylococcus aureus รวมทั้งอาจพบเชื้อ anaerobes ยกตัวอย่างเช่น Bacteroides, Peptostrep-tococcus, Peptococcus ได้ ซึ่งสามารถไปสู่ร่างกายได้โดย

  • มีเหตุมาจากการที่เชื้อโรคจากคอ หรือ จมูก ผ่านเข้าทาง Eustachian tube ไปสู่หูชั้นกลาง
  • มีเหตุที่เกิดจากเชื้อโรคเข้าทางรูหู ผ่านแก้วหูที่ทะลุอยู่ก่อนแล้ว เข้าไปสู่หูชั้นกลาง รวมทั้ง mastoid air cell
  • ผ่านทางกระแสเลือด


ยิ่งไปกว่านั้นยังอาจมีต้นสายปลายเหตุมาจาก  มีการอุดตันของรูเปิดของท่อยุยงสเตเชียนจากพยาธิภาวะในโพรงหลังจมูก ได้แก่ โรคมะเร็งโพรงข้างหลังจมูก ต่อมอดีนอยด์โต, การอักเสบของโพรงจมูก ไม่ว่าจากการติดเชื้อ หรือเปล่าใช่การติดเชื้อการอักเสบของโพรงหลังจมูก ซึ่งมีเหตุที่เกิดจากกรดไหลย้อนที่ขึ้นมาที่โพรงข้างหลังจมูก หรือเกิดจากกรดไหลย้อนที่ขึ้นมาที่โพรงหลังจมูก หรือเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากความไม่ปกติแต่กำเนิดของท่อยูสเตเชียนทางกายส่วนรวมทั้งสรีรวิทยา ยกตัวอย่างเช่น เพดานโหว่ (cleft palate) Down syndrome พยาธิสภาพดังกล่าวข้างต้น ทำให้มีการคั่งของของเหลวที่ผลิตขึ้นมาจากหูชั้นกลาง และก็เกิดการอักเสบของเยื่อบุหูชั้นกลาง รวมทั้งทำให้ของเหลวดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นไหลออกมาจากหูชั้นกึ่งกลางได้
ลักษณะของโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง หูชั้นกลางอักเสบประเภทเรื้อรัง  แบ่งเป็น 2 จำพวก คือ

  • ประเภทไม่อันตราย (safe or uncomplicated ear) รูทะลุของเยื่อแก้วหู มักจะอยู่กึ่งกลาง (central perforation) จังหวะที่เยื่อบุหูชั้นนอก (stratified squamous epithelium) หรือไคล (cholesteatoma) จะเข้าไปในหูชั้นกึ่งกลางรวมทั้งโพรงอากาศมาสตอยด์ นำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนน้อย หูน้ำหนวกชนิดนี้ คือ ประเภทที่ไม่มีคราบไคลนั่นเอง ประเภทนี้คนไข้จะมีหนอง (mucopurulent discharge) ไหลจากหูเป็นๆหายๆบางทีอาจตรวจเจอ granulation หรือ polyp ได้ มักไม่พบว่ามีลักษณะอาการปวดหูร่วมด้วย ถ้ามีลักษณะอาการปวดหูแสดงว่าอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น นอกเหนือจากนั้นผู้ป่วยมักเสียการได้ยินแบบการนำเสียงเสีย บางรายอาจมีเส้นประสาทหูเสื่อมร่วมด้วยจาก Bacterial Toxin
  • จำพวกอันตราย (unsafe or complicated ear) มักจะมีรูทะลุของเยื่อแก้วหู อยู่ที่ขอบแก้วหู (marginal perforation) ทำให้โอกาสที่เยื่อบุหูชั้นนอก หรือขี้ไคลจะเข้าไปในหูชั้นกึ่งกลางและโพรงกระดูกมาสตอยด์ กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง หูน้ำหนวกจำพวกนี้เป็นจำพวกที่มีขี้ไคลนั่นเอง ประเภทนี้คนป่วยจะมีลักษณะอาการคือ คนป่วยจะมีอาการหนองไหลออกจากหูเป็นๆหายๆถึงแม้รักษาด้วยการใช้ยาเต็มที่แล้วอาการกำเริบ  รวมทั้งมีอาการหูตึงจากการนำเสียงผิดปกติ (conductive hearing loss) หรือทำลายอวัยวะที่เกี่ยวกับการได้ยินในหูชั้นใน ทำให้หูตึงจากเส้นประสาทหูดำเนินงานแตกต่างจากปกติ (sensorineural hearing loss) มีอาการเวียนหัว อาเจียน คลื่นไส้  ส่งผลให้เกิดอัมพาตของเส้นประสาทคู่ที่ 7  เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis), ฝีในสมอง (brain abscess),

การติดเชื้อของเส้นเลือดในกะโหลกศีรษะ (sigmoid sinus thrombophlebitis) เกิดการอักเสบของกระดูกมาสตอยด์ (mastoiditis) เนื่องจากว่ามีหนองขังอยู่ในส่วนของกระดูก มาสตอยด์ แล้วไม่สามารถระบายออกไปได้ ทำให้มีการทำลายของกระดูกส่วนที่เป็นโพรงอากาศมาสตอยด์ผู้ป่วยมีลักษณะอาการปวดหูเยอะขึ้น มีหนองไหลออกจากหูมากขึ้น
แล้วก็มีกลิ่นเหม็น  กำเนิดฝีหนองข้างหลังหู (subperiosteal abscess)
กรรมวิธีรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง หมอสามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากวิธีสำหรับซักประวัติความเป็นมาลักษณะของคนไข้ การตรวจร่างกาย และก็การใช้เครื่องส่องหู (Otoscope) ส่องมอง ซึ่งจะเจอเยื่อแก้วหูมีลักษณะแตกต่างจากปกติ ถ้าหากแก้วหูยังไม่ทะลุสามารถยืนยันการมีน้ำในหูชั้นกึ่งกลางได้ด้วยการตรวจ pneumatic otoscope แล้วก็การประมาณ tympanometry หากทะลุแล้วจะมองเห็นรูทะลุและก็มีน้ำอยู่ในรูหูชั้นนอก สามารถนำน้ำในหูไปย้อมสีรวมทั้งเพาะหาประเภทของเชื้อได้แล้วก็การตรวจนับเม็ดเลือดจะช่วยรับรองสภาวะติดโรคแม้ยังไม่มีหนองไหล นอกเหนือจากนี้ยังมีการตรวจพิเศษอื่นๆเพิ่มเติมอีกอย่างเช่น

  • การถ่ายรังสีกระดูกมาสตอยด์ (plan film of mastoid) พบมากว่าโพรงกระดูกมาสตอยด์ทึบ รวมทั้งบางส่วนของกระดูกมาสตอยด์บางทีอาจถูกทำลายไป
  • การตรวจการได้ยิน เพื่อตรวจระดับของการได้ยินคราวเสียไป ถ้าเกิดการอักเสบของหูชั้นกึ่งกลางหรือ cholesteatoma ทำลายกระดูกหู (ossicular destruction) จะก่อให้มีการสูญเสียการได้ยินมากมาย (conductive hearing loss) หรืออาจมีการสูญเสียของประสาทหู (sensorineural hearing loss) ได้หากมี inner ear involvement
  • การเป่าลมเข้าไปในช่องหู เพื่อมองว่าผู้เจ็บป่วยมีลักษณะเวียนศีรษะมากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีลูกตากระตุก (nystagmus) หรือ (fistula test) ถ้า cholesteatoma ได้ทำลายกระดูกที่หุ้มห่ออวัยวะควบคุมการเลี้ยงตัว กระทั่งกำเนิดทางเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกึ่งกลาง และอวัยวะควบคุมการเลี้ยงตัว การเป่าลมดังกล่าวจะทำการกระตุ้นอวัยวะควบคุมการทรงตัว ทำให้คนไข้มีลักษณะเวียนศีรษะหรือลูกตากระตุกได้ ควรจะทำทดสอบดังกล่าวมาแล้วข้างต้นในคนเจ็บทุกรายที่มี cholesteatoma โดยยิ่งไปกว่านั้นคนไข้ที่มีลักษณะอาการเวียนศีรษะ
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ของกระดูกเทมโพคอยล (temporal bone) พิเคราะห์ทำในรายที่ใช้ยารักษาเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น (สงสัย cholesteatoma เนื้องอก,สิ่งแปลกปลอม) หรือสงสัยว่าจะมีภาวะแทรกซ้อน (ossicular or fallopian canal erosion จาก cholesteoma, subperiostea abscess)
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ของกระดูกเทมโพคอยล พิจารรณาทำในรายที่สงสัยว่าจะมีภาวะแทรกซ้อน (dural inflammation, sigmoid sinus thrombosis, labyrinthitis, extra-craniai and intracranial abscess)


สำหรับวิธีการดูแลรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังประเภทไม่อันตรายคือ ทำความสะอาด ดูดหนองในรูหู  ให้ยาหนอดหู fluoroquinolone ear drop 14-28 วัน
ถ้าหากว่าอาการยังไม่ดีขึ้นให้ กินยาปฏิชีวนะ ร่วมด้วย หลังจากให้การรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะอย่างมากแล้วยังไม่ดีขึ้นจำเป็นที่จะต้องประเมินหา cholesteatoma และ mastoiditis
ในผู้ป่วยบางรายข้างหลังการรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะไปแล้ว ยังพบว่าแก้วหูทะลุอยู่ไม่สามารถปิดเองได้ซึ่งบางทีอาจไตร่ตรองรับการผ่าตัดแก้วหู (tympanoplasty) จุดประสงค์หลักสำหรับการปะเยื่อแก้วหูคือ

  • เพื่อกำจัดการติดเชื้อในหูชั้นกลาง
  • เพื่อปกป้องการตำหนิดเชื้อผ่านเยื่อแก้วหูที่ทะลุเข้าสู่หูชั้นกลาง
  • เพื่อช่วยให้การได้ยินดียิ่งขึ้น


และก็กรรมวิธีรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังชนิดอันตรายเป็น กำจัดการตำหนิดเชื้อข้างในหูชั้นกลางคุ้มครองป้องกันไม่ให้มีการติดโรคด้านในหูชั้นกึ่งกลางอีก รักษาการได้ยินให้อยู่ในสภาพดี
เว้นเสียแต่จุดหมายสำหรับในการรักษาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว 3 ข้อแล้ว ควรทำให้ cholesteatoma มีทางออก เพื่อป้องกันไม่ให้ cholesteatoma มีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นกระทั่งไปทำลายอวัยวะที่สำคัญต่างๆ

  • การดูแลรักษาทางยา โดยบางทีอาจให้ยาต้านจุลินทรีย์ชนิดรับประทานรวมทั้งจำพวกหยอดหู และก็ให้ยาต่อต้านจุลชีวินชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด ในคนป่วย ที่มีภาวะแทรกซ้อน และก็ทำความสะอาดหู โดยนำหนองของเหลว รวมทั้งเนื้อตายในหูชั้นกลางออกให้หมด
  • กระทำผ่าตัด mastoidectomy สำหรับผู้เจ็บป่วยที่มี cholesteatoma เก็กกักไว้ในส่วนของแก้วหูที่เป็นแอ่ง รวมทั้งหมอไม่สามารถแลเห็นรวมทั้งชำระล้างเอา cholesteatoma โดยยิ่งไปกว่านั้นส่วนในสุดของแอ่งได้ ควรทำการผ่าตัด วิธีการคือเอา cholesteatoma ออกมาให้หมด โดยทำ tympanomastoid surgery และก็เปิดช่องให้ choleseatoma ที่อยู่ภายใน มีทางออกสู่ข้างนอก เพื่อเป็นการป้องกันและยังเป็นการไม่ให้ cholesteatoma มีการขยายขนาดจนไปทำลายอวัยวะที่สำคัญต่างๆและก็เกิดภาวะแทรกได้

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง ต้นเหตุต่างๆที่ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเสี่ยงต่อการตำหนิดเชื้อภายในหูชั้นกลางจนกระทั่งแปลงเป็นการอักเสบเรื้อรังได้ ซึ่งเป็นต้นว่า

  • อายุ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบมักเกิดขึ้นในเด็กอายุ 6 เดือน-2 ปี เป็นส่วนมาก เนื่องมาจากท่อยูสเตเชียนของเด็กอยู่ในลักษณะแนวนอนทำให้เกิดการระบายของเหลวไม่ดีเพียงพอราวกับคนแก่
  • ปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ เด็กที่มีภาวะปากแหว่งเพดานแหว่งมีการเสี่ยงที่จะกำเนิดติดเชื้อโรคในหูชั้นกึ่งกลาง เพราะเหตุว่าความไม่ปกติดังที่กล่าวผ่านมาแล้วจะนำมาซึ่งการทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ท่อยูสเตเชียนรวมทั้งเข้าสู่หูชั้นกึ่งกลางได้ง่ายดายยิ่งกว่าคนปกติทั่วไป นอกเหนือจากนี้ ผู้เจ็บป่วยกรุ๊ปดาวน์ซินโดรม (Down's Syndrome) ที่มีลักษณะทางกายภาพที่ไม่เหมือนกับเด็กคนทั่วไปจะมีโอกาสเสี่ยงสำหรับในการเกิดหูชั้นกึ่งกลางอักเสบได้มากขึ้น
  • การดื่มนมแม่ เด็กที่ไม่ได้ดื่มนมแม่ตั้งแต่เกิดจะก่อให้มีภูมิคุ้มกันในขั้นแรกกำเนิดน้อยกว่าเด็กที่ดื่มนมแม่ เนื่องด้วยในนมแม่มีภูมิต้านทานที่ดีรวมทั้งช่วยคุ้มครองป้องกันการต่อว่าดเชื้อต่างๆได้
  • การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล หวัดมักเป็นกันมากมายในช่วงฤดูฝน แล้วก็หน้าหนาว ซึ่งอาจจะทำให้คนเจ็บติดเชื้อโรคที่หูได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นเมื่อไม่สบายหวัด นอกเหนือจากนั้น คนไข้โรคภูมิแพ้อากาศก็ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะติดโรคได้อีกด้วย
  • การดูแลเด็ก เด็กที่ต้องได้รับการดูแลในสถานที่รับเลี้ยงมีการเสี่ยงที่จะป่วยหวัดรวมทั้งเกิดการติดโรคที่หูได้ง่าย เนื่องด้วยภูมิต้านทานของเด็กยังไม่ปรับปรุง และก็สถานรับเลี้ยงเด็กมักเป็นแหล่งกระจายเชื้อโรคที่ทำให้เด็กเจ็บป่วยได้มากที่สุด
  • มลภาวะทางอากาศ ฝุ่นผงควันในอากาศรวมทั้งควันที่เกิดจากบุหรี่ บางทีอาจกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการติดเชื้อในระบบฟุตบาทหายใจ รวมทั้งหูได้ง่ายขึ้น
  • การสั่งน้ำมูกแรงๆการดำน้ำ การว่ายน้ำ เวลาที่มีการอักเสบในโพรงหลังจมูกจะก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อโรคในหูชั้นกลางได้ง่ายมากยิ่งขึ้น


การติดต่อของโรงหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง โรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้องรังหรือหูน้ำหนวกนี้ เป็นโรคที่เกิดจากาการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ในรอบๆหูชั้นกึ่งกลางซึ่งไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่ได้มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)

  • ไม่แคะ ปั่น เขี่ย หรือเช็ดขี้หูออก หรือชำระล้างหูโดยใช้ไม้พันสำลี นิ้วมือ หรือวัตถุอะไรก็แล้วแต่ใส่เข้าไปในรูหู โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์และพยาบาล
  • ปกป้องไม่ให้น้ำไพเราะ โดยใช้สำลีหรือวัสดุอุดรูหู (Ear plug) ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านกีฬา (เป็นที่อุดหูสำหรับในการว่ายหรือมุดน้ำ) และก็ทุกครั้งขณะอาบน้ำ เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้น้ำเข้าหู
  • ในตอนที่มีหูน้ำหนวกไหลหรือเป็นโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องแล้วก็สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการดำน้ำหรือเล่นน้ำในสระหรือแม่น้ำลำคลอง
  • ไม่สมควรล้างหูด้วยสบู่ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบ่อยๆหรือซื้อยาหยอดหูมาใช้เอง
  • ไม่ไอแบบปิดปากแน่น หรือสั่งขี้มูก จามรุนแรงแบบปิดจมูกแน่น
  • ป้องกันตนเองไม่ให้เป็นหวัด หรือโรคฟุตบาทหายใจอักเสบ
  • กระทำตามคำแนะนำของแพทย์ กินยาดังที่หมอสั่งให้ถูก ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่หยุดยาเอง หากว่าอาการจะดีขึ้นแล้วก็ตาม เนื่องจากอาจจะเป็นผลให้การรักษาสำเร็จไม่สุดกำลัง หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนได้
  • เมื่อมีอาการน่าสงสัย หรือเป็นหวัดยาวนาน หรือ เป็นหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเฉียบพลัน (มีลักษณะไข้ หูอื้อ ปวดหู มีน้ำหนองซึ่งมีกลิ่นเหม็นไหลออกมาจากหู) ควรรีบไปพบแพทย์/แพทย์หู คอ จมูก
การป้องกันตัวเองจากโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)

  • การปกป้องในเด็กอาจทำได้โดยการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง เป็นต้นว่า ช่วยเหลือให้เด็กอ่อนกินนมแม่ หลบหลีกการส่งเด็กไปเลี้ยงที่ศูนย์เลี้ยงเด็กที่มีการสุขาภิบาลไม่ดี
  • หลบหลีกการสัมผัสใกล้ชิดผู้ไม่สบายหวัด และโรคติดเชื้อทางเท้าหายใจอื่นๆ
  • ฉีดยาคุ้มครองเชื้อนิวโมค็อกคัส (pneumococcal vaccine) ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบแล้วก็ปอดอักเสบ
  • เลี่ยงการอยู่ในที่ๆมีควันบุหรี่
  • ระมัดระวังอย่าให้เกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุกับหู หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนรอบๆหูและก็รอบๆใกล้เคียง เพราะเหตุว่าอาจทำให้แก้วหูทะลุและก็ฉีกขาดได้
  • แม้ป่วยด้วยโรคหูชั้นกลางอักเสบกระทันหันควรจะรีบกระทำการรักษาก่อนจะเปลี่ยนเป็น ระยะหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง
  • ทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์แข็งแรงเพื่อลดการเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อต่างๆด้วยการกินอาหารที่มีคุณประโยชน์ให้ครบทั้ง 5 กลุ่ม แล้วก็หมั่นออกกำลังกาย
  • เมื่อมีลักษณะอาการน่าสงสัย หรือเป็นหวัดยาวนาน หรือ เป็นหูชั้นกึ่งกลางอักเสบฉับพลัน ควรรีบไปพบหมอ
สมุนไพรที่ใช้คุ้มครอง / รักษาโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)

  • หูเสือหรือเนียมหูเสือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plectranthus amboinicus คุณประโยชน์ทางยาไทยพบว่า น้ำคั้นจากใบสามารถแก้ปวดหู พิษฝีในหู หูน้ำหนวก ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่าสามารถยั้งเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งยีสต์ ยับยั้งเชื้อรา ฆ่าแมลง ยั้งการงอกของพืชอื่น ยั้งเอนไซม์ protease จากเชื้อ HIV รวมทั้งมีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ    สารสำคัญที่พบในใบ อาทิเช่น น้ำมันหอมระเหย thymol, carvacr

11

โรคลมชัก (Epilepsy)
โรคลมชักคืออะไร โรคลมชัก หรือ โรคลมบ้าหมู มีรากศัพท์จากภาษากรีกโบราณ:  หมายถึง ยึด ถือครอง หรือ ทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย โดยเป็นกลุ่มโรคทางประสาทวิทยาซึ่งถูกจำกัดความโดยอาการชักอันมีสาเหตุมาจากการทำงานอย่างสอดคล้องกันมากเกินไปของเซลล์ประสาท โดยเหตุนี้โรคลมชัก ก็คือโรคที่มีต้นเหตุมากจากความแตกต่างจากปกติของระบบประสาทศูนย์กลางซึ่งปฏิบัติภารกิจในการควบคุมแนวทางการทำงานของร่างกาย จนถึงทำให้มีการเกิดอาการชัก
                โรคลมชักเป็นโรคระบบประสาทที่พบได้มาก ในรายงานการเรียนโดย World Health Organization (WHO) และก็ World Federal of Neurology ในปี 2547 พบว่าใน 102 ประเทศที่รายงานปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ พบว่าร้อยละ 72.5 ของประเทศกลุ่มนี้บอกว่าโรคลมชักพบได้บ่อยเป็นชั้นสองรองจากโรคปวดศีรษะ ในระหว่างที่โรคหลอดเลือดสมองเป็นอันดับสามเป็น จำนวนร้อยละ 62.7 ทำนองว่าทั่วทั้งโลกน่าจะมีบุคคลที่แก่น้อยกว่า 15 ปี เป็นโรคลมชักกว่า 10.5 ล้านคน ซึ่งคงจะเท่ากับหนึ่งในสี่ของจำนวนคนที่เป็นโรคลมชักทุกอายุ และในทุกๆปี น่าจะมีคนที่ได้รับการวินิจฉัยใหม่เป็นโรคลมชัก ราวๆ 3.5 ล้านคน ซึ่งร้อยละ 40 จะเป็นคนไข้เด็กที่อายุน้อยกว่า 15 ปี และก็กว่าร้อยละ 80 เป็นผู้ป่วยในประเทศที่กำลังพัฒนา
                ช่วงอายุที่เกิดโรคลมชักสูงเป็นตอนทารกแรกเกิดแล้วก็เด็กเล็ก มูลเหตุที่นำไปสู่โรคลมชักในตอนวัยทารกมักจะเป็นพยาธิภาวะที่เกิดในช่วงการคลอดได้แก่ผลการขาดออกซิเจน การตำหนิดเชื้อที่ระบบประสาท ส่วนเฒ่าเป็นตอนที่ได้โอกาสกำเนิดโรคลมชักสูงรองลงมา ในปัจจุบันน่าจะพบว่าอุบัติการณ์โรคลมชักในวัยแก่มากขึ้นตอนที่ในช่วงวัยทารกต่ำลงเนื่องจากความรู้ความเข้าใจทางการแพทย์สำหรับในการดูแลคนเจ็บดียิ่งขึ้น ปัญหาด้านสุขภาพต่างจากเดิม การต่อว่าดเชื้อที่ระบบประสาทที่อาจจะเป็นสาเหตุของโรคลมชักในวัยเด็กเริ่มลดน้อยลงจากการที่มีวัคซีนคุ้มครองโรคต่างๆอายุคนยืนยาวขึ้นกว่าเดิม โรคหลอดเลือดสมองซึ่งมีสาเหตุจากปัญหาการกระทำในการทานอาหารไม่เหมาะสมมากขึ้น อื่นๆอีกมากมาย สำหรับประเทศที่กำลังปรับปรุงความชุกและอุบัติการณ์โรคลมชักยังคงสูงโดยยิ่งไปกว่านั้นในเด็ก เนื่องมาจากปัญหาสุขอนามัยโรคติดเชื้อ ความสามารถสำหรับในการรักษาคนไข้ยังจำกัด มีการประมาณว่าชาวไทยทั่วทั้งประเทศ เป็นโรคลมชักโดยประมาณ 450,000 คน แล้วก็พสกนิกรโดยธรรมดายังมีความรู้ความเข้าใจต่อโรคลมชักไม่มาก
                ดังนี้ คนไข้โรคลมชัก ถ้าเกิดได้รับการดูแลรักษาอย่างเป็นจริงเป็นจังตลอดมาตลอดตั้งแต่ต้นกำเนิดอาการ ผู้ป่วยจะสามารถดำรงชีพเช่นคนปกติ เรียนหนังสือ ปฏิบัติงาน เล่นกีฬา ออกสังคม และสามารถสมรสได้ แต่ถ้าปล่อยปละละเลยมิได้รับการรักษาอย่างจริงจัง ปล่อยให้ชักอยู่เป็นประจำก็อาจจะส่งผลให้โรคสมองเสื่อม บางรายอาจทุพพลภาพหรือตายเพราะเหตุว่าอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นระหว่างชัก เช่น จมน้ำ ขับรถชน ตกจากที่สูง ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นต้น
ต้นเหตุของโรคลมชัก
โรคลมชักจำนวนมากเกิดขึ้นโดยตรวจไม่พบสาเหตุชัดแจ้ง (Idiopathic หรือ Primary Epilepsy) เชื่อว่ามีความ พร่องของสารเคมีบางสิ่งสำหรับเพื่อการควบคุมกระแสไฟฟ้าในสมอง (โดยที่องค์ประกอบของสมองปกติดี) ทำให้กระบวนการทำหน้าที่ของสมองเสียความสมดุล มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าอย่างเปลี่ยนไปจากปกติของเซลล์สมอง ทำให้เกิดอาการชัก แล้วก็หมดสติชั่วประเดี๋ยว คนไข้กลุ่มนี้มักจะมีลักษณะอาการคราวแรกในช่วงอายุ 5-20 ปี รวมทั้งอาจมีประวัติความเป็นมาว่ามีพ่อแม่หรือญาติเป็นโรคนี้ด้วย  และก็มีส่วนน้อยที่สามารถหาปัจจัยที่ชัดเจนได้ (Symptomatic หรือ Secondary  Epilepsy)  อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะความผิดปกติขององค์ประกอบสมอง อาทิเช่น สมองพิการโดยกำเนิด สมองได้รับกระทบระหว่างคลอด สมองพิการวันหลังการตำหนิดเชื้อ แผลเป็นในสมองข้างหลังผ่าตัด ฝีในสมอง เนื้องอกในสมอง โรคพยาธิในสมอง เลือดออกในสมอง (ซึ่งกลุ่มนี้พบได้บ่อยในเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 2 ปี) สภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ สภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำ โรคพิษเหล้า สารเสพติด (เช่น การเสพยาม้าเกินขนาด) พิษจากการใช้ยาบางประเภทที่ใช้เกินขนาด (กลุ่มนี้พบได้ทั่วไปในแก่ 25 ปีขึ้นไป)
ดังนี้ อาการในคนเจ็บโรคลมชักอาจเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องมีตัวกระตุ้นให้เกิดอาการ แต่ก็มีในบางกรณี หรือการใช้สารอะไรบางอย่างที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการชักได้ อย่างเช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่พอ การดื่มแอลกอฮอล์ การใช้ยารักษาอาการบางชนิดหรือกการใช้ยาเสพติด สภาวะมีระดูของหญิง นอกเหนือจากนี้ยังมีคนป่วยปริมาณหนึ่งแต่ว่าเป็นปริมาณน้อยซึ่งสามารถกำเนิดอาการชักได้หากมองเห็นแสงแฟลชที่สว่างจ้า โดยอาการชักที่เกิดขึ้นมาจากมูลเหตุนี้เรียกว่า โรคลมชักที่ผู้ป่วยไวต่อแสงกระตุ้น (Photosensitive Epilepsy)
อาการของผู้เจ็บป่วยลมชัก โรคลมชัก ไม่เหมือนกับการชักจากโรคอื่นๆคือ อาการชักจากโรคลมชัก จะต้องมีอา การ ชัก เกร็ง กระตุก กัดลิ้น น้ำลายฟูมปาก ซึ่งดังนี้ ในความเป็นจริงแล้ว โรคลมชักเอง มีลักษณะชักได้ 3 รูปแบบ ได้แก่
1.อาการชักที่มีผลต่อทุกส่วนของสมอง (Generalized Seizures) เป็นอาการชักที่เกิดขึ้นกับสมองอีกทั้ง 2 ด้าน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทย่อยๆเป็น
   อาการชักแบบใจลอย (Absence Seizures) เป็นอาการชักที่มักเกิดขึ้นในเด็ก อาการที่สะดุดตาคือการใจลอย หรือมีการขยับเขยื้อนร่างกายเพียงนิดหน่อย อาทิเช่น การกระพริบตาหรือขยับริมฝีปาก อาการชักชนิดนี้อาจเป็นต้นเหตุกระตุ้นให้เกิดการเสียการรับรู้ในระยะสั้นๆได้
   อาการชักแบบชักเกร็ง (Tonic Seizures) เป็นอาการชักที่นำไปสู่อาการเกร็งของกล้าม โดยชอบเกิดขึ้นกับกล้ามบริเวณหลัง แขนและก็ขา จนกระทั่งทำให้ผู้เจ็บป่วยล้มลงได้
             อาการชักแบบกล้ามเหน็ดเหนื่อย (Atonic Seizures) อาการชักที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อเหน็ดเหนื่อยลง ผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการชักจำพวกนี้จะไม่สามารถที่จะควบคุมกล้ามเนื้อขณะกำเนิดอาการได้ จนทำให้ผู้เจ็บป่วยล้มพับ หรือหกล้มลงได้อย่างเฉียบพลัน
   อาการชักแบบชัก (Clonic Seizures) เป็นอาการชักที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่แตกต่างจากปกติ โดยอาจจะส่งผลให้เกิดการขยับเขยื้อนในจังหวะซ้ำ มักเกิดขึ้นกับกล้ามบริเวณคอ บริเวณใบหน้า รวมทั้งแขน
             อาการชักแบบชักและเกร็ง (Tonic-clonic Seizures) เป็นอาการชักที่มีผลต่อกล้ามเนื้อภายในร่างกายทุกส่วน ก่อให้เกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งแล้วก็กระตุก มีผลทำให้คนเจ็บล้มลง แล้วก็สลบ บางรายบางทีอาจร้องไห้ในระหว่างที่ชักด้วย แล้วก็หลังจากอาการทุเลาลง คนเจ็บอาจรู้สึกอิดโรยเหตุเพราะอาการชัก
   อาการชักแบบชักตกใจ (Myoclonic Seizures) อาการชักชนิดนี้มักเกิดขึ้นแบบทันควัน โดยจะเกิดอาการชักกระตุกของแขนและขาคล้ายกับการโดนกระแสไฟฟ้าช็อต โดยมากชอบกำเนิดหลังจากตื่นนอน บ้างก็เกิดขึ้นร่วมกับอาการชักแบบอื่นๆในกลุ่มเดียวกัน
2.อาการชักเฉพาะส่วน (Partial หรือ Focal Seizures) อาการชักประเภทนี้จะเกิดขึ้นกับสมองเพียงแค่นิดหน่อย ส่งผลให้เกิดอาการชักที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น แบ่งออกเป็น 2 จำพวกเป็น
    อาการชักแบบรู้สึกตัว (Simple Focal Seizures) สำหรับอาการชักชนิดนี้ ในตอนที่กำเนิดอาการ คนป่วยจะยังคงมีสติสัมปชัญญะครบสมบูรณ์ โดยคนไข้อาจมีความรู้สึกแปลกๆหรือมีความรู้สึกวูบๆข้างในท้อง บ้างก็บางทีอาจรู้สึกเหมือนมีลักษณะอาการเดจาวู ซึ่งเป็นความรู้สึกดังว่าเคยพบเห็นหรือเกิดเหตุการณ์ที่เจออยู่มาก่อน แม้ว่าไม่เคย บางทีอาจเกิดความรู้สึกเบิกบานหรือกลัวอย่างกะทันหัน แล้วก็ได้กลิ่นหรือรับรู้รสชาติแปลกไป รู้สึกชาที่แขนแล้วก็ขา หรือมีลักษณะชักที่แขนรวมทั้งมือ เป็นต้น ทั้งนี้ อาการชักดังกล่าวมาแล้วข้างต้นอาจเป็นสัญญาณเตือนของอาการชักชนิดอื่นๆที่กำลังตามมา อาการเหล่านี้สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรวมทั้งคนที่อยู่รอบข้างเตรียมรับมือได้ทัน
    อาการชักโดยไม่ทันรู้ตัว (Complex Partial Seizures) สามารถเกิดขึ้นโดยที่คนเจ็บอาจจะไม่ทราบตัวและไม่สามารถจำได้ว่าเกิดอาการขึ้นเมื่อใด ไม่ว่าจะในช่วงเวลาที่เกิดอาการหรืออาการสงบแล้ว อาการชักชนิดนี้ไม่อาจจะคาดการณ์ได้โดยอาจมีอาการดังเช่นว่า ขยับริมฝีปาก เช็ดมือ ทำเสียงแปลกๆหมุนแขนไปบริเวณจับเสื้อผ้า เล่นกับข้าวของในมือ อยู่ในท่าทางแปลกๆเคี้ยวหรือกลืนบางสิ่ง ยิ่งไปกว่านี้ ในขณะเกิดอาการ คนป่วยจะไม่อาจจะรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบข้างได้เลย
3.อาการชักสม่ำเสมอ (Status Epilepticus) อาการชักประเภทนี้เป็นอาการที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันมากกว่า 30 นาทีขึ้นไป หรือเป็นอาการชักต่อเนื่องที่คนป่วยไม่อาจจะได้สติในขณะที่ชัก ซึ่งเป็นคราวฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
ทั้งนี้ลักษณะสำคัญของการชักในโรคลมชักทุกชนิดคือ การที่คนป่วยมีลักษณะอาการผิดปกติทางระบบประสาทดังกล่าวมาแล้วก่อนหน้านี้อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆตั้งแต่ 30 วินาที ถึง 3 นาที อา การนั้นหายได้เอง แม้กระนั้นอาการเหล่านั้นจะกำเนิดบ่อยๆและก็อาการเปลี่ยนไปจากปกติที่เกิดขึ้นในแต่ละครั้งจะมีลักษณะคล้ายกัน
ก่อนจะชัก บางบุคคลอาจมีอาการบอกเหตุล่วงหน้ามาก่อนหลายชั่วโมง หรือ 2-3 วัน ตัวอย่างเช่น รำคาญ เครียด เศร้าหมอง เวียนหัว กล้ามเนื้อกระตุก ฯลฯ แล้วก็ก่อนที่จะสลบเพียงแต่ไม่กี่วินาที คนป่วยอาจมีอาการเตือน ยกตัวอย่างเช่น ได้กลิ่นหรือรสแปลกๆหูแว่วว่ามีเสียงคนพูด ตาเห็นภาพหลอน มีอาการชะตามตัว จุกแน่นยอดอก ตากระตุก เป็นต้น หากมิได้กินยารักษา อาจมีอาการชักกำเริบซ้ำได้ปีละหลายหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสิ่งเร้า (ดูหัวข้อ “การดูแลและรักษาตนเอง”) คนไข้จะไม่มีอาการไข้ (ตัวร้อน) ร่วมด้วย ลักษณะอาการดังที่กล่าวถึงแล้วออกจะเป็นเอกลักษณ์ของโรคลมชัก ถ้าเกิดเคยได้เห็นเพียงครั้งเดียวก็จะนึกออกตลอดไป
ส่วนอาการชักซึ่งมีต้นเหตุจากโรคลมชัก มีต้นเหตุเกิดขึ้นจากการที่กรุ๊ปของเซลล์ประสาทเริ่มศักยะงานในจำนวนสูงอย่างไม่ปกติ รวมทั้งสอดคล้องต้องกัน ผลสรุปกระตุ้นให้เกิดคลื่นของการลดความต่างศักย์ เรียกว่า ดีโพลาไรซิ่ง ชิฟท์ โดยปกติภายหลังเซลล์ประสาทที่ได้รับการกระตุ้น ดำเนินการหรือสร้างศักยะงาน ตัวของมันจะทนต่อการผลิตศักยะงานซ้ำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ปัจจัยส่วนหนึ่งส่วนใดบางทีอาจได้ผลของหลักการทำงานของเซลล์ประสาทที่ถูกยั้ง การเปลี่ยนแปลงกระแสไฟด้านในเซลล์ประสาทที่ได้รับการเร่งเร้า และก็ผลพวงของอะดีโนซีน
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคลมชัก

  • กินยาคุ้มครองป้องกันโรคลมชักตามขนาดที่หมอสั่งเป็นประจำ อย่าให้หยุดยาเอง หรือรับประทานๆหยุดๆจนกว่าหมอจะพินิจพิเคราะห์ให้หยุด ซึ่งบางทีอาจใช้เวลา 2-3 ปี
  • ไปตรวจกับหมอประจำตามนัด อย่าเปลี่ยนแปลงหมอแปลงโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
  • หลบหลีกสิ่งเร้าให้เกิดอาการชัก ตัวอย่างเช่น อย่าอดหลับอดนอน หรือนอนไม่เป็นเวลา หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ  อย่าดำเนินงานทนทุกข์คร่ำเครียดหรืออ่อนล้าเกินไป  อย่าไม่กินอาหารหรือรับประทานอาหารไม่เป็นเวลา  อย่ากินเหล้าหรือเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์  อย่าเข้าไปในที่ๆมีเสียงครึกโครม หรือมีแสงจ้า หรือแสงวอบแวบ  เมื่อมีไข้สูง ต้องรีบรับประทานยาลดไข้และก็เช็ดตัวให้ไข้ต่ำลง ไม่งั้นอาจกระตุ้นให้ชักได้
  • หลีกเลี่ยงความประพฤติหรือสิ่งแวดล้อมที่เสี่ยงภัย เป็นต้นว่า ว่ายน้ำ ตะกายขึ้นที่สูง อยู่ใกล้ไฟ ดำเนินงานกับเครื่องจักร ขับขี่รถ ขับเรือ เดินข้ามถนนตามลำพัง เป็นต้น เนื่องจากว่าถ้าหากเกิดอาการชักขึ้นมา บางทีอาจได้รับอันตรายได้
  • ควรจะเผยให้เพื่อนสถานที่สำหรับทำงานหรือที่โรงเรียนได้ทราบถึงโรคที่เป็น แล้วก็ควรพกบัตรที่บันทึกเนื้อความเกี่ยวกับโรคที่เป็นและแนวทางพยาบาลเบื้องต้นเพื่อว่าเมื่อเกิดอาการชัก ผู้ที่พบเห็นจะได้ไม่สะดุ้ง แล้วก็หาทางช่วยเหลือให้ไม่มีอันตรายได้
  • ออกกำลังกาย การบริหารร่างกายอย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งยังช่วยลดอาการภาวการณ์เศร้าใจได้ แต่ก็ควรกินน้ำให้เพียงพอ รวมทั้งควรจะพักผ่อนถ้ารู้สึกอ่อนแรง
  • คุ้มครองป้องกันการบาดเจ็บที่สมอง ด้วยแนวทางดังนี้
  • ขับขี่รถโดยสวัสดิภาพ ใช้อุปกรณ์ปกป้อง คาดเข็มขัดนิรภัย หมวกนิรภัย แม้ผู้โดยสารเป็นเด็กตัวเล็กๆควรจัดให้นั่งบนที่นั่งเฉพาะสำหรับเด็กเพื่อความปลอดภัย
  • เดินให้รอบคอบ เพื่อคุ้มครองการหกล้ม โดยเฉพาะเด็กรวมทั้งคนแก่ที่มีโอกาสเสี่ยงที่จะพลัดตกหกล้มได้ง่าย ดังนั้นจะต้องมีคนรอดูแลอยู่เสมอ

การป้องกันตนเองจากโรคลมชัก แม้การเกิดโรคลมชักในหลายสาเหตุนั้นเกิดขึ้นโดยไม่ทรายสาเหตุและก็จะไม่อาจจะปกป้องได้ แม้กระนั้นความมานะบากบั่นที่จะลดการเจ็บแถวๆหัว การดูแลเด็กทารกที่ดีในช่วงข้างหลังคลอด อาจช่วยลดอัตราการเกิดโรคลมชัก(ที่มีมูลเหตุ)ได้ รวมทั้งเมื่อมีอาการชักเกิดขึ้นแล้ว ควรหาทางคุ้มครองไม่ให้อาการกำเริบขึ้น ด้วยการกินยากันชักตามขนาดที่แพทย์แนะนำ แล้วก็ผู้เจ็บป่วยจะต้องหลบหลีกต้นสายปลายเหตุที่กระตุ้นให้อาการไม่ดีขึ้น
ทั้งนี้ตอนนี้ยังไม่มียาที่ใช้คุ้มครองปกป้องการเกิดโรคลมชักได้ประสิทธิภาพที่ดี 100% แล้วก็หมอไม่นิยมที่จะให้ยาคุ้มครองปกป้องการชัก หมอจะเริ่มให้ยารักษาอาการชักในโรคลมชักต่อเมื่อมีลักษณะอาการชักเกิด ขึ้นแล้ว เพื่อป้องกัน/ลดช่องทางมีการชักซ้ำ
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคลมชัก ปัจจุบันนี้ยังไม่ได้รับกล่าวว่าสมุนไพรชนิดไหนที่สามารถคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคลมชักได้แต่ว่ามีการนำสมุนไพรของไทยไปทำการค้นคว้าและก็ทดลองในสัตว์ทดลองและก็ให้ผลเป็นที่น่าพอใจแต่ว่ายังมิได้มีการนำไปทดลองในมนุษย์ซึ่งสมุนไพรพวกนี้ อย่างเช่น

  • พริกไทยดำ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ piper nigrum Linn. อยู่ในวงศ์ Piperraceae เมื่อเร็วๆนี้มีกล่าวว่าสารสกัดพริกไทยดำมีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบ ฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ รักษาโรคมะเร็ง ต้านโรคลมชัก โดยต้านการกระตุ้นสมองของสารสื่อประสาทกลุ่มกลูตาเมตผ่านตัวรับชนิด NMDA ซึ่งฤทธิ์ต้านลมชักนี้จะสอดคล้องกับคุณประโยชน์ของพริกไทยดำที่มีการอ้างถึงไว้ทั้งยังในตำราแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีแถลงการณ์ว่าหนูอ้วนที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยการให้รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงที่ได้รับพริกไทยดำจะมีระดับความเครียดออกซิเดชัน (oxidation stress) น้อยกล่ากลุ่มที่ไม่ได้รับพริกไทยดำ
  • พรมมิ มีชื่อสามัญว่า Thyme-leaf Gratiola รวมทั้งชื่ออังกฤษว่า Dwarf bacopa มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bacopa monnieri Wettst อยู่ในตระกูล Scrophulariaceae ในพรมไม่มีสารสำคัญในกรุ๊ปแอลติดอยู่ลอยด์ ยกตัวอย่างเช่น บรามิน (brahmine), นิโคติน และสารกรุ๊ปซาโปนิน มีคุณสมบัติช่วยสำหรับในการทำความเข้าใจและก็จดจำ ช่วยลดอาการไม่สบายใจ ลดอาการเหงาหงอย แล้วก็ต้านทานอาการชัก ซึ่งมีการทดสอบที่สำคัญ ได้ดังต่อไปนี้
  • ฤทธิ์ต้านทานอาการชัก (Anticonvulsive action)การแพทย์แผนไทย มีการนำพรมมิมาใช้เป็นสมุนไพรแก้ลมเหียน ซึ่งในขณะนี้ มีการนำพรมมิมาทดลองในสัตว์ทดสอบ (หนูถีบจักร) พบว่า สารสกัดน้ำจากพรมไม่ขนาด 1-30 กรัม/กก. (น้ำหนักตัว) สามารถควบคุมอาการลมชัก (epilepsy) ได้เป็นอย่างดีโดยออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทศูนย์กลาง
เอกสารอ้างอิง

  • Magiorkinis E, Kalliopi S, Diamantis A (January 2010). "Hallmarks in the history of epilepsy: epilepsy in antiquity". Epilepsy & behavior : E&B 17 (1): 103– PMID 19963440. doi:10.1016/j.yebeh.2009.10.023.
  • รศ.นพ.อนันต์นิตย์ วิสุทธิพันธ์ . อาการชัก และโรคลมชัก. บทความประกอบการบรรยายในการประชุมวิชาการ วิทยาการก้าวหน้าทางการพยาบาลเด็ก.2555
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคลมชัก-ลมบ้าหมู.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่166.คอลัมน์แนะยา-แจงโรค.กุมภาพันธ์ 2536
  • Liu Y, Yadev VR, Aggarwal BB, Nair MG. Inhibitory effects of black pepper (Piper nigrum) extracts and compounds on human tumor cell proliferation, cyclooxygenase enzymes, lipid peroxidation and nuclear transcription factor-kappa-B. Nat Prod Commun. 2010 ;5(8):1253-7
  • โรคลมชัก.ความหมาย,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • ชาญชัย สาดแสงจันทร์.พรมมิ สมุนไพรที่คนแก่ต้องกิน.วารสารธรรมศาสตร์เวชสาร.ปีที่13.ฉบับที่4.ตุลาคม-ธันวาคม.2556
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ลมบ้าหมู.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่363.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กรกฏาคม.2553
  • Hi RA, Davies JW. Effects of Piper nigrum L. on epileptiform activity in cortical wedges prepared from DBA/2 mice. Brother Res 1997; 11(3): 222-225
  • Hammer, edited by Stephen J. McPhee, Gary D. (2010). "7". Pathophysiology of disease : an introduction to clinical medicine (6th ed. ed.). New York: McGraw-Hill Medical. ISBN 978-0-07-162167-0.
  • Nisha P, Singhal RS, Pandit AB. The degradation kinetics of flavor in black pepper (Piper nigrum L.).Journal of Food Engineering 2009; 92: 44-49.
  • Chang BS, Lowenstein DH (2003). "Epilepsy". N. Engl. J. Med. 349 (13): 1257–66. PMID 14507951. doi:10.1056/NEJMra022308.



Tags : โรคลมชัก

12

โรคไมเกรน (Migraine)
โรคไมเกรนเป็นอย่างไร โรคไมเกรนมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ ได้แก่ โรคปวดศีรษะไมเกรน , โรคปวดหัวข้างเดียว , โรคลมตะกัง เป็นต้น  โรคไมเกรนเป็นโรคที่ก่อให้เกิดลักษณะของการปวดหัวเรื้อรังประเภทหนึ่ง ที่มีลักษณะเฉพาะบุคคลที่สำคัญคือ อาการปวดศีรษะนั้นมักจะปวดด้านเดียว หรือเริ่มปวดฝ่ายเดียวก่อนแล้วจึงปวดทั้งสองข้าง และแต่ละครั้งที่ปวดชอบย้ายข้างไปๆมาๆหรือย้ายตำแหน่งได้  แต่บางครั้งอาจจะปวดทั้งสองข้างขึ้นมาพร้อมๆกันตั้งแต่ต้น  ลักษณะอาการปวดมักจะปวดตุ๊บๆเป็นช่วงๆแม้กระนั้นก็มีบางครั้งที่ปวดแบบตื้อๆส่วนใหญ่จะปวดรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมากมาย  โดยจะค่อยๆปวดมากขึ้นที่ละน้อยจนกระทั่งปวดร้ายแรงสุดกำลังแล้วจึงค่อยๆบรรเทาอาการปวดลงจนถึงหาย  ในช่วงเวลาที่ปวดหัวก็ชอบมีลักษณะอาการอ้วกหรือคลื่นไส้ร่วมด้วย   ระยะเวลาปวดชอบนานหลายชั่วโมง แม้กระนั้นส่วนใหญ่จะนานไม่เกิน 24 ชั่วโมง ในบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเตือนเอามาก่อนหลายนาที  ยกตัวอย่างเช่น สายตาขุ่นมัว หรือ เห็นแสงสว่างกระพริบๆลักษณะของการปวดนั้นไม่เลือกเวลา บางรายบางทีอาจจะปวดมากยิ่งกว่าเดิมลางดึก หรือปวดตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา บางรายก็ปวดตั้งแต่ก่อนไปนอนจวบจนกระทั่งตื่นนอนยามเช้าก็ยังไม่หายปวดเลยก็ได้
            ลักษณะของการปวดศีรษะไมเกรนต่างจากอาการปวดศีรษะธรรมดาตรงที่ว่า อาการปวดศีรษะธรรมดามักจะปวดทั่วทั้งศีรษะ จำนวนมากเป็นลักษณะของการปวดตื้อๆที่ไม่ร้ายแรงนัก และก็ชอบไม่มีอาการอื่น อาทิเช่น อาเจียนร่วมด้วย  ส่วนใหญ่จะหายได้เองเมื่อได้นอนสนิทไปพักใหญ่ คนไข้โรคนี้ส่วนมากเป็นหญิง โดยเฉลี่ยพบว่า หญิงโดยประมาณ 15% จะเป็นโรคนี้ ใน ในเวลาที่เพศชายเจอเป็นโรคนี้เพียงแค่ราวๆ 6% โดยมีอัตราการเป็นโรคไมเกรนสูงสุดทั้งยังในสตรีแล้วก็ในผู้ชายอยู่ที่ช่วงอายุ 30 -40 ปี ดังนี้แทบจะไม่เจอผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะอาการปวดหัวไมเกรนเป็นครั้งแรกเมื่ออายุเลย 50 ปีไปแล้ว
นอกเหนือจากนั้นผู้เจ็บป่วยโรคปวดหัวไมเกรน มักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย แต่ปัจจุบันโรคนี้มียาที่สามารถรักษาบรรเทาอาการ และยาที่ปกป้องอาการกำเริบของโรค มีการทำนองว่าใน 1 วัน ทั่วทั้งโลกจะมีผู้ป่วยที่มีลักษณะอาการปวดศีรษะไมเกรนราวๆ 3,000 คนต่อประชาชน 1 ล้านคน โดยเจออัตราเป็นโรคนี้สูงสุดในคนอเมริกาเหนือ รองลงมาคือคนอเมริกากึ่งกลาง อเมริกาใต้ ยุโรป ทวีปเอเชีย และแอฟริกา                                                                             
สาเหตุของโรคไมเกรน ต้นสายปลายเหตุที่จริงจริงของไมเกรนยังไม่ทราบแจ่มแจ้ง แม้กระนั้นมีการคาดคะเนว่ามีความสัมพันธ์กับความเคลื่อนไหวในการดำเนินงานของระบบประสาทและเส้นเลือดในสมองมีเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่า ซีโรโทนิน หรือ serotonin (ซึ่งพบว่ามีปริมาณลดน้อยลงขณะที่มีลักษณะกำเริบเสิบสาน) และก็สารเคมีในสมองกลุ่มอื่นๆตัวอย่างเช่น โดปามีน  ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเส้นใยประสาทสมองเส้นที่ ๕ ที่ เลี้ยงใบหน้าแล้วก็ศีรษะ และก็ทำให้เส้นเลือดแดงอีกทั้งในแล้วก็นอกกะโหลกศีรษะมีการอักเสบ แล้วก็มีการหดแล้วก็ขยายตัวไม่ดีเหมือนปกติ เส้นโลหิตในกะโหลกจะมีการหดตัวทำให้เปลือกสมองมีเลือดไปเลี้ยงน้อยลง ส่วนเส้นเลือดนอกกะโหลกศีรษะมีการขยายตัว ทั้งปวงนี้ก่อให้เกิดอาการแสดงต่างๆของโรคไมเกรน
ปัจจุบันนี้พบว่าโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าโดยประมาณร้อยละ ๖๐-๗๐ ของคนที่เป็นไมเกรน   มีประวัติว่าพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย ส่วนต้นสายปลายเหตุกำเริบของไมเกรนนั้น ผู้เจ็บป่วยมักพูดได้ว่า แต่ละครั้งที่มีลักษณะปวดศีรษะจะมีแรงกระตุ้นหรือเหตุกำเริบเสิบสานแจ่มกระจ่าง ซึ่งแต่ละคนอาจมีเหตุกำเริบเสิบสานที่ต่างๆนาๆ และมักจะมีได้หลายๆอย่างข้างในการกำเริบครั้งเดียวเหตุกำเริบเสิบสานที่พบได้บ่อยๆดังเช่นว่า

  • มีแสงไฟจ้าเข้าตา ตัวอย่างเช่น ออกกลางแดดจ้าๆแสงแรง แสงสว่างกะพริบ แสงสีระยิบในโรงมหรสพหรือสถานเริงรมย์
  • การใช้สายตาเพ่งมองอะไรนานๆเป็นต้นว่า หนังสือ หรือกล้องจุลทรรศน์ เย็บปักถักร้อย
  • การอยู่ในที่ที่มีเสียงดังจอแจ ตัวอย่างเช่น ตลาดนัด หรือเสียงอึกทึก
  • การสูดดมกลิ่นแรงๆยกตัวอย่างเช่น กลิ่นสี กลิ่นน้ำมันรถ กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสารเคมี ควันที่เกิดจากบุหรี่
  • การดื่มกาแฟมากมายๆก็อาจกระตุ้นให้ปวดได้
  • ยานอนหลับ เหล้า เบียร์สด เหล้าไวน์ ถั่วต่างๆกล้วย นมเปรี้ยว เนยแข็ง ช็อกโกแลต ตับไก่ ไส้กรอก อาหารทะเล อาหารทอดน้ำมัน ผงชูรส น้ำตาลเทียม สารกันบูด ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ล้วนกระตุ้นทำให้ปวดได้
  • การอยู่ในที่ร้อนหรือเย็นเกินความจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น อากาศร้อน หรือหนาวจัด
  • การเลิกนอน (นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ) หรือนอนมากเกินความจำเป็น การนอนตื่นสาย
  • การอดข้าว ทานข้าวไม่ถูกเวลา หรือรับประทานอิ่มจัด เชื่อว่าเกี่ยวกับภาวการณ์น้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งกระตุ้นให้ปวดศีรษะได้ บางคราวพบว่า คนป่วยไมเกรนเมื่อเป็นโรคเบาหวาน (มีน้ำตาลในเลือดสูง) ลักษณะของการปวดจะหายไป
  • การนั่งรถยนต์ นั่งเรือ หรือนั่งเครื่องบิน
  • การเจ็บป่วย เป็นต้นว่า ตัวร้อนจากหวัด ไข้หวัดใหญ่
  • การออกกำลังกายกระทั่งอ่อนแรงเกินไป
  • ร่างกายเหนื่อยล้า
  • การเช็ดกกระแทกแรงๆที่หัว (อย่างเช่น การใช้หัวโหม่งฟุตบอลหรือตะกร้อ) ก็อาจทำให้ปวดศีรษะในทันที
  • อิทธิพลของฮอร์โมนเพศสำหรับคนป่วยหญิง ส่งผลต่อการเกิดอาการไมเกรนเป็นอย่างมาก อาทิเช่น บางรายมีลักษณะอาการปวดเฉพาะเวลาใกล้จะมีหรือมีระดู แล้วก็มีไม่น้อยที่หายปวดไมเกรนขณะตั้งท้อง ๙ เดือน (มีฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนสูง) บางรายรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด (มีฮอร์โมนเอสโตรเจน) ทำให้ปวดบ่อยครั้งขึ้น พอหยุดกินยาก็
  • ความเครียดทางอารมณ์ คิดมาก อารมณ์หม่นหมอง ตื่นเต้น ตกอกตกใจ
ซึ่งในอดีตกาลมีการค้นพบทฤษฏีที่เกี่ยวกับการเกิดอาการของไมเกรนเป็น

  • แนวความคิดเกี่ยวกับเส้นโลหิต (Vascular theory) แนวคิดนี้ถูกคิดขึ้นมาในช่วงปี พ.ศ. 2483 โดย Wolff (แพทย์คนประเทศอเมริกา) ซึ่งชี้แจงว่า อาการนำก่อนปวดหัวชนิดออรา (มีอาการนำ) มีเหตุที่เกิดจากเส้นโลหิตในสมองมีการหดตัว และก็เมื่อเส้นโลหิตที่หดตัวขยายตัวออก จะมีผลให้มีลักษณะปวดหัวตามมา โดยหลักฐานสนับสนุนเป็น พบเส้นโลหิตนอกกะโหลกศีรษะมีการขยายตัวและเต้นตุ้บๆและการให้ยาช่วยทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้ลักษณะของการปวดศีรษะ ส่วนการให้ยาที่ขยายหลอดเลือด ทำให้อาการปวดศีรษะร้ายแรงขึ้น


อย่างไรก็แล้วแต่ แนวคิดนี้ไม่อาจจะอธิบายอาการนำก่อนปวดศีรษะชนิดไม่มีออรา (ไม่มีอาการนำ) รวมทั้งอาการร่วมที่เกิดระหว่างไมเกรนว่ากำเนิดได้เช่นไร ยิ่งกว่านั้น ยาบางตัวซึ่งไม่เป็นผลสำหรับการหดตัวของเส้นโลหิต แต่ว่าก็สามารถทุเลาอาการปวดหัวไมเกรนได้ รวมทั้งการตรวจภาพหลอดเลือดสมองก่อนกำเนิดอาการและระหว่างเกิดอาการ ก็ไม่สนับสนุนทฤษฎีนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวปัจจุบันทฤษฎีนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่ยอบรับ

  • แนวคิดเกี่ยวกับเซลล์ประสาท เส้นเลือด และสารสื่อประสาทร่วมกัน (Neurovascu lar theory) Leao (แพทย์ชาวบราซิล) เป็นผู้เสนอทฤษฎีนี้ในปี พ.ศ. 2487 ซึ่งอธิบายว่า เซลล์ประ สาทในสมองบางตัวมีการตื่นตัว รวมทั้งปลดปล่อยสารสื่อประสาท (สารเคมีที่มีบทบาทส่งต่อสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท) กระตุ้นเซลล์ประสาทใกล้เคียงให้ตื่นตัว และก็ส่งต่อสัญญาณไปเรื่อยการที่เซลล์ประสาทถูกกระตุ้นนี้ เอามาอธิบายการเกิดอาการนำก่อนที่จะมีการปวดหัวของคนเจ็บได้ ส่วนอาการปวดหัวของคนไข้อธิบายได้จาก เมื่อเซลล์ประสาทถูกกระตุ้นไปเรื่อยจนกระทั่งไปกระ ตุ้นกลุ่มเซลล์ประสาทเฉพาะ เรียกว่า Trigerminal nucleus ซึ่งจะปล่อยสารเคมีหลากหลายประเภทที่มีผลส่งผลให้เกิดอาการปวดไปสู่หลอดเลือด นอกเหนือจากสารเคมีกลุ่มนี้นำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของการปวดแล้ว ยังส่งผลทำให้ เส้นโลหิตขยายตัวอีกด้วย จากแนวคิดกลุ่มนี้ มีผู้ค้นพบเพิ่มต่อไปอีกเพียบเลยในปัจจุบัน


ลักษณะโรคไมเกรน เมื่อเกิดลักษณะของการปวดหัวฝ่ายเดียว หลายๆท่านเข้าใจว่าเป็นโรคปวดไมเกรน ด้วยเหตุว่าเราเคยเรียกโรคปวดไมเกรนกันว่า โรคปวดศีรษะข้างเดียว ก็เลยทำให้หลงผิดมีความคิดว่าหากมีอาการปวดศีรษะฝ่ายเดียวแสดงว่าเป็นไมเกรน   โดยความเป็นจริงอาการปวดไมเกรนนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปวดศีรษะเพียงด้านเดียว อาจปวดสองข้างก็ได้ ในทางกลับกัน ลักษณะของการปวดหัวด้านเดียวอาจไม่ใช่ไมเกรนก็ได้   โดยอาการของโรคไมเกรนสำเร็จจากการขยายแล้วก็หดของเส้นโลหิตที่กะโหลกศีรษะ โดยมักมีลักษณะนำ (aura) ก่อนลักษณะของการปวด แต่ว่าเดี๋ยวนี้พบว่าบางทีอาจไม่มีอาการนำก็ได้  ซึ่งสามารถแบ่งลักษณะโรคไมเกรนเป็น 4 ขั้น อาทิเช่น ระยะอาการนำ (Premonitory Symptom แล้วก็ Singn) ระยะอาการเตือน (Aura phase) ระยะปวดหัว (Headache) และก็ระยะหายปวด    (Postdrome) ซึ่งผู้เจ็บป่วยอาจไม่ออกอาการในทุกขั้นก็ได้

อาการแล้วก็อาการแสดงของ ไมเกรน แบ่งได้เป็นระยะต่างๆดังต่อไปนี้

  • ระยะอาการนำ (Premonitory symptom แล้วก็ singn) มีลักษณะอาการและก็อาการแสดงทางสมอง ซึ่งแสดงออกในรูปของความไม่ปกติของการทำงานของสมองแบบปกติ ความแตกต่างจากปกติของระบบทางเดินอาหาร สมดุลย์ของน้ำภายในร่างกาย และก็อาการทางกล้ามเนื้อ ซึ่งปรากฎการณ์นี้ เจอประมาณ 40% ของคนป่วยไมเกรน อาการเหล่านี้มักนำมาก่อนโดยประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนกำเนิดอาการปวดหัวและก็อาจกำเนิดเร็วใน 1 ชั่วโมง หรือกำเนิดก่อนนานถึง 2 วัน อาการพวกนี้มีอีกทั้งอาการแสดงทางจิตใจ อาการทางระบบประสาทและการเปลี่ยนแปลงในระบบอื่นๆของร่างกาย ได้แก่ สมาชิเสีย อารมณ์อารมณ์เสีย เก็บตัว ทำอะไรว่อง ทำอะไรจำเจ คิดช้าทำช้า หรือทำอะไรงุ่มสวย บางครั้งอารมณ์ร้าย ผู้ป่วยอาจมีหาวบ่อย ง่วงหงาวหาวนอนมากมายทนต่อแสงเสียงไม่ค่อยได้ ผิวหนังบางทีอาจไวต่อความรู้สึกทนต่อการสัมผัสมิได้ นอนมาก อิดโรยง่าย พูดไม่ชัดเจน คิดคำบอกเล่าไม่ออก พูดน้องลง กล้ามเนื้อคอบางทีอาจตึง มีลักษณะเมื่อยล้าทั่วๆไป รู้สึกหนาวจำต้องห่มผ้าที่มีไว้ห่ม หน้าซีด ขอบตาคล้ำ หนังตาหนักๆหรือตาลึก อาการทางเดินอาหารก็มีได้ต้องการอาหาร โดยยิ่งไปกว่านั้นของที่มีรสหวาน ไม่อยากอาหาร ขี้บ่อยมาก ท้องผูก ท้องขึ้น เจ็บท้อง อาการอื่นๆได้แก่ ปัสสาวะบ่อยครั้ง อยากดื่มน้ำ บวมจึงทำให้มั่นใจว่าไมเกรน น่าจะเป็นปรากฎการณ์ของการเปลื่ยนแปลงทางวิชาชีวเคมีในเซลล์ประสาทแล้วก็การเปลี่ยนแปลงทางหลอดเลือดในระยะปวดศีรษะเป็นปรากฎการณ์ที่ตามมาวันหลัง
  • ระยะอาการเตือน (Aura phase) เป็นอาการทางระบบประสาทเฉพาะที่ซึ่งเกิดก่อนอาการปวดศีรษะราว 30 นาที และส่วนใหญ่จะมีอาการอยู่นาน 20-30 นาที โดยธรรมดาจะหายเมื่อเกิดลักษณะของการปวดหัวขึ้นมาแล้ว ซึ่งอาการที่พบบ่อยเป็น อาการผิดปกติทางทางแลเห็น เป็นต้นว่า การเห็นแสงสี เห็นแสงสว่างระยิบระยับ เห็นแสงสว่างดาวกระพริบ และอาจมีอาการชารอบๆนิ้วมือ แขนและก็ใบหน้า และก็อาจพบภาวการณ์บอกทุกข์ยากลำบากร่วมด้วย
  • ระยะปวดศีรษะ (Headache) ชอบเริ่มเป็นช้าๆในเวลา 30-60 นาที ก่อนจะปวดศีรษะมากมายสุด แม้กระนั้นบางรายบางทีอาจสังเกตว่าปวดหัวหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว ซึ่งทำให้ไม่เคยรู้ว่าตามที่เป็นจริงอาการปวดหัวเริ่มเป็นเมื่อใดและก็เร็วทันใจแค่ไหน บางรายความรุนแรงของลักษณะของการปวดศีรษะก็ดำเนินไปอย่างช้าๆใช้เวลาครึ่งวันหรือทั้งวัน และชอบเบาๆหายไป แต่ในเด็กอาการกลุ่มนี้จะหายอย่างเร็ว ตอนหลังอ้วก ลักษณะปวดหัวนี้มีไม่ถึง 50% ที่ปวดแบบตุ๊บๆส่วนที่เหลือมักปวดตื้อๆหรือปวดเสมือนมีอะไรมารัด ลักษณะปวดที่สำคัญในไมเกรนเป็นลักษณะของการปวดในตำแหน่งต่างๆจะย้ายที่ได้แล้วก็ย้ายข้างได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นสำหรับเพื่อการเป็นแต่ละครั้งหรือสำหรับการปวดครั้งเดียวกัน และก็ลักษณะของการปวดเหล่านี้จะเป็นมากเมื่อมีการเคลื่อนศีรษะ อาการร่วมขณะปวดศีรษะมักเป็นอาการทางระบบประสาทและก็อาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งในบางรายอาการเหล่านี้จะกำเนิดในระยะอาการนำซึ่งในแต่ละคนอาการจะแตกต่างแล้วก็อาการในคนๆเดียวกันการปวดศีรษะแต่ละครั้งก็บางทีอาจแตกต่างกันได้ด้วย อาการเหล่านี้อาทิเช่น เบื่ออาหาร อ้วก อ้วก ท้องผูก ท้องเสีย รู้สึกเย็นปลายมือ ปลายตีน กลัวแสงกลัวเสียง รังเกียจให้ใครมาแตะต้องตัว ไม่สามารถทนต่อการเขย่าสั่นสะเทือน บางคนไวต่อกลิ่น รำคาญ ปวดก้านคอ เหน็ดเหนื่อย คัดจมูก เดินตุปัดตุเป๋ หรือคล้ายจะเป็นลมเป็นแล้ง ลักษณะของการปวดศีรษะจะหายไปภายหลังได้นอน 45 นาที ถึง 3 ชั่วโมง หรือวันหลังดื่มเครื่องดื่มร้อนๆหรือ ภายหลังอ้วกหรือได้ยาพารา
  • ระยะหายปวด (Postdromes) อาการที่สำคัญเป็นอ่อนแรง ซึ่งบางรายจะมีลักษณะอาการอ่อนกำลังของกล้ามแล้วก็ปวดกล้ามเนื้อ มีอาการเคลิ้ม หรือมีอารมณ์ไม่แจ่มใส ขาดสมาธิ รำคาญ หาวมากมายไม่ปกติทานอาหารได้น้อย เยี่ยวมากหรืออยากดื่มน้ำ อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่นาน 1 ชั่วโมง ถึง 4 วัน โดยเฉลี่ยราว 2 วัน


เว้นแต่โรคไมเกรนแล้ว โรคปวดศีรษะยังมีอีกหลายจำพวก ดังเช่นว่า โรคปวดหัวที่เกิดจากความเครียด (tension headache) โรคปวดหัวแบบคลัสเตอร์ (cluster headache) รวมทั้ง โรคปวดหัวเนื่องจากว่ามีแรงกดดันในสมองสูง(increase intracranial pressure) เป็นต้น ซึ่งโรคพวกนี้ทำให้เกิดการปวดศีรษะเพียงแค่ฝ่ายเดียวได้
ซึ่งโรคปวดศีรษะที่อาจจะทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นไมเกรนเป็นโรคปวดหัวที่เกิดขึ้นจากความตึงเครียด ซึ่งเป็นสภาวะที่พบได้ทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ในวัยทำงาน มีความวิตกกังวลรวมทั้งเครียดตลอดระยะเวลา จำต้องดำเนินการกับเครื่องคอมพิวเตอร์ติดต่อกันวันละหลายๆชั่วโมง ทำให้กล้ามเนื้อรอบๆบ่ารวมทั้งแขนเกิดการเกร็งตึง ก่อให้เกิดลักษณะของการปวดตึงบริเวณกำดัน ร้าวขึ้นไปที่ขมับข้างที่มีการตึงของกล้ามเนื้อ หรือกำเนิดลักษณะของการปวดรอบศีรษะเหมือนถูกรัด ซึ่งถ้าเกิดมีอาการไม่มากมาย เมื่อพัก นวดเพื่อคลายกล้ามที่เกร็งรวมทั้งตึง อาการจะหายไปเอง แม้กระนั้นในรายที่มีอาการหนักบางทีอาจปวดต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม โรคปวดศีรษะที่เกิดขึ้นจากความตึงเครียดจะไม่เกิดร่วมกับอาการอาเจียน อาเจียน ตาฝ้า หรือมองเห็นแสงสี
โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ก็มีลักษณะอาการปวดศีรษะด้านเดียวได้เช่นเดียวกัน แม้กระนั้นจะปวดรุนแรง ปวดบ่อยมาก มักปวดรอบตาและขมับ มีตาแดง น้ำตาไหล แล้วก็คัดจมูกในด้านเดียวกัน จะไม่มีคลื่นใส้คลื่นไส้ ส่วนโรคปวดหัวที่เกิดเนื่องจากมีแรงดันในสมองสูงนั้น มีสาเหตุจากมีเรื่องผิดปกติในสมอง ดังเช่น มีเนื้องวยงงอกในสมอง เลือดออกในสมอง น้ำคั่งในสมอง ฯลฯ ซึ่งจะต้องแก้ไขที่ปัจจัย
ด้วยเหตุนั้นก่อนจะสรุปว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน ควรไปพบหมอเพื่อวิเคราะห์ให้กระจ่างก่อน ไม่ควรคิดเอาเองว่ามีอาการปวดหัวข้างเดียว แสดงว่าเป็นโรคปวดหัวไมเกรนแน่นอนแล้วไปหาซื้อยาแก้ไมเกรนมารับประทาน เพราะ การกินยาไมเกรนไม่ถูกควรจะมีอันตรายมาก
วิธีการรักษาโรคไมเกรน แนวทางการวิเคราะห์ไมเกรนใช้หลักเกณฑ์ของ International Headche Society (IHS) ซึ่งแยกเป็นชนิดและประเภทออกเป็น 2 กรุ๊ป อย่างเช่น
ซึ่งเดี๋ยวนี้แพทย์ชอบวิเคราะห์จากอาการบอกเล่าของผู้ป่วย ตัวอย่างเช่น อาการปวดตุบๆที่ขมับ รวมทั้งลูบคลำได้เส้น (เส้นเลือด) ที่ขมับ เป็นๆหายๆเป็นบางครั้ง และมีเหตุกำเริบแจ่มกระจ่าง โดยที่ตรวจร่างกายด้านอื่นๆ ให้รอบคอบแล้วไม่พบสิ่งผิดปกติที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะ
ฉะนั้น  การที่จะทราบดีว่าลักษณะของการปวดศีรษะนั้นเกิดขึ้นจากโรคไมเกรนหมอต้องทำการวินิจฉัยจากลักษณะเจาะจงของลักษณะของการปวดศีรษะ  อาการที่เกิดร่วมด้วย แล้วก็ผลของการตรวจร่างกายระบบต่างๆและหลักการทำงานของสมองที่เป็นปกติ  แม้กระนั้นอย่างไรก็ตาม โรคไมเกรนบางจำพวกก็อาจส่งผลให้สมองทำงานไม่ดีเหมือนปกติไปชั่วครั้งชั่วคราวในขณะที่กำเนิดอาการปวดขึ้นได้ หมอจำเป็นต้องกระทำวินิจฉัยแยกโรคให้ได้ โดยมีหลักสำหรับการวิเคราะห์ จากลักษณะเจาะจงคือ

  • ลักษณะต่างๆของลักษณะของการปวด : ตำแหน่ง ความรุนแรง ลักษณะการปวด การดำเนินของการปวด
  • อาการที่เกิดร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น คลื่นไส้ มึนหัว
  • ความแปลกของลักษณะการทำงานของสมองหรืออวัยวะต่างๆที่อาจจะส่งผลให้กำเนิดอาการปวด ดังเช่น ความตรึกตรองเฉื่อย เห็นภาพซ้อน แขนขาอ่อนกำลัง ต้นสายปลายเหตุกระตุ้นอาการปวด ได้แก่ ความเคร่งเครียด แสงแรงๆของกินบางประเภท
  • ต้นสายปลายเหตุทุเลาอาการปวด ดังเช่นว่า การนอน การนวดหนังศีรษะ ยา


ในบางรายหมอบางทีอาจชี้แนะการตรวจอื่นๆเพื่อจำกัดวงของมูลเหตุที่ก่อให้เกิดลักษณะของการปวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่มีอาการมากมายแตกต่างจากปกติ อาการซับซ้อน หรือมีลักษณะอาการที่ร้ายแรงเฉียบพลัน ดังเช่น

  • การพิสูจน์เลือด หมอบางทีอาจให้มีการตรวจเลือดเนื่องจากว่าอาจมีการต่อว่าดเชื้อที่เส้นประสาทไขสันหลัง หรือสมอง แล้วก็กำเนิดพิษในระบบร่างกายของผู้ป่วย
  • การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) แพทย์จะให้มีการตรวจวิธีแบบนี้แม้สงสัยว่าคนเจ็บมีการติดโรค มีเลือดออกในสมอง
  • การใช้เครื่อง CT scan (Computerized Tomography) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ที่ให้ความละเอียดมากขึ้นกว่าการเอกซเรย์แบบธรรมดา เป็นการใส่ความแตกต่างจากปกติต่างๆภายในร่างกาย โดยการทำให้เห็นภาพของสมอง ให้หมอสามารถวิเคราะห์ความแปลกต่างๆได้มากขึ้น
  • การใช้เครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging) เป็นครื่องตรวจร่างกายโดยการผลิตภาพเสมือนจริงของอวัยวะส่วนต่างๆภายในร่างกาย โดยอาศัยหลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งช่วยทำให้หมอสามารถวินิจฉัยเนื้องอก การอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ดูอาการการเลือดออกในสมอง การต่อว่าดเชื้อ รวมทั้งสภาวะอื่นๆในสมองและระบบประสาท


การดูแลรักษาคนไข้เป็นโรคไมเกรน    แนวทางการรักษาคนไข้ที่เป็นโรคไมเกรนที่สำคัญอย่างเช่น การบรรเทาอาการปวดศีรษะ   แล้วก็การคุ้มครองป้องกันไม่ให้กำเนิดหรือลดความถี่ ความร้ายแรงของอาการปวดศีรษะ  เมื่อตรวจเจอว่าเป็นไมเกรน แพทย์จะเสนอแนะข้อบังคับตัวต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลีกเลี่ยงเหตุกำเริบเสิบสาน รวมทั้งจะให้ยารักษาดังนี้

  • ความเคลื่อนไหววิถีการดำรงชีวิต ดังเช่นว่า การหลีกเลี่ยงจากแรงกระตุ้นต่างๆดังเช่นว่า การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการนอนมากเกินไป ความตึงเครียดการเช็ดกแดดมากเกินไป การได้รับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มบางสิ่งบางอย่าง อาทิเช่น กาแฟ ชอคโกแลต อื่นๆอีกมากมาย อาจจะทำให้กำเนิดอาการปวดศีรษะได้ ส่วนใหญ่เหตุกระตุ้นกลุ่มนี้มักกำเนิดด้วยกันหลายๆอย่าง และก็บางคราวเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ การออกกำลังกายที่เป็นประจำเป็นทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงเหตุต่างๆกลุ่มนี้ได้
  • การใช้ยารักษา การใช้ยารักษาควรที่จะใช้เวลาจำเป็นยาหวานใจษาพอเพียงสรุปได้ดังต่อไปนี้
ยาสำหรับการรักษาอาการปวดไมเกรนแบบรุนแรง  ยกตัวอย่างเช่น

  • ยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตรอยด์ (Nonsteroid anti-inflammatory drugs; NSAIDs) อย่างเช่น ยาแก้อักเสบประเภทไม่ใช่สเตรอยด์ (Nonsteroid anti-inflammatory drugs; NSAIDs) เช่น Ibuprofen, Naproxen sodium, Paracetamol, Aspirin เป็นต้น
  • กลไกการออกฤทธิ์ : ยับยั้งเอมไซม์ cyclooxygenase (COX) นำมาซึ่งการทำให้ไม่สามารถที่จะสร้างสาร prostaglandins ก็เลยลดอาการอักเสบได้
  • ข้อบ่งใช้: บรรเทาอาการปวดระดับน้อยถึงปานกลาง
  • ปริมาณยาที่ใช้
  • Ibuprofen กินทีละ 200-600 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 3.2 กรัมต่อวัน
  • Naproxen sodium กินทีละ 275-550 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 1.65 กรัมต่อวัน
  • Paracetamol กินทีละ 500-1000 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน
  • Aspirin กินครั้งละ 650-1300 มิลลิกรัม ทุก 4 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน
  • อาการใกล้กัน: แผลในกระเพาะอาหาร
  • Ergot alkaloid อย่างเช่น ergotamine+caffeine tablet (Cafergot?)
  • กลไกการออกฤทธิ์: nonselective 5-HT receptor agonists โดยผลที่อยากหมายถึงทำให้เส้นเลือดที่สมองหดตัว
  • ข้อบ่งใช้: บรรเทาอาการปวดร้ายแรง โดยเป็นยา first line สำหรับรักษาอาการปวดศีรษะไมเกรนทันควัน
  • ปริมาณยาที่ใช้: Cafergot? (ergotamine 1 มิลลิกรัม รวมทั้ง caffeine 100 มก.) กินครั้งแรก 2 มิลลิกรัม ซ้ำได้ทุก 30 นาที ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 6 เม็ดต่อวันหรือ 10 เม็ดต่ออาทิตย์
  • อาการใกล้กัน: อาเจียน อาเจียน
  • Triptans อาทิเช่น Sumatriptan, Naratriptan
  • กลไกการออกฤทธิ์: selective 5-HT receptor agonists โดยทำให้หลอดเลือดที่สมองหดตัวแต่เนื่องจากว่าเป็น selective ก็เลยมิได้ไปกระตุ้น receptor อื่นที่นำไปสู่อาการอ้วก อ้วก เหมือนใน ergot alkaloid นำมาซึ่งการทำให้ไม่กำเนิดอาการคลื่นไส้ อ้วก
  • ข้อบ่งใช้: ทุเลาอาการปวดรุนแรงและกะทันหันรวมทั้งอาการที่ดื้อต่อยาแก้ปวดขนานอื่นๆโดยจัดเป็นยา first line สำหรับรักษาอาการปวดหัว ไมเกรนกระทันหัน
  • ขนาดยาที่ใช้:
  • Sumatriptan รับประทานครั้งละ 25-100 มิลลิกรัม และก็สามารถรับประทานซ้ำในชั่วโมงที่ 2 ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน
  • Naratriptan กินครั้งละ 2.5 มิลลิกรัมและก็สามารถรับประทานซ้ำในชั่วโมงที่ 4 ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 5 มิลลิกรัมต่อวัน
  • อาการใกล้กัน: อาการแน่นหน้าอก, บริเวณใบหน้าร้อนแดง, คลื่นไส้อาเจียน
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไมเกรน  เป็น

  • กรรมพันธุ์ ราวๆ 70% ของผู้เจ็บป่วยจะมีประวัติพี่น้องสายตรงเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน และหากมีญาติที่เป็นโรคนี้โดยเฉพาะเป็นแบบมีอาการนำจำพวกออรา (Auraหมายถึงอาการที่เกี่ยวกับความรู้สึก ยกตัวอย่างเช่น เห็นแสงสว่างวาบ มองเห็นจุดดำๆหรือรู้สึกซ่าในบริเวณใบหน้าและมือ) โอกาสที่จะเป็นโรคนี้มีราวๆ 4 เท่าเมื่อเทียบกับคนทั่วๆไป โดยส่วนมากยังไม่เคยทราบว่ามีการถ่ายทอดผ่านยีน ตัวไหนแน่ชัด แม้กระนั้นพบว่าอาจสามารถถ่าย ทอดผ่านทางจีนจากแม่สู่ลูกได้


แม้กระนั้น บางชนิดของโรคปวดศีรษะไมเกรน รู้ตำแหน่งยีนที่แตกต่างจากปกติกระจ่างเป็นโรคไมเกรนประเภทมีอัมพาตครึ่งด้านร่วมด้วย (Familial hemiplegic migraine) เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากมีความผิด ปกติที่บางตำแหน่งบนหน่วยกรรมพันธุ์ (โครโมโซม/chromosome) คู่ที่ 1 หรือ 19 ซึ่งถ่าย ทอดทางพันธุกรรมได้ โดยคนป่วยจะมีลักษณะอาการปวดศีรษะแบบมีอาการแขนขาเหน็ดเหนื่อยครึ่งซีกชั่วช้า คราวร่วมด้วย

  • การเป็นโรคบางชนิด บุคคลที่มีโรคอะไรบางอย่างจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนร่วมด้วย ยกตัวอย่างเช่น โรคลมชักบางประเภท โรคไขมันในเลือดสูงแบบที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคหืด ผู้ที่มีผนังกั้น ห้องหัวใจห้องบนรั่ว โรคเศร้าใจ ไม่สบายใจ แล้วก็โรคกรรมพันธุ์อีกหลายประเภท


การติดต่อของโรคไมเกรน  โรคไมเกรนเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากความไม่ปกติของระดับสารเคมีในสมอง รวมถึงการสื่อกระแสในสมอง หรือการทำงานเปลี่ยนไปจากปกติของเส้นเลือดสมอง ซึ่งถึงโรคไมเกรนสามารถถ่ายทองคำทา

13

โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids/Piles)
โรคริดสีดวงทวาร เป็นยังไง โรคริดสีดวงทวาร มาจากคำสองคำประสมกัน คือคำว่า "ริดสีดวง" + "ทวาร"   คำว่า "ริดสีดวง" จะหมายถึง สิ่งผิดปกติที่เป็นติ่ง หรือเนื้อยื่นออกมาจากร่างกาย ซึ่งนิยมใช้เรียกโรคริดสีดวง ที่เกิดขึ้นที่ทวารหนักเสียเป็นส่วนมาก จนกระทั่งครั้งคราวจะเรียกสั้นๆว่า  ริดสีดวงž ก็เป็นที่เข้าใจว่าเป็นโรคริดสีดวงของทวารหนัก
                ในอดีตกาลมีอีกโรคหนึ่งที่ใช้คำว่าริดสีดวงเช่นเดียวกัน คือโรคริดสีดวงของจมูก ซึ่งหมายถึง เนื้องอกผิดปกติในโพรงจมูก พบได้บ่อยในคนเจ็บ โรคภูมิแพ้ประเภทเรื้อรัง ซึ่งตอนนี้ไม่นิยมเรียกว่าริดสีดวงจมูกแล้ว แม้กระนั้นจะเรียกเนื้องอกในโพรงจมูกแทน
โรคริดสีดวงทวาร ก็คือ โรคที่มีต้นเหตุเนื่องมาจากการอักเสบ และการบวมของกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นโลหิต ที่อยู่ด้านในทวารหนักรวมทั้งรอบๆปากทวารหนัก โดยเนื้อเยื่อกลุ่มนี้มีบทบาทช่วยปกป้องรักษาเยื่อทวารหนักในตอนมีการถ่ายอุจจาระ และช่วยให้ปากทวารหนักปิดสนิทช่วงไม่ปวดถ่ายอุจจาระ
โดยริดสีดวงทวารจะเกิดความไม่ปกติขึ้นในส่วนของรูทวารหนัก ที่เรียก ว่า หมอนรอง หรือ เบาะรอง (Cushion) หมอนรองจะอยู่ลึกเข้าไป โดยประมาณ 3-4 ซ.มัธยม ลักษณะเป็นก้อนนูนออกมา ข้างในมี เส้นโลหิตและกล้ามเนื้อ ซึ่งจะต่อกับกล้ามหูรูดทวารหนักแล้วก็อยู่ใต้ ต่อจากเยื่อบุทวารหนัก ริดสีดวงทวารหนักเกิด จากการเคลื่อนลงมาของหมอนรองมีการยืดตัวของกล้ามเนื้อและก็การ โป่งพองของกรุ๊ปเส้นโลหิตและเยื่อรอบๆส่วนปลายของไส้ตรง ในคนปกติจะมีริดสีดวง (hemorrhoid tissue) ทุกคน โดยจะอยู่บริเวณ ข้างล่างของทวารหนัก เนื้อเยื่อริดสีดวงจะมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆเมื่อบวมหรืออักเสบจะมีพยาธิสภาพเป็น หัวริดสีดวง แล้วบางทีอาจมีการปริแตกของผนังหลอดเลือดในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ จึงทำให้มีเลือดออกเป็นครั้งคราว โดยมักจะมีลักษณะอาการของโรคเกิดขึ้นในเวลาท้องผูกหรือเกิดท้องเดินบ่อยมาก ปกติแล้วจะไม่ค่อยมีอาการรุนแรงหรืออันตราย โดยบางทีก็อาจจะเป็นๆหายๆเรื้อรัง ทำให้น่าเบื่อ หรือทำให้ไม่สบายใจได้
โรคริดสีดวงทวาร แบ่งได้ 2 ชนิด คือ

  • ริดสีดวงภายใน (Internal Hemorrhoids)เป็นริดสีดวงที่อยู่เหนือเส้นสมมุติที่เรียกว่า dentate line (บริเวณ แถวๆรอยที่หยักๆ) เป็นกรุ๊ปหลอดโลหิตดำที่อยู่ใต้ชั้นเยื่อบุลำไส้ข้างในรูทวารหนักปูดพอง (ขอด) ซึ่งจะตรวจเจอได้เมื่อใช้กล้องถ่ายรูปส่องตรวจ
  • ริดสีดวงทวารนอก (External Hemorrhoids) คือ ริดสีดวงที่อยู่ใต้เส้น Dentate line เป็นกรุ๊ปหลอดโลหิตดำที่ อยู่ใต้ไม่ถูกหนังรอบๆปากทวารหนักปูดพอง (ขอด) ที่สามารถแลเห็นและก็ลูบคลำได้เพราะผิวหนังรอบๆทวารจะถูกดันจนถึงโป่งออกมาผู้เจ็บป่วยก็เลยรู้สึกปวด


โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคพบได้ทั่วไป ในสหรัฐอเมริกาเจอผู้ป่วยมีอาการจากโรคนี้ได้โดยประมาณ 5% ของมวลชนคนแก่ทั้งผอง โดยเจอได้สูงในช่วงอายุ 45-65 ปี โดยสตรีและก็ผู้ชายได้โอกาสกำเนิดโรคได้ใกล้เคียงกันสิ่งที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร  เกิดขึ้นจากกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นเลือดดังที่กล่าวมาข้างต้นได้รับบาดเจ็บ หรือมีการหมุนเวียนเลือด ไม่ดีจากสาเหตุต่างๆกระทั่งก่อกำเนิดการโป่งพอง บวม อักเสบ หรือเกิดมีลิ่มเลือดในกลุ่มเยื่อดังที่กล่าวถึงแล้ว ซึ่งมูลเหตุ ส่วนมากมีต้นเหตุที่เกิดจากการเบ่งถ่ายอุจจาระเป็นประจำนานๆซึ่งได้ผลสำเร็จของท้องผูก การมีครรภ์ พฤติกรรมการดำรงอยู่ และก็รูปแบบของการถ่ายอุจจาระ ซึ่งการเบ่งอุจจาระบ่อยๆนานๆจะส่งผลเพิ่มระดับแรงดันในท้อง ทำให้การไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดดำรอบๆทวารหนักไม่สบาย เกิดการยืด ย่นย่อ คด งอ พอง และก็โตขึ้นเป็นติ่งเนื้อ ดังการเป่าเพิ่มเติมลมเข้าไปในลูกโป่ง เมื่อลูกโป่งโตขึ้น ก็จะมีความหนาของฝาผนังลดน้อยลง เมื่อใดก็ตามที่มีของแข็งๆมาเสียดสี เป็นต้นว่า อุจจาระแข็งหรือเพิ่มระดับแรงกดดันขึ้นอีก ก็จะมีผลให้มีการปริแตกหรือฉีกให้ขาดของเส้นเลือดดำ นำไปสู่เลือดออกมาเป็นเลือดสดๆได้
    นอกเหนือจากการเบ่งอึนานๆซึ่งเป็นต้นเหตุ หลักแล้ว ยังพบว่าระดับความดันโลหิตในตับที่สูง (ซึ่งเกิดได้จากความอ้วน หรือโรคตับ) อายุที่มากขึ้น อาการท้องเดินเรื้อรังยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งของโรคริดสีดวงทวารได้อีกด้วย
อาการของโรคริดสีดวงทวารด้านใน คือ คนป่วยส่วนมากมักจะมีลักษณะอาการเลือดออกทางทวารหนัก โดยไม่รู้จักสึกเจ็บแต่อย่างใด ซึ่งจะเกิดขึ้นในระหว่างหรือหลังจากถ่ายอุจจาระเสร็จ เลือดที่ออกมานั้นจะมีลักษณะเป็นเลือดสีแดงสด ออกผสมมากับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลหยดลงในโถส้วม และอาจสังเกตว่ามีเลือดเปรอะบนกระดาษชำระ เลือดจะออกมาในลักษณะอาบก้อนอุจจาระ ไม่มีมูกผสม และก็เลือดชอบหยุดไหลได้เอง ซึ่งอาการกลุ่มนี้จะมีลักษณะเป็นๆหายๆถ้ามีเลือดออกมากหรือเป็นเรื้อรัง อาจจะก่อให้เกิดอาการซีดตามมาได้ ในรายที่เป็นมาก เส้นเลือดจะบวมมากมาย ทำให้หัวริดสีดวงโผล่ออกมานอกปากทวารหนัก หรือมองเห็นเป็นก้อนเนื้อนุ่มๆปลิ้นโผล่ออกมา ซึ่งในสภาวะเช่นนี้จะมีผลให้กำเนิดอาการปวดหรือเจ็บที่ทวารหนักได้ ในบางรายอาจส่งผลให้กำเนิดอาการคันแล้วก็อาการกลั้นอุจจาระไม่อยู่ได้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ โดยปกติแบ่งความรุนแรงของโรคริดสีดวงข้างใน เป็น 4 ระดับตามความรุนแรง ยกตัวอย่างเช่น

  • ระดับ 1 เส้นโลหิตที่โป่งพอง ยังเกิดอยู่ภายในทวารหนักแล้วก็ลำไส้ตรง
  • ระดับ 2 หลอดเลือด พร้อมเยื่อบริเวณเส้นโลหิตปลิ้นโผล่ออกมาที่ปากทวารหนักในขณะอุจจาระ แต่ก้อนเนื้อนี้สามารถกลับเข้าไปด้านในทวารหนักได้เองหลังจบอุจจาระ
  • ระดับ 3 ก้อนเนื้อไม่กลับเข้าข้างในทวารหนัก หลังสุดอุจจาระแล้ว แต่ว่าสามารถใช้นิ้วดันกลับเข้าไปได้
  • ระดับ 4 ก้อนเนื้อกลับเข้าไปภายในทวารหนักมิได้ ค้างอยู่หน้าปากทวารหนัก แม้จะใช้นิ้วช่วยดันและจากนั้นก็ตาม ซึ่งเวลานี้คนป่วยจะเจ็บปวดมากมาย ที่มา : Wikipedia


และก็ควรต้องรีบเจอแพทย์เป็นการฉุกเฉิน ก่อนที่ก้อนเนื้อจะเน่าตายจากการขาดเลือด
ลักษณะของโรคริดสีดวงด้านนอกหมายถึงมีติ่งเนื้อสีชมพูคล้ำออกมาจากปากทวารหนักเมื่อมีลักษณะท้องผูกหรือท้องร่วง ทำให้คนไข้มีลักษณะปวด บวม เจ็บ และเคือง รวมทั้งถ้าหากมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในหลอดเลือดที่โป่งพองจะมีผลให้กำเนิดลักษณะของการปวด บวม เจ็บมากยิ่งขึ้น แต่ชอบไม่ค่อยพบว่ามีเลือดออกมาจากติ่งเนื้อนี้ ซึ่งธรรมดาแล้วมักจะหายเจ็บได้ด้านใน 2-3 วัน อย่างไรก็ตาม กว่าจะหายบวมบางทีอาจจะต้องใช้เวลาขั้นต่ำ 2-3 อาทิตย์ เมื่อหายก็ดีอาจจะยังมีผิวหนังเป็นติ่งคงเหลืออยู่ แล้วก็แม้หัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ก็อาจส่งผลให้มีการระคายเคืองหรือคันบริเวณรอบปากทวารหนักได้ด้วย
แนวทางการรักษาโรคริดสีดวงทวาร แพทย์จะวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวารได้จาก ประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจก้อนเนื้อรอบๆทวารหนัก และการส่องกล้องตรวจทวารหนักและลำไส้ตรง ในบางครั้งอาจมีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เมื่อจะต้องแยกจากโรคมะเร็ง โดยแพทย์จะวิเคราะห์ในอาการหลักๆกลุ่มนี้เป็นพิเศษ ดังเช่นว่า

  • มีเลือดแดงสดหยดออกมา หรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังจากที่ถ่ายอุจจาระ ปริมาณแต่ละครั้งไม่มากมายหนัก ไม่มีลักษณะของการปวดหรือแสบของทวาร
  • มีก้อนเนื้อปลิ้นจากด้านในขณะเบ่งอุจจาระ และก็ยุบกลับเข้าเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากจำต้องดันจึงจะกลับเข้าไป แล้วก็ขั้นท้ายสุดบางทีอาจย้อนอยู่ภายนอกตลอดเวลา
  • มีก้อนและก็ปวดที่ขอบทวารเกิดขึ้นเร็วใน 1 วัน แล้วก็เจ็บมากในระยะเวลา 5-7 วันแรก


กรรมวิธีการรักษาโรคริดสีดวงทวาร ได้แก่ ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของโรคริดสีดวงทวาร และการใช้ยาต่างๆดังเช่น ยาทาลดอาการคัน ยาเหน็บทวารลดอาการบวม ปวด แล้วก็ยาพารา เป็นต้น แม้กระนั้นเมื่อการดูแลและรักษาในลักษณะช่วยเหลือไม่เป็นผล การดูแลและรักษาขั้นต่อไป คือ การดูแลรักษาทางศัลยกรรม ที่มีหลายแบบอย่าง อย่างเช่น การจี้ด้วยไฟฟ้า หรือ เลเซอร์ การฉีดยาเข้าเส้นโลหิต เพื่อให้เส้นเลือดยุบแฟบ การมัดเส้นโลหิต หรือการผ่าตัดเส้นโลหิต ทั้งนี้ สังกัดความรุน แรงของโรค ข้อชี้ชัด และดุลพินิจของแพทย์ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

  • การดูแลรักษาแบบช่วยเหลืออาการ เช่น การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเพิ่มความดันในกรุ๊ปเยื่อเส้นโลหิตที่เป็นต้นเหตุของโรคริดสีดวงทวาร รวมทั้งการใช้ยาต่างๆซึ่งมักใช้ในกรณีที่เป็นริดสีดวงทวาร โดยไม่มีมูลเหตุที่ร้ายแรง ได้แก่
  • ประพฤติตามข้อเสนอของหมอ ตัวอย่างเช่น การใส่ยาทาบริเวณศีรษะริดสีดวง การเหน็บยา หรือการกินยาต่างๆตามที่หมอสั่ง
  • ระวังไม่ให้ท้องผูกหรือท้องร่วงเสมอๆคนเจ็บควรจะรับประทานผักและผลไม้ที่มีกากใยสูงๆให้มากมายๆแล้วก็ดื่มน้ำให้มากๆขั้นต่ำวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยทำให้อุจจาระนุ่มแล้วก็ถ่ายออกได้ง่าย
  • ฝึกหัดถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา ไม่กลั้น และไม่เบ่งอุจจาระมากจนเกินไป
  • หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสจัด
  • การดูแลและรักษาทางศัลยกรรม (ถ้าใช้กรรมวิธีการรักษาแบบเกื้อหนุนมาแล้วแต่ไม่ได้ผล) ทั้งนี้ ขึ้นกับความร้ายแรงของโรค ข้อชี้ชัด รวมทั้งดุลยพินิจของแพทย์ ดังเช่น
  • การฉีดยาเข้าที่หัวริดสีดวงทวาร ตัวยาจะก่อให้หลอดโลหิตดำฝ่อและก็หัวริดสีดวงยุบไป มักใช้กับโรคริดสีดวงในระยะที่ 2 แนวทางลักษณะนี้เป็นแนวทางที่สบาย ไม่เป็นอันตราย ไม่มีความเจ็บ หมอมักจะนัดหมายมาฉีดสัปดาห์ละครั้งราว 3-5 ครั้ง สามารถช่วยทำให้หายสนิทได้ประมาณ 60-70%
  • การดูแลรักษาโดยวิธีใช้ยางรัด (Rubber band ligation) หรือยิงยางรัดโคนหรือหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา ซึ่งจะมีผลให้หัวของริดสีดวงนั้นฝ่อรวมทั้งหลุดออกไปเองภายใน 5-7 วัน แนวทางจะใช้ได้ผลในด้านที่ดีในระยะ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ ผู้ป่วยมักไม่มีลักษณะของการเจ็บปวด แต่ว่าถ้ารัดยางใกล้กับแนวเส้นประสาทมากจนเกินไป จะทำให้เกิดความรู้สึกปวดอย่างหนักโดยทันที
  • การทำลายเนื้อเยื่อด้วยการเผา เป็นขั้นตอนการรักษาที่ใช้กับโรคริดสีดวงระยะที่ 2 แม้กระนั้นยังไม่เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากมาย โดยธรรมดาแล้วหมอจะใช้เฉพาะเมื่อแนวทางอื่นไม่ได้ผล ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายแนวทาง ดังเช่นว่า การเผาเนื้อเยื่อด้วยการใช้กระแสไฟฟ้าจี้, การฉายรังสีรังสีอินฟาเรด, การใช้เลเซอร์ผ่าตัด, การผ่าตัดด้วยการใช้ความเย็น เป็นต้น (การทำลายเนื้อเยื่อด้วยแสงอินฟราเรดบางทีอาจเป็นหนทางหนึ่งสำหรับกรณีที่เป็นโรคในระยะที่ 1-2 ส่วนระยะที่ 3-4 การกลับมาเป็นซ้ำจะมีอัตราที่สูง)
  • การผ่าตัดริดสีดวงทวาร มักทำให้กรณีที่เป็นมากแล้วในระยะที่ 3-4 หรือเมื่อมีลิ่มเลือด หรือมีการขาดเลือดของริดสีดวงทวาร เรื่องจริงแล้วการผ่าตัดริดสีดวงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว และไม่เจ็บในขณะผ่าตัด เพราะว่าหมอจะให้ยาสลบหรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลังก่อนเสมอ ข้างหลังการผ่าตัดผู้ป่วยอาจมีลักษณะของการเจ็บปวดบ้าง แม้กระนั้นก็ไม่มากมายก่ายกองอะไร และก็สามารถหยุดได้ด้วยการกินยาแก้ปวด นอนพักฟื้นในโรงหมอประมาณ 3-4 วันก็กลับไปอยู่บ้านได้


ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร สาเหตุที่ส่งผลให้เกิดโรคริดสีดวง

  • พันธุกรรม
  • อาชีพ เป็นต้นว่า คนที่ต้องยืนนานๆ
  • มีสาเหตุจากโรคแทรกซ้อนของโรค อาทิเช่น โรคตับแข็ง ซึ่งจะมีลักษณะอาการท้องมานในระยะสุดท้าย และก็เมื่อมีน้ำในช่องท้องมากมายๆจะมีผลไปกดการไหลเวียนเลือดในช่องท้อง เป็นสาเหตุทำให้เส้นเลือดดำไหลกลับเข้าท้องได้ไม่ดีนัก
  • ท้องผูก จะต้องเบ่งถ่ายอุจจาระเสมอๆ
  • ผู้หญิงมีครรภ์ เพราะมีการเพิ่มความดันในช่องท้อง การขยายตัวของเส้นโลหิตที่ปากทวารหนักร่วมกับท้องผูก
  • โรคอ้วนรวมทั้งน้ำหนักตัวเกิน ทำให้เพิ่มแรงดันในช่องท้องรวมทั้งในอุ้งเชิงกรานสูงขึ้น เลือดก็เลยคั่งในกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นเลือดเหมือนกันกับในหญิงมีครรภ์
  • ท้องร่วงเรื้อรัง การอุจจาระเสมอๆจะเพิ่มระดับความดัน และก็/หรือการบาดเจ็บต่อกลุ่มเยื่อหลอดเลือด ด้วยเหมือนกัน
  • โรคโดยกำเนิดที่ไม่มีลิ้นปิดเปิด (Valve) ในหลอดเลือดดำในเนื้อเยื่อหลอดเลือดซึ่งช่วยในการไหลเวียนเลือด ก็เลยเกิดภาวะเลือดคั่งในหลอดเลือด ก็เลยกำเนิดหลอดเลือดโป่งพองง่าย
  • การนั่งแช่นานๆรวมถึงนั่งอึนานๆจะกดทับกรุ๊ปเยื่อหลอดเลือด จึงเพิ่มความดัน/การเจ็บต่อกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นเลือด
  • การมีเซ็กส์ทางทวารหนัก ก็เลยมีการกดเบียดทับ/เจ็บต่อกลุ่มเยื่อเส้นโลหิตส่วนนี้เรื้อรัง ก็เลยมีเลือดคั่งในหลอดเลือด กำเนิดโป่งพองได้ง่าย


การติดต่อของโรคริดสีดวงทวาร โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการอักเสบ รวมทั้งการบวมของเนื้อเยื่อหลอดเลือดของทวารหนัก และเมื่อมีของแข็งๆมาเสียดสี หรือมีการเพิ่มระดับแรงดันในช่องท้องขึ้น จึงนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการต่างๆของโรคริดสีดวงทวารขึ้น ซึ่งโรคริดสีดวงทวารนี้มิได้เป็นโรคติดต่อแม้กระนั้นอย่างได
การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวาร

  • ใส่ยาทาบริเวณก้น/รอบๆริดสีดวง หรือ เหน็บยาตามแพทย์ชี้แนะ
  • รับประทานยาต่างๆและยาแก้ปวดตามหมอแนะนำ
  • เมื่อมีก้อนเนื้อบวมออกมาบริเวณก้น บางทีอาจประคบด้วยน้ำเย็น ซึ่งบางทีอาจช่วยลดบวมได้
  • เมื่ออุจจาระ/ปัสสาวะ ไม่สมควรกระทำความสะอาดด้วยกระดาษชำระที่แข็ง ควรจะชุบน้ำ หรือ ใช้กระดาษชำระจำพวกเปียก (มีขายในท้องตลาดแล้ว)
  • เมื่อเลือดออกมาก ใช้ผ้าขนหนูสะอาดกดบริเวณตูดไว้ให้แน่น ถ้าเลือดไม่หยุด ควรพบแพทย์เป็นการเร่งด่วน
  • กินน้ำสะอาดมากมายๆขั้นต่ำวันละ 8-10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคจำต้องจำกัดน้ำกิน
  • กินผัก ผลไม้ชนิดมีกากใยสูงมากๆตัวอย่างเช่น ฝรั่ง แอบเปิ้ล มะละกอสุก เพื่อคุ้มครองปกป้องท้องผูก
  • ฝึกฝนอุจจาระให้เป็นเวลา ไม่กลั้น และไม่เบ่งอุจจาระ
  • ไม่ควรนั่ง หรือ ยืนนานๆรวมทั้งนั่งส้วมนานๆไม่นั่งอ่านหนังสือนานๆขณะอุจจาระ
  • เจอแพทย์ตามนัดเสมอ และก็รีบเจอก่อนนัดหมายเมื่อมีอาการเปลี่ยนไปจากปกติไปจากเดิม หรือ เมื่ออาการต่างๆชั่วช้าสารเลวลง หรือเมื่อเป็นห่วงในอาการ

การป้องกันตนเองจากโรคริดสีดวงทวาร

  • หลบหลีกอาการท้องผูก เพราะเหตุว่าท้องผูกเป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของริดสีดวงทวารหนัก ทั้งที่ยังไม่ตายที่มาของการเบ่ง แล้วก็ทำให้อุจจาระแข็ง ซึ่งมีวิธีแก้ไขอาการท้องผูกด้วยการปรับพฤติกรรมของตัวเอง ดังต่อไปนี้
  • ทานอาหารที่มีเส้นใยสูง ตัวอย่างเช่น ผัก ผลไม้ แล้วก็ธัญญาหาร เพื่อช่วยทำให้อุจจาระนุ่มขึ้น
  • ควรจะกินน้ำขั้นต่ำวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตร อย่างสม่ำเสมอ
  • ควรเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์ แล้วก็คาเฟอีน ตัวอย่างเช่น เหล้า เบียร์สด เหล้าองุ่น กาแฟ ชา น้ำโคล่า เนื่องจากจะก่อให้ร่างกายขาดน้ำ อุจจาระแข็ง และถ่ายตรากตรำขึ้น
  • ควรหลีกเลี่ยงกลั้นอุจจาระ
  • ไม่สมควรนั่งหรือเบ่งอุจจาระโดยไม่รู้เรื่องสึกปวดจะถ่าย
  • ควรจะหลบหลีกการขัดถูรอบๆทวารหนักอย่างหนัก เพราะจะยิ่งระคายเคืองริดสีดวงทวารหนัก
  • ควรจะออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะว่าจะช่วยเพิ่ม กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้ขี้ได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาระบายอย่างหนัก หรือการสวนทวาร
  • พักผ่อนนอนให้เพียงพอ
  • หลบหลีกความเคร่งเครียด ทำจิตใจให้สบายอยู่เป็นประจำ
  • เมื่อมีสภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือ มีภาวการณ์อ้วนควรจะลดน้ำหนักเพื่อลดระดับความดันในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครอง/รักษาโรคริดสีดวงทวาร
เพชรสังฆาต
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Cissus quadrangularis  L.
วงศ์ :   Vitaceae
สารเคมี :  เถา มีผลึก calcium oxalate รูปเข็มจำนวนมากต้นสด 100 กรัม มี carotene 267 มิลลิกรัม, ascorbic acid (Vitamin C.) 398 มิลลิกรัม
สรรพคุณ :  เถา – ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวารหนัก
แก้ริดสีดวงทวาร  ใช้เถาสด 2-3 องคุลีต่อหนึ่งมื้อ รับประทานใหม่ๆถ้าเกิดเคี้ยวจะคันปากคันคอ เนื่องจากในสมุนไพรนี้จะมีสารเป็นผลึกรูปเข็มอยู่มาก เป็นสารชนิดเดียวกันกับที่พบในต้นบอน ต้นเผือก การรับประทานจึงใช้ใส่ไส้ในกล้วยสุก หรือมะขาม แล้วกลืนลงไป กิน 10-15 วัน จะเห็นผล
ครอบฟันสี
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Abutilon indicum (L.) Sweet
ชื่อสามัญ :   Country mallow, Indian mallow
สกุล :   Malvaceae
ราก มี Asparagin
สรรพคุณ : ราก - ปวดท้อง ท้องเสีย ริดสีดวงทวาร ขับปัสสาวะ
แก้ริดสีดวงทวาร  ใช้ราก 150 กรัม ต้มเอาน้ำข้นๆดื่มราว 1 ถ้วยชา ที่เหลืออุ่นเอาไอรมที่ตูดพอเพียงอุ่นๆทนได้ ใช้รมวันละ 5-6 ครั้ง เอาน้ำอุ่นๆชำระล้างแผลริดสีดวงทวาร
ขทาง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Pluchea indica  (L.) Less.
ชื่อสามัญ :  Indian Marsh Fleabane
วงศ์ :   Asteraceae (Compositae)
สรรพคุณ :
อีกทั้งต้นสด หรือแห้ง - ปรุงเป็นยาต้มรับประทานขับปัสสาวะ แก้โรคนิ่วในไต แก้เยี่ยวพิการ แก้ริดสีดวงทวารหนัก ริดสีดวงจมูก
เปลือก ใบ เมล็ด  - แก้ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงจมูก
ใบ - มีกลิ่นหอมหวน แก้ริดสีดวงทวาร
ยาริดสีดวงทวาร ใช้เปลือกต้น ต้มน้ำ เอาไอรมทวารหนัก รวมทั้งรับประทาน แก้โรคริดสีดวงทวาร หรือใช้เปลือกต้น (ขูดเอาขนออก) แบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 นำมาตากแห้ง ทำเป็นยาสูบ
ส่วนที่ 2 เอามาต้มน้ำกิน
ส่วนที่ 3 ต้มน้ำเอาไปรมทวารหนัก
ว่านหางจระเข้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera  (L.)  Burm.f.
ชื่อพ้อง : Aloe barbadensis  Mill
ชื่อสามัญ :  Star cactus, Aloe, Aloin, Jafferabad, Barbados
วงศ์ :  Asphodelaceae
สารเคมี:   ใบมี Aloe-emodin, Alolin, Chrysophanic acid Barbaboin, AloctinA, Aloctin B, Brady Kininase Alosin, Anthramol Histidine, Amino acid , Alanine Glutamic acid Cystine, Glutamine, Glycine.
สรรพคุณ :
ยางในใบ - เป็นยาระบาย
เนื้อวุ้น - เหน็บทวาร รักษาริดสีดวงทวาร
เป็นยาถ่าย/ยาระบาย ใช้น้ำยางสีเหลืองที่มีรสขม อาเจียน อ้วก น้ำยางสีเหลืองที่ไหลออกมาระหว่างเปลือกนอกของใบกับตัววุ้น จะให้ยาที่เรียกว่า ยาดำ
สารเคมี - สารสำคัญในยาดำเป็น G-glycoside ที่มีชื่อว่า barbaloin (Aloe-emodin anthrone C-10 glycoside)
รักษาริดสีดวงทวาร นอกจากจะช่วยรักษาแล้ว ยังช่วยบรรเทาลักษณะของการปวด อาการคันได้ด้วย โดยทำความสะอาดทวารหนักให้สะอาดแล้วก็แห้ง ควรปฏิบัติภายหลังจากการอุจจาระ หรือหลังอาบน้ำ หรือก่อนนอน เอาว่านหางจระเข้ปอกส่วนนอกของใบ แล้วเหลาให้ปลายแหลมเล็กน้อย เพื่อใช้เหน็บในช่องทวารหนัก ถ้าหากจะให้เหน็บง่าน นำไปแช่ตู้แช่เย็น หรือน้ำแข็งให้แข็ง จะทำให้สอดได้ง่าย จะต้องหมั่นเหน็บวันละ 1-2 ครั้ง จวบจนกระทั่งจะหาย
อัคคีทวาร
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Clerodendrum serratum  (L.) Moon. var.wallichii  C.B.Clarke
สกุล :   Limiaceae (Labiatae)
สรรพคุณ : ใบ, ราก, ต้น – ใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร
ใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร

  • นำรากหรือต้นยาว 1-2 องคุลี ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้นๆทาที่ริดสีดวงทวาร เป็นยากระจัดกระจายหัวริดสีดวง
  • นำใบ 10-20 ใบ มาตากแห้ง บดให้เป็นผง แล้วคลุกกับน้ำผึ้งรวง ปั้นเป็นเม็ดขนาดเม็ดพุทรา รับประทานทีละ 2-4 เม็ด แต่ละวันติดต่อกัน 7-10 วัน
  • ใช้ใบแห้งป่นเป็นผง โรยในถ่านไฟ เผาเอาควันรมหัวริดสีดวงแตกออกทวารหนัก ให้ยุบฝ่อ
เอกสารอ้างอิง

  • ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด.ยารักษาโรคริดสีดวง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่337.คอลัมน์การใช้ยาพอเพียง.พฤษภาคม.2550
  • ขลู่.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • แนะนำการปฏิบัติตัวโรคริดสีดวงทวาร.เอกสารเผยแพร่.ห้องตรวจศัลยกรรม.งานพยาบาลผู้ป่วยนอก กลุ่มภารกิจบริการวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี.
  • Mounsey, A., Halladay, J., and Sadiq, T. (2011). Am Fam Physician. 84, 204-210. http://www.disthai.com/
  • เพชรสังฆาต.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • Chen, Herbert (2010). Illustrative Handbook of General Surgery. Berlin: Springer. p. 217. ISBN 1-84882-088-7.
  • ครอบฟันสี.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 551-553.
  • ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. “ผ่าตัดริดสีดวงทวารอย่างไรไม่ให้เจ็บ (หรือเจ็บน้อย)”.  (ผศ.ดร.นพ.วรุตม์ โล่ห์สิริวัฒน์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : si.mahidol.ac.th.  [05 มี.ค. 2016].
  • อัคคีทวาร.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • ธีรพล อังกูรภักดีกุล.(2546).ริดสีดวงทวาร.Healthtoday,ปีที่3(ฉบับที่25),หน้า68-73.
  • สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ท้องผูกและริดสีดวงทวาร.(พิมพ์ครั้งที่1).กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน(2546).
  • ว่านหางจระเข้.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • รศ.นพ.วิรุณ บุญชู.ริดสีดวงทวาร.ภาควิชาศัลยศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.


14

โรคไมเกรน (Migraine)
โรคไมเกรนคืออะไร โรคไมเกรนมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ อาทิเช่น โรคปวดหัวไมเกรน , โรคปวดศรีษะฝ่ายเดียว , โรคลมตะกัง เป็นต้น  โรคไมเกรนเป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะเรื้อรังประเภทหนึ่ง ที่มีลักษณะส่วนตัวที่สำคัญคือ ลักษณะของการปวดศีรษะนั้นชอบปวดฝ่ายเดียว หรือเริ่มปวดด้านเดียวก่อนแล้วจึงปวดทั้งสองข้าง แล้วก็แต่ละครั้งที่ปวดชอบย้ายข้างไปมาหรือย้ายตำแหน่งได้  แม้กระนั้นอาจจะปวดทั้งสองข้างขึ้นมาพร้อมๆกันตั้งแต่ทีแรก  ลักษณะของการมีอาการปวดชอบปวดตุ๊บๆเป็นระยะๆแม้กระนั้นก็มีบางโอกาสที่ปวดแบบตื้อๆส่วนมากจะปวดรุนแรงปานกลางถึงร้ายแรงมาก  โดยจะเบาๆปวดเยอะขึ้นที่ละน้อยจนตราบเท่าปวดรุนแรงสุดกำลังแล้วจึงเบาๆทุเลาอาการปวดลงจนถึงหาย  ในช่วงเวลาที่ปวดศีรษะก็มักจะมีลักษณะคลื่นไส้หรือคลื่นไส้ร่วมด้วย   ช่วงเวลาปวดชอบนานหลายชั่วโมง แม้กระนั้นส่วนใหญ่จะนานไม่เกิน 24 ชั่วโมง ในบางรายอาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการเตือนเอามาก่อนหลายนาที  อาทิเช่น สายตาพร่ามัว หรือ เห็นแสงกระพริบๆลักษณะของการปวดนั้นไม่เลือกเวลา บางรายบางทีอาจจะปวดมากยิ่งกว่าเดิมลางดึกดื่น หรือปวดตั้งแต่ตื่นนอนขึ้นมา บางรายก็ปวดตั้งแต่ก่อนเข้านอนจนตราบเท่าตื่นตอนเช้าก็ยังไม่หายปวดเลยก็ได้
            ลักษณะของการปวดหัวไมเกรนไม่เหมือนกับลักษณะของการปวดหัวปกติตรงที่ว่า ลักษณะของการปวดศีรษะปกติชอบปวดทั่วทั้งยังหัว โดยมากเป็นลักษณะของการปวดตื้อๆที่ไม่ร้ายแรงนัก รวมทั้งชอบไม่มีอาการอื่น ยกตัวอย่างเช่น คลื่นไส้ร่วมด้วย  โดยมากจะหายได้เองเมื่อได้นอนหลับสนิทไปพักใหญ่ คนไข้โรคนี้โดยมากเป็นผู้หญิง โดยเฉลี่ยพบว่า เพศหญิงราวๆ 15% จะเป็นโรคนี้ ใน ขณะที่ผู้ชายพบเป็นโรคนี้เพียงแค่ประมาณ 6% โดยมีอัตราการเป็นโรคไมเกรนสูงสุดทั้งยังในสตรีรวมทั้งในผู้ชายอยู่ที่ช่วงอายุ 30 -40 ปี ดังนี้เกือบจะไม่เจอผู้เจ็บป่วยที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนเป็นครั้งแรกเมื่ออายุเลย 50 ปีไปแล้ว
นอกเหนือจากนั้นผู้เจ็บป่วยโรคปวดศีรษะไมเกรน มักมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ด้วย แต่เดี๋ยวนี้โรคนี้มียาที่สามารถรักษาทุเลาอาการ และก็ยาที่ป้องกันอาการไม่ดีขึ้นของโรค มีการประมาณว่าใน 24 ชั่วโมง ทั้งโลกจะมีคนเจ็บที่มีอาการปวดหัวไมเกรนราว 3,000 คนต่อราษฎร 1 ล้านคน โดยพบอัตราเป็นโรคนี้สูงสุดในคนอเมริกาเหนือ รองลงมาเป็นคนอเมริกากึ่งกลาง อเมริกาใต้ ยุโรป เอเชีย รวมทั้งแอฟริกา                                                                             
ที่มาของโรคไมเกรน ต้นเหตุที่แท้จริงของไมเกรนยังไม่ทราบชัดเจน แต่ว่ามีการสันนิษฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในการดำเนินงานของระบบประสาทแล้วก็เส้นโลหิตในสมองมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมองที่มีชื่อว่า ซีโรโทนิน หรือ serotonin (ซึ่งพบว่ามีจำนวนลดน้อยลงตอนที่มีอาการกำเริบ) และก็สารเคมีในสมองกลุ่มอื่นๆได้แก่ โดปามีน  ทำให้เกิดการอักเสบของเส้นใยประสาทสมองเส้นที่ ๕ ที่ เลี้ยงบริเวณใบหน้าและก็ศีรษะ และก็ทำให้เส้นโลหิตแดงอีกทั้งในรวมทั้งนอกกะโหลกศีรษะมีการอักเสบ รวมทั้งมีการหดและก็ขยายตัวผิดปกติ เส้นเลือดในหัวกะโหลกจะมีการหดตัวทำให้เปลือกสมองมีเลือดไปเลี้ยงลดน้อยลง ส่วนเส้นเลือดนอกกะโหลกศีรษะมีการขยายตัว ทั้งผองนี้ทำให้เกิดอาการแสดงต่างๆของโรคไมเกรน
เดี๋ยวนี้พบว่าโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม พบว่าประมาณร้อยละ ๖๐-๗๐ ของคนที่เป็นไมเกรน   มีประวัติว่าพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นโรคนี้ด้วย ส่วนต้นเหตุกำเริบของไมเกรนนั้น คนเจ็บมักบอกได้ว่า แต่ละครั้งที่มีลักษณะอาการปวดหัวจะมีสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นหรือเหตุกำเริบเสิบสานชัดเจน ซึ่งแต่ละคนอาจมีเหตุกำเริบที่แตกต่างกันไป และก็มักจะมีได้หลายๆอย่างข้างในการกำเริบครั้งเดียวเหตุกำเริบเสิบสานที่มักพบๆดังเช่น

  • มีแสงสว่างจ้าเข้าตา ดังเช่น ออกกลางแดดจ้าๆแสงสว่างแรง แสงไฟกะพริบ แสงสีระยิบในโรงมหรสพหรือสถานเริงรมย์
  • การใช้สายตาเพ่งมองอะไรนานๆดังเช่น หนังสือ หรือกล้องจุลทรรศน์ เย็บผ้า
  • การอยู่ในที่ที่มีเสียงดังจอแจ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดนัด หรือเสียงอึกทึก
  • การสูดดมกลิ่นแรงๆตัวอย่างเช่น กลิ่นสี กลิ่นน้ำมันรถ กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสารเคมี ควันที่เกิดจากบุหรี่
  • การดื่มกาแฟมากๆก็อาจกระตุ้นให้ปวดได้
  • ยานอนหลับ สุรา เบียร์ ไวน์ ถั่วต่างๆกล้วย นมเปรี้ยว เนยแข็ง ช็อกโกแลต ตับไก่ ไส้กรอก อาหารทะเล อาหารทอดน้ำมัน ผงชูรส น้ำตาลเทียม สารกันเสีย ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ล้วนกระตุ้นทำให้ปวดได้
  • การอยู่ในที่ร้อนหรือเย็นเหลือเกิน เช่น อากาศร้อน หรือหนาวจัด
  • การงดเว้นนอน (นอนพักผ่อนน้อยเกินไป) หรือนอนมากเหลือเกิน การนอนตื่นสาย
  • การอดข้าว รับประทานข้าวผิดเวลา หรือกินอิ่มจัด มั่นใจว่าเกี่ยวกับสภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งกระตุ้นให้ปวดหัวได้ บางครั้งพบว่า คนไข้ไมเกรนเมื่อเป็นโรคโรคเบาหวาน (มีน้ำตาลในเลือดสูง) อาการปวดจะหายไป
  • การนั่งรถยนต์ นั่งเรือ หรือนั่งเรือบิน
  • การจับไข้ อย่างเช่น ตัวร้อนจากไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่
  • การบริหารร่างกายจนถึงอ่อนล้าเกินความจำเป็น
  • ร่างกายล้า
  • การเช็ดกกระแทกแรงๆที่ศีรษะ (เป็นต้นว่า การใช้ศีรษะโหม่งบอลหรือตะกร้อ) ก็อาจทำให้ปวดหัวทันที
  • อิทธิพลของฮอร์โมนเพศสำหรับคนไข้หญิง มีผลต่อการเกิดอาการไมเกรนอย่างมาก ดังเช่น บางรายมีลักษณะอาการปวดเฉพาะเวลาใกล้จะมีหรือมีระดู รวมทั้งมีไม่น้อยที่หายปวดไมเกรนขณะตั้งครรภ์ ๙ เดือน (มีฮอร์โมนโพรเจสเตอโรนสูง) บางรายกินยาเม็ดคุมกำเนิด (มีฮอร์โมนเอสโตรเจน) ทำให้ปวดบ่อยมากขึ้น พอหยุดรับประทานยาก็ดีขึ้น
  • ความเครียดทางอารมณ์ คิดมาก อารมณ์ขุ่นหมอง ตื่นเต้น สะดุ้ง
ซึ่งในสมัยก่อนมีการศึกษาและทำการค้นพบทฤษฏีที่เกี่ยวกับการเกิดอาการของไมเกรนเป็น

  • แนวคิดเกี่ยวกับหลอดเลือด (Vascular theory) ทฤษฎีนี้ถูกคิดขึ้นมาในตอนปี พุทธศักราช 2483 โดย Wolff (แพทย์คนประเทศอเมริกา) ซึ่งชี้แจงว่า อาการนำก่อนปวดศีรษะจำพวกออรา (มีลักษณะอาการนำ) มีเหตุมาจากเส้นเลือดในสมองมีการหดตัว แล้วก็เมื่อเส้นเลือดที่หดตัวขยายตัวออก จะทำให้มีลักษณะปวดศีรษะตามมา โดยหลักฐานส่งเสริมเป็น พบเส้นโลหิตนอกกะโหลกศีรษะมีการขยายตัวแล้วก็เต้นตุ้บๆแล้วก็การให้ยาช่วยทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้ลักษณะของการปวดหัวดียิ่งขึ้น ส่วนการให้ยาที่ขยายเส้นเลือด ทำให้ลักษณะของการปวดศีรษะร้ายแรงขึ้น


อย่างไรก็แล้วแต่ ทฤษฎีนี้ไม่อาจจะชี้แจงอาการนำก่อนปวดศีรษะจำพวกไม่มีออรา (ไม่มีอาการนำ) รวมถึงอาการร่วมที่เกิดระหว่างไมเกรนว่าเกิดได้อย่างไร นอกจากนี้ ยาบางตัวซึ่งไม่มีผลในการหดตัวของหลอดเลือด แต่ว่าก็สามารถทุเลาลักษณะของการปวดศีรษะไมเกรนได้ รวมถึงการตรวจภาพเส้นโลหิตสมองก่อนเกิดอาการและก็ระหว่างเกิดอาการ ก็ไม่สนับสนุนทฤษฎีนี้ ด้วยเหตุนั้นเดี๋ยวนี้แนวคิดนี้จึงไม่ค่อยเป็นที่ยอบรับ

  • แนวความคิดเกี่ยวกับเซลล์ประสาท เส้นเลือด รวมทั้งสารสื่อประสาทด้วยกัน (Neurovascu lar theory) Leao (แพทย์ชาวบราซิล) เป็นผู้เสนอแนวคิดนี้ในปี พ.ศ. 2487 ซึ่งอธิบายว่า เซลล์ประ สาทในสมองบางตัวมีการตื่นตัว และก็ปลดปล่อยสารสื่อประสาท (สารเคมีที่มีหน้าที่ส่งต่อสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาท) กระตุ้นเซลล์ประสาทใกล้เคียงให้ตื่นตัว และก็ส่งต่อสัญญาณไปเรื่อยการที่เซลล์ประสาทถูกกระตุ้นนี้ นำมาชี้แจงการเกิดอาการนำก่อนการปวดศีรษะของผู้ป่วยได้ ส่วนลักษณะของการปวดหัวของคนป่วยอธิบายได้จาก เมื่อเซลล์ประสาทถูกกระตุ้นไปเรื่อยๆกระทั่งไปกระ ตุ้นกลุ่มเซลล์ประสาทเฉพาะประเภทหนึ่ง เรียกว่า Trigerminal nucleus ซึ่งจะปลดปล่อยสารเคมีหลายประเภทที่มีผลนำมาซึ่งลักษณะของการปวดเข้าสู่หลอดเลือด เว้นเสียแต่สารเคมีกลุ่มนี้นำไปสู่อาการปวดแล้ว ยังส่งผลทำให้ เส้นเลือดขยายตัวอีกด้วย จากแนวความคิดกลุ่มนี้ มีผู้ค้นพบเพิ่มอีกถัดไปอีกเพียบเลยในปัจจุบัน


อาการโรคไมเกรน เมื่อกำเนิดอาการปวดหัวด้านเดียว หลายๆท่านรู้เรื่องว่าเป็นโรคปวดไมเกรน เพราะเหตุว่าพวกเราเคยเรียกโรคปวดไมเกรนกันว่า โรคปวดศีรษะฝ่ายเดียว ก็เลยทำให้เข้าใจผิดมีความคิดว่าถ้ามีลักษณะปวดหัวฝ่ายเดียวแปลว่าเป็นไมเกรน   แท้จริงลักษณะของการปวดไมเกรนนั้นไม่มีความจำเป็นที่ต้องปวดศีรษะเพียงแต่ด้านเดียว อาจปวดสองข้างก็ได้ ในทางตรงกันข้าม อาการปวดหัวด้านเดียวบางทีอาจไม่ใช่ไมเกรนก็ได้   โดยอาการของโรคไมเกรนสำเร็จจากการขยายและก็หดของหลอดเลือดที่กะโหลกศีรษะ โดยมักมีอาการนำ (aura) ก่อนลักษณะของการปวด แต่ว่าตอนนี้พบว่าบางทีอาจไม่มีอาการนำก็ได้  ซึ่งสามารถแบ่งลักษณะของโรคไมเกรนเป็น 4 ขั้น อย่างเช่น ระยะอาการนำ (Premonitory Symptom และ Singn) ระยะอาการเตือน (Aura phase) ระยะปวดศีรษะ (Headache) รวมทั้งระยะหายปวด    (Postdrome) ซึ่งคนไข้บางทีอาจไม่ออกอาการในทุกขั้นก็ได้

อาการรวมทั้งอาการแสดงของ ไมเกรน แบ่งได้ระยะต่างๆดังนี้

  • ระยะอาการนำ (Premonitory symptom แล้วก็ singn) มีลักษณะอาการและก็อาการแสดงทางสมอง ซึ่งแสดงออกในรูปของความแตกต่างจากปกติของรูปแบบการทำงานของสมองแบบธรรมดา ความแตกต่างจากปกติของระบบทางเดินอาหาร เท่าเทียมของน้ำในร่างกาย และก็อาการทางกล้ามเนื้อ ซึ่งปรากฎการณ์นี้ เจอราว 40% ของผู้เจ็บป่วยไมเกรน อาการกลุ่มนี้มักนำมาก่อนโดยประมาณ 3 ชั่วโมงก่อนเกิดลักษณะของการปวดศีรษะรวมทั้งบางทีอาจกำเนิดเร็วใน 1 ชั่วโมง หรือเกิดก่อนนานถึง 2 วัน อาการพวกนี้มีอีกทั้งอาการแสดงทางจิต อาการทางระบบประสาทแล้วก็ความเคลื่อนไหวในระบบอื่นๆของร่างกาย ได้แก่ สมาชิเสีย อารมณ์หงุดหงิด เก็บเนื้อเก็บตัว ทำอะไรรวดเร็ว ทำอะไรซ้ำๆซากๆ คิดช้าทำช้า หรือทำอะไรงุ่มงาม บางครั้งบางคราวอารมณ์ร้าย ผู้เจ็บป่วยอาจมีหาวบ่อยครั้ง อยากนอนมากมายทนต่อแสงสว่างเสียงไม่ค่อยได้ ผิวหนังบางทีอาจไวต่อความรู้สึกทนต่อการสัมผัสไม่ได้ นอนมาก อิดโรยง่าย พูดไม่ชัด คิดคำพูดไม่ออก กล่าวน้องลง กล้ามคอบางทีอาจตึง มีอาการอ่อนเพลียทั่วไป รู้สึกหนาวจำต้องคลุมผ้าที่มีไว้สำหรับห่ม หน้าซีด ขอบตาคล้ำ หนังตาหนักๆหรือตาลึก อาการทางเดินอาหารก็มีได้ต้องการของกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งของที่มีรสหวาน เบื่ออาหาร อุจจาระบ่อยครั้ง ท้องผูก อาการท้องอืด ปวดท้อง อาการอื่นๆยกตัวอย่างเช่น เยี่ยวบ่อย กระหายน้ำ บวมก็เลยทำให้เชื่อว่าไมเกรน น่าจะเป็นปรากฎการณ์ของการเปลื่ยนแปลงทางวิชาชีวเคมีในเซลล์ประสาทและก็การเปลี่ยนแปลงทางเส้นโลหิตในระยะปวดหัวเป็นปรากฎการณ์ที่ตามมาคราวหลัง
  • ระยะอาการเตือน (Aura phase) เป็นอาการทางระบบประสาทเฉพาะที่ซึ่งเกิดก่อนอาการปวดศีรษะโดยประมาณ 30 นาที และก็โดยมากจะมีอาการอยู่นาน 20-30 นาที โดยปกติจะหายเมื่อเกิดอาการปวดศีรษะขึ้นมาแล้ว ซึ่งอาการที่พบได้บ่อยเป็น อาการแตกต่างจากปกติทางทางเห็น เป็นต้นว่า การเห็นแสงสี เห็นแสงระยิบ มองเห็นแสงสว่างดาวกระพริบ และอาจมีอาการชารอบๆนิ้วมือ แขนรวมทั้งใบหน้า และก็อาจพบสภาวะพูดตรากตรำร่วมด้วย
  • ระยะปวดหัว (Headache) มักจะเริ่มเป็นช้าๆในเวลา 30-60 นาที ก่อนที่จะปวดศีรษะมากสุด แต่ว่าบางรายอาจสังเกตว่าปวดศีรษะหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้ว ซึ่งทำให้ไม่เคยรู้ว่าตามที่เป็นจริงลักษณะของการปวดหัวเริ่มเป็นเมื่อใดและเร็วเพียงใด บางรายความรุนแรงของอาการปวดศีรษะก็ดำเนินไปอย่างช้าๆใช้เวลาครึ่งวันหรือทั้งวัน และก็ชอบเบาๆหายไป แม้กระนั้นในเด็กอาการพวกนี้จะหายอย่างเร็ว ตอนหลังอาเจียน ลักษณะปวดหัวนี้มีไม่ถึง 50% ที่ปวดแบบตุ๊บๆส่วนที่เหลือมักปวดทื่อๆหรือปวดราวกับมีอะไรมารัด ลักษณะปวดที่สำคัญในไมเกรนหมายถึงอาการปวดในตำแหน่งต่างๆจะย้ายที่ได้รวมทั้งย้ายข้างได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นสำหรับเพื่อการเป็นแต่ละครั้งหรือสำหรับเพื่อการปวดครั้งเดียวกัน แล้วก็อาการปวดกลุ่มนี้จะเป็นมากเมื่อมีการขยับเขยื้อนหัว อาการร่วมขณะปวดศีรษะมักเป็นอาการทางระบบประสาทและอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งในบางรายอาการพวกนี้จะกำเนิดในระยะอาการนำซึ่งในแต่ละคนอาการจะแตกต่างกันแล้วก็อาการในคนๆเดียวกันการปวดศีรษะแต่ละครั้งก็อาจแตกต่างกันได้ด้วย อาการเหล่านี้อาทิเช่น ไม่อยากกินอาหาร คลื่นไส้ อ้วก ท้องผูก ท้องเสีย รู้สึกเย็นปลายมือ ปลายเท้า กลัวแสงสว่างกลัวเสียง ไม่ชอบให้ผู้ใดกันมาสัมผัสตัว ไม่อาจจะทนต่อการสั่นกระเทือน บางบุคคลไวต่อกลิ่น หงุดหงิด ปวดก้านคอ อ่อนล้า คัดจมูก เดินตุปัดตุเป๋ หรือเหมือนจะเป็นลม ลักษณะของการปวดศีรษะจะหายไปวันหลังได้นอน 45 นาที ถึง 3 ชั่วโมง หรือคราวหลังดื่มเครื่องดื่มร้อนๆหรือ คราวหลังอ้วกหรือได้ยาพารา
  • ระยะหายปวด (Postdromes) อาการที่สำคัญ คือ เหน็ดเหนื่อย ซึ่งบางรายจะมีลักษณะเมื่อยล้าของกล้ามแล้วก็ปวดกล้าม มีอาการเคลิ้ม หรือมีอารมณ์ไม่แจ่มใส ขาดสมาธิ รำคาญ หาวมากไม่ปกติกินอาหารได้น้อย เยี่ยวมากมายหรืออยากดื่มน้ำ อาการเหล่านี้จะเป็นอยู่นาน 1 ชั่วโมง ถึง 4 วัน โดยเฉลี่ยราว 2 วัน


นอกจากโรคไมเกรนแล้ว โรคปวดหัวยังมีอีกหลายประเภท อาทิเช่น โรคปวดหัวที่เกิดจากความเคร่งเครียด (tension headache) โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (cluster headache) และก็ โรคปวดศีรษะเพราะมีแรงกดดันในสมองสูง(increase intracranial pressure) ฯลฯ ซึ่งโรคกลุ่มนี้ทำให้เกิดการปวดหัวเพียงแต่ฝ่ายเดียวได้
ซึ่งโรคปวดหัวที่อาจจะส่งผลให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นไมเกรน คือ โรคปวดศีรษะที่เกิดขึ้นมาจากความเครียด ซึ่งเป็นสภาวะที่มักพบโดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่อยู่ในวัยทำงาน มีความไม่สาบายใจและเครียดตลอดเวลา จำเป็นต้องดำเนินงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ติดต่อกันวันละหลายๆชั่วโมง ทำให้กล้ามเนื้อรอบๆบ่าและก็แขนมีการเกร็งตึง นำไปสู่อาการปวดตึงบริเวณกำดัน ร้าวขึ้นไปที่ขมับข้างที่มีการตึงของกล้าม หรือเกิดลักษณะของการปวดรอบศีรษะคล้ายถูกรัด ซึ่งถ้ามีอาการไม่มาก เมื่อพัก นวดเพื่อคลายกล้ามที่เกร็งและก็ตึง อาการจะหายไปเอง แม้กระนั้นในรายที่มีลักษณะหนักบางทีอาจปวดสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม โรคปวดหัวที่เกิดขึ้นมาจากความตึงเครียดจะไม่กำเนิดร่วมกับอาการอ้วก อาเจียน ตาฟาง หรือมองเห็นแสงสี
โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ก็มีลักษณะอาการปวดหัวด้านเดียวได้เหมือนกัน แม้กระนั้นจะปวดร้ายแรง ปวดหลายครั้ง มักปวดรอบตารวมทั้งขมับ มีตาแดง น้ำตาไหล แล้วก็คัดจมูกในด้านเดียวกัน จะไม่มีคลื่นใส้อ้วก ส่วนโรคปวดศีรษะที่เกิดเนื่องมาจากมีแรงกดดันในสมองสูงนั้น มีเหตุที่เกิดจากมีสิ่งผิดปกติในสมอง ดังเช่นว่า มีเนื้องงมากอกในสมอง เลือดออกในสมอง น้ำคั่งในสมอง ฯลฯ ซึ่งต้องปรับปรุงแก้ไขที่ปัจจัย
ด้วยเหตุนั้นก่อนที่จะสรุปว่าเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน ควรจะไปพบแพทย์เพื่อวิเคราะห์ให้แจ่มแจ้งก่อน ไม่ควรคิดเอาเองว่ามีอาการปวดศีรษะฝ่ายเดียว แสดงว่าเป็นโรคปวดหัวไมเกรนแน่ๆแล้วไปหาซื้อยาแก้ไมเกรนมารับประทาน ด้วยเหตุว่า การรับประทานยาไมเกรนไม่ถูกควรมีอันตรายมาก
ขั้นตอนการรักษาโรคไมเกรน กรรมวิธีการวินิจฉัยไมเกรนใช้หลักเกณฑ์ของ International Headche Society (IHS) ซึ่งแบ่งประเภทและชนิดออกเป็น 2 กรุ๊ป ตัวอย่างเช่น
ซึ่งปัจจุบันนี้แพทย์ชอบวิเคราะห์จากอาการบรรยายของผู้ป่วย เช่น อาการปวดตุบๆที่ขมับ รวมทั้งคลำได้เส้น (หลอดเลือด) ที่ขมับ เป็นๆหายๆเป็นบางโอกาส และก็มีเหตุกำเริบชัดเจน โดยที่ตรวจร่างกายด้านอื่นๆ อย่างถี่ถ้วนแล้วไม่เจอสิ่งผิดปกติที่จะนำไปสู่ลักษณะของการปวดหัว
โดยเหตุนั้น  การที่จะรู้ว่าลักษณะของการปวดหัวนั้นเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากโรคไมเกรนหมอต้องกระทำการวินิจฉัยจากลักษณะเฉพาะเจาะจงของลักษณะของการปวดศีรษะ  อาการที่เกิดร่วมด้วย แล้วก็ผลการตรวจร่างกายระบบต่างๆและก็การทำงานของสมองที่เป็นปกติ  แม้กระนั้นอย่างไรก็แล้วแต่ โรคไมเกรนบางชนิดก็อาจจะเป็นผลให้สมองทำงานไม่ดีเหมือนปกติไปชั่วครั้งคราวในขณะที่กำเนิดลักษณะของการปวดขึ้นได้ แพทย์ควรต้องกระทำการวินิจฉัยแยกโรคให้ได้ โดยมีหลักสำหรับการวิเคราะห์ จากลักษณะเจาะจงคือ

  • ลักษณะต่างๆของอาการปวด : ตำแหน่ง ความรุนแรง ลักษณะการปวด การดำเนินของการปวด
  • อาการที่เกิดร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น คลื่นไส้ วิงเวียน
  • ความผิดปกติของแนวทางการทำงานของสมองหรืออวัยวะต่างๆที่อาจก่อให้เกิดอาการปวด ได้แก่ ความคิดความอ่านช้า เห็นภาพซ้อน แขนขาเหน็ดเหนื่อย ต้นเหตุกระตุ้นอาการปวด ได้แก่ ความเคร่งเครียด แสงแรงๆอาหารบางประเภท
  • ต้นสายปลายเหตุดีขึ้นลักษณะของการปวด ตัวอย่างเช่น การนอนหลับ การนวดหนังหัว ยา


ในบางรายหมออาจเสนอแนะการตรวจอื่นๆเพื่อจำกัดวงของต้นเหตุที่กระตุ้นให้เกิดลักษณะของการปวด โดยยิ่งไปกว่านั้นกับคนไข้ที่มีลักษณะมากไม่ดีเหมือนปกติ อาการซับซ้อน หรือมีอาการที่รุนแรงรุนแรง อาทิเช่น

  • การตรวจเลือด แพทย์บางทีอาจให้มีการตรวจเลือดด้วยเหตุว่าอาจมีการตำหนิดเชื้อที่เส้นประสาทไขสันหลัง หรือสมอง และกำเนิดพิษในระบบร่างกายของคนไข้
  • การเจาะตรวจน้ำไขสันหลัง (Lumbar Puncture) หมอจะให้มีการตรวจวิธีการแบบนี้หากสงสัยว่าคนเจ็บมีการติดเชื้อ มีเลือดออกในสมอง
  • การใช้เครื่อง CT scan (Computerized Tomography) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ที่ให้ความละเอียดมากขึ้นกว่าการเอกซเรย์แบบธรรมดา เป็นการหาความเปลี่ยนไปจากปกติต่างๆในร่างกาย โดยการทำให้เห็นภาพของสมอง ให้หมอสามารถวิเคราะห์ความผิดแปลกต่างๆได้มากขึ้น
  • การใช้งานเครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging) เป็นครื่องตรวจร่างกายโดยการสร้างภาพเหมือนจริงของอวัยวะส่วนต่างๆภายในร่างกาย โดยอาศัยวิธีการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยเนื้องอก การอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ดูอาการการเลือดออกในสมอง การต่อว่าดเชื้อ รวมทั้งภาวะอื่นๆในสมองแล้วก็ระบบประสาท


การดูแลและรักษาผู้เจ็บป่วยเป็นโรคไมเกรน    กระบวนการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคไมเกรนที่สำคัญยกตัวอย่างเช่น การบรรเทาลักษณะของการปวดหัว   แล้วก็การปกป้องไม่ให้กำเนิดหรือลดความถี่ ความร้ายแรงของลักษณะของการปวดหัว  เมื่อตรวจเจอว่าเป็นไมเกรน แพทย์จะเสนอแนะข้อควรกระทำตัวต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การหลีกเลี่ยงเหตุกำเริบเสิบสาน รวมทั้งจะให้ยารักษาดังนี้

  • การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิต เช่น การหลีกเลี่ยงจากตัวกระตุ้นต่างๆเช่น การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือการนอนมากเหลือเกิน ความตึงเครียดการถูกแดดมากเกินไป การได้รับประทานของกิน หรือเครื่องดื่มบางสิ่ง อาทิเช่น กาแฟ ชอคโกแลต ฯลฯ อาจจะส่งผลให้กำเนิดอาการปวดศีรษะได้ ส่วนมากต้นสายปลายเหตุกระตุ้นกลุ่มนี้มักกำเนิดด้วยกันหลายๆอย่าง และก็บางครั้งเป็นสิ่งที่เลี่ยงมิได้ การบริหารร่างกายที่เป็นประจำเป็นทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับคนที่ไม่อาจจะเลี่ยงต้นสายปลายเหตุต่างๆเหล่านี้ได้
  • การใช้ยารักษา การใช้ยารักษาควรจะใช้เวลาจำเป็นยาหวานใจษาพอเพียงสรุปได้ดังต่อไปนี้
ยาในการรักษาลักษณะของการปวดไมเกรนแบบฉับพลัน  ดังเช่น

  • ยาแก้อักเสบจำพวกไม่ใช่สเตรอยด์ (Nonsteroid anti-inflammatory drugs; NSAIDs) ดังเช่นว่า ยาแก้อักเสบจำพวกไม่ใช่สเตรอยด์ (Nonsteroid anti-inflammatory drugs; NSAIDs) ดังเช่น Ibuprofen, Naproxen sodium, Paracetamol, Aspirin เป็นต้น
  • กลไกการออกฤทธิ์ : ยั้งเอมไซม์ cyclooxygenase (COX) ส่งผลให้ไม่สามารถที่จะสร้างสาร prostaglandins ก็เลยลดอาการอักเสบได้
  • ข้อบ่งใช้: ทุเลาอาการปวดระดับน้อยถึงปานกลาง
  • ขนาดยาที่ใช้
  • Ibuprofen รับประทานทีละ 200-600 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 3.2 กรัมต่อวัน
  • Naproxen sodium รับประทานทีละ 275-550 มก. ทุก 4-6 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 1.65 กรัมต่อวัน
  • Paracetamol กินครั้งละ 500-1000 มิลลิกรัม ทุก 4-6 ชั่วโมง ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน
  • Aspirin รับประทานครั้งละ 650-1300 มิลลิกรัม ทุก 4 ชั่วโมง ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 4 กรัมต่อวัน
  • อาการใกล้กัน: แผลในกระเพาะ
  • Ergot alkaloid ตัวอย่างเช่น ergotamine+caffeine tablet (Cafergot?)
  • กลไกการออกฤทธิ์: nonselective 5-HT receptor agonists โดยผลที่ต้องการ คือ ทำให้เส้นเลือดที่สมองหดตัว
  • ข้อบ่งใช้: บรรเทาอาการปวดร้ายแรง โดยเป็นยา first line สำหรับรักษาอาการปวดหัวไมเกรนกระทันหัน
  • ขนาดยาที่ใช้: Cafergot? (ergotamine 1 มิลลิกรัม และก็ caffeine 100 มก.) รับประทานหนแรก 2 มก. ซ้ำได้ทุก 30 นาที ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 6 เม็ดต่อวันหรือ 10 เม็ดต่อสัปดาห์
  • อาการข้างเคียง: อาเจียน คลื่นไส้
  • Triptans เป็นต้นว่า Sumatriptan, Naratriptan
  • กลไกการออกฤทธิ์: selective 5-HT receptor agonists โดยทำให้เส้นโลหิตที่สมองหดตัวแม้กระนั้นเพราะเป็น selective จึงไม่ได้ไปกระตุ้น receptor อื่นที่กระตุ้นให้เกิดอาการอาเจียน คลื่นไส้ เสมือนใน ergot alkaloid ส่งผลให้ไม่เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน
  • ข้อบ่งใช้: บรรเทาลักษณะของการปวดรุนแรงและรุนแรงรวมทั้งอาการที่ดื้อต่อยาแก้ปวดขนานอื่นๆโดยจัดเป็นยา first line สำหรับรักษาลักษณะของการปวดศีรษะ ไมเกรนทันควัน
  • ขนาดยาที่ใช้:
  • Sumatriptan กินทีละ 25-100 มก. และก็สามารถกินซ้ำในชั่วโมงที่ 2 ขนาดยาสูงสุดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน
  • Naratriptan รับประทานทีละ 2.5 มิลลิกรัมและก็สามารถกินซ้ำในชั่วโมงที่ 4 ปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 5 มก.ต่อวัน
  • อาการใกล้กัน: อาการแน่นหน้าอก, ใบหน้าร้อนแดง, อ้วกอ้วก
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไมเกรน  คือ

  • กรรมพันธุ์ ราว 70% ของผู้ป่วยจะมีประวัติพี่น้องสายตรงเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรน และก็ถ้าหากมีเครือญาติที่เป็นโรคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแบบมีอาการนำจำพวกออรา (Auraเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับความรู้ความเข้าใจสึก อาทิเช่น มองเห็นแสงวาบ มองเห็นจุดดำๆหรือรู้สึกซ่าในบริเวณใบหน้าและมือ) โอกาสที่จะเป็นโรคนี้มีโดยประมาณ 4 เท่าเมื่อเทียบกับคนทั่วๆไป โดยส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักว่ามีการถ่ายทอดผ่านยีน ตัวไหนแจ่มแจ้ง แต่พบว่าอาจสามารถถ่าย ทอดผ่านทางจีนจากแม่สู่ลูกได้


อย่างไรก็ตาม บางประเภทของโรคปวดศีรษะไมเกรน รู้ตำแหน่งยีนที่ผิดปกติแจ่มแจ้ง คือ โรคไมเกรนชนิดมีอัมพาตครึ่งส่วนร่วมด้วย (Familial hemiplegic migraine) เกิดขึ้นจากมีความผิด ปกติที่บางตำแหน่งบนหน่วยกรรมพันธุ์ (โครโมโซม/chromosome) คู่ที่ 1 หรือ 19 ซึ่งถ่าย ทอดทางพันธุกรรมได้ โดยผู้ป่วยจะมีลักษณะปวดศีรษะแบบมีลักษณะอาการแขนขาอ่อนเพลียครึ่งส่วนเลวทราม คราวร่วมด้วย

  • การเป็นโรคบางประเภท บุคคลที่มีโรคบางสิ่งจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคปวดศีรษะไมเกรนร่วมด้วย เช่น โรคลมชักบางประเภท โรคไขมันในเลือดสูงแบบที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม โรคหืด มีผนังกั้น ห้องหัวใจห้องบนรั่ว โรคไม่มีชีวิตชีวา วิตก และโรคกรรมพันธุ์อีกหลายแบบ


การติดต่อของโรคไมเกรน  โรคไมเกรนเป็นโรคที่เกิดจากความเปลี่ยนไปจากปกติของระดับสารเคมีในสมอง รวมทั้งการสื่อกระแสในสมอง หรือการท

15

โรคริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids/Piles)
[url=http://www.disthai.com/16865414/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A3-hemorrhoidspiles]โรคริดสีดวงทวาร[/url] เป็นยังไง โรคริดสีดวงทวาร มาจากคำสองคำประสมกัน เป็นคำว่า "ริดสีดวง" + "ทวาร"   คำว่า "ริดสีดวง" จะเป็น เรื่องผิดปกติที่เป็นติ่ง หรือเนื้อยื่นออกมาจากร่างกาย ซึ่งนิยมใช้เรียกโรคริดสีดวง ที่เกิดขึ้นที่ทวารหนักเสียเป็นส่วนมาก จนบางทีจะเรียกสั้นๆว่า  ริดสีดวงž ก็เป็นที่เข้าใจว่าเป็นโรคริดสีดวงของทวารหนัก
                ในอดีตกาลมีอีกโรคหนึ่งที่ใช้คำว่าริดสีดวงเหมือนกัน เป็นโรคริดสีดวงของจมูก ซึ่งก็คือ เนื้องอกไม่ดีเหมือนปกติในโพรงจมูก พบได้มากในคนป่วย โรคภูมิแพ้ชนิดเรื้อรัง ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่นิยมเรียกว่าริดสีดวงจมูกแล้ว แม้กระนั้นจะเรียกเนื้อแตกหน่อในโพรงจมูกแทน
โรคริดสีดวงทวาร ก็คือ โรคที่เกิดขึ้นจากการอักเสบ รวมทั้งการบวมของกลุ่มเนื้อเยื่อเส้นโลหิต ที่อยู่ภายในทวารหนักรวมทั้งรอบๆปากทวารหนัก โดยเนื้อเยื่อกลุ่มนี้มีหน้าที่ช่วยคุ้มครองเนื้อเยื่อทวารหนักในช่วงมีการถ่ายอุจจาระ รวมทั้งช่วยให้ปากทวารหนักปิดสนิทตอนไม่ปวดอุจจาระ
โดยริดสีดวงทวารจะเกิดความผิดปกติขึ้นในส่วนของรูทวารหนัก ที่เรียก ว่า หมอนรอง หรือ เบาะรอง (Cushion) หมอนรองจะอยู่ลึกเข้าไป โดยประมาณ 3-4 เซลเซียสมัธยม ลักษณะเป็นก้อนนูนออกมา ภายในประกอบด้วย เส้นเลือดและก็กล้ามเนื้อ ซึ่งจะต่อกับกล้ามหูรูดทวารหนักและก็อยู่ใต้ ต่อจากเยื่อบุทวารหนัก ริดสีดวงทวารหนักเกิด จากการเขยื้อนลงมาของหมอนรองมีการยืดตัวของกล้ามเนื้อและการ โป่งพองของกรุ๊ปเส้นโลหิตรวมทั้งเนื้อเยื่อรอบๆส่วนปลายของลำไส้ตรง ในคนธรรมดาจะมีริดสีดวง (hemorrhoid tissue) ทุกคน โดยจะอยู่รอบๆ ข้างล่างของทวารหนัก เยื่อริดสีดวงจะมีอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ๆเมื่อบวมหรืออักเสบจะมีพยาธิสภาพเป็น หัวริดสีดวง แล้วบางทีอาจมีการปริแตกของฝาผนังเส้นโลหิตในขณะเบ่งถ่ายอุจจาระ จึงทำให้มีเลือดออกเป็นบางครั้ง โดยชอบมีอาการของโรคเกิดขึ้นในเวลาท้องผูกหรือกำเนิดท้องเสียบ่อยมาก ธรรมดาแล้วจะไม่ค่อยมีลักษณะรุนแรงหรืออันตราย โดยบางครั้งก็อาจจะเป็นๆหายๆเรื้อรัง ทำให้น่าเบื่อหน่าย หรือทำให้ตื่นตระหนกได้
โรคริดสีดวงทวาร แบ่งได้ 2 จำพวกเป็น

  • ริดสีดวงด้านใน (Internal Hemorrhoids) คือ ริดสีดวงที่อยู่เหนือเส้นสมมุติที่เรียกว่า dentate line (รอบๆ แถบรอยที่หยักๆ) เป็นกรุ๊ปหลอดโลหิตดำที่อยู่ใต้ชั้นเยื่อบุไส้ข้างในรูทวารหนักปูดพอง (ขอด) ซึ่งจะตรวจเจอได้เมื่อใช้กล้องถ่ายรูปส่องตรวจ
  • ริดสีดวงทวารนอก (External Hemorrhoids) คือ ริดสีดวงที่อยู่ใต้เส้น Dentate line เป็นกลุ่มหลอดเลือดดำที่ อยู่ใต้ไม่ถูกหนังรอบๆปากทวารหนักปูดพอง (ขอด) ที่สามารถมองเห็นรวมทั้งลูบคลำได้ไพเราะผิวหนังรอบๆทวารจะถูกดันจนกระทั่งโป่งออกมาคนไข้จึงรู้สึกเจ็บปวด


โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคพบได้มาก ในประเทศสหรัฐอเมริกาเจอผู้เจ็บป่วยมีลักษณะจากโรคนี้ได้ราว 5% ของราษฎรผู้ใหญ่ทั้งปวง โดยพบได้สูงในช่วงอายุ 45-65 ปี โดยเพศหญิงรวมทั้งเพศชายได้โอกาสเกิดโรคได้ใกล้เคียงกันสาเหตุของโรคริดสีดวงทวาร  เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากกรุ๊ปเยื่อเส้นเลือดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วได้รับบาดเจ็บ หรือมีการเวียนโลหิต ไม่ดีจากสาเหตุต่างๆจนถึงก่อให้เกิดการโป่งพอง บวม อักเสบ หรือเกิดมีลิ่มเลือดในกลุ่มเนื้อเยื่อดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ซึ่งมูลเหตุ จำนวนมากมีเหตุมาจากการเบ่งถ่ายอุจจาระบ่อยๆนานๆซึ่งได้ผลสำเร็จของท้องผูก การตั้งครรภ์ ความประพฤติปฏิบัติการดำรงชีวิต และรูปแบบของการอึ ซึ่งการเบ่งอุจจาระเป็นประจำนานๆจะมีผลเพิ่มระดับแรงกดดันในช่องท้อง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตในหลอดเลือดดำบริเวณทวารหนักไม่สบาย เกิดการยืด ร่น คด งอ พอง แล้วก็โตขึ้นเป็นติ่งเนื้อ เช่นเดียวกับการเป่าเติมลมเข้าไปในลูกโป่ง เมื่อลูกโป่งโตขึ้น ก็จะมีความดกของฝาผนังลดลง เมื่อใดก็ตามที่มีของแข็งๆมาเสียดสี เช่น อุจจาระแข็งหรือเพิ่มระดับแรงดันขึ้นอีก ก็จะมีผลให้มีการปริแตกหรือฉีกจนขาดของเส้นเลือดดำ ส่งผลให้เกิดเลือดออกมาเป็นเลือดสดๆได้
    นอกจากการเบ่งอุจจาระนานๆซึ่งเป็นสาเหตุ หลักแล้ว ยังพบว่าระดับความดันเลือดในตับที่สูง (ซึ่งกำเนิดได้จากความอ้วน หรือโรคตับ) อายุที่มากขึ้น อาการท้องร่วงเรื้อรังยังเป็นอีกต้นสายปลายเหตุหนึ่งของโรคริดสีดวงทวารได้อีกด้วย
อาการของโรคริดสีดวงทวารข้างในเป็นผู้ป่วยโดยมากชอบมีลักษณะอาการเลือดออกทางทวารหนัก โดยไม่รู้จักสึกเจ็บอะไร ซึ่งจะเกิดขึ้นในระหว่างหรือหลังจากที่ถ่ายอุจจาระเสร็จ เลือดที่ออกมานั้นจะมีลักษณะเป็นเลือดสีแดงสด ออกผสมมากับอุจจาระ หรือมีเลือดไหลหยดลงในโถส้วม และอาจสังเกตว่ามีเลือดเปรอะบนกระดาษชำระ เลือดจะออกมาในลักษณะอาบก้อนอุจจาระ ไม่มีมูกปน รวมทั้งเลือดมักจะหยุดไหลได้เอง ซึ่งอาการกลุ่มนี้จะมีลักษณะเป็นๆหายๆหากมีเลือดออกมากหรือเป็นเรื้อรัง อาจจะทำให้กำเนิดอาการซีดเซียวตามมาได้ ในรายที่เป็นมาก เส้นเลือดจะบวมมาก ทำให้หัวริดสีดวงโผล่ออกมานอกปากทวารหนัก หรือเห็นเป็นก้อนเนื้อนิ่มๆปลิ้นโผล่ออกมา ซึ่งในสภาวะเช่นนี้จะมีผลให้กำเนิดอาการปวดหรือเจ็บที่ทวารหนักได้ ในบางรายอาจก่อให้เกิดอาการคันและอาการกลั้นอุจจาระไม่อยู่ได้ด้วยด้วยเหมือนกัน
ดังนี้ โดยธรรมดาแบ่งความร้ายแรงของโรคริดสีดวงภายใน เป็น 4 ระดับตามความรุนแรง เป็นต้นว่า

  • ระดับ 1 เส้นเลือดที่โป่งพอง ยังเกิดอยู่ข้างในทวารหนักแล้วก็ไส้ตรง
  • ระดับ 2 หลอดเลือด พร้อมเยื่อรอบๆเส้นโลหิตปลิ้นโผล่ออกมาที่ปากทวารหนักในขณะอุจจาระ แต่ก้อนเนื้อนี้สามารถกลับเข้าไปข้างในทวารหนักได้เองหลังหมดอุจจาระ
  • ระดับ 3 ก้อนเนื้อไม่กลับเข้าภายในทวารหนัก หลังสุดอุจจาระแล้ว แต่สามารถใช้นิ้วดันกลับเข้าไปได้
  • ระดับ 4 ก้อนเนื้อกลับเข้าไปด้านในทวารหนักไม่ได้ ค้างอยู่หน้าปากทวารหนัก ถึงแม้ว่าจะใช้นิ้วช่วยดันแล้วก็ตาม ซึ่งช่วงนี้ผู้ป่วยจะเจ็บปวดมาก ที่มา : Wikipedia


และควรต้องรีบเจอหมอเป็นการรีบด่วน ก่อนที่จะก้อนเนื้อจะเน่าตายจากการขาดเลือด
ลักษณะโรคริดสีดวงด้านนอกหมายถึงมีติ่งเนื้อสีชมพูคล้ำออกมาจากปากทวารหนักเมื่อมีลักษณะท้องผูกหรือท้องเสีย ทำให้คนไข้มีลักษณะอาการปวด บวม เจ็บ รวมทั้งเคือง รวมทั้งแม้มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในหลอดเลือดที่โป่งพองจะก่อให้กำเนิดลักษณะของการปวด บวม เจ็บเพิ่มมากขึ้น แต่ชอบไม่ค่อยพบว่ามีเลือดออกจากติ่งเนื้อนี้ ซึ่งธรรมดาแล้วชอบหายเจ็บได้ด้านใน 2-3 วัน แม้กระนั้น กว่าจะหายบวมอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ เมื่อหายดีแล้วบางทีก็อาจจะยังมีผิวหนังเป็นติ่งคงเหลืออยู่ รวมทั้งถ้าเกิดหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ก็อาจจะส่งผลให้มีการระคายหรือคันรอบๆรอบปากทวารหนักได้ด้วย
กรรมวิธีรักษาโรคริดสีดวงทวาร หมอจะวินิจฉัยโรคริดสีดวงทวารได้จาก ประวัติความเป็นมาอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจก้อนเนื้อรอบๆทวารหนัก และก็การส่องกล้องตรวจทวารหนักรวมทั้งลำไส้ตรง ในบางครั้งอาจมีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา เมื่อจำต้องแยกจากโรคมะเร็ง โดยหมอจะวิเคราะห์ในอาการหลักๆเหล่านี้เป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่น

  • มีเลือดแดงสดหยดออกมา หรือพุ่งออกมาขณะเบ่งถ่าย หรือหลังจากที่ถ่ายอุจจาระ จำนวนแต่ละครั้งไม่มากมายหนัก ไม่มีอาการปวดหรือแสบของทวาร
  • มีก้อนเนื้อปลิ้นจากภายในขณะเบ่งขี้ แล้วก็ยุบกลับเข้าเมื่อหยุดเบ่ง เมื่อเป็นมากจำต้องดันก็เลยจะกลับเข้าไป แล้วก็ขั้นตอนสุดท้ายบางทีอาจย้อนอยู่ภายนอกตลอดเวลา
  • มีก้อนและก็ปวดที่ขอบทวารเกิดขึ้นเร็วใน 1 วัน และก็เจ็บมากมายในระยะเวลา 5-7 วันแรก


แนวทางการรักษาโรคริดสีดวงทวาร อาทิเช่น ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตเพื่อลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของโรคริดสีดวงทวาร และก็การใช้ยาต่างๆตัวอย่างเช่น ยาทาลดอาการคัน ยาเหน็บทวารลดอาการบวม ปวด แล้วก็ยาพารา ฯลฯ แต่ว่าเมื่อการดูแลรักษาในลักษณะช่วยเหลือไม่เป็นผล การรักษาขั้นต่อไปเป็นการรักษาทางศัลยกรรม ที่มีหลายแบบ อาทิเช่น การจี้ด้วยกระแสไฟฟ้า หรือ เลเซอร์ การฉีดยาเข้าหลอดเลือด เพื่อให้เส้นโลหิตยุบแฟบ การผูกเส้นโลหิต หรือการผ่าตัดเส้นโลหิต ทั้งนี้ ขึ้นกับความรุน แรงของโรค ข้อบ่งชี้ แล้วก็ดุลยพินิจของแพทย์ซึ่งมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

  • การดูแลรักษาแบบเกื้อหนุนอาการ ตัวอย่างเช่น การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันเพื่อลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเพิ่มความดันในกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นเลือดที่เป็นต้นเหตุของโรคริดสีดวงทวาร แล้วก็การใช้ยาต่างๆซึ่งมักใช้ในกรณีที่เป็นริดสีดวงทวาร โดยไม่มีต้นสายปลายเหตุที่ร้ายแรง ดังเช่นว่า
  • ทำตามคำเสนอแนะของแพทย์ เช่น การใส่ยาใช้ภายนอกแถวๆหัวริดสีดวง การเหน็บยา หรือการกินยาต่างๆดังที่หมอสั่ง
  • ระวังอย่าให้ท้องผูกหรือท้องเดินเป็นประจำผู้เจ็บป่วยควรรับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยสูงๆให้มากๆรวมทั้งดื่มน้ำให้มากมายๆอย่างต่ำวันละ 8-10 แก้ว เพื่อช่วยทำให้อุจจาระนุ่มและก็ถ่ายออกได้ง่าย
  • ฝึกหัดถ่ายอุจจาระให้ตรงเวลา ไม่กลั้น และไม่เบ่งอุจจาระมากเกินความจำเป็น
  • หลบหลีกการรับประทานอาหารรสจัด
  • การรักษาทางศัลยกรรม (ถ้าเกิดใช้กรรมวิธีรักษาแบบเกื้อกูลมาแล้วแต่ไม่เป็นผล) ทั้งนี้ ขึ้นกับความร้ายแรงของโรค ข้อบ่งชี้ และก็ดุลยพินิจของหมอ ดังเช่น
  • การฉีดยาเข้าที่เข้าทางหัวริดสีดวงทวาร ตัวยาจะมีผลให้เส้นเลือดดำฝ่อแล้วก็หัวริดสีดวงยุบไป มักใช้กับโรคริดสีดวงในระยะที่ 2 แนวทางนี้เป็นวิธีที่สบาย ไม่มีอันตราย ไม่มีความเจ็บปวด แพทย์มักจะนัดหมายมาฉีดอาทิตย์ละครั้งโดยประมาณ 3-5 ครั้ง สามารถช่วยให้หายสนิทได้ประมาณ 60-70%
  • การดูแลรักษาโดยวิธีใช้ยางรัด (Rubber band ligation) หรือยิงยางรัดโคนหรือหัวของริดสีดวงที่โผล่ออกมา ซึ่งจะก่อให้หัวของริดสีดวงนั้นฝ่อและหลุดออกไปเองด้านใน 5-7 วัน วิธีจะใช้ได้ผลในทางที่ดีในระยะ 2 โดยเฉพาะเมื่อหัวริดสีดวงมีขนาดใหญ่ คนเจ็บมักไม่มีลักษณะของการเจ็บปวด แต่ว่าถ้าหากรัดยางใกล้กับแนวเส้นประสาทมากจนเกินไป จะก่อให้เกิดความรู้สึกปวดอย่างรุนแรงโดยทันที
  • การทำลายเยื่อด้วยการเผา เป็นกระบวนการรักษาที่ใช้กับโรคริดสีดวงระยะที่ 2 แม้กระนั้นยังไม่เป็นที่นิยมอย่างล้นหลาม ปกติแล้วหมอจะใช้เฉพาะเมื่อแนวทางอื่นไม่เป็นผล ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลายแนวทาง ดังเช่นว่า การเผาเยื่อด้วยการใช้ไฟฟ้าจี้, การฉายรังสีอินฟราเรด, การใช้แสงเลเซอร์ผ่าตัด, การผ่าตัดด้วยการใช้ความเย็น ฯลฯ (การทำลายเยื่อด้วยแสงอินฟราเรดบางทีอาจเป็นโอกาสหนึ่งสำหรับในกรณีที่เป็นโรคในระยะที่ 1-2 ส่วนระยะที่ 3-4 การกลับมาเป็นซ้ำจะมีอัตราที่สูง)
  • การผ่าตัดริดสีดวงทวาร มักทำให้กรณีที่เป็นมากแล้วในระยะที่ 3-4 หรือเมื่อมีลิ่มเลือด หรือมีการขาดเลือดของริดสีดวงทวาร ความเป็นจริงแล้วการผ่าตัดริดสีดวงไม่ใช่เรื่องน่าสะพรึงกลัว และไม่เจ็บในขณะผ่าตัด เนื่องจากว่าแพทย์จะให้ยาสลบหรือฉีดยาชาเข้าไขสันหลังก่อนเสมอ หลังการผ่าตัดคนป่วยอาจมีอาการเจ็บปวดบ้าง แม้กระนั้นก็ไม่เยอะแยะอะไร รวมทั้งสามารถหยุดได้ด้วยการกินยาแก้ปวด นอนพักฟื้นในโรงพยาบาลโดยประมาณ 3-4 วันก็กลับบ้านได้


ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร เหตุที่นำไปสู่โรคริดสีดวง

  • กรรมพันธุ์
  • อาชีพ ตัวอย่างเช่น ผู้ที่จำเป็นต้องยืนนานๆ
  • เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากโรคแทรกซ้อนของโรค เป็นต้นว่า โรคตับแข็ง ซึ่งจะมีลักษณะอาการโรคท้องมานในระยะสุดท้าย และเมื่อมีน้ำในช่องท้องมากๆจะมีผลไปกดการไหลเวียนของโลหิตในท้อง เป็นสาเหตุทำให้หลอดโลหิตดำไหลกลับเข้าช่องท้องได้ไม่ดีนัก
  • ท้องผูก จำเป็นต้องเบ่งขี้เสมอๆ
  • ผู้หญิงท้อง เนื่องมาจากมีการเพิ่มความดันในช่องท้อง การขยายตัวของเส้นโลหิตที่ปากทวารหนักร่วมกับท้องผูก
  • โรคอ้วนแล้วก็น้ำหนักตัวเกิน ทำให้เพิ่มแรงกดดันในช่องท้องแล้วก็ในอุ้งเชิงกรานสูงมากขึ้น เลือดจึงคั่งในกรุ๊ปเนื้อเยื่อหลอดเลือดเหมือนกับในหญิงตั้งท้อง
  • ท้องเดินเรื้อรัง การอุจจาระบ่อยๆจะเพิ่มระดับความดัน และ/หรือการบาดเจ็บต่อกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นโลหิต เช่นกัน
  • โรคแต่กำเนิดที่ไม่มีลิ้นปิดเปิด (Valve) ในเส้นเลือดดำในเนื้อเยื่อหลอดเลือดซึ่งช่วยสำหรับการไหลเวียนเลือด จึงเกิดภาวะเลือดคั่งในหลอดเลือด ก็เลยกำเนิดเส้นโลหิตโป่งพองง่าย
  • การนั่งแช่นานๆรวมถึงนั่งอุจจาระนานๆจะกดทับกลุ่มเนื้อเยื่อเส้นเลือด จึงเพิ่มความดัน/การบาดเจ็บต่อกลุ่มเยื่อเส้นโลหิต
  • การมีเซ็กส์ทางทวารหนัก จึงมีการกดเบียดทับ/เจ็บต่อกรุ๊ปเนื้อเยื่อเส้นโลหิตส่วนนี้เรื้อรัง จึงมีเลือดคั่งในเส้นเลือด เกิดโป่งพองได้ง่าย


การติดต่อของโรคริดสีดวงทวาร โรคริดสีดวงทวารเป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบ แล้วก็การบวมของเยื่อหลอดเลือดของทวารหนัก และเมื่อมีของแข็งๆมาเสียดสี หรือมีการเพิ่มระดับแรงกดดันในท้องขึ้น จึงนำมาซึ่งอาการต่างๆของโรคริดสีดวงทวารขึ้น ซึ่งโรคริดสีดวงทวารนี้มิได้เป็นโรคติดต่อแม้กระนั้นอย่างได
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคริดสีดวงทวาร

  • ทายาทาบริเวณก้น/รอบๆริดสีดวง หรือ เหน็บยาตามหมอเสนอแนะ
  • รับประทานยาต่างๆรวมถึงยาแก้ปวดตามแพทย์เสนอแนะ
  • เมื่อมีก้อนเนื้อบวมออกมาบริเวณตูด บางทีอาจประคบด้วยน้ำเย็น ซึ่งบางทีอาจช่วยลดบวมได้
  • เมื่ออุจจาระ/เยี่ยว ไม่สมควรกระทำความสะอาดด้วยกระดาษชำระที่แข็ง ควรชุบน้ำ หรือ ใช้กระดาษชำระจำพวกเปียก (มีขายในตลาดแล้ว)
  • เมื่อเลือดออกมาก ใช้ผ้าขนหนูสะอาดกดรอบๆก้นไว้ให้แน่น ถ้าเลือดไม่หยุด ควรจะเจอแพทย์เป็นการรีบด่วน
  • กินน้ำสะอาดมากมายๆขั้นต่ำวันละ 8-10 แก้ว เมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำ
  • รับประทานผัก ผลไม้จำพวกมีกากใยสูงมากๆเป็นต้นว่า ฝรั่ง แอบเปิ้ล มะละกอสุก เพื่อคุ้มครองปกป้องท้องผูก
  • ฝึกหัดอุจจาระให้ตรงเวลา ไม่กลั้น และไม่เบ่งอุจจาระ
  • ไม่สมควรนั่ง หรือ ยืนนานๆและก็นั่งส้วมนานๆไม่นั่งอ่านหนังสือนานๆขณะอุจจาระ
  • เจอหมอตามนัดหมายเสมอ และก็รีบเจอก่อนนัดเมื่อมีลักษณะแตกต่างจากปกติไปจากเดิม หรือ เมื่ออาการต่างๆสารเลวลง หรือเมื่อไม่สบายใจในอาการ

การปกป้องคุ้มครองตัวเองจากโรคริดสีดวงทวาร

  • เลี่ยงท้องผูก เนื่องจากท้องผูกเป็นต้นเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของริดสีดวงทวารหนัก ทั้งเป็นต้นเหตุของการเบ่ง รวมทั้งทำให้อุจจาระแข็ง ซึ่งมีวิธีแก้ไขอาการท้องผูกด้วยการปรับพฤติกรรมของตนเอง ดังต่อไปนี้
  • รับประทานอาหารที่มีเส้นใยสูง อย่างเช่น ผัก ผลไม้ และเมล็ดธัญพืช เพื่อช่วยให้อุจจาระนุ่มขึ้น
  • ควรดื่มน้ำอย่างต่ำวันละ 8 แก้ว หรือ 2 ลิตร อย่างสม่ำเสมอ
  • ควรจะหลบหลีกเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ รวมทั้งคาเฟอีน ดังเช่นว่า เหล้า เบียร์ เหล้าองุ่น กาแฟ ชา น้ำวัวล่า เพราะว่าจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ อุจจาระแข็ง รวมทั้งถ่ายทุกข์ยากลำบากขึ้น
  • ควรหลีกเลี่ยงกลั้นอุจจาระ
  • ไม่สมควรนั่งหรือเบ่งอุจจาระโดยไม่รู้สึกปวดจะถ่าย
  • ควรจะหลีกเลี่ยงการขัดถูบริเวณทวารหนักอย่างหนัก เพราะว่าจะยิ่งระคายเคืองริดสีดวงทวารหนัก
  • ควรจะบริหารร่างกายเป็นประจำ ด้วยเหตุว่าจะช่วยเพิ่ม กระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย
  • เลี่ยงการใช้ยาระบายอย่างรุนแรง หรือการสวนทวาร
  • พักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงความตึงเครียด ทำจิตใจให้สบายอยู่เป็นประจำ
  • เมื่อมีภาวการณ์น้ำหนักตัวเกิน หรือ มีภาวการณ์อ้วนควรลดหุ่นเพื่อลดความดันในท้องรวมทั้งอุ้งเชิงกราน
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคริดสีดวงทวาร
เพชรสังฆาต
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Cissus quadrangularis  L.
ตระกูล :   Vitaceae
สารเคมี :  เถา มีผลึก calcium oxalate รูปเข็มไม่น้อยเลยทีเดียวต้นสด 100 กรัม มี carotene 267 มิลลิกรัม, ascorbic acid (Vitamin C.) 398 มิลลิกรัม
สรรพคุณ :  เถา – ใช้เป็นยาแก้ริดสีดวงทวารหนัก
แก้ริดสีดวงทวาร  ใช้เถาสด 2-3 องคุลีต่อหนึ่งมื้อ กินสดๆหากเคี้ยวจะคันปากคันคอ ด้วยเหตุว่าในสมุนไพรนี้จะมีสารเป็นผลึกรูปเข็มอยู่มาก เป็นสารลักษณะเดียวกันกับที่พบในต้นบอน ต้นเผือก การกินจึงใช้สอดไส้ในกล้วยสุก หรือมะขาม แล้วกลืนลงไป กิน 10-15 วัน จะได้ผล
ครอบฟันสี
ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Abutilon indicum (L.) Sweet
ชื่อสามัญ :   Country mallow, Indian mallow
วงศ์ :   Malvaceae
ราก มี Asparagin
สรรพคุณ : ราก - ปวดท้อง ท้องเสีย ริดสีดวงทวาร ขับปัสสาวะ
แก้ริดสีดวงทวาร  ใช้ราก 150 กรัม ต้มเอาน้ำข้นๆดื่มโดยประมาณ 1 ถ้วยชา ที่เหลืออุ่นเอาไอรมที่ตูดเพียงพออุ่นๆทนได้ ใช้รมวันละ 5-6 ครั้ง เอาน้ำอุ่นๆล้างแผลริดสีดวงทวาร
ขทาง
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Pluchea indica  (L.) Less.
ชื่อสามัญ :  Indian Marsh Fleabane
วงศ์ :   Asteraceae (Compositae)
สรรพคุณ :
ต้นสด หรือแห้ง - ปรุงเป็นยาต้มรับประทานขับฉี่ แก้โรคนิ่วในไต แก้ปัสสาวะพิการ แก้ริดสีดวงทวารหนัก ริดสีดวงจมูก
เปลือก ใบ เมล็ด  - แก้ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงจมูก
ใบ - มีกลิ่นหอมสดชื่น แก้ริดสีดวงทวาร
ยาริดสีดวงทวาร ใช้เปลือกต้น ต้มน้ำ เอาไอรมทวารหนัก และก็กิน แก้โรคริดสีดวงทวาร หรือใช้เปลือกต้น (ขูดเอาขนออก) แบ่งเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 นำมาตากแห้ง ทำเป็นยาสูบ
ส่วนที่ 2 เอามาต้มน้ำรับประทาน
ส่วนที่ 3 ต้มน้ำเอาไปรมทวารหนัก
ว่านหางจระเข้
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe vera  (L.)  Burm.f.
ชื่อพ้อง : Aloe barbadensis  Mill
ชื่อสามัญ :  Star cactus, Aloe, Aloin, Jafferabad, Barbados
วงศ์ :  Asphodelaceae
สารเคมี:   ใบมี Aloe-emodin, Alolin, Chrysophanic acid Barbaboin, AloctinA, Aloctin B, Brady Kininase Alosin, Anthramol Histidine, Amino acid , Alanine Glutamic acid Cystine, Glutamine, Glycine.
คุณประโยชน์ :
ยางในใบ - เป็นยาระบาย
เนื้อวุ้น - เหน็บทวาร รักษาริดสีดวงทวาร
เป็นยาถ่าย/ยาระบาย ใช้น้ำยางสีเหลืองที่มีรสขม อาเจียน อ้วก น้ำยางสีเหลืองที่ไหลออกมาระหว่างเปลือกนอกของใบกับตัววุ้น จะให้ยาที่เรียกว่า ยาดำ
สารเคมี - สารสำคัญในยาดำเป็น G-glycoside ที่มีชื่อว่า barbaloin (Aloe-emodin anthrone C-10 glycoside)
รักษาริดสีดวงทวาร นอกเหนือจากที่จะช่วยรักษาแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการปวด อาการคันได้ด้วย โดยทำความสะอาดทวารหนักให้สะอาดรวมทั้งแห้ง ควรปฏิบัติหลังจากการอุจจาระ หรือหลังอาบน้ำ หรือก่อนนอน เอาว่านหางจระเข้ปอกส่วนนอกของใบ แล้วเหลาให้ปลายแหลมน้อย เพื่อใช้เหน็บในช่องทวารหนัก ถ้าจะให้เหน็บง่าน นำไปแช่ตู้แช่เย็น หรือน้ำแข็งให้แข็ง จะมีผลให้ใส่ได้ง่าย จำต้องหมั่นเหน็บวันละ 1-2 ครั้ง ตราบจนกระทั่งจะหาย
ไฟทวาร
ชื่อวิทยาศาสตร์ :  Clerodendrum serratum  (L.) Moon. var.wallichii  C.B.Clarke
สกุล :   Limiaceae (Labiatae)
คุณประโยชน์ : ใบ, ราก, ต้น – ใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร
ใช้เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร

  • นำรากหรือต้นยาว 1-2 องคุลี ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้นๆทาที่ริดสีดวงทวาร เป็นยากระจัดกระจายหัวริดสีดวง
  • นำใบ 10-20 ใบ มาตากแห้ง บดให้เป็นผุยผง แล้วคลุกกับน้ำผึ้งรวง ปั้นเป็นเม็ดขนาดเม็ดพุทรา รับประทานครั้งละ 2-4 เม็ด ทุกๆวันต่อเนื่องกัน 7-10 วัน
  • ใช้ใบแห้งป่นเป็นผุยผง โรยในถ่านไฟ เผาเอาควันรมหัวริดสีดวงแตกหน่อทวารหนัก ให้ยุบฝ่อ
เอกสารอ้างอิง

  • ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด.ยารักษาโรคริดสีดวง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่337.คอลัมน์การใช้ยาพอเพียง.พฤษภาคม.2550
  • ขลู่.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • แนะนำการปฏิบัติตัวโรคริดสีดวงทวาร.เอกสารเผยแพร่.ห้องตรวจศัลยกรรม.งานพยาบาลผู้ป่วยนอก กลุ่มภารกิจบริการวิชาการโรงพยาบาลราชวิถี.
  • Mounsey, A., Halladay, J., and Sadiq, T. (2011). Am Fam Physician. 84, 204-210. http://www.disthai.com/
  • เพชรสังฆาต.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • Chen, Herbert (2010). Illustrative Handbook of General Surgery. Berlin: Springer. p. 217. ISBN 1-84882-088-7.
  • ครอบฟันสี.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป “ริดสีดวงทวาร (Hemorrhoids)”.  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 551-553.
  • ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. “ผ่าตัดริดสีดวงทวารอย่างไรไม่ให้เจ็บ (หรือเจ็บน้อย)”.  (ผศ.ดร.นพ.วรุตม์ โล่ห์สิริวัฒน์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : si.mahidol.ac.th.  [05 มี.ค. 2016].
  • อัคคีทวาร.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • ธีรพล อังกูรภักดีกุล.(2546).ริดสีดวงทวาร.Healthtoday,ปีที่3(ฉบับที่25),หน้า68-73.
  • สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ท้องผูกและริดสีดวงทวาร.(พิมพ์ครั้งที่1).กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน(2546).
  • ว่านหางจระเข้.กลุ่มยารักษาริดสีดวงทวาร.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี.
  • รศ.นพ.วิรุณ บุญชู.ริดสีดวงทวาร.ภาควิชาศัลยศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.



Tags : โรคริดสีดวงทวาร

หน้า: [1] 2 3 ... 48