แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - แจ๊คผู้ฆ่ายักษ์

หน้า: [1] 2 3
1

โรคต้อกระจก
โรคต้อกระจก เป็นอย่างไร  ก่อนจะทราบถึงความหมายของต้อกระจกนั้น พวกเราควรจะทำความรู้จักกับเลนส์ตาหรือที่เราเรียกกันภาษาประชาชนว่า แก้วตา กันก่อน แก้วตาหรือเลนส์ตา (Lens) เป็นเลนส์นูนใสอยู่หลังม่านตา (มีลักษณะราวกับเลนส์นูนทั่วๆไปด้าน หน้ารวมทั้งข้างหลัง มีความหนาโดยประมาณ 5 มัธยมมัธยม เส้นผ่าศูนย์ กึ่งกลางราว 9 ม.ม. มีบทบาทดำเนินการร่วมกับกระจกตาสำหรับในการหักเหแสงจากวัตถุให้ตกโฟกัสที่จอประสาทตา ที่ก่อให้เกิดการมองเห็น
ยิ่งกว่านั้นแก้วตายังสามารถเปลี่ยนกำลังการหักเหได้ด้วยตัวเอง เพื่อสามารถโฟกัสภาพในระยะต่างๆได้ชัดขึ้น มันก็คือ ในคนปกติจะเห็นชัดอีกทั้งไกลและก็ใกล้ โดยเหตุนั้นธรรมชาติจึงสร้างแก้วตาให้อยู่ในที่ปลอดภัย โดยอยู่ในใจกึ่งกลางของดวงตาเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายใดๆแต่แม้แก้วตาจะไม่ได้รับอันตรายอะไรก็ตามจากภายนอก แต่ก็ไม่สามารถที่จะเลี่ยงความเสื่อมสภาพจากอายุที่มากขึ้นหรือการเช็ดกสาเหตุที่จะเร่งนำมาซึ่งความเสื่อมของแก้วตาได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุกระตุ้นให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับเลนส์แก้วตาต่างๆได้ ได้แก่ ต้อกระจก ต้อหิน จอประสาทตาเสื่อม ฯลฯ สำหรับต้อกระจกนี้
ประการแรกจำต้องขอให้คำนิยาม หรือความหมายของคำว่า “ต้อกระจก” เสียก่อน ต้อกระจกหมายถึงสภาวะที่เลนส์ภายในลูกตาเกิดภาวะขาวขุ่นขึ้นเนื่องมาจากสาเหตุอะไรก็ได้ ตามปกติแล้วเลนส์ข้างในลูกตามีภาวการณ์ใสโปร่งแสงเหมือนกระจกใส มีบทบาทปรับแสงสว่างที่ผ่านเข้าตา ทำให้เราสามารถเห็นภาพวัตถุต่างๆได้ชัดแจ้ง และก็เมื่อเกิด “ต้อกระจก” ก็จะก่อให้ตัวเลนส์ตามีลักษณะขาวขุ่นขึ้น ทึบแสง ไม่ยินยอมให้แสงสว่างผ่านเข้าสู่ดวงตาไปตกกระทบที่จอประสาทรับภาพ (retina) ได้ชัดเจน ผู้นั้นก็เลยมองอะไรไม่ชัดเจน ตาฝ้า มัว แล้วท้ายที่สุดหากขาวขุ่นมากขึ้น จะมืดรวมทั้ง มองดูอะไรมองไม่เห็นจากตาข้างนั้น ต้อกระจก เป็นโรคที่มักพบสำหรับคนแก่ ถ้าเกิดปลดปล่อยไว้ไม่ผ่าตัดก็จะก่อให้ตาบอด ถือได้ว่าเป็นมูลเหตุอันดับต้นๆของภาวะสายตาทุพพลภาพของคนสูงอายุ
สาเหตุของโรคต้อกระจก โดยส่วนมาก (ราวปริมาณร้อยละ 80) มีสาเหตุมาจากภาวะเสื่อมตามวัย ผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีจะเป็นต้อกระจกดูเหมือนจะทุกราย แม้กระนั้นบางทีอาจเป็นมากน้อยไม่เหมือนกันไป เรียกว่า ต้อกระจกในคนวัยแก่ (senile cataract)  ส่วนน้อย (ราวจำนวนร้อยละ 20) อาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมูลเหตุอื่นๆยกตัวอย่างเช่น ต้อกระจกแต่กำเนิด (Congenital Cataract) เด็กแบเบาะสามารถเป็นต้อกระจกได้ตั้งแต่แรกกำเนิด โดยบางทีอาจกำเนิดได้จากกรรมพันธุ์ การตำหนิดเชื้อ การเป็นอันตรายหรือมีความก้าวหน้าระหว่างอยู่ในท้องไม่ดี เด็กทารกที่ค้นพบว่าเป็นต้อกระจกโดยกำเนิด อาทิเช่น ภาวะกาแล็กโทซีภรรยา โรคเหือด หรือโรคเท้าแสนปมจำพวกที่ 2 ก็อาจก่อให้เกิดการเกิดต้อกระจกชนิดนี้ เด็กตัวเล็กๆบางบุคคลอาจแสดงอาการในวันหลัง โดยมักเป็นทั้งสองข้าง บางครั้งต้อกระจกนี้เล็กมากจนไม่มีผลต่อการมองเห็น แต่ว่าเมื่อพบว่ามีผลเสียต่อการมองเห็นจึงจะผ่าออก ต้อกระจกทุติยภูมิ (Secondary Cataract) การผ่าตัดรักษาโรคตาจำพวกอื่นเป็นต้นว่าต้อหิน การป่วยเป็นม่านตาอักเสบ หรือตาอักเสบ บางทีอาจเป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต้อกระจกตามมาได้ นอกเหนือจากนี้ คนป่วยโรคเบาหวาน โรคอ้วน หรือโรคความดันโลหิตสูง การได้รับยาบางประเภท ดังเช่นว่า สเตียรอยด์ ยาขับเยี่ยวบางตัว ก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคต้อกระจกได้ง่ายด้วยเหมือนกัน เป็นผลมาจากสภาวะแรงชนที่ลูกตา ก็ทำให้เลนส์ตาขวาขุ่นได้ โดยเฉพาเมื่อโดนสิ่งมีคมทิ่มแทงทะลุเข้าตา เข้าไปโดนเลนส์ตา เกิดภาวะต้อกระจกได้ทันทีข้างใน 1 วัน หรือถ้าโดนวัตถุไม่มีคมกระแทก ก็อาจจะมีการเกิดต้อกระจกตามมาคราวหลังได้ หากความแรงนั้นมากพอให้เยื่อเลนส์ตาแตกคอ มีต้นเหตุมาจากโดนรังสีเอกซเรย์ รอบๆลูกตาอยู่เสมอๆเป็นต้นว่า พวกที่มีโรคมะเร็งรอบๆเบ้าตา แล้วก็รักษาด้วยการใช้รังสี ซึ่งรังสีนี้บางทีอาจลึกลงไปโดนเลนส์ตาทำให้ขุ่นได้ และกำเนิดต้อกระจกตามมา  นอกจากต้นเหตุต่างๆดังที่ได้กล่าวมาแล้วแล้ว อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอิทธิพลมาจากอันอื่นได้ ตัวอย่างเช่น อาหารพวกที่มีภาวะทุโภชนา หรือพวกอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ ขาดโปรตีน แล้วก็วิตามินนำมาซึ่งต้อกระจกได้เร็วกว่าปกติ
ลักษณะของโรคต้อกระจก โรคต้อกระจกนั้นยากที่จะพิจารณาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเริ่ม เนื่องจากจะต้องใช้เวลานานกว่าอาการของต้อกระจกจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงกระทบต่อการมองมองเห็น โดยคนป่วยมักมีลักษณะอาการดังนี้

  • อาการเด่นของต้อกระจกคือ ตาเบาๆมัวลงอย่างช้าๆโดยไม่มีลักษณะการเจ็บปวด หรือ ตาแดงแต่อย่างใด อาการตามัวจะเป็นมาขึ้นเมื่ออยู่ในที่มีแสงสว่างจ้า ดังเช่น เมื่อออกแดด แต่กลับมองเห็นแทบเป็นปกติในที่มืดสลัวๆหรือเวลาพลบค่ำ เนื่องมาจากเมื่ออยู่ในที่แจ้งม่านตาจะหดแคบลง ทำให้แสงสว่างที่จะเข้าตาเข้ายากขึ้น ตรงกันข้ามกับเมื่ออยู่ในที่มืด ซึ่งม่านตาจะขยายทำให้แสงสว่างเข้าตาได้มากขึ้น จึงเห็นได้ชัดขึ้นในที่มืด
  • ในผู้สูงวัยเวลาอ่านหนังสือจะต้องใช้แว่นตาช่วยเป็นปกติอยู่แล้ว แต่อยู่ๆกับพบว่าอ่านหนังสือได้โดยไม่ต้องใส่แว่น นั่นเป็นด้วยเหตุว่าอาการจากเริ่มมีการเสื่อมของแก้วตาทำให้การหักเหแสงสว่างเปลี่ยนแปลง ก็เลยกลับมาเป็นคนสายตาสั้นเมื่อแก่ (Secondary myopia)
  • ในเด็กๆที่เป็นต้อกระจกบางทีก็อาจจะบอกหรือบอกมิได้ถึงการมองเห็นเพียงแค่จะสังเกตได้ว่าเด็กจะมองดู จับหรือเล่นของเด็กเล่นไม่ถนัด ตาอาจส่ายไปๆมาๆ หรือเฉไปทางไปทางใดทางหนึ่งได้
  • แลเห็นภาพซ้อน หรือ เห็นแสงกระจาย
  • มองเห็นภาพเป็นสีเหลืองหรือซีดเซียวจางลงกว่าที่สายตาคนปกติเห็น
  • จำเป็นต้องใช้แสงสว่างเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพื่อการอ่านหนังสือหรือกิจกรรมที่จำต้องใช้สายตา
ภาวะแทรกซ้อนของต้อกระจก

  • เมื่อต้อสุกและไม่ได้รับการผ่าตัดจะมีผลให้ตาบอดสนิท
  • ในบางรายแก้วตาอาจบวมหรือหลุดลอยไปอุดกั้นทางระบายของเหลวในลูกตา กระตุ้นให้เกิดความดันด้านในดวงตาสูงมากขึ้น จนกระทั่งกลายเป็นต้อหินได้
  • ผู้เจ็บป่วยจะสามารถมีลักษณะปวดตาอย่างรุนแรงได้


ขั้นตอนการรักษาโรคต้อกระจก หมอจะวิเคราะห์พื้นฐานด้วยการตรวจเจอแก้วตา (เลนส์ตา) ขุ่นขาว เวลาใช้ไฟส่องตาคนป่วยจะรู้สึกตาพร่า การใช้เครื่องส่องตา (ophthalmoscope) ตรวจตาจะไม่เจอปฏิกิริยาสะท้อนสีแดง (red reflex)
แม้ไม่มั่นใจ แพทย์จะต้องใช้วัสดุพิเศษตรวจอย่างพิถีพิถัน บางทีอาจจะต้องตรวจวัดความดันดวงตา (เพื่อแยกออกมาจากโรคต้อหินที่จะพบความดันดวงตาสูงขึ้นยิ่งกว่าธรรมดา) และตรวจพิเศษอื่นๆดังเช่นว่า

  • การตรวจวัดสายตา (Visual Acuity Test) การประเมินความรู้ความเข้าใจการมองมองเห็นในระยะต่างๆโดยให้อ่านชุดตัวเขียน เมื่อทดลองตาข้างอะไรก็แล้วแต่อีกข้างจะถูกปิดไว้ แนวทางนี้เป็นการประเมินว่าคนไข้มีความผิดปกติทางสายตาให้มองเห็นไหม
  • การทดสอบโดยขยายรูม่านตา (Retinal Eye Exam) ทำได้ด้วยการหยดยาลงที่ตาเพื่อรูม่านตาเปิดกว้างขึ้น แล้วใช้เลนส์ขยายแบบพิเศษตรวจสอบจอประสาทตารวมทั้งเส้นประสาทตาเพื่อใส่ความไม่ดีเหมือนปกติของตา หลังการตรวจนี้ ดวงตาของคนไข้มองเห็นในระยะใกล้มัวเป็นเวลาหลายชั่วโมง
  • การตรวจโดยใช้กล้องดวงตากล้องจุลทรรศน์จำพวกลำแสงแคบ (Slit Lamp Examination) ได้แก่การใช้กล้องถ่ายรูปที่มีความเข้มของลำแสงสูงรวมทั้งบางพอที่จะส่องกระจกตา ม่านตา เลนส์แก้วตา รวมทั้งพื้นที่ว่างระหว่างม่านตารวมทั้งกระจกตา ช่วยทำให้หมอสามารถมองเห็นส่วนประกอบที่เป็นส่วนเล็กได้อย่างสะดวก


ด้วยเหตุว่าโรคต้อกระจกไม่มียาที่ใช้รับประทาน หรือหยอดอะไรก็ตามที่ช่วยแก้อาการของต้อกระจกได้ ช่วงแรกๆของโรคต้อกระจกสามารถบรรเทาได้ด้วยการตัดแว่นตาใหม่ สวมแว่นตากันแดดกันแสงสะท้อน หรือการใช้เลนส์ขยายจนกว่าต้อกระจกจะเริ่มกระทบต่อวิธีการทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน จึงจะกระทำผ่าตัด ในสมัยก่อนมักคอยให้ต้อกระจกสุกก็เลยกระทำการผ่าตัดแปลงเลนส์ แม้กระนั้นตอนนี้มักนิยมรักษาโดยการสลายต้อกระจกแต่ว่าเนิ่นๆคือเมื่อปัญหาตามัวนั้นทำให้เป็นปัญหากับการดำเนินชีวิตของผู้เจ็บป่วยก็ควรจะรับการดูแลและรักษา เพราะว่าการรอต้อกระจกสุก จะมีผลให้การดูแลรักษาด้วยการสลายต้อทำได้ยาก และก็ยังอาจจะก่อให้เกิดโรคตาอื่นเข้าแทรก ได้แก่ ต้อหิน ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้นได้
ในปัจจุบันการรักษาต้อกระจกมีเพียงแต่แนวทางเดียว คือ การผ่าตัดเอาเลนส์ตาที่ขุ่นออกและใส่เลนส์ตาเทียมเข้าไปแทนที่ในปัจจุบันการผ่าตัดต้อกระจกมีความปลอดภัยสูงใช้เวลาในการผ่าตัดไม่นาน และไม่จำต้องนอนโรงพยาบาลข้างหลังผ่าตัด
กระบวนการผ่าตัดที่นิยมในขณะนี้มี 3 แนวทาง

  • การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
  • การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงร่วมกับการใช้เฟมโตเชคเคินเลเซอร์ (Femtosecond Laser assisted Cataract Surgery)
  • การผ่าตัดนำเลนส์ตาออกก้อน (Extracapsular cataract extraction) ซึ่งวิธีการแบบนี้ใช้ในกรณีที่เลนส์ตาค้างมากๆ

ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคต้อกระจก

  • อายุ – เป็นต้นเหตุหลักส่วนใหญ่ที่กระตุ้นให้เกิดโรคต้อกระจกมากกว่า 80% โดยยิ่งไปกว่านั้นในคนอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป เนื่องจากามือเสื่อมตามวัย เนื่องจากว่าเลนส์ที่อยู่ในตาเรานั้นจำเป็นต้องถูกใช้งานรับแสงสว่างมานานพอๆกับอายุของตัวเราก็เลยมีการหมดสภาพได้
  • แสง UV – การทำงานบางประเภทโดยไม่ใส่หน้ากากคุ้มครองปกป้องแสงหรือรังสีเข้าตา อาทิเช่นเวลาเชื่อมเหล็ก ก็สามารถทใด้เกิดโรคต้อกระจกได้
  • โรคที่เกิดขึ้นและมีปัญหาเกี่ยวกับตา – การต่อว่าดเชื้อในตา ม่านตาอักเสบ ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งของโรคต้อกระจก
  • การเช็ดกกระทบกระแทกบริเวณตาอย่างรุนแรง
  • โรคประจำตัวบางประเภทตัวอย่างเช่น โรคเบาหวาน ที่ทำให้เป็นโรคต้อกระจกเร็ววกว่าธรรมดา
  • การทานยาประเภท ateroid
  • ทารกที่ติดโรคจาก มีแม่มีการติดเชื้อหัดเยอรมันในตอน 3 เดือนแรกของการมีท้อง


การติดต่อของโรคต้อกระจก โรคต้อกระจกเกิดจากเลนส์ตาหรือแก้วตา ย่อยสลายจากหลากหลายสาเหตุทำให้มีลักษณะขุ่นขาวทึบแสงได้ผลสำเร็จให้แสงผ่านเข้าไปสู่ดวงตาได้น้อย ก็เลยนำมาซึ่งการมองเห็นภาพพร่ามัวมากเพิ่มขึ้นจนถึงไม่เห็นสุดท้าย ซึ่งเป็นโรคที่ไม่ได้มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อเป็นโรคต้อกระจก

  • ถนอมสายตาด้วยการใส่ใส่แว่นดำเลี่ยงการโดนแดดจ้า
  • เข้ารับการตรวจรักษาจากหมอรักษาตาแม้กระนั้นเนิ่นๆเพื่อจะได้ทำแขนรักษาได้อย่างทันเวลาไม่ให้อาการเกิดขึ้นอีกกระทั่งไม่อาจจะรักษาได้
  • ประพฤติตามแพทย์สั่งแล้วก็ไปตรวจตามนัดอย่างเคร่งครัด
  • รักษาสุขภาพอนามัยให้แข็งแรง หมั่นบริหารร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 กลุ่ม
  • ภายหลังผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาแล้วคนเจ็บควรนอนพักให้สูงที่สุด และลุกขึ้นเดินเท่าที่มีความจำเป็นแค่นั้นแล้วก็ควรหลบหลีกการทำงานหนัก การยกของหนักหรือสะเทือนมากมาย การบริหารร่างกายอย่างมาก รวมทั้งการไอหรือจามแรงๆตรงเวลาราว 2-3 อาทิตย์ หรือจวบจนกระทั่งแผลจะหายดี
การปกป้องตัวเองจากโรคต้อกระจก

  • ควรสวมแว่นตากันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง คุ้มครองป้องกันแสงสว่าง UV ที่เป็นปัจจัยกระตุ้น
  • ควรจะพบหมอรักษาตาเมื่อมีลักษณะอาการผิดปกติทางตาและไม่ควรซื้อยาหยอดตามาใช้เอง โดยยิ่งไปกว่านั้นยาที่มีส่วนประกอบของ Steroids
  • ตรวจสุขภาพตาบ่อยๆทุกปี ในผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน หรือ เมื่อท่านแก่ 40 ปีขึ้นไป
  • คนไข้โรคเบาหวานควรควบคุมระดับน้ำตาลบให้อยู่ในระดับธรรมดา
  • เลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุกับดวงตา หรือใส่เครื่องปกป้องเวลาทำงานที่เสี่ยงตอการกระทบกระแทกดวงตา
  • เมื่อมีการใช้สายตาติดต่อกันนาน ควรจะมีการพักสายตา
  • กินอาหารที่มีสาระ อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ทางโภชนาการ มีวิตามิน แล้วก็มีสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีในผักและผลไม้หลากสี เช่น มะเขือเทศ แครอท ฟักทอง กล้วย ผลไม้เชื้อสายเบอรี่
  • เลี่ยงการสูบยาสูบ แล้วก็ดื่มเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ


สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก  จากการศึกษาเล่าเรียนค้นคว้าข้อมูลงานศึกษาวิจัยพบว่า สมุนไพรไทยหลายแบบสามารถคุ้มครองปกป้องโรคต้อกระจกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ดังเช่น ขมิ้นชัน รวมทั้งฟักข้าว โดยในขมิ้นชัน มีสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญเป็นเคอร์คิวมินอยด์ (curcuminoid) รวมทั้งอุดมไปด้วยวิตามินแล้วก็ธาตุหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินซี วิตามินอี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก และก็เกลือแร่ต่างๆรวมถึงเส้นใย คาร์โบไฮเดรตแล้วก็โปรตีน เป็นต้น ด้วยเหตุนั้น ขมิ้นชันก็เลยมีคุณประโยชน์สำหรับในการช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย แล้วก็สามารถรักษาอาการและก็โรคต่างๆได้หลายประเภท
ส่วนฟักข้าวนั้น มีสารต้านอนุมูลอิสระสำคัญหมายถึงไลโคปีนป่าย (lycopene) โดยในเยื่อห่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมีไลโคพีนสูงขึ้นมากยิ่งกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า ซึ่งสามารถช่วยสำหรับในการบำรุงแล้วก็รักษาสายตา คุ้มครองป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก และก็ประสาทตาเสื่อม แล้วก็ตาบอดค่ำคืนได้ อีกทั้ง ยังมีงานวิจัยพบว่า ไลวัวปีนป่ายและก็เคอร์คิวไม่นอยด์ ยังช่วยปกป้องต้อกระจกที่เกิดจากเบาหวานได้อีกด้วยยิ่งกว่านั้นยังมีสมุนไพรอีกหลายอย่างซึ่งสามารถคุ้มครองโรคต้อกระจกได้ ตัวอย่างเช่น มะขามป้อม มะขามป้อมจัดคือผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งจากการเรียนพบว่า วิตามินซีมีหน้าที่สำหรับการคุ้มครองปกป้องการเกิดต้อกระจก โดยการทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และก็กรองรังสียูวีให้เลนส์ตา นอกจากมะขามป้อมแล้ว ยังมีผลไม้อื่นๆที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง มะปราง มะละกอ มะกอก ส้ม มะขาม ลูกหว้า ฯลฯ เว้นเสียแต่สมุนไพรพงไพรแล้ว สมุนไพรต่างแดนที่มีการสรรพคุณบำรุงและก็ปกป้องโรคที่มีปัญหาเกี่ยวกับตาได้อย่างดีเยี่ยม ดังเช่น
Ginseng หรือโสม คือรากของ Panax ginseng มี สารสำคัญเป็น ginsennosides ซึ่งเป็น steroidal saponin มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลายชนิด ตัวอย่างเช่น antiapoptotic, anti-inflammatory, antioxidant จากการทดลองทางสถานพยาบาลในคนเจ็บที่เป็นต้อหิน พบว่า โสมแดงเกาหลีสามารถเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตไปยังเรตินา ก็เลยน่าจะเป็นประโยชน์ในลักษณะการคุ้มครองโรคต้อหิน นอกจากนั้นสาร Rb1 รวมทั้ง Rg3 ยังมีฤทธิ์ยั้ง TNF-alpha จึงน่าจะเป็นผลดีสำหรับการปกป้องโรคหน้าจอประสาทตาเสื่อมด้วย ด้วยเหตุว่าการอักเสบเป็นต้นเหตุหนึ่งของโรคนี้ การทดลองในหนูหมายความว่าโสมสามารถลดการเสื่อมของเรตินาในหนูที่ถูกรั้งนำให้เป็นโรคเบาหวานได้ ลดผลที่เกิดขึ้นจากการเหนี่ยวนำหนูให้เป็นต้อกระจกด้วย selenite ได้ โดยเหตุนี้โสมก็เลยเป็นสมุนไพรที่น่าดึงดูดสำหรับเพื่อการปกป้องโรคตาอีกทั้ง 4 คือ โรคต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม แล้วก็สภาวะเบาหวานขึ้นจอตา
Gingko Biloba Extract (GBE) เป็นสารสกัดจากใบของต้นแป๊ะก๊วย (Ginkgo biloba) ในใบมีสารสำคัญสองกรุ๊ปเป็น เฟลโวนอยด์แล้วก็เทอร์พีนอยด์ GBE เป็นอาหารเสริมที่นิยมเยอะที่สุดในยุโรปและอเมริกามีฤทธิ์คุ้มครองปกป้องการทำลายจากอนุมูลอิสระ และก็ป้องกัน lipid peroxidation จากการทดสอบพบว่า GBE สามารถคุ้มครองป้องกันการเสื่อมของ mitochondria คุ้มครองป้องกันการเสื่อมของ optic nerve จึงสามารถคุ้มครองตาบอดในผู้ป่วยโรคต้อหิน และก็ คนไข้จอตาเสื่อมได้ และสามารถลดการหลุดของจอตา (retinal detachment) ได้ GBE ก็เลยมีสาระในกรณีคุ้มครองป้องกันและก็รักษาโรคต้อหินและโรคที่เกี่ยวกับจอตา
Danshen ชื่อสามัญคือ Asian Red Sage หรือตังเซียม หรือตานเซิน (Salvia miltiorrhiza) ส่วนที่ใช้เป็นราก ในแบบเรียนยาใช้เป็นยากระตุ้นการไหลเวียนเลือด ใช้รักษาฝี สารสำคัญคือ salvianoic acid B เป็นสารพอลีฟีนอลิกละลายน้ำและก็เป็น antioxidant ที่มีฤทธิ์แรงแล้วก็ยังมีฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในเป็นโรคเบาหวานจะเกิดอาการอักเสบรวมทั้งหนาขึ้นของฝาผนังเส้นเลือดฝอยทำให้ อนุมูลอิสระไม่สามารถถูกกำจัดออกไปได้จึงไปทำลายเซลล์ประสาทตา เมื่อทดลองฉีดตังเซียมเข้าไปที่เนื้อเยื่อเรตินาที่ขาดออกสิเจนในหนูที่เป็นเบาหวานพบว่าสามารถคุ้มครองป้องกันการสูญเสียการมองเห็นได้ การทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยโรคต้อหินพบว่า ตังเซียมสามารถทรงสภาพลานสายตา (visual field) ในคนเจ็บระยะกึ่งกลางและระยะปลายได้ ด้วยเหตุดังกล่าว ตังเซียมจึงมีสาระกับคนไข้โรคตาที่เกี่ยวข้องกับ oxidative stress เป็นต้นว่า หน้าจอประสาทตาเสื่อม ภาวะโรคเบาหวานขึ้นเรตินา รวมทั้งต้อกระจก และก็มีรายงานการศึกษาเรียนรู้ของ ดร.พอล จาคส์ (Paul Jacques) กรรมการเกษตรอเมริกาพบว่า คนอเมริกันที่กินผักรวมทั้งกินผลไม้บ่อยๆได้โอกาสกำเนิดต้อกระจกน้อยกว่าผู้ไม่บริโภคผักรวมทั้งผลไม้ถึง 4 เท่าครึ่ง และคนที่ไม่รับประทานผักและผลไม้เลยจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกมากขึ้นเรื่อยๆถึง 6 เท่า นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินซีในเลือดต่ำ จะเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจกมากยิ่งขึ้นถึง 11 เท่า ส่วนผู้ ที่มีระดับสารแคโรทีนอยด์ในเลือดต่ำจะมีความเสี่ยงสูงขึ้นไปถึง 7 เท่า
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อกระจก.แผ่นพับประชาสัมพันธ์.หน่วยตรวจโรคจักษุฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช.2560.
  • ต้อกระจก (Cataract) . บทความเผยแพร่.ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
  • นพ.สุรพงษ์ ดวงรัตน์.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่70.คอลัมน์โรคตา.กุมภาพันธ์2529
  • Sastre J, Lloret A, Borris C et al, Ginkgo biloba extract EGb 761 protects against mitochondrial aging in the brain and in the liver, Cell and Molecular Biology, 2002;48(6):685-692.
  • รศ.ดร.ภญ.อ้อมบุญ วัลลิสุต สมุนไพรและสารธรรมชาติบำรุงตา.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • ต้อกรระจก-อาการ.สาเหตุ.การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2. “ต้อกระจก (Cataract)” .(นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).หน้า950-952.
  • Kim NR, KimJH, and Kim CY, Effect of Korean red ginseng supplementation on ocular blood flow in patients with glaucoma, Journal of Ginseng Research, 2010;34(3);237- 245.
  • Janssens D, Delaive E, Remacle J, and Michiels C, Protection by bilobalide of the ischaemia-induced alterations of the mitochondrial respiratory activity, Fundamental and Clinical Pharmacology, 2000;14(3):193-201.
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กุมภาพันธ์2553
  • Cho JY, Yoo ES, Baik KU, Park MH, and Han BH, In vitro inhibitory effect of protopanaxadiol ginsenosides on tumor necrosis factor (TNF)-alpha production and its modulation by known TNF-a antagonists, Planta Medica, 2001;67(3):213-218.
  • ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงค์กิตติรักษ์.ต้อกระจก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่390.คอลัมน์รักษ์”ดวงตา”.ตุลาคม.2554
  • Sen S, Chen S, Wu Y, Feng B, Lui EK, and Chakrabarti S, Preventive effects of North American ginseng (Panax quinquefolius) on diabetic retinopathy and cardiomyopathy, Phytotherapy Research, 2012;27(2):290-298.
  • Wu ZZ, Jiang JY, Yi YM, and Xia MT, Radix Salvia miltiorrhizae in middle and late stage glaucoma, Chinese Medical Journal, 1983;96(6):445-447.
  • Zhang L, Dai SZ, Nie XD, Zhu L, Xing F, and Wang LY, Effect of Salvia miltiorrhiza on retinopathy, Asian Pacific Journal of Tropical Medicine, 2013;6(2):145-149.
  • Lee SM, Sun JM, Jeong JH et al, Analysis of the effective fraction of sun ginseng extract in selenite induced cataract rat model, Journal of the Korean Ophthalmological Society, 2010;51:733-739.
  • Chen Y, Lin S, Ku H et al, Salvianolic acid B attenuates VCAM-1 and ICAM-1 expression in TNF-alpha-treated human aortic endothelial cells, Journal of Cellular Biochemistry,2001;82(3):512-521.



Tags : โรคต้อกระจก

2

โรความดันเลือดสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง เป็นยังไง ความดันเลือดสูง ความดันโลหิตหมายถึงแรงกดดันเลือด ที่เกิดจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การประเมินความดันเลือดสามารถทำโดยใช้วัสดุหลายอย่าง แต่จำพวกที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไป เช่น เครื่องตวงความดันเลือดมาตรฐานประเภทปรอท เครื่องตวงความดันโลหิตดิจิตอลประเภทอัตโนมัติ ค่าของความดันเลือดมีหน่วยเป็น มิลลิเมตรปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงดันเลือด ขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงดันเลือดขณะหัวใจห้องล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันเลือดที่นับว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท

    ด้วยเหตุนี้โรคความดันโลหิตสูง จึงหมายถึงโรคหรือภาวะที่แรงกดดันเลือดในหลอดเลือดแดงมีค่าสูงขึ้นมากยิ่งกว่าค่ามาตรฐานสังกัดกรรมวิธีวัด โดยถ้าเกิดวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันเลือดตัวบนสูงกว่าหรือเท่ากับ 140 มม. ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) แล้วก็/หรือความดันเลือดตัวล่างสูงกว่าหรือพอๆกับ 90 มิลลิเมตรปรอท อย่างต่ำ 2 ครั้ง แต่ว่าถ้าเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 135 มิลลิเมตรปรอทแล้วก็/หรือความดันเลือดตัวข้างล่างสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 85 มิลลิเมตรปรอทฯลฯ ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556ชาวไทยมีอาการป่วยเป็นโรคความดันเลือดเกือบจะ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน แล้วก็เจอป่วยไข้ราย ใหม่เพิ่มแทบ 1 แสนคน จำนวนร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวเพราะว่าไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกรุ๊ปที่เจ็บป่วยแล้วพบว่ามีเพียงแต่ 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีการกระทำน่าห่วงองค์การอนามัยโลกแถลงการณ์ว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในต้นเหตุสำคัญ ที่ทำให้พสกนิกรอายุสั้น ทั่วโลกมีบุคคลที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละแทบ 8 ล้านคน เฉลี่ยราวนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 พบในวัย ผู้ใหญ่และก็คาดว่า ในปีพุทธศักราช2568 สามัญชนวัยผู้ใหญ่ทั่วทั้งโลกจะมีอาการป่วยเป็นโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • ต้นเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ความดันเลือดสูงแบ่งประเภทตามต้นเหตุการเกิด แบ่งได้ 2 ชนิด เป็น
  • ความดันเลือดสูงชนิดไม่เคยรู้สาเหตุ (primary or essential hypertension) พบได้โดยประมาณร้อยละ95 ของปริมาณคนแก่โรคความดันโลหิตสูงทั้งผองจำนวนมากพบในคนที่แก่ 60 ปีขึ้นไปแล้วก็พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ปัจจุบันนี้ยังไม่รู้ต้นเหตุที่กระจ่างแต่ยังไง ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการคาดการณ์แล้วก็รักษาโรคความดันโลหิตสูง ของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวข้องและสนับสนุนให้เกิดโรคความดันเลือดสูง อย่างเช่น กรรมพันธุ์ความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดแจงไม่ออกกำลังกาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์การสูบบุหรี่ความเคร่งเครียดอายุและก็มีประวัติครอบครัวเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจแล้วก็เส้นโลหิตซึ่งความดันเลือดสูงประเภทไม่เคยทราบปัจจัยนี้คือปัญหาสำคัญที่จะต้องให้การวินิจฉัยรักษาแล้วก็ควบคุมโรคให้ได้อย่างมีคุณภาพ
  • ความดันโลหิตสูงจำพวกทราบปัจจัย(secondary hypertension) ได้น้อยโดยประมาณจำนวนร้อยละ5-10 โดยมากมีมูลเหตุมีต้นเหตุจากการมีพยาธิภาวะของอวัยวะต่างๆในร่างกายโดยจะส่งผลก่อให้เกิดแรงกดดันเลือดสูงจำนวนมาก อาจกำเนิดพยาธิสภาพที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความผิดปกติของระบบประสาทความไม่ปกติของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคครรภ์เป็นพิษการบาดเจ็บของศีรษะยา และก็สารเคมีฯลฯ ฉะนั้นเมื่อได้รับการรักษาที่สาเหตุระดับความดันโลหิตจะลดลงปกติและสามารถรักษาให้หายได้


ด้วยเหตุดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า โรคความดันเลือดสูงส่วนใหญ่จะไม่มีต้นเหตุ การควบคุมระดับความดันโลหิตได้ดี จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน รวมทั้งการตายจากโรคระบบหัวใจ แล้วก็เส้นเลือดลงได้

  • ลักษณะของโรคความดันโลหิตสูง ความสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และที่เป็นโรคเรื้อรังที่ร้ายแรง (ถ้าไม่อาจจะควบคุมโรคได้) แต่มักไม่มีอาการ หมอบางคนจึงเรียกโรคความดันเลือดสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ดังนี้ส่วนมากของอาการจากโรคความดันเลือดสูง เป็นอาการจากผลข้างเคียง ได้แก่ จากโรคหัวใจ แล้วก็จากโรคเส้นเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นต้นเหตุ ดังเช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง


อาการและก็อาการแสดงที่พบได้ทั่วไป ผู้เจ็บป่วยที่มีความดันโลหิตสูงบางส่วนหรือปานกลางไม่พบอาการแสดงเฉพาะที่บ่งบอกว่ามีสภาวะความดันโลหิตสูงส่วนมาก การวิเคราะห์มักพบได้จากการที่คนเจ็บมาตรวจตามนัดหรือพบได้ทั่วไปร่วมกับต้นเหตุของอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันเลือดสูง สำหรับผู้ป่วยที่มีระดับความดันโลหิตสูงมากมายหรือสูงในระดับรุนแรงรวมทั้งเป็นมานานโดยเฉพาะในรายที่ยังไม่เคยได้รับการดูแลและรักษาหรือรักษาแต่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องสมควรพบได้ทั่วไปมีลักษณะอาการ ดังต่อไปนี้

  • ปวดหัวพบได้มากในคนเจ็บที่หรูหราความดันโลหิตสูงร้ายแรง โดยลักษณะของการมีอาการปวดศีรษะมักปวด ที่บริเวณกำดันโดยเฉพาะเวลาตื่นนอนในช่วงเวลาเช้าถัดมาอาการจะค่อยๆดียิ่งขึ้นจนถึงหายไปเองภายในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงรวมทั้งบางทีอาจพบมีลักษณะอ้วกอาเจียนตามัวมัวด้วยโดยพบว่าอาการปวดศีรษะกำเนิด จากมีการเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะมากมายในตอนช่วงเวลาหลังจากที่ตื่นนอนขึ้นมาแล้วเพราะเหตุว่าในช่วงเวลากลางคืนขณะกำลังนอนหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น ก็เลยทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ส่งผลทำให้เส้นเลือดทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจึงเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนหัว (dizziness) พบกำเนิดร่วมกับลักษณะของการปวดศีรษะ
  • เลือดกา เดาไหล(epistaxis)
  • เหนื่อยหอบขณะทา งานหรืออาการหอบนอนราบมิได้แสดงถึงการมีภาวการณ์หัวใจห้องล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่อาจเจอร่วมยกตัวอย่างเช่นลักษณะของการเจ็บทรวงอกสโมสรกับภาวการณ์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นโลหิตหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากภาวะความดันเลือดสูงที่เป็นมานานๆ


ด้วยเหตุดังกล่าวถ้ามีสภาวะความดันเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานๆจึงอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายนำมาซึ่งความเสื่อมถอยภาวะถูกทำลายรวมทั้งอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันเลือดสูง ในคนป่วยโรคความดันโลหิตสูงบางรายบางทีอาจไม่พบมีอาการหรืออาการแสดงใดๆก็ตามและก็บางรายอาจ พบอาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังต่อไปนี้

  • สมองความดัน โลหิตสูงจะทา ให้ผนังเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะครึ้มตัวแล้วก็แข็งตัวข้างในหลอดเลือดตีบแคบรูของเส้นเลือดแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมองลดน้อยลงและขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้เกิดภาวการณ์สมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งชั่วคราวคนไข้ที่มีภาวการณ์ความดันโลหิตสูงก็เลยมีโอกาสกำเนิดโรคเส้นโลหิตสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลธรรมดา


นอกจากนี้ยังทำให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ฝาผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมคนเจ็บจะมีอาการเปลี่ยนไปจากปกติของระบบประสาทการรับรู้ความจำลดน้อยลงแล้วก็บางทีอาจรุนแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นต้นเหตุการตายถึงร้อยละ50 และมีผลทำให้ผู้ที่รอดตายเกิดความพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันโลหิตสูงเรื้อรังจะส่งผลทา ให้ฝาผนังเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจดกตัวขึ้นจำนวนเลือดเลี้ยงหัวใจลดลงหัวใจห้องล่างซ้ายทำงานมากมาขึ้น จำเป็นต้องบีบตัวมากขึ้นเพื่อต้านแรงกดดันเลือดในหลอดเลือดแดงที่มากขึ้นโดยเหตุนั้น ในระยะต้นกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับนิสัยจากภาวการณ์ความดันเลือดสูงโดยหัวใจบีบตัวเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถต้านกับแรงต้านทานที่มากขึ้นเรื่อยๆรวมทั้งมีการขยายตัวทำให้เพิ่มความหนาของผนังหัวใจห้องข้างล่างซ้ายส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) ถ้าเกิดยังมิได้รับการดูแลและรักษารวมทั้งเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถขยายตัวได้อีก จะมีผลให้แนวทางการทำงานของหัวใจไม่มี
คุณภาพเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวรวมทั้งเสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันโลหิตเรื้อรังมีผลนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตดกตัวและก็แข็งตัวขึ้น หลอดเลือดตีบแคบลงนำมาซึ่งการทำให้เส้นโลหิตแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของปริมาณเลือดไปเลี้ยงไตลดลงสมรรถนะการกรองของเสียน้อยลงและทา ให้เกิดการคั่งของเสียไตหมดสภาพ รวมทั้งขายหน้าที่เกิดภาวะไตวายและได้โอกาสเสียชีวิตได้ มีการเล่าเรียนพบว่าผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงประมาณปริมาณร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยภาวะไตวาย
  • ตา ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวะความดันเลือดสูงร้ายแรงรวมทั้งเรื้อรังจะทำให้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของผนังเส้นเลือดที่ตาหนาตัวขึ้นมีแรงดัน ในเส้นเลือดสูงขึ้นมีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงหลอดเลือดฝอยตีบแคบอย่างเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่จอตาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองมองเห็นลดน้อยลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวรวมทั้งมีโอกาสตาบอดได้
  • เส้นเลือดในร่างกาย ความดันเลือดสูงจากแรงต่อต้านเส้นเลือดส่วนปลายมากขึ้นผนังเส้นเลือดดกตัวจากเซลล์กล้ามเรียบถูกกระตุ้น ให้เจริญก้าวหน้ามากขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้นได้ก็เพราะมีไขมัน ไปเกาะฝาผนังเส้นเลือดทำให้เส้นเลือดแดงแข็ง (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนของผนังเส้นโลหิตครึ้มแล้วก็ตีบแคบการไหลเวียนของโลหิตไป เลี้ยงสมองหัวใจไตแล้วก็ตาลดลงทา ให้เกิดภาวะสอดแทรกของอวัยวะดังกล่าวมาแล้วข้างต้นตามมาไดแก้โรคหัวใจรวมทั้ง
เส้นโลหิตโรคหลอดเลือดสมองและไตวายฯลฯ

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคความดันเลือด สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโรคความดันเลือดสูง ยกตัวอย่างเช่น พันธุกรรม จังหวะมีความดันเลือดสูง จะสูงมากขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ เบาหวาน เพราะเหตุว่านำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของเส้นเลือดต่างๆและเส้นโลหิตไต โรคอ้วน และก็น้ำหนักตัวเกิน เนื่องจากเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน แล้วก็โรคเส้นเลือดต่างๆตีบจากภาวการณ์ไขมันเกาะฝาผนังเส้นโลหิต โรคไตเรื้อรัง เนื่องจากว่าจะมีผลถึงการสร้างเอ็นไซม์แล้วก็ฮอร์โมนที่ควบคุมความดันเลือดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้ว โรคนอนแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) สูบบุหรี่ เนื่องจากว่าสารพิษในควันที่เกิดจากบุหรี่นำมาซึ่งการอักเสบ ลีบของเส้นโลหิตต่าง และก็เส้นโลหิตไต รวมทั้งเส้นเลือดหัวใจ การติดเหล้า ซึ่งยังไม่รู้แจ้งชัดถึงกลไกว่าเพราะอะไรดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง แต่ว่าการเรียนรู้ต่างๆให้ผลตรงกันว่า คนที่ติดสุรา จะทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ รวมทั้งมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งผอง รับประทานอาหารเค็มสม่ำเสมอ ตลอด ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการบริหารร่างกาย เนื่องจากว่าเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและก็โรคเบาหวาน ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ตัวอย่างเช่น ยาในกรุ๊ปสเตียรอยด์
  • กรรมวิธีรักษาโรคความดันโลหิตสูง การวิเคราะห์โรคความดันโลหิตสูง โรคความดันเลือดสูงวินิจฉัยจากการที่มีความดันโลหิตสูงตลอดเวลา ซึ่งตรวจเจอติดต่อกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรจะห่างกัน 1 เดือน อย่างไรก็ดีถ้าหากตรวจพบว่าความดันโลหิตสูงมาก (ความดันตัวบนสูงกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวล่างสูงยิ่งกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดปกติของแนวทางการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันเลือดสูงร่วมด้วย ก็นับว่าวิเคราะห์เป็นโรคความดันเลือดสูง และก็จำต้องรีบได้รับการดูแลและรักษา แพทย์วินิจฉัยโรค   ความดันเลือดสูงได้จาก เรื่องราวอาการ ความเป็นมาไม่สบายในอดีตกาลและปัจจุบัน เรื่องราวกิน/ใช้ยา การตรวจวัดความดันโลหิต (ควรจะวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้ามีเครื่องมือ ด้วยเหตุว่าบางทีค่าที่วัดพอดีโรงพยาบาลสูงยิ่งกว่าค่าที่วัดพอดีบ้าน) เมื่อวิเคราะห์ว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรตรวจร่างกาย รวมทั้งส่งตรวจอื่นๆเสริมเติมเพื่อหาต้นสายปลายเหตุ หรือปัจจัยเสี่ยง นอกนั้น จะต้องตรวจค้นผลพวงของความดันโลหิตสูงต่ออวัยวะต่างๆยกตัวอย่างเช่น หัวใจ ตา และก็ไต เช่น ตรวจเลือดมองค่าน้ำตาลและก็ไขมันในเลือด ดูการทำงานของไต รวมทั้งค่าเกลือแร่ในร่างกาย ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจมองหลักการทำงานของหัวใจ แล้วก็เอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่างๆจะสังกัดอาการผู้เจ็บป่วย แล้วก็ดุลยพินิจของแพทย์แค่นั้น

    ชมรมความดันโลหิตสูงแห่งเมืองไทย ได้แบ่งระดับความรุนแรงของความดันเลือดสูง ดังต่อไปนี้




    ระดับความรุนแรง


    ความดันโลหิตตัวบน


    ความดันโลหิตตัวล่าง




    ความดันโลหิตปกติ
    ระยะก่อนความดันโลหิต
    ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
    ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


    น้อยกว่า 120 และ
    120 – 139/หรือ
    140 – 159/หรือ
    มากกว่า 160/หรือ


    น้อยกว่า 80
    80 – 89
    90 – 99
    มากกว่า 100




    หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
    ผู้ที่มีความดันเลือดสูงควรจะควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอทรวมทั้งใน คนที่มีสภาวะเสี่ยงควรจะควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำลงยิ่งกว่า 130/80 มิลลิเมตรปรอท แล้วก็ลดปัจจัยเสี่ยงสำหรับในการเกิดโรคหัวใจและก็เส้นโลหิตคุ้มครองความพิการและลดการเกิดภาวการณ์แทรกซ้อมต่ออวัยวะเป้าหมายที่สำคัญของร่างกายเช่นสมองหัวใจไตและตารวมทั้งอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งสำหรับการรักษาและควบคุมระดับความดันโลหิตให้เข้าขั้นธรรมดาประกอบด้วย 2 วิธีคือการดูแลรักษาใช้ยาแล้วก็การรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือกรรมวิธีปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำนงชีพ
    การดูแลและรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) เป้าหมายในการลดความดันโลหิตโดยการใช้ยาคือการควบคุมระดับความดันโลหิตให้ลดน้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท โดยลดแรงต่อต้านของเส้นโลหิตส่วนปลายและก็เพิ่มปริมาณเลือดที่ออกมาจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในผู้ป่วยโรคความดันเลือดสูงจึงขึ้นกับความเหมาะสมของคนเจ็บแต่ละรายและควรจะใคร่ครวญสาเหตุต่างๆเช่นความรุนแรงของระดับความดันเลือดปัจจัยเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้เพื่อการรักษาภาวการณ์ความดันโลหิตสูงสามารถแบ่งได้ 7 กลุ่มดังต่อไปนี้
    ยาขับปัสสาวะ  (diuretics) เป็นกรุ๊ปยาที่นิยมใช้ในคนไข้ที่มีการดำเนินการของไตและก็หัวใจแตกต่างจากปกติ ยากลุ่มนี้ได้แก่ ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) เมโทลาโซน (metolazone)
    ยาต่อต้านเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่หัวใจและก็เส้นเลือดแดงเพื่อยับยั้งการตอบสนองต่อประสาทซิมพาธิตำหนิกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงแล้วก็ความดันเลือดลดน้อยลง ยาในกลุ่มนี้ ยกตัวอย่างเช่น โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะหนโนลอล (atenolol)
    ยาที่ออกฤทธิ์กีดกันตัวรับแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายเส้นโลหิตโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินเพิ่มขึ้นยากลุ่มนี้ อย่างเช่น แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) เป็นต้น
    ยาต้านทานแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยั้งการเขยื้อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามเนื้อฝาผนังเส้นเลือดคลายตัวอาจจะก่อให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง เช่น ยาเวอราขว้างไม่วล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิไต่ (nifedipine)
    ยาต้านทานอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต้านโพสไซแนปว่ากล่าวกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) แล้วก็ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดส่วนปลายทำให้เส้นโลหิตขยายตัว ยาในกลุ่มนี้อย่างเช่น พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
    ยาที่ยับยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนซินในการเปลี่ยนแปลงแองจิโอเทนสินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้เส้นโลหิตหดตัว ยาในกลุ่มนี้ตัวอย่างเช่นอีนาลาพริล (enalapril)
    ยาขยายเส้นโลหิต (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเรียบที่อยู่รอบๆเส้นโลหิตแดงทำให้กล้ามคลายตัวและยาต้านทานทางในฝาผนังเส้นโลหิตส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้ดังเช่นว่าไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
    การดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำรงชีวิต (lifestylemodification)  เป็นพฤติกรรมสุขภาพที่ต้องปฏิบัติเป็นประจำเป็นประจำเพื่อลดความดันเลือด และก็ปกป้องภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทุกราย ควรจะได้รับข้อเสนอเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิตพร้อมกันไปกับการดูแลรักษาด้วยยา ผู้เจ็บป่วยจะต้องมีพฤติกรรมผลักดันสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง ดังต่อไปนี้ การควบคุมของกินแล้วก็ควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดของกินที่มีเกลือโซเดียม  การบริหารร่างกาย การงดสูบบุหรี่ การลดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์  การจัดการกับความเคร่งเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันเลือดสูง โรคความดันเลือดสูงเป็นโรคที่เกิดขึ้นจาก ภาวะแรงกดดันเลือดในหลอดเลือดสูงขึ้นมากยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน โดยเหตุนั้นโรคความดันเลือดสูงจึงเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อเป็นโรคความดันเลือดสูง เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค
  • การลดหุ่นในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกชี้แนะว่าในขั้นต้นควรลดความอ้วน ขั้นต่ำ 5 กก. ในผู้เจ็บป่วยความดันเลือดสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในอาหาร ลดโซเดียมในของกิน เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดปริมาณแอลกอฮอล์ หรือจำกัดจำนวนแอลกอฮอล์ไม่กำเนิด 20 – 30 กรัมต่อวันในเพศชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในเพศหญิง


จากการเรียนของกินสำหรับผู้เป็นโรคความดันเลือดสูงพวกเรามักจะได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นของกินที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ และก็ผลิตภัณฑ์นมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดปริมาณไขมัน และไขมันอิ่มตัวในของกิน
ตารางแสดงตัวอย่างอาหาร DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
ออกกำลังกาย การออกกำลังกายสำหรับคนที่มีความดันโลหิตสูง ควรจะบริหารร่างกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกสิเจน)เป็นการออกกำลังกายที่มีการเคลื่อนอย่างสม่ำเสมอในตอนช่วงเวลาหนึ่งของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ๆซึ่งคือการใช้ออกซิเจนสำหรับการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะหลอดเลือด ยกตัวอย่างเช่น เดิน วิ่ง ว่าย ปั่นรถจักรยาน เป็นต้น ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติทุกวัน อย่างน้อยวันละ 30 นาที หากไม่มีข้อห้าม
                บริหารผ่อนคลายความเครียด การจัดการผ่อนคลายความเคลียดในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลแล้วก็หลักจิตวิทยามีอยู่ 2 วิธี
-              บากบั่นเลี่ยงสถานะการณ์หรือภาวะที่จะส่งผลให้เกิดความเคร่งเครียดมากมาย
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตนเอง ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้เราเครียด
กินยาและก็รับการดูแลและรักษาสม่ำเสมอ รับประทานยาตามหมอสั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา และก็พบหมอตามนัดหมายทุกหน ไม่ควรหยุดยาหรือปรับเปลี่ยนยาด้วยตัวเอง สำหรับคนเจ็บที่ทานยาขับปัสสาวะ ควรจะรับประทานส้มหรือกล้วยเป็นประจำ เพื่อชดเชยโปแตสเซียมที่สูญเสียไปในปัสสาวะรีบเจอแพทย์ภายใน 1 วัน หรือ รีบด่วน มีลักษณะดังนี้  ปวดหัวมากมาย อ่อนเพลียเป็นอย่างมากกว่าปกติมากมาย เท้าบวม (ลักษณะโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลมเป็นแล้ง (อาการจากโรคเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งจะต้องพบแพทย์รีบด่วน) แขน ขาอ่อนแรง พูดไม่ชัดเจน ปากเบี้ยว อ้วก อาเจียน (อาการจากโรคเส้นเลือดสมอง ซึ่งจำเป็นต้องพบหมอรีบด่วน)

  • การปกป้องคุ้มครองตัวเองจากโรคความดันเลือดสูง สิ่งจำเป็นที่สุดที่จะคุ้มครองป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งหัวข้อการกิน การบริหารร่างกายโดย


-              ควรควบคุมน้ำหนัก
-              รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบทั้ง 5 กลุ่ม ในปริมาณที่เหมาะสม เพิ่มผักผลไม้ในมื้อของกินประเภทไม่หวานมากให้มากมายๆ
-              ออกกำลังกาย โดยออกเป็นเวลานานกว่า 30 นาที และก็ออกแทบทุกวัน
-              ลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
-              พักให้พอเพียง
-              รักษาสุขภาพจิต แล้วก็อารมณ์
-              ตรวจสุขภาพรายปี ซึ่งรวมทั้งตรวจวัดความดันโลหิต เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี ต่อไปตรวจสุขภาพบ่อยตามแพทย์ และก็พยาบาลชี้แนะ
-              ลดอาหารเค็ม หรือโซเดียมคลอไรด์ น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) รับประทานอาหารพวกผัก และก็ผลไม้มากยิ่งขึ้น
ข้อเสนอสำหรับในการลดการบริโภคเกลือรวมทั้งโซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้และก็เนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนการเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋อง ผักดองและอาหารสำเร็จรูป
แม้จำต้องเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรจะอ่านฉลากอาหารทุกครั้ง รวมทั้งเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับพลเมืองทั่วๆไปควรจะบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักแล้วก็เนื้อสัตว์ที่ใช้เข้าครัวให้สะอาด เพื่อล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือและเครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศและสมุนไพรที่มีจำนวนโซเดียมต่ำ ตัวอย่างเช่น หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหยี แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือแล้วก็เครื่องปรุงรสต่างๆได้แก่ ซอส  ซีอิ๊วขาวและน้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อชิมอาหารก่อนรับประทาน ฝึกฝนการทานอาหารที่มีรสชาติเหมาะเจาะ ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ทำอาหารกินอาหารเองแทนการกินอาหารนอกบ้าน    หรือการซื้ออาหารสำเร็จรูป
ของกินที่มีเกลือโซเดียมสูง ตัวอย่างเช่น ของกินที่ใช้เกลือปรุงรส อาทิเช่น  ซอสรสเค็ม (ยกตัวอย่างเช่น น้ำปลา ซี้อิ๊ว ซอสหอยนางรม เต้าเจี้ยว), ซอสหลายรส  (เช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก ซี้อิ๊วหวาน) อาหารที่ใช้เกลือรักษาอาหาร ยกตัวอย่างเช

3

โรคภูมิแพ้ (Allergy)

  • โรคภูมิแพ้ เป็นอย่างไร โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่เกิดจาการสนองตอบของร่างกายมากไม่ดีเหมือนปกติต่อสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นบางจำพวก ก็เลยก่อให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้นั้น ซึ่งจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีลักษณะไวผิดปกติต่อสิ่งที่สามารถก่อกำเนิดภูมิแพ้ ซึ่งธรรมชาติสารพวกนี้บางทีอาจไม่นำมาซึ่งภูมิแพ้กับคนธรรมดาทั่วไป โดยโรคภูมิแพ้เกิดได้ทุกเพศทุกวัย เด็กอายุ 5 ถึง 15 ปี พบได้มากว่าเป็นบ่อยครั้งกว่าช่วงอายุอื่นๆเหตุเพราะเป็นช่วงๆในช่วงเวลาที่โรคแสดงออกภายหลังจากได้รับ “สิ่งเร้า” มานานพอเพียง อย่างไรก็บางคนอาจเริ่มต้นเป็นโรคภูมิแพ้ตอนเป็นผู้ใหญ่รวมทั้งได้ โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่พบมากทั้งโลกแล้วก็ในประเทศไทย จากการสำรวจในประเทศ ไทยพบว่ามีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้น 3 - 4 เท่าภายในช่วงเวลา 40 ปีที่ผ่านมา  จากรายงานการเกิดภาวะภูมิแพ้ระบุว่า ประเทศไทยมีคนไข้โรคภูมิแพ้จำนวนราวๆ 10-15 ล้านคน แล้วก็มีทิศทางเพิ่มขึ้นอีก 3-4 เท่าข้างใน 5 ปี ด้านหน้า

    ยิ่งไปกว่านี้ ประเภทของโรคภูมิแพ้ สามารถแบ่งได้เป็น 4 โรค คือ

  • โรคหืด (Asthma)
  • โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic rhinitis) หรือ โรคแพ้อากาศ
  • โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic conjunctivitis)
  • โรคผื่นภูมิแพ้ (Atopic eczema)
  • ที่มาของโรคภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ มีต้นเหตุที่เกิดจากการที่ร่างกายผลิตภูมิคุ้มกันเพื่อขจัดสิ่งปลอมปนที่รับเข้ามา ด้วยการขับสารตัวกลางออกมาต่อต้านสิ่งปลอมปนพวกนั้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง จะสร้างโปรตีนอีกขึ้นมา (ทางหมอเรียกว่า อิมมูนโนโกบูลิน-อี) ซึ่งมีคุณสมบัติถูกใจจับกับเซลล์พิเศษ 2 จำพวกเป็นมาสต์เซลล์ รวมทั้งเม็ดเลือดขาวประเภทเบโซฟิล และก็สารตัวกลางนั้นก็นำมาซึ่งการอักเสบแล้วก็อาการแพ้แก่ร่างกายด้วย การเกิดโรคภูมิแพ้เป็นเหตุมาจากภูมิต้านทานของร่างกายสถานที่สำหรับทำงานมากเกินความจำเป็น นำไปสู่อาการแพ้ต่อบางสิ่งที่อาจไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป แม้กระนั้นเป็นอันตรายต่อตัวบุคคลที่แพ้แค่นั้น สารที่ร่างกายรับเข้ามารวมทั้งทำให้มีการเกิดอาการแพ้ในแบบต่างๆเรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” โดยร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ด้วยการแสดงอาการแพ้ในต้นแบบที่แตกต่าง ตามประเภทของโรคภูมิแพ้ชนิดต่างๆโดยสารภูมิต้านทานซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในเลือด มีหน้าที่รอคุ้มครอง และกำจัดเชื้อโรคและก็สิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ทำปฏิกิริยาสนองตอบต่อสารก่อภูมิแพ้บางชนิดที่คนเจ็บแพ้ อาทิเช่น ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ของกินโดยมาก มักแพ้ของกินจำพวกไข่ นม ถั่ว ปลารวมทั้งอาหารทะเล การแพ้ของกินจะเกิดขึ้นกับคนที่มีร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ในอาหารประเภทนั้นเท่านั้น คนที่ไม่ได้เจ็บป่วยจะไม่ปรากฏอาการแพ้   สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้ทั่วไปจากภูมิแพ้จมูกหรือภูมิแพ้อากาศ มักมาจากไรฝุ่นละออง เชื้อรา หญ้า ละอองเกสร ขนสัตว์ ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศและไปสู่ร่างกายผ่านการหายใจ  สารก่อภูมิแพ้ที่ไปสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังมีหลายอย่าง ตัวอย่างเช่น สารเคมีจากสินค้าชำระล้าง ถุงมือยาง ยาย้อมสีผม โลหะ เงิน หรือแม้แต่ผงฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่ลอยปนเปอยู่กลางอากาศ   ส่วนภูมิแพ้ตา มักเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากสารก่อภูมิแพ้ประเภทไรฝุ่นละออง ควัน สารเคมี ละอองเกสร ขนหรือสะเก็ดผิวหนังของสัตว์ที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศและก็กระแสลม ไปสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุดวงตา นำมาซึ่งอาการระคายเคืองรวมทั้งมีอาการแพ้ที่แสดงออกทางดวงตาในหลายต้นแบบเป็นต้น

    ตัวอย่าง กลไกการเกิดภูมิแพ้ โรคภูมิแพ้ที่มีต้นเหตุมาจากฝุ่นแล้วก็ควัน มักเกี่ยวเนื่องกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยสิ่งที่เราแพ้ในฝุ่นละอองเป็นโปรตีนนั่นเอง ซึ่งคล้ายกับกลไกการแพ้อาหารในบางบุคคล ตัวอย่างเช่น แพ้กุ้ง เพราะเหตุว่าโปรตีนบางอย่างในเนื้อหรือเปลือกกุ้ง ทั้งนี้ ในคราวแรกที่รับฝุ่นผงดังที่กล่าวถึงมาแล้วเข้าไป ร่างกายจะยังไม่แพ้ แม้กระนั้นระบบภูมิคุ้มกันจะทำความเข้าใจว่าโปรตีนซึ่งเป็นองค์ประกอบของฝุ่นดังกว่างนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอก และแล้วจะสร้างภูมิต้านทานต่อโปรตีนประเภทดังที่กล่าวมาแล้ว (lgE) เมื่อได้รับฝุ่นผงประเภทเดียวกันในคราวถัดมา โปรตีนในฝุ่นผงจะเข้าไปจับกับ (lgE) ซึ่งอยู่บนเม็ดเลือดขาว ทำให้เม็ดเลือดขาวนี้แตกออกและปล่อยสารประเภทหนึ่งเรียกว่าฮีสตามีน (Histamine) ออกมา นำมาซึ่งการทำให้เยื่อบุจมูก เยื่อบุตา ลำคอ มีการอักเสบ บวม รวมทั้งสร้างเมือกออกมามากกว่าธรรมดา ส่งผลให้เกิดอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล รวมทั้งคันจมูกตามมา
    ดังนี้ ปัจจัยที่เกิดโรคภูมิแพ้เนื่องจากว่าระบบภูมิต้านทานมีปฏิกิริยาที่ไวเกินความจำเป็นในการสนองตอบสิ่งปลอมปนแบบแตกต่างจากปกติแม้ว่าสิ่งปลอมปนนั้นไม่มีอันตรายต่อสุขภาพ แม้กระนั้นเป็นความเข้าใจผิดของร่างกายที่รู้สึกว่าสิ่งปลอมปนบางสิ่งบางอย่างทำให้เป็นอันตรายจึงมีปฏิกิริยาตอบสนอง โดยการผลิตภูไม่ต้านทานทางขึ้นเพื่อกำจัดและทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้น รวมทั้งแทนที่สารภูมิต้านทานที่ร่างกายทำขึ้นจะเป็นเครื่องคุ้มครองปกป้องร่างกาย เปลี่ยนไปเป็นสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายปวดเอง ก็เลยกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้นั่นเอง

  • อาการโรคภูมิแพ้ พวกเราสามารถแบ่งอาการโรคภูมิแพ้ตามระบบอวัยวะที่แสดงอาการได้ 6 อย่าง เป็น
  • อาการแพ้ทางตา เรียกว่า เยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic conjunctivitis) คนไข้จะมีอาการคันแล้วก็เคืองตา ตาแดง  น้ำตาไหล  หนังตาบวม  แสบตา
  • อาการแพ้ทางจมูก เรียกว่า โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (allergic rhinitis) หรือโรคแพ้อากาศ ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะจาม คันจมูก  น้ำมูกไหลออกมาทางจมูก หรือไหลลงคอ  คัดจมูก  คันเพดานปากหรือคอ
  • อาการแพ้ทางหลอด เรียกว่า โรคหลอดลมอักเสบจากภูมิแพ้ หรือโรคหอบหืด (asthma) คนไข้จะมีอาการ ไอ หอบอ่อนเพลีย หายใจขัด แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงวี้ด หายใจลำบากหรือหายใจเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาค่ำคืน รุ่งเช้ามืด หรือขณะบริหารร่างกาย  หรือขณะไม่สบายหวัด
  • อาการแพ้ทางผิวหนัง เรียกว่า โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ (atopic dermatitis) คนป่วยจะมีลักษณะคัน มีผดผื่นตามตัว  ผื่นมักแห้ง แดง มีสะเก็ดบางๆหรือมีน้ำเหลืองแห้งกรังปกคลุมอยู่  ในเด็กเล็ก มักเป็นที่แก้ม, ก้น, เข่าและก็ศอก  ในเด็กโตมักเป็นที่ข้อพับของแขนและขา  ในรายที่เป็นเรื้อรัง ผิวหนังบริเวณที่เป็นจะครึ้มตัวขึ้นและก็มีสีคล้ำขึ้น    นอกเหนือจากนี้ผิวหนังอาจเกิดการอักเสบจากการสัมผัสกับสารบางจำพวกที่แพ้ได้ ดังเช่น ผงซักฟอก  เครื่องสำอาง    ผิวหนังอาจมีการอักเสบเป็นตุ่มนูนคัน หรือใหญ่เป็นปื้นนูนแดง รวมทั้งคันมากมายที่เรียกว่า ลมพิษ  ซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการแพ้อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารทะเล หรือ แพ้แมลงกัดต่อย หรือแพ้ยา
  • อาการแพ้ ทางเดินอาหาร เรียกว่า โรคแพ้อาหาร (food allergy) ผู้ป่วยจะมีลักษณะอาการ อาเจียน คลื่นไส้  ท้องเดิน ปากบวม  ปวดท้อง  อาการท้องอืด อาจมีอาการของระบบฟุตบาทหายใจ (ตัวอย่างเช่น อาการหอบหืด, แพ้อากาศ) และผิวหนัง (ยกตัวอย่างเช่น ผื่นคัน, ผื่นคัน) ร่วมด้วย  ของกินที่เป็นสาเหตุได้หลายครั้ง ได้แก่ นมวัว ไข่ ถั่ว อาหารทะเล ผักแล้วก็ผลไม้บางประเภท ผงชูรส สารกันบูด สารแต่งกลิ่นและสี
  • อาการช็อกจากภูมิแพ้ อาการภูมิแพ้จำพวกนี้นับว่าน่าสะพรึงกลัวและก็ร้ายแรงที่สุด มักเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการแพ้สารหรือยาที่ฉีดมากยิ่งกว่า แต่อาจแพ้สารหรือยาที่กินเข้าไป หรือยาที่นำมาทาผิวหนังก็ได้ ซึ่งพบน้อยกว่า การดูแลและรักษาทำได้ไม่ยาก ถ้าเกิดเจอหมอทันท่วงที แต่ว่าถ้าเป็นร้ายแรงมากมาย หรือรักษาไม่ทันบางทีอาจถึงแก่เสียชีวิตได้
  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่นำมาซึ่งโรคภูมิแพ้ ทางพันธุกรรม หากพ่อหรือแม่เป็นโรคนี้ เปอร์เซ็นต์ที่ลูกจะเป็น 30% แม้กระนั้นหากทั้งบิดาและแม่เป็น ลูกมีสิทธิ์เป็นถึง 50% โดยมีการศึกษาวิจัยรวมทั้งมีหลักฐานหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้เชื่อว่า โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เนื่องจากว่าถ้าเกิดทั้งพ่อรวมทั้งแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ปริมาณร้อยละ 30 หากพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้เพียงผู้เดียว ลูกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ได้จำนวนร้อยละ 25 แต่ถ้าพ่อแม่ไม่มีผู้ใดเป็นเลย ลูกได้โอกาสเป็นปริมาณร้อยละ 12.5 เอาง่ายๆก็คือ ถ้าเกิดพ่อแล้วก็แม่เป็นภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้สูงขึ้นยิ่งกว่าเด็กอื่นถึง 2-4 เท่าอย่างยิ่งจริงๆ สัมผัสสารก่อภูมิแพ้ คือ สารที่ทำให้คนเจ็บกำเนิดอาการของโรคภูมิแพ้ซึ่งบางทีอาจเป็นสารที่ร่างกายได้รับโดยการ ฉีด กิน หายใจ สัมผัส หรือ ถูกกัดต่อยบนผิวหนังก็ได้ มีอีกทั้งสารก่อภูมิแพ้ในบ้าน (อย่างเช่น ไรฝุ่นผง แมลงสาบ เศษผิวหนังและก็ขนของสัตว์เลี้ยง เชื้อรา ควันที่เกิดจากบุหรี่) และสารก่อภูมิแพ้นอกบ้าน (เป็นต้นว่า ฝุ่นผงในสถานที่สำหรับทำงาน เกสรดอกไม้ ควันต่างๆ) ยิ่งไปกว่านี้ อุณหภูมิของอากาศก็เป็นอีกหนึ่งที่มาของอาการภูมิแพ้ อากาศหนาวเย็นจะทำให้มีลักษณะอาการแพ้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น ซึ่งสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้ก่อเป็นภูมิแพ้ขึ้นได้
  • วิธีการรักษาโรคภูมิแพ้ การวินิจฉัยโรค

ซักประวัติ โดยอาศัยลักษณะเฉพาะของอาการ เมื่อสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้รวมทั้งหมอจะถามหาโรคภูมิแพ้อื่นๆ(atopic diseases) รวมทั้งลักษณะโรคพวกนั้น ที่ผู้เจ็บป่วยบางทีอาจเป็นด้วย เป็นต้นว่า โรคหอบหืด โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ โรคผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ นอกเหนือจากนี้จะถามเรื่อง อาชีพ สัตว์เลี้ยง และสภาพแวดล้อม ของผู้เจ็บป่วยทั้งที่บ้านและก็สถานที่ทำงานรวมทั้งสารที่คนไข้คิดว่าตนแพ้ ประวัติความเป็นมาครอบครัวก็มีส่วนช่วยในการวินิจฉัยโรค โดยผู้เจ็บป่วยโรคภูมิแพ้อาจมีบิดา แม่ หรือพี่น้อง เป็นโรคนี้ได้
ตรวจร่างกาย หมอจะตรวจร่างกายภายนอกว่ามีลักษณะแสดงใดบ้างที่บ่งชี้ถึงโรคภูมิแพ้ อย่างเช่น ตรวจตา จมูก คอ ตอนอก แล้วก็ผิวหนังทั่วไป ในบางรายอาจจำต้องตรวจการดำเนินการของปอดด้วยเครื่องเป่าลม หรืออาจจำเป็นต้องเอกซเรย์เพื่อดูแนวทางการทำงานของปอดร่วมด้วย
การหา IgE ที่ผิวหนัง  โดยการทดลองภูมิแพ้ทางผิวหนัง (allergy skin test) จะช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่คนไข้แพ้ ทำให้ผู้ป่วยหลบหลีกได้ถูกต้อง และก็ให้ข้อมูลในกรณีที่ต้องรักษาผู้เจ็บป่วยด้วยแนวทาง immunotherapy การตรวจแนวทางนี้เป็นวิธีที่มีความไวแล้วก็ความจำเพาะสูงสุด สำหรับเพื่อการตรวจวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ มี 2 วิธีคือ

  • Skin prick test ใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ หยดลงบนผิวหนังที่แขน แล้วก็ใช้เข็มสะกิดกึ่งกลางหยดน้ำยา เพื่อเปิดผิวหนังข้างบนออก ถ้าคนไข้มี IgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้นั้น ก็จะเกิดปฏิกิริยา allergic inflammation ขึ้นโดยกำเนิดรอยนูน (wheal) และก็ผื่นแดง (flare) อ่านผลตอบแทนในเวลา 20 นาที หลังการทดสอบ
  • Intradermal test ใช้น้ำยาสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ จำนวน 0.02 มล.ฉีดเข้าในชั้นผิวหนัง ให้กำเนิดรอยนูนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางราว 5 มัธยมม.อ่านผลในเวลา 20 นาที หลังฉีดโดยวัดขนาดของรอยนูนที่ขยายใหญ่ขึ้น
  • สารก่อภูมิแพ้ที่เอามาทดลอง มักเป็นสารก่อภูมิแพ้ ที่พบมาก ยกตัวอย่างเช่น ฝุ่นผงบ้าน ตัวไรในฝุ่นละออง แมลงต่างๆที่อาศัยในบ้าน เช่น แมลงสาบ แล้วก็จะมี positive (histamine) รวมทั้ง negative control (carrier substance) ร่วมในการทดลองด้วย เพื่อแน่ใจว่าคนเจ็บมิได้แพ้สารที่ใช้ละลายในสารก่อภูมิแพ้ที่นำมาทดลอง และก็ผิวหนังตอบสนองได้ดิบได้ดีต่อ histamine โดยทั่วไปจะทดสอบโดยวิธี skin prick test ก่อนโดยนับว่าเป็น screening test ถ้าหากผล skin prick test ได้ผลลบ ก็เลยทดลองโดยวิธี intradermal test ต่อไป ถ้าเกิด skin prick test ได้ผลบวกแจ่มชัด ไม่มีความจำเป็นต้องทำการทดสอบโดยวิธีintradermal test อีก เพื่อลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิด systemic reaction การทดสอบโดยตรวจค้น IgE ที่ผิวหนังนี้ ควรมีเครื่องมือเตรียมพร้อมสำหรับ resuscitation ด้วยเสมอ เผื่อในกรณีกำเนิด anaphylactic reaction
  • การหาจำนวน IgE ในเลือด ซึ่งหาได้ total IgE คือเป็นระดับของ IgE รวมเบ็ดเสร็จ ไม่เฉพาะต่อสารก่อภูมิแพ้จำพวกใด ซึ่งหาได้โดยวิธี Paper Radio – Immunosorbent Test (PRIST) และก็หา specific LgE เป็นหาระดับ IgE ที่จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิด ซึ่งหาโดยแนวทาง Radio Allergosorbent test (RAST) การหา total IgE ไม่ช่วยมากเท่าไรนักสำหรับการวินิจฉัยโรค ส่วนการหา specific IgE เป็นที่นิยมในต่างถิ่น เนื่องด้วยไม่มีโอกาสเสี่ยงต่อ systemic reaction ผู้เจ็บป่วยไม่จำเป็นที่ต้องงดยา ไม่ต้องใช้เวลาของผู้ป่วยนานในการทดสอบ ไม่เสมือนการทำ skin test ทำให้สบายเพียงเจาะเลือด 1 ครั้ง หาสารที่คนเจ็บแพ้ได้หลายชนิด แม้กระนั้นในประเทศไม่นิยมใช้ ด้วยเหตุว่ามีราคาแพง
  • X-ray sinus เพื่อดูว่าคนเจ็บโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ มีโรคไซนัสอักเสบร่วมด้วยหรือเปล่า ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบมาก รวมทั้งควรทำทุกราย จากการศึกษาเล่าเรียน plain film sinus ในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ที่ โรงพยาบาลศิริราช ปริมาณ 356 ราย พบว่ามีพยาธิสภาพเกิดขึ้นที่ sinus ถึงปริมาณร้อยละ 40
การดูแลและรักษาโรคภูเขาแพ้ อาจแบ่งได้ 3 วิธี คือ

  • การใช้ยาสำหรับการรักษา ในเวลานี้มียารักษาลักษณะของโรคภูมิแพ้หลายสิบจำพวก แต่ว่าพอจะจำแนกประเภทได้ 4 ชนิด เป็น


ยาแก้แพ้ (แอนติฮิสตะมีน) ที่คนส่วนมากรู้จักกันดีเป็นคลอร์เฟนิรามีน (ยาแก้แพ้เม็ดสีเหลือง จริงๆแล้วมีหลายสีแล้วแต่บริษัทผลิต) เดี๋ยวนี้มียาแก้แพ้ผลิตออกมากว่า 30 ชนิด ราคาตั้งแต่เม็ดละไม่กี่เงินจนกระทั่ง 7-8 บาท เชื่อว่าประสิทธิภาพไม่ได้ต่างอะไรกัน ผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้จำนวนมากกินแล้วง่วงนอน คอแห้ง อย่างไรก็แล้วแต่ ปัจจุบันมียาแบบใหม่ๆที่กินแล้วไม่ง่วงงุนรวมทั้งมีฤทธิ์แก้แพ้ได้นาน โดยรับประทานเพียงวันละ 1-2 ครั้งก็พอ แต่ว่าข้อตำหนิเป็น ราคายังแพงอยู่ ยานี้ใช้รักษาอาการคันจมูก จาม ลดน้ำมูก และรักษาผื่นคันผื่นคัน
ยาแก้คัดจมูก มักเป็นยาทำให้เส้นเลือดฝอยหดตัว แล้วก็ทำให้น้ำมูกน้อยลง คนไข้ก็เลยรู้สึกสบายขึ้น มีอีกทั้งยากินรวมทั้งยาพ่น แต่ว่ายาพ่นมีปัญหา คือ เมื่อใช้แล้วในช่วงแรกจะได้ผลดี แม้กระนั้นถ้าหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆจะทำให้ดื้อยารวมทั้งเป็นมากขึ้นได้ ควรต้องใช้ในระยะสั้นๆเพียงแค่นั้น
ยาขยายหลอดลม (ยาแก้หืด) สำหรับแพ้จนกระทั่งมีลักษณะเป็นโรคหืด มีอีกทั้งยากิน ยาฉีด และก็ยาพ่นโดยธรรมดายังนิยมใช้ยากิน  ส่วนยาพ่น ในต่างแดนเป็นที่ยอมรับกันมากมาย ส่วนในประเทศไทยกำลังเป็นที่ยอมรับเพิ่มมากขึ้น ข้อดีก็คือ ส่งผลใกล้กันน้อย ไม่ซับเข้ากระแสโลหิตและออกฤทธิ์รวดเร็ว แม้กระนั้นมีข้อเสียคือ ก่อนใช้ต้องมีการสาธิตการใช้อย่างแม่นยำ มิฉะนั้นจะไม่ได้ผล ส่วนยาฉีดจะใช้กรณีที่หอบมากแล้วก็กินยา พ่นยาแล้วไม่ได้เรื่อง
ยาป้องกันภูมิแพ้ มียารับประทานและก็ยาพ่น ยากินคุ้มครองป้องกันภูมิแพ้ได้ผลในเด็กมากยิ่งกว่าผู้ใหญ่ ส่วนยาพ่นบางชนิดเป็นประโยชน์ในคนแก่ด้วย

  • การหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ อาทิเช่น จัดห้องนอนรวมทั้งบ้านให้ง่ายต่อการกำจัดฝุ่นหรือมีฝุ่นละอองน้อยที่สุด แนวทางการหลักๆก็คือ อย่าให้บ้านรก มีเครื่องเรือนเท่าที่จำเป็น เครื่องเรือนควรจะเป็นไม้ พลาสติก หรือห่อเบาะหนัง ไม่สมควรบุนวม ห่อผ้า เพื่อจะได้ลดฝุ่นผงและก็ทำความสะอาดง่าย พื้นควรจะเป็นพื้นปกติหรือไม้ขัดเงา ไม่สมควรปูพรม การทำความสะอาดพื้น ควรจะใช้ผ้าชุบน้ำถูหรือเช็ด หรือใช้เครื่องดูดฝุ่น ไม่ควรใช้ไม้ปัดกวาด แต่อาจให้คนอื่นๆปัดกวาดเวลาที่คุณไม่อยู่ก็ได้ ไม่ควรนำสัตว์เลี้ยงเข้าในบ้าน แพ้ไรฝุ่นผง ควรหุ้มที่นอนด้วยหนังหรือพลาสติก (ก่อนนอนคลุมด้วยผ้าที่มีไว้ปูที่นอนอีกชั้นเยี่ยม) จะได้ใช้น้ำอุ่นขัดทุกครึ่งเดือนหรือหนึ่งเดือนได้ ควรใช้หมอนจำพวกใยสังเคราะห์และก็ซักน้ำร้อนทุกหนึ่งเดือนเป็นขั้นต่ำ การผึ่งแดดมิได้ฆ่าไรฝุ่นละอองอะไร ไม่ควรปลูกต้นไม้ดอกไม้ในห้องนอน เนื่องจากว่าเป็นแหล่งเปียกชื้นอย่างหนึ่ง ควรขจัดเพื่อลดจำนวนเชื้อรา หน้ากากเครื่องเครื่องปรับอากาศที่เฉอะแฉะหรือผนังที่เปียกชื้น ควรใช้น้ำยาไลซอลเพื่อกำจัดเชื้อรา การหลีกเลี่ยงสิ่งระคายเคืองต่างๆก็มีความจำเป็นหมายถึงควันบุหรี่ ควันไฟ และกลิ่นแรงทั้งหลายแหล่
  • วิธีภูเขามิคุ้นกันบำบัดรักษา (Immuno therapy) หรือการฉีดวัคซีน ถ้าหากบากบั่นเลี่ยงสิ่งที่แพ้อย่างเต็มเปี่ยมแล้ว และก็กินยารักษาอาการที่แพ้ต่างๆแล้วอาการยังเป็นอยู่มากมาย หรือต้องใช้ยาหลายตัว หมอบางทีอาจตรึกตรองแนะนำให้ฉีดวัคซีนภูมิแพ้ จุดหมายของการฉีดวัคซีนภูมิแพ้ ก็คือ อยากปรับเปลี่ยนภาวะการตอบสนองของร่างกายจากภูมิแพ้ให้กลายเป็นมีภูมิต้านทานแพ้แทน ขั้นตอนการฉีดวัคซีนภูมิแพ้มีว่าหลังจากทดสอบทางผิวหนังจนถึงทราบแล้วว่าแพ้อะไรบ้าง แพทย์ก็จะนำสารสกัดที่แพ้มาฉีดเข้าใต้ชั้นผิวหนัง โดยเริ่มจากขนาดต่ำๆรวมทั้งค่อยๆเพิ่มขนาดรวมทั้งจำนวนมากขึ้น โดยระยะแรกฉีดทุกหนึ่งอาทิตย์จนถึงขนาดสมควร ถัดไปจะฉีดห่างออกไปเรื่อยๆจากทุกหนึ่งอาทิตย์สุดท้ายเป็นทุกเดือนถึงเดือนครึ่ง เมื่ออาการแพ้ดียิ่งขึ้นมากมายแล้วก็ลดปริมาณยากินต่างๆได้ มีความหมายว่าสำเร็จ ซึ่งมักจำต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือนกว่าจะได้ผล ต่อไปจะฉีดทุก 1-2 เดือนกระทั่งครบ 3-4 ปี (เฉลี่ยแล้วฉีดปีละ 6-12 ครั้งแค่นั้น) ท่านใดที่อาการแพ้หายไป แล้วก็หยุดยาต่างๆได้ เมื่อครบกำหนด 3-4 ปี แพทย์จะใคร่ครวญหยุดฉีดยาสุดท้าย
  • การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคภูมิแพ้
  • ใส่หน้ากากคุ้มครองป้องกันฝุ่นผงระหว่างที่ทำงานกับฝุ่นละออง
  • ชำระล้าง เอาวัตถุที่ไม่มีความสำคัญออกจากห้องทำงานและห้องนอนให้มากคราวสุด ในห้องนอนควรมีเครื่องตกแต่งน้อยชิ้นที่สุดเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งเก็บฝุ่น
  • ในกรณีแพ้ไรฝุ่นผง ควรจะชำระล้างเครื่องนอน (ที่พักผ่อน หมอน ผ้าสำหรับห่ม) โดยซักด้วยน้ำร้อน 60 องศาเซลเซียส ตรงเวลา 15-20 นาที อย่างน้อยทุก 2 สัปดาห์
  • ควรตัดต้นหญ้า หรือ วัชพืชรอบๆบ้านบ่อยๆเพื่อลดปริมาณเกสรและก็สารก่อภูมิแพ้ในวัชพืชและดอกไม้
  • ไม่เลี้ยงสัตว์ที่มีขนในบ้าน ยกตัวอย่างเช่น สุนัข แมว นก
  • กำจัดเศษอาหารและก็ขยะต่างๆและปิดฝาท่อระบายน้ำเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงสาบ
  • ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศเสมอๆและใช้แบบที่มีเครื่องกรองอาการจำพวก HEPA filter (High Efficiency Particulate Air Filter)
  • ระวังไม่ให้บ้าน ส้วม ชื้นแฉะ และไม่ควรจะปลูกต้นไม้ในบ้านเพาะทำให้เชื้อราเติบโต
  • หลบหลีกบริเวณที่มีควันที่เกิดจากบุหรี่ ควันไฟ รวมทั้งบริเวณที่มีฝุ่นมากมาย
  • บริหารร่างกายให้สม่ำเสมอ หากมีลักษณะหอบอ่อนแรงเวลาออกกำลังกาย ควรจะสูดยา คุ้มครองป้องกันอาการหอบก่อน
  • ใช้ยาตามที่หมอสั่งเท่านั้น ไม่ควรซื้อยามาใช้เอง ด้วยเหตุว่าบางจำพวกถ้าเกิดใช้ตลอดนานอาจมีอันตรายได้
  • การติดต่อของโรคภูมิแพ้ ด้วยเหตุว่าโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่มีต้นเหตุมาจากการทำงานที่เปลี่ยนไปจากปกติที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้ของภูมิคุ้มกันภายในร่างกายของบางคนแค่นั้น จึงไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนรวมทั้งจากสัตว์สู่คน (แต่ว่ามีการตกทอดทางพันธุกรรมได้)
  • การป้องกันตนเองจากโรคภูมิแพ้ เป็นการลดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการกำเนิดโรค คือการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ รับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์และก็ถูกสุขลักษณะ ออกกำลังกายอย่างเหมาะควรบ่อย รวมทั้งหมั่นตรวจเช็คสุขภาพรายปี  และเพราะเหตุว่าโรคภูมิแพ้เป็นโรคไม่ติดต่อ และก็จะเกิดกับคนที่ร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้เพียงแค่นั้น โดยเหตุนั้น การปกป้องจำนวนมากก็เลยเป็นกรรมวิธีสำหรับคนเจ็บ เพื่อไม่ให้อาการแพ้นั้นกำเริบเสิบสานร้ายแรง  อาทิเช่น เลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ ถ้าหากป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว ควรเลี่ยงการสัมผัสหรือพบเจอกับสิ่งที่มีสารที่ตนแพ้ ดังเช่นว่า ผู้เจ็บป่วยที่แพ้อาหารทะเล ควรจะเลี่ยงการทานอาหารที่ทำมาจากสัตว์สมุทรทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารแปรรูป อาหารสด หรืออาหารแห้ง คนที่แพ้ฝุ่นควรหลบหลีกการเดินทางบนท้องถนนที่มีฝุ่นควัน ไม่ลดกระจกลงขณะโดยสารอยู่บนรถ เลี่ยงการเดินผ่านเขตบริเวณที่มีการก่อสร้าง และก็ดูแลความสะอาดด้านในภายและห้องนอน ให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก แดดเข้าถึง เพื่อปกป้องการสะสมฝุ่นผงแล้วก็ไรฝุ่นผงที่จะนำไปสู่อาการแพ้ได้ เขียนบันทึก ลงบันทึกประจำวันว่าทำกิจกรรมอะไรหรือรับประทานอะไรแล้วมีลักษณะอาการอย่างไร เป็นการศึกษาอาการแพ้ รวมทั้งให้รู้สิ่งที่แพ้รวมทั้งสิ่งที่ไม่แพ้ เพื่อเป็นการให้ข้อมูลแก่หมอแพทย์ และการวางแผนรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป รับประทานยา ยาจะช่วยคุ้มครองปกป้องและก็บรรเทาอาการแพ้ โดยผู้ป่วยภูมิแพ้ต้องรับประทานยาตามที่หมอระบุ ไม่หยุดใช้ยาโดยพลการ เพราะว่าอาจมีผลข้างเคียง มีลักษณะอาการดื้อยา หรือมีอาการแพ้ที่กำเริบขึ้น  จัดแจงในคราวฉุกเฉิน สำหรับผู้เจ็บป่วยที่มีลักษณะแพ้ร้ายแรง ควรแจ้งลักษณะของการป่วยของตัวเองกับบุคคลสนิทสนม หรือในบางราย แพทย์จะให้คนป่วยพกยาฉีดเอพิเนฟรินสำหรับฉีดรักษาด้วยการใช้ตนเองถ้าเกิดอาการแย่ลง แล้วก็ตระเตรียมเบอร์โทรฉุกเฉินที่ต้องเอาไว้ภายในคราวที่มีความเร่งด่วนเสมอ
ยิ่งไปกว่านี้ควรไปพบหมอเมื่อมีลักษณะอาการตั้งแต่นี้ต่อไป

  • น้ำมูลไหล คัดจมูก จาม คันจมูกเรื้อรัง
  • ภูมิแพ้เรื้อรัง
  • ไอมากมายหรือเหน็ดเหนื่อยเวลาเป็นหวัด ตอนบริหารร่างกาย หรือยามค่ำคืน
  • ผื่นคันเรื้อรังตามผิวหนังส่วนต่างๆของร่างกาย
  • เป็นลมเป็นแล้งพิษบ่อยมาก
  • สัมผัสสารบางสิ่งบางอย่างแล้วผื่นขึ้น
  • ทานอาหารบางจำพวกแล้วมีผื่น น้ำมูกไหล หรือแน่นหน้าอก
  • คันตา แสบตา น้ำตาไหลเรื้อรัง
  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคอาการหอบหืด
  • ถั่งเช่า มีคุณประโยชน์ลดการติดเชื้อและก็บรรเทาอาการ อย่าง ไซนัสอักเสบ อาการหอบหืด ถั่งเช่ามีฤทธิ์ในการควบคุมสมดุลของ Allergen-reactive helper T cells Type I และก็ II ผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้มักมีการทำงานของ Type II มากเกินธรรมดา อันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเกิดโรค นอกเหนือจากนี้มีฤทธิ์ลดการจับของสารก่อภูมิแพ้กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การลดกลไกนี้ลงจะมีผลให้ร่างกายตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ลดน้อยลง แล้วก็ยังช่วยลดขั้นตอนสร้างอิมมูโนกลอบูลิน ชนิด อี (IgE) +ที่มากเหลือเกิน ซึ่งเป็นสารเคมีที่ร่างกายผลิตขึ้นเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้และก็เป็นตัวกระตุ้นให้อาการกำเริบ
  • กระเทียม สารอัลลิซินที่สกัดได้จากกระเทียมมีคุณลักษณะ ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยทำให้คนป่วยไม่เป็นหวัด ช่วยบรรเทาอาการโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง

4

ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)
1.โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นยังไง  ไข้หวัดใหญ่ หรือ ฟลู (Influenza , Flu) เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสที่ระบบฟุตบาทหายใจเหมือนกับโรคไข้หวัด แต่ว่าเกิดจากเชื้อไวรัสคนละประเภทแล้วก็มีความรุนแรงสูงกว่าหวัดปกติมากมาย รวมทั้งเป็นอีกโรคหนึ่งพบบ่อยในทุกกลุ่มอายุอีกทั้งในเด็กกระทั่ง ถึงคนแก่ และได้โอกาสกำเนิดโรคใกล้เคียงกันทั้งยังในเพศหญิงแล้วก็ในผู้ชาย  โดยมีลักษณะทางคลินิกที่สำคัญเป็น จับไข้สูงแบบฉับพลัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้าม อ่อนแรง ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่สำคัญที่สุดโรคหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้ออุบัติใหม่รวมทั้งโรคติดเชื้อเกิดซ้ำ เนื่องมาจากมีการระบาดใหญ่ทั้งโลก (pandemic) มาแล้วหลายครา แต่ละครั้งเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางแทบทุกทวีป ทำให้มีผู้ป่วยและเสียชีวิตนับล้านคน

  • สิ่งที่ทำให้เกิดไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดใหญ่มีต้นเหตุจากการติดเชื้อ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่มีชื่อเรียกว่า อินฟลูเอนซาไวรัส (Influenza virus) เป็น RNA เชื้อไวรัส อยู่ในเครือญาติ Orthomyxoviridae ที่เจออยู่ในสารคัดหลั่งของคนป่วย ยกตัวอย่างเช่น น้ำมูก น้ำลาย แล้วก็เสลด เป็นต้น เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ มีทั้งหมด 3 จำพวก คือ เชื้อ influenza A, B และก็ C และ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ประเภท A เป็นชนิดที่ท้าทายให้เกิดการระบาดอย่าง กว้างขวางทั่วโลก ชนิด B ท้าให้มีการระบาดในพื้นที่ระดับภูมิภาค ส่วนประเภท C มักเป็นการติดเชื้อที่แสดงอาการ น้อยหรือเปล่าแสดงอาการ และไม่ท้าทายให้มีการระบาด เชื้อไวรัสชนิด A แบ่งเป็นชนิดย่อย (subtype) ตามความไม่เหมือนของโปรตีนของไวรัสที่เรียกว่า hemagglutinin (H) และก็ neuraminidase (N) ชนิดย่อยของไวรัส A ที่พบว่าเป็นสาเหตุของการต่อว่าดเชื้อในผู้ที่เจอในปัจจุบันยกตัวอย่างเช่น A(H1N1), A(H1N2), A(H3N2), A(H5N1) และก็ A(H9N2) ส่วนไวรัสจำพวก B แล้วก็ C ไม่มีแบ่งเป็นจำพวกย่อย
  • อาการโรคไข้หวัดใหญ่ อาการจะเริ่มหลังได้รับเชื้อ 1-4 วัน คนป่วยจะมีไข้สูงแบบฉับพลัน ( 38 ซ ในผู้ใหญ่ ส่วนในเด็กชอบสูงขึ้นยิ่งกว่านี้) ปวดศีรษะ หนาวสั่น เมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมากมาย ปวดกระบอกตาเวลาตาเคลื่อน มีน้ำตาไหลเมื่อมีแสงไฟ รวมทั้งบางทีอาจเจออาการคัดจมูก เจ็บคอ ถ้าหากมีอาการป่วยเป็นช่วงเวลานานอาจจะมีอาการไอจากหลอดลมอักเสบ (post viral bronchitis) อาการจะรุนแรงและป่วยไข้ยาวนานกว่าไข้หวัดปกติ (common cold) คนเจ็บโดยมากจะหายเป็นปกติด้านใน 1-2 สัปดาห์ แต่มีบางรายที่มีลักษณะอาการรุนแรง เนื่องจากว่ามีภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญเป็น ปอดบวม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้
  • กลุ่มบุคคลแผนการที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคไข้หวัดใหญ่


           พนักงานด้านการแพทย์ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่
           คนที่มีโรคเรื้อรังหมายถึงปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด หัวใจ เส้นเลือดสมอง ไตวาย มะเร็งที่กำลังให้เคมี บำบัดรักษา เบาหวาน ธาลัสซีเมีย ภูมิต้านทานผิดพลาด (รวมถึงผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่มีลักษณะ)
           บุคคลที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
           หญิงตั้งท้อง อายุครรภ์ 4 เดือนขึ้นไป
           ผู้ที่มีน้ำหนักมากยิ่งกว่า 100 โลขึ้นไป
           ผู้พิการทางสมองที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
           เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี

  • แนวทางอาการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ การวินิจฉัยโรคโดยอาการทางสถานพยาบาลยังมีข้อจำกัด เนื่องจากอาการคล้ายโรคติดเชื้อทางเท้า หายใจจากไวรัสชนิดอื่น การวินิจฉัยควรใช้ การตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อรับรองการวิเคราะห์โรค เช่นตรวจพบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในเสมหะที่ป้ายหรือดูดจากจมูกหรือคอ หรือ ตรวจพบแอนติเจนของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ใน epithelial cell จาก nasopharyngeal secretion โดยวิธี fluorescent antibody หรือ ตรวจเจอว่ามีการเพิ่มขึ้นของระดับภูมิต้านทานต่อเชื้อในซีรั่มอปิ้งน้อย 4 เท่าในระยะรุนแรงแล้วก็ระยะพักฟื้น โดยวิธี haemaglutination inhibition (HI) ซึ่งเป็นแนวทางมาตรฐาน หรือ complement fixation (CF) หรือ Enzyme - linked immunosorbent assay (ELISA)และก็การใช้ข้อมูลทางระบาดวิทยาช่วย ดังเช่นว่า ตอนที่มีการแพร่ระบาดของโรค ไข้หวัดใหญ่ คนเจ็บที่มีอาการน้อย ให้การรักษาตามอาการ ตัวอย่างเช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล ยาละลายเสลด ฯลฯ การให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ทันทีหลังจากที่มีลักษณะอาการช่วยลดความรุนแรงรวมทั้งอัตราตายในคนป่วย ยาต้านทานไวรัส ไข้หวัดใหญ่ ได้แก่ ยาโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) และซานาไม่เวียร์ (Zanamivir) การใคร่ครวญเลือกใช้ตัวไหน ขึ้นอยู่กับข้อมูลความไวของยาต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในแต่ละประเทศส่วนการให้ยาต้านเชื้อไวรัส amantadine hydrochloride หรือยา rimantidine hydrochloride ข้างใน 48 ชั่วโมง นาน 3-5 วัน จะช่วยลดอาการและก็จำนวนเชื้อไวรัสประเภท A ในสารคัดหลั่งพื้นที่เดินหายใจได้ ปริมาณยาที่ใช้ในเด็กอายุ 1-9 ปี ให้ขนาด 5 มก./กก./วัน แบ่งให้ 2 ครั้ง สำหรับผู้ป่วยอายุ 9 ปีขึ้นไปให้ขนาด 100 มก. วันละ 2 ครั้ง (แม้กระนั้นถ้าเกิดคนป่วยน้ำหนักน้อยกว่า 45 กิโลกรัม ให้ใช้ขนาดเดียวกับเด็กอายุ 1-9 ปี) นาน 2-5 วัน สำหรับคนเจ็บอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือคนที่แนวทางการทำงานของตับและก็ไตไม่ปกติ จำเป็นต้องลดปริมาณยาลง ในพักหลังๆของการดูแลและรักษาด้วยยาต่อต้านไวรัส บางทีอาจพบการดื้อยาและก็ตามด้วยการแพร่โรคไปยังคนอื่นได้ กรณีนี้บางทีอาจจะต้องให้ยาต่อต้านเชื้อไวรัสแก่ผู้เสี่ยงโรคสูงที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ถ้าเกิดมีอาการสอดแทรกจากเชื้อแบคทีเรียต้องให้ยาปฏิชีวนะด้วย รวมทั้งควรจะหลบหลีกยาลดไข้พวก salicylates เพื่อลดการเสี่ยงต่อการเกิดโรค Reye's syndrome

6.การติดต่อของไข้หวัดใหญ่ ระยะฟักตัวของโรค ระยะฟักตัวของโรคชอบสั้น 1 - 4 วัน แต่ว่าโดยเฉลี่ยแล้วโดยประมาณ เฉลี่ย 2 วัน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับจำนวนของเชื้อไวรัสที่ ได้รับ การติดต่อ เชื้อไวรัสที่อยู่ในเสลด น้ำมูก น้ำลายของผู้เจ็บป่วยแพร่ติดต่อไปยังคนอื่นๆโดยการไอจามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไปแม้อยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือ สิ่งของเครื่องใช้ที่แปดเปื้อนเชื้อ เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก  รวมทั้งคนป่วยสามารถแพร่ระบาดไวรัสไข้หวัดใหญ่ตั้งแต่ 24 ชั่วโมงก่อนมีลักษณะและจะแพร่เชื้อถัดไปอีก 3-5 คราวหน้ามีอาการในคนแก่ ส่วนในเด็กอาจแพร่เชื้อได้เป็นเวลายาวนานกว่า 7 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ว่าไม่มีอาการก็สามารถกระจายเชื้อตอนนั้นได้เหมือนกัน ในช่วงศตวรรษก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่วโลก 4 ครั้งคือ

  • พ.ศ. 2461 - 2462 Spanish flu จากไวรัส A(H1N1) เป็นครั้งที่รุนแรงที่สุด พลเมืองทั่วโลกเจ็บป่วยร้อยละ 50 รวมทั้งตายสูงถึง 20 ล้านคน
  • พุทธศักราช 2500 - 2501 Asian flu จากไวรัส A(H2N2) โดยเริ่มตรวจเจอในประเทศจีน
  • พุทธศักราช 2511 - 2512 Hong Kong flu จากไวรัส A(H3N2) เริ่มตรวจเจอในฮ่องกง
  • พ.ศ. 2520 - 2521 Influenza A (H1N1) กลับมาระบาดใหญ่อีกที แยกได้จากผู้ป่วยในโซเวียต ก็เลยเรียก Russian flu แต่มีบ้านเกิดจากประเทศจีน


7.การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ การดูแลตนเอง เมื่อเจ็บป่วยหวัดใหญ่เป็นเมื่อมีไข้ ควรจะหยุดสถานที่เรียนหรือหยุดงาน แยกตัวรวมทั้งสิ่งของจากผู้อื่น เพื่อพักรวมทั้งป้องกันการแพร่เชื้อสู่คนอื่น พักให้มากๆรักษาสุขลักษณะเบื้องต้น  เพื่อให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ลดช่องทางกำเนิดโรคข้างเคียงหรือเข้าแทรก มานะกินอาหารมีคุณประโยชน์ห้าหมู่ในทุกเมื่อเชื่อวันกินน้ำสะอาดให้มากๆขั้นต่ำวันละ 6 - 8 แก้วเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำกิน รับประทานยาลดไข้พาราเซตามอล หรือตามหมอแนะนำ ไม่สมควรกินยาแอสไพรินเพราะบางทีอาจเกิดการแพ้ ดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ล้างมือให้สะอาดเสมอๆแล้วก็ทุกหนก่อนอาหารแล้วก็หลังเข้าส้วม  ใช้ทิชชู่สำหรับในการสั่งขี้มูกหรือขัดปาก ไม่ควรใช้ผ้าที่เอาไว้สำหรับเช็ดหน้า ต่อจากนั้นทิ้งทิชชู่ให้ถูกสุขอนามัย  รู้จักใช้หน้ากากอนามัย งดยาสูบ หลบหลีกควันจากบุหรี่ ด้วยเหตุว่าเป็นสาเหตุให้อาการร้ายแรงขึ้น ควรรีบเจอแพทย์เมื่อ ไข้สูงเกิน 39 - 40 องศาเซียลเซียส รวมทั้งไข้ไม่น้อยลงหลังได้ยาลดไข้ข้างใน 1 - 2 วัน  กินน้ำได้น้อยหรือรับประทานอาหารได้น้อย ไอมากมาย มีเสลด และก็/หรือ เสลดมีสีเหลืองหรือเขียว ซึ่งแสดงว่ามีการติดเชื้อโรคแบคทีเรียเข้าแทรก เป็นโรคหืด เนื่องจากโรคหืดมักกำเริบเสิบสานรวมทั้งควบคุมเองมิได้ อาการต่างๆชั่วโคตรลง หอบเหนื่อยร่วมกับไอมากมาย อาจร่วมกับนอนราบมิได้ เพราะว่าเป็นอาการแทรกจากปอดอักเสบ เจ็บทรวงอกมากมายร่วมกับหายใจขัด อิดโรย เพราะว่าเป็นอาการจากอาการเข้าแทรกจากเยื่อหุ้มห่อหัวใจ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ชัก ซึม งง แขน/ขาอ่อนแรง บางทีอาจร่วมกับปวดหัวรุนแรง แล้วก็คอแข็ง เพราะว่าเป็นอาการเข้าแทรกจากเยื่อหุ้มสมองอักเสบ  หรือ สมองอักเสบ

  • การปกป้องเองจากไข้หวัดใหญ่ รักษาร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้ร่างกายสามารถสร้างภูมิต้านทานโรคได้ดิบได้ดี โดยการออกกำลังกาย บ่อยและก็พักให้เพียงพอ อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก เลี่ยงความเคร่งเครียด ยาสูบ เหล้ารวมทั้งสิ่งเสพติด แล้วก็ระวังรักษาร่างกายให้อบอุ่นในตอนอากาศหนาวเย็น หรืออากาศเปลี่ยน กินอาหารที่มีสาระ ผัก แล้วก็ผลไม้ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารแล้วก็วิตามินพอเพียง ในช่วงที่มีการระบาดของโรค ควรจะเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนคับแคบ อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า สถานเริงรมย์ งานมหรสพ รวมถึงการใช้โทรศัพท์สาธารณะหรือลูกบิดประตู เป็นต้น แต่ถ้าหากหลบหลีกมิได้ ควรใส่หน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมาจากการสัมผัสถูกเสลดของผู้ป่วย และอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกถ้าหากยังมิได้ล้างมือให้สะอาด คนไข้ควรแยกตัวออกห่างจากคนอื่นๆ อย่านอนปะปนหรือคลุกคลีใกล้ชิดกับคนอื่นๆ เวลาไอหรือจามควรที่จะใช้ผ้าปิดปากและก็จมูกเสมอ เวลาเข้าไปในที่ที่มีคนอยู่กันมากมายๆควรจะสวมหน้ากากอนามัยด้วยทุกหน ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่นั้น โดยปกติถ้าไม่มีการระบาดโรค แพทย์จะไม่แนะนำให้ฉีดยาแก่ประชาชนทั่วไป ยกเว้นในผู้ที่อยู่ในกลุ่มมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น คนชรา (อายุมากกว่า 65 ปี) คนที่มีอายุต่ำยิ่งกว่า 19 ปีที่จะต้องกินยาแอสไพรินเป็นประจำ สตรีตั้งท้องที่คาดว่าอายุท้องย่างเข้าไตรมาสที่ 2 ขึ้นไปในตอนที่มีการระบาดของโรค ผู้ที่เป็นพนักงานทางการแพทย์ ผู้ที่ต้องเดินไปในถิ่นที่มีการระบาดของโรค คนที่มีกิจกรรมจำเป็นจะต้องที่ไม่สามารถที่จะหยุดงานได้ (ตัวอย่างเช่น ผู้แสดง นักกีฬา นักท่องเที่ยว ตำรวจ ข้าราชการบริการสังคม นักเรียนหรือนิสิตที่อยู่รวมกัน รวมทั้งผู้ที่อาศัยอยู่ในที่พักฟื้น สถานสงเคราะห์คนชรา) คนที่มีภูมิต้านทานต่ำ (เป็นต้นว่า ผู้ป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง คนป่วยที่ได้รับยาสเตียรอยด์ ผู้เจ็บป่วยรังสีรักษาหรือเคมีบำบัดรักษา) คนไข้ที่เป็นโรคเรื้อรัง (อาทิเช่น โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด โรคหอบหืด โรคตับ โรคไต โรคเลือด) ซึ่งบุคคลเหล่านี้เป็นกลุ่มที่ควรจะได้รับการฉีดยาคุ้มครองป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
  • สมุนไพรจำพวกไหนที่สามารถช่วยบรรเทา/รักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้
สมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ (Herbs with anti-influenza activity) ประกอบด้วยสมุนไพร        
                พลูคาว / ผักคาวโคนง (Houttuynia cordata) จากการเรียนในหลอดทดสอบ น้ำมันระเหยการกลั่นพลูคาวสดมีฤทธิ์ต้านไวรัส ไข้หวัดใหญ่ เริม (Herpes simplex virus type 1) เอชไอวี (HIV-1) ขึ้นรถสำคัญในน้ำมันระเหยจากพลูคาวที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสดังที่ได้กล่าวมาแล้ว อาทิเช่น methyl n-nonyl ketone, laurly aldehyde, capryl aldehyde
                Epigallocatechin (EGCG) ในชาเขียว EGCG เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีสูงที่สุดในชาเขียว EGCG ขนาดต่ำในหลอดทดสอบมีฤทธิ์ ยับยั้งไม่ให้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อีกทั้งประเภท A และก็ B เข้าเซลล์& ลดการตำหนิดเชื้อของเซลล์เพาะเลี้ยงจากไตหมาได้อย่างมีนัยสำคัญ
                ใบเตย (Pandanus amaryllifolius) ใบเตยมีสารชนิดเลกตำหนิน (lectin) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นโปรตีน ชื่อ Pandanin ที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อ ไข้หวัดใหญ่จำพวก A (H1N1) อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งเชื้อได้ 50% (EC50) เท่ากับ15.63 microM
                สาร Aloe emodin Aloe emodin = สารแอนทราควิโนน (anthraquinone) ที่เจอได้ในยางว่านหางจระเข้ เมื่อนำสาร Aloe emodin มาผสมกับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในหลอดทดสอบนาน 15 นาที ที่ 37 องศาเซลเซียส สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ ยิ่งไปกว่านี้ สาร aloe emodin ยังยับยั้งไวรัสที่ก่อโรคเริม รวมทั้งงูสวัดได้อีกด้วย
สมุนไพรกระตุ้นภูมิต้านทาน (Immunomodulator / Immunostimulant)
                กระเทียม  Aged Garlic Extract (AGE) มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน AGEเป็นผลิตภัณฑ์กระเทียมจัดเตรียมโดยการแช่กระเทียมที่หั่นหรือสับใน 15-20% แอลกอฮอล์แล้วทิ้งเอาไว้เป็นเวลายาวนานมากกว่า 10 เดือน ที่อุณหภูมิปกติแล้วนำมาทำให้เข้มข้น เมื่อให้ AGE ทางปากแก่หนูถีบจักร 10 วันก่อนให้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แก่หนูโดยการหยอดทางจมูก มีประสิทธิผลสำหรับการปกป้องไข้หวัดใหญ่ก้าวหน้าเท่าการให้วัคซีน
                สินค้าเสริมอาหารกระเทียมที่มีสาร allicin มีการทำการศึกษาในอาสาสมัคร 146 คน โดยให้กลุ่มควบคุมได้รับยาหลอก และกลุ่มทดลองได้รับกระเทียมกินวันละ 1 แคปซูล นาน 12 อาทิตย์ ระหว่างฤดูหนาว (เดือนพฤศจิกายน - เดือนกุมภาพันธ์) รวมทั้งให้แต้มสุขภาพ และก็อาการหวัดทุกวี่ทุกวัน พบว่า กรุ๊ปที่ได้รับกระเทียมได้โอกาสเป็นหวัดน้อยกว่ากลุ่มยาหลอก รวมทั้งเมื่อเป็นหวัดแล้วหายเร็วกว่า
                โสม (Ginseng)    สารสกัดโสมอเมริกันที่จดสิทธิบัตรแล้ว (CVT-E002) โดยทดสอบให้สารสกัดนี้ ขนาด 200 มก. วันละ 2 ครั้งหรือยาหลอกแก่คนวัยแก่ที่อาศัยอยู่รวมกันหลายคน (institutional setting) จำนวนรวม 198 คน ระหว่างฤดูการระบาดของไข้หวัดใหญ่ (หน้าหนาวปี 2543 -44) เพื่อศึกษาเล่าเรียนประสิทธิผลสำหรับการคุ้มครองการป่วยด้วยโรคทางเท้าหายใจอย่างเฉียบพลัน (Acute Respiratory Illness, ARI) พบว่า อุบัติการณ์ของไข้หวัดใหญ่ที่ได้รับการตรวจยืนยันทางห้องปฏิบัติการของกลุ่ม ยาหลอกสูงขึ้นยิ่งกว่ากลุ่มที่ได้รับสารสกัดโสมอย่างมีนัยสำคัญ (7/101 แล้วก็ 1/97) แล้วก็การลดลงของความเสี่ยงจากการป่วยด้วยโรค ARI ในกลุ่มที่ได้รับยา CVT-E002 เท่ากับ 89%
เอกสารอ้างอิง

  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, D., Hausen, S., Longo, D., and Jamesson, J.(2001). Harrrison’ s:Principles of internal medicine. New York. McGraw-Hill. http://www.disthai.com/
  • ”สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่-H1n1 (1 มกราคม – 26 ธันวาคม 2558)” สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข
  • ดร.ภก.อัญชลี จูฑะพุทธิ.สรุปการบรรยายประชุมวิชาการกรมพัฒน์เรื่อง”สมุนไพร:ไข้หวัดใหญ่-ไข้หวัดนก.”ณ.ห้องประชุมเบญจกูล กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.วันที่ 28 ธันวาคม 2548
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).”ไข้หวัดใหญ่(lnfluenza/Flu).หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป2.หน้า 393-396
  • “ไข้หวัดใหญ่”คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก
  • ไข้หวัดใหญ่.กลุ่มระบาดวิทยา/โรคติดต่อ.สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข
  • โรคไข้หวัดใหญ่แนวทางการดำเนินการให้บริการวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลปี2559.แนวทางการเฝ้าระวังโรคติดต่อในสถานศึกษา 2559 กองควบคุมโรคติดต่อ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร


5

โรค SLE (โรคแพ้ภูมิต้านทานตนเอง[/url],โรคแพ้ภูมิคุ้มกันตนเอง) (Systemic lupus erythematosus)[/size]

  • โรค SLE เป็นอย่างไร โรคเอสแอลอี หรือ โรคพุ่มพวงหมายถึงโรคภูมิแพ้ตนเอง หรือ โรคภูมิต่อต้านตนเอง (Autoimmune disease) ประเภทหนึ่ง มีเหตุที่เกิดจากการที่ร่างกายสร้างสารภูมิคุ้มกันขัดขวาง หรืออิมมูน (Immune) แตกต่างจากปกติ โดยจะต่อต้านเนื้อเยื่อเกี่ยวเนื่องของเนื้อเยื่อต่างๆเกิดขึ้นได้กับทุกอวัยวะ ได้ผลให้มีการอักเสบเรื้อรัง (ประเภทไม่ใช่จากการตำหนิดเชื้อ) ของเนื้อเยื่อได้ทุกส่วนของร่างกาย  อวัยวะที่เกิดการอักเสบได้บ่อยครั้งดังเช่น ผิวหนัง ข้อ ไต ระบบเลือด ระบบประสาท ฯลฯ การอักเสบนี้จะเหนือชั้นกว่าเนื่องจนถึงเป็น โรคเรื้อรังประเภทหนึ่ง  ซึ่งโรคเอสแอลอี (SLE) ย่อมาจากชื่อจริงในภาษาอังกฤษว่า systemiclupus erythematosus หรือเรียกง่ายๆว่าโรคลูปัส

    โดยจัดเป็นโรคที่เรื้อรังประเภทหนึ่งที่อยู่ในกรุ๊ปโรคภูมิคุ้มกันฟั่นเฟือน เป็นผลมาจากการที่ร่างกายคนไข้ผลิตโปรตีนของภูมิต้านทานในเลือดที่ เรียกว่า "แอนติบอดี้" ขึ้นมามากเกินปกติ ก่อปัญหาในอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกายไม่ว่าอีกทั้งทางตรงหรือทางอ้อม เป็นต้นว่า จากปกติภูมิต้านทานภายในร่างกายจะต่อต้านเชื้อโรครวมทั้งสิ่งเจือปน อาทิเช่น แบคทีเรีย หรือเชื้อไวรัสจากข้างนอกร่างกาย แต่ต้านร่างกายของตัวเอง จนถึงก่อให้เกิดการอักเสบที่อวัยวะต่างๆแล้วก็เกิดเป็นโรค SLE สุดท้าย
    ซึ่งคำว่า ลูปัส มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน แสดงว่า สุนัขป่า ซึ่งสันนิษฐานว่า มาจากการที่ผื่นที่บริเวณใบหน้าที่เกิดขึ้นมาจากโรคนี้อยู่ในตำแหน่งคล้ายลักษณะขนบนใบหน้าของหมาป่า หรือคล้ายถูกหมาป่ากัด หรือข่วน หรือจากการที่หญิงฝรั่งเศสใส่หน้ากากเพื่อปกปิดบริเวณใบหน้าเมื่อมีผื่นเกิดขึ้น หน้ากากนี้เรียกว่า “Loup” หรือ “Wolf/หมาป่า” โรค SLE หรือโรคลูปัส เป็นโรคแพ้ภูเขามิตนเอง (Autoimmune disease) ที่มักพบในหญิงวัยเจริญพันธุ์ (ร้อยละ 90) โดยพบได้มากในเพศหญิงอายุช่วง 20-30 ปี เจอในสตรีเชื้อชาติผิวดำได้บ่อยมากที่สุด รองลงไปเป็นลำดับหมายถึงเพศหญิงทวีปเอเชีย และก็ผู้หญิงผิวขาว

  • สาเหตุของโรค SLE พยาธิกำเนิดยังไม่ทราบแน่ชัด แต่คาดคะเนว่ามีสาเหตุมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างไม่ปกติต่อเชื้อโรคหรือสารเคมีบางสิ่งบางอย่าง ทำให้มีการสร้างสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเนื้อเยื่อต่างๆจึงจัดเป็นโรคภูมิต่อต้านตนเอง (autoimmune) ชนิดหนึ่ง บางทีอาจพบต้นสายปลายเหตุที่กระตุ้นให้อาการแย่ลง อาทิเช่น ยาบางชนิด (เช่น ซัลฟา ไฮดราลาซีน เมทิลโดพา ไอเอ็นเอช คลอร์โพรมาซีน เฟนิโทอิน ไทโอยูราซิล) การเช็ดกแดด การกระทบกระเทือนทางด้านจิตใจ สภาวะตั้งท้อง เป็นต้น


นอกเหนือจากนี้  ยังคาดคะเนว่า อาจเกี่ยวเนื่องกับฮอร์โมนผู้หญิง (เหตุเพราะพบได้มากในหญิงวัยหลังมีรอบเดือนแล้วก็ก่อนวัยหมดระดูและก็พบบ่อยกว่าเพศ 7-10 เท่า)   รวมทั้งพันธุกรรม (พบได้ทั่วไปในผู้ที่มีพี่น้องประชาชนเป็นโรคนี้)
ส่วนกลไกการเกิดโรคมีต้นเหตุจากมีความผิดปกติของระบบภูมิต้านทาน เกิดภาวะภูไม่ไวเกิน (hypersensitivity) ของเม็ดเลือดขาวชนิด T แล้วก็ B lymphocyte ก่อให้เกิดการผลิต autoantibodies ต่อต้านเยื่อของตนและกำเนิด immune complex ลอยละล่องไปตามกระแสเลือดไปติดตามอวัยวะต่างๆนอกเหนือจากนั้นยังมีความผิดธรรมดาของการกาจัด immune complex ส่งผลให้เกิดการอักเสบของอวัยวะและเส้นโลหิตส่งผลให้เกิดการเกิดพยาธิภาวะในหลายอวัยวะ

  • อาการโรค SLE โรคนี้พบได้บ่อยในวัยหนุ่มวัยสาว อายุ 15-40 ปี เพศหญิงมากยิ่งกว่าเพศชาย อาการรวมทั้งอาการแสดงบางทีอาจไม่เหมือนกันได้มาก คนป่วยบางรายอาจมีอาการน้อยอย่างเช่น มีไข้ อ่อนแรง ปวดข้อ มีผื่นแดงตามใบหน้า ผื่นแพ้แดด ผมร่วง มีแผลในปาก รายที่เป็นมากขึ้นอาจมีอาการซีดเผือด ติดเชื้อง่าย มีจุดเลือดออกหรือเส้นเลือดอักเสบ นิ้วซีดเผือดเขียวเวลาถูกความเย็น ขาบวม ฉี่ไม่ดีเหมือนปกติ มีความผิดปกติทางไต เหนื่อยหอบ เจ็บหน้าอก ชักหรือมีปัญหาทางระบบประสาทได้ แล้วก็ด้วยโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังที่มีอาการเกิดขึ้นกับหลายอวัยวะหรือหลายระบบของร่างกาย บางรายอาการเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆกัน บางรายมีการแสดงออกเพียงแค่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทีละระบบ


ซึ่งจะมีอาการที่เกิดสังกัดอวัยวะต่างๆสามารถแยกได้เป็น อาการทางผิวหนัง คนไข้มักมีผื่นแดงขึ้นที่บริเวณใบหน้า บริเวณดั้งจมูก แล้วก็โหนกแก้ม 2 ข้าง เป็นรูปคล้ายผีเสื้อที่เรียกว่า ผื่นปีกผีเสื้อ (Butterfly rash) หรือมีผื่นแดงคันรอบๆนอกร่มผ้าที่ถูกแสงแดด หรือมีผื่นขึ้นเป็นวง เป็นแผลเป็นตามบริเวณใบหน้า หนังศีรษะ หรือบริเวณใบหู มีแผลในปาก โดยเฉพาะรอบๆเพดานปาก ยิ่งไปกว่านี้ยังมีผมร่วงเยอะขึ้น
อาการทางข้อรวมทั้งกล้ามเนื้อ ผู้เจ็บป่วยจำนวนมากจะมีลักษณะอาการปวดข้อ มักเป็นที่ข้อนิ้วมือ ข้อมือ ข้อต่อไหล่ ข้อหัวเข่า หรือข้อเท้า บางเวลามีบวมแดงร้อนร่วมด้วย
อาการทางไต ผู้เจ็บป่วยมักมีลักษณะบวมรอบๆเท้า 2 ข้าง ขา หน้า หนังตา เพราะมีลักษณะอาการอักเสบที่ไต รายที่มีลักษณะอาการรุนแรงจะมีความดันโลหิตสูงขึ้น เยี่ยวออกลดลง ไปจนถึงขั้นไตวายได้ในระยะเวลาอันสั้น
อาการทางระบบเลือด คนไข้อาจมีเลือดจาง มีเม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดลดน้อยลง ทำให้มีลักษณะอาการหมดแรง มีภาวการณ์ติดเชื้อง่าย หรือมีจุดเลือดออกตามตัวได้
อาการทางระบบประสาท คนเจ็บบางรายอาจมีอาการชัก หรือมีอาการพูดเพ้อเจ้อไม่รู้เรื่อง หรือคล้ายคนโรคจิตจำญาติมิได้ เนื่องด้วยมีการอักเสบของสมองหรือเส้นโลหิตในสมอง
นอกนั้น ยังอาจมีอาการทั่วๆไปร่วมด้วย ได้แก่ เป็นไข้ อ่อนแรง ไม่อยากอาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศรีษะ จิตใจหมดกำลังใจ ร่วมได้ ลักษณะโรคมักจะแสดงความรุนแรงมากมายหรือน้อยภายในระยะเวลา 1-2 ปีแรก จากที่เริ่มมีอาการ หลังจากนั้นชอบเบาลงเรื่อยแต่ว่าอาจมีอาการแย่ลงร้ายแรงได้เป็นครั้งๆ  ในปัจจุบันโรคเอสแอลอียังมีแนวทางที่ไม่อาจจะรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการของโรคให้สงบ และก็ดำรงชีวิตได้ตามปกติแม้รักษาได้ทันการ

  • ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรค SLE
  • เพศ เพราะว่าพบโรคได้สูงในหญิง ซึ่งพบได้ทั่วไปกว่าเพศชายถึง 7 เท่า
  • การต่อว่าดเชื้อบางประเภทอีกทั้งจากแบคทีเรีย รวมทั้งไวรัส บางประเภท
  • การถูกแสงแดดจัดเรื้อรัง
  • การแพ้สิ่งต่างๆรวมทั้งอาหารบางชนิด
  • การสูบบุหรี่
  • ฮอร์โมนผู้หญิง (เพราะว่าโรคนี้เกิดในหญิงสูงขึ้นยิ่งกว่าในผู้ชาย ถึงราวๆ 7-10 เท่า) รวมทั้งการมีท้อง
  • จากผลกระทบของยาบางชนิด ยกตัวอย่างเช่น ยาคุ้มครองป้องกันการชัก ยาคุมกำเนิด แล้วก็ยาลดหุ่นบางประเภท ซึ่งเมื่อมีสาเหตุจากยา ข้างหลังหยุดยา โรคมักหายได้
  • อารมณ์ (อาการเครียด)
  • การทำงานหนัก และก็ การออกกำลังกายเกินไป
  • ชนิดบาป โดยเฉพาะผู้ที่ครอบครัวมีประวัติมีอาการป่วยเป็นโรค SLE

อาการที่เสี่ยงที่จะเป็นโรค SLE (ควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย)

  • เป็นไข้ต่ำๆไม่เคยรู้ปัจจัยเป็นระยะเวลานาน
  • มีลักษณะปวดตามข้อ
  • มีผื่นขึ้นบริเวณใบหน้า หรือมีผื่นคันบริเวณที่ถูกแสงอาทิตย์
  • มีผมตกมากผิดปกติ
  • มีลักษณะบวมตามขา หน้าหรือหนังตา
  • แนวทางอาการรักษาโรค SLE


การวินิจฉัยโรค เพราะว่าโรค SLE มีความหลากหลายในอาการรวมทั้งอาการแสดงเพราะฉะนั้นก็เลยมีการตั้งหลักเกณฑ์สำหรับการวินิจฉัย ACR criteria โดยอาศัยอาการหรือสิ่งตรวจพบ 4 ใน 11 ข้อ (ความไว 75%, ความจำเพาะ 95%) การวินิจฉัย จึงควรอาศัยอาการทางสถานพยาบาลร่วมกับการตรวจทางห้องทดลอง การวินิจฉัยมักไม่คือปัญหาเพราะคนป่วยส่วนมากจะมีอาการแจ้งชัด เป็นต้นว่า ผู้หญิงอายุน้อยมาด้วยผื่น malar rash, discoid rash ร่ปวดข้อ เหน็ดเหนื่อย มีไข้ ร่วมกับผลตรวจเลือดเข้าได้รับโรค SLE แต่การวินิจฉัยจะมีความลำบากในคนไข้บางครั้งได้แก่ ผู้ชาย, คนแก่หรือคนเจ็บ ที่มีลักษณะแสดงเพียงแค่ระบบเดียวจึงควร อาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการซึ่งอาทิเช่น CBC, UA, CXR แล้วก็ ANA ช่วยสำหรับในการวิเคราะห์แยกโรคที่เกิดขึ้นและมีสาเหตุมาจากโรคอื่น
นอกเหนือจากนี้หมอจะกระทำการวิเคราะห์โดยอาศัยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการอื่นๆอีกเช่น ตรวจเลือด พบแอนตินิวเคลียร์แฟกเตอร์ (antinuclear factor) และแอลอีเซลล์ (LE cell) ตรวจเยี่ยวบางทีอาจเจอสารไข่ขาวและก็เม็ดเลือดแดง  นอกเหนือจากนั้น บางทีอาจจำต้องกระทำการตรวจเอกซเรย์ คลื่นหัวใจและตรวจพิเศษอื่นๆอีกด้วย  ตอนนี้ยังไม่มียา หรือกรรมวิธีการรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ แต่ว่าเป็นการรักษาให้โรคสงบเป็นช่วงแล้วก็การรักษาช่วยเหลือตามอาการ   การดูแลและรักษาโรคเอสแอลอีต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับตัวโรคของผู้ป่วย การปฏิบัติแบบอย่างถูกของผู้ป่วย  รวมทั้งการดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์ผู้กระทำการดูแลและรักษา
โดยในรายที่เป็นไม่รุนแรง (ได้แก่ มีเพียงไข้ ปวดข้อ ผื่นแดงที่หน้า) หมออาจจะเริ่มต้นให้ยาต้านทานอักเสบที่ไม่ใช่สตีรอยด์ (ยาที่ใช้รักษาโรคข้ออักเสบ) ถ้าไม่ได้เรื่องอาจให้ไฮดรอกซีคลอโรควีน (hydroxychloroquine) เพื่อช่วยลดอาการกลุ่มนี้
ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์จะให้สตีรอยด์ (ดังเช่นว่า เพร็ดนิโซโลน) ในขนาดสูงติดต่อเป็นสัปดาห์หรือยาวนานหลายเดือน เพื่อลดการอักเสบของอวัยวะต่างๆเมื่อดียิ่งขึ้นจึงค่อยๆลดขนาดยาลง และก็ให้ในขนาดต่ำเพื่อควบคุมอาการไปเรื่อยๆอาจนานเป็นนานเป็นปีๆหรือจวบจนกระทั่งจะเห็นว่าปลอดภัย ถ้าเกิดให้ยาดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นแล้วไม่เป็นผล หมอจะให้ยากดภูมิคุ้มกัน ตัวอย่างเช่น ไซโคลฟอสฟาไมด์ (cyclophasphamide) อะซาไทโอพรีน (azathioprine) ฯลฯ
ในรายที่มีลักษณะร้ายแรง อย่างเช่น บวม หายใจหอบ มีลักษณะอาการผิดปกติทางสมอง ฯลฯ จำเป็นจะต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล กระทั่งจะไม่เป็นอันตราย ก็เลยให้คนไข้กลับไปอยู่ที่บ้านและนัดมาตรวจกับหมอเป็นช่วงๆ

  • การติดต่อของโรค SLE โรค SLE เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากความแปลกของภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่สร้างภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อของตนเอง ก็เลยกระตุ้นให้เกิดอาการต่างๆของโรค SLE ก็เลยไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด (แต่มีกล่าวว่าบางทีอาจพบการถ่ายทอดทางด้านกรรมพันธุ์ได้)
  • การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรค SLE
  • ผู้ป่วยควรทราบว่า โรคนี้มีความรุนแรงไม่เหมือนกัน บางบุคคลอาจมีอาการบางส่วน แต่บางคนอาจมีอาการร้ายแรงได้ ถึงแม้คนป่วยมีลักษณะอาการบางส่วน ถ้ามิได้รับการรักษา อาการอาจรุนแรงมากเพิ่มขึ้นได้ โรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งมีลักษณะกำเริบเสิบสานและสงบสลับกันไป ฉะนั้นควรมารับการตรวจรักษาจากหมอโดยสม่ำเสมอ กินยาตามสั่งโดยเคร่งครัด ไม่สมควรหยุดยาหรือลดยาเอง เพราะอาจจะส่งผลให้โรคกำเริบเสิบสานขึ้น
  • เวลาป่วยไข้ไม่ควรซื้อยากินเอง ควรพบแพทย์แล้วก็บอกแพทย์เพราะเป็นเอสแอลอี เพื่อการดูแลและรักษาที่สมควร รวมทั้งแพทย์จะได้หลีกเลี่ยงยาบางตัวที่อาจจะก่อให้โรคกำเริบเสิบสานขึ้น
  • เลี่ยงการใกล้ชิดกับคนเจ็บที่เป็นโรคติดโรค เนื่องจากคนป่วยโรคเอสแอลอีบางทีอาจติดเชื้อโรคได้ง่าย รวมทั้งโรคเอสแอลอีบางทีอาจกำเริบเสิบสานขึ้นได้
  • ถ้าหากมีอาการที่บ่งถึงการติดเชื้อ อย่างเช่น ไข้สูง ไอ
  • ควรจะตรวจสุขภาพฟันอย่างสม่ำเสมอ วิธีการทำฟัน ถอนฟัน ควรจะรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนแล้วก็หลังทำ เพื่อคุ้มครองปกป้องการติดเชื้อ ทั้งนี้จำต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของแพทย์
  • ถ้ามีลักษณะไม่ปกติ ที่บางทีอาจบ่งว่าโรคกำเริบ ดังเช่นว่า ไข้ อ่อนเพลีย ผมหล่น ผื่นผิวหนังเห่อแดง ปวดข้อ ควรมาพบแพทย์ก่อนนัดหมายได้
  • หลบหลีกแดด โดยเฉพาะระหว่าง 10.00-16.00 น. เนื่องจากแดดจะทำให้โรคกำเริบเสิบสานได้ ผู้เจ็บป่วยที่แพ้แสงสว่างมากมาย ควรที่จะใช้ยากันแดด ใส่หมวก กางร่ม สวมเสื้อแขนยาว ถ้าจะต้องออกไปถูกแสงแดด
  • หลีกเลี่ยงสภาวะเครียดทั้งกายและใจ
  • ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • ไม่รับประทานของกินดิบๆสุกๆหรือเปล่าสะอาด สถานที่คับแคบ เพราะเหตุว่าเสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อ
  • หากโรคยังไม่สงบ ไม่สมควรตั้งท้อง เพราะเหตุว่าโรคบางทีอาจกำเริบเสิบสานขณะท้องได้ อาจเป็นโทษต่อคนป่วยรวมทั้งทารก ยิ่งกว่านั้นยาที่รับประทานเพื่อควบคุมโรคในคนป่วยบางรายอาจมีผลต่อทารกในครรภ์ ถ้าเกิดโรคสงบแล้ว สามารถมีท้องได้แม้กระนั้นควรจะขอคำแนะนำแพทย์ก่อน และก็ขณะมีครรภ์ควรมารับการตรวจร่างกายอย่างใกล้ชิดมากกว่าเดิม ด้วยเหตุว่าบางครั้งโรคอาจกำเริบเสิบสาน
  • การคุมกำเนิด ควรจะเลี่ยงการใช้ยาคุม เนื่องด้วยอาจส่งผลให้โรคกำเริบ สำหรับการใส่ห่วงคุมกำเนิดบางทีอาจเพิ่มอุบัติการณ์ของการตำหนิดเชื้อ เสนอแนะว่าให้ใช้ถุงยางอนามัย
  • ผู้ป่วยที่ได้รับยาลดลักษณะของการปวดข้อ (NSAIDs) ถ้ามีลักษณะปวดท้อง ควรจะแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • ดื่มนมสด หรือกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงป้องกันกระดูกพรุน
  • การป้องกันตนเองจากโรค SLE เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของโรคนี้ จึงยังไม่ทราบการป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้  แต่ก็มีวิธีที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้ได้ด้วยการดูแลรักษาร่างกายของตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดย
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ไม่เครียดจนเกินไป
  • รักษาสุขอนามัยของตัวเองให้สะอาด เพื่อลดโอกาสในการติดเชื้อ
เมื่อมีอาการผิดปกติที่เสี่ยงจะเป็นโรค SLE ข้อใดข้อหนึ่ง (ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว) ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยโดยด่วน

  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/บรรเทาอาการของโรค SLE


พลูคาว (Houttuynia cordata Thunb)  พลูคาว เป็นพืชผักพื้นบ้านของไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Houttuynia cordata Thunb มีชื่อท้องถิ่นได้หลายชื่อ เช่น พลูคาว ผักคาวตอง ผักก้านตอง ในประเทศไทยพบมากทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พลูคาว มีองค์ประกอบทางเคมี ที่สำคัญ 6 ประเภทคือ น้ำมันหอมระเหย (Volatile oil), สารประเภท ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), สารประเภท อัลคาลอยด์ (Alkaloid), สารประเภทกรดไขมัน  (Fatty acids), สารประเภทไฟโตเสตอรอล (Phytosterols) และสารประกอบเคมีอื่นๆ ได้แก่ Polyphenolic acid กับแร่ธาตุ เช่น Fluoride, Potassium chloride, Potassium sulfate  งานวิจัยของพลูคาวกับระบบภูมิคุ้มกัน เป็นเรื่องที่น่าสนใจและแปลกใจอย่างยิ่ง เพราะแนวโน้มพบว่า เสริมภูมิคุ้มกัน ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่นโรคเอดส์ ขณะเดียวกัน ก็ลดภูมิคุ้มกันในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไวเกิน เช่นโรค SLE หรือภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อตนเอง
นอกจากนี้เจียวกู่หลานยังช่วยปรับสมดุลของภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่สร้างภูมิคุ้มกันมากจนเกินไป หรือสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ จนทำให้มีอาการข้ออักเสบหรือมีอาการของโรค SLE ที่เป็นโรคเรื้อรังในปัจจุบัน โดยมีผลต่อการทำงานของร่างกายที่สำคัญคือ ช่วยบำรุงการทำงานของอวัยวะภายในให้แข็งแรงและปรับสมดุลการทำงานของระบบประสาท ระบบฮอร์โมนให้เป็นปกติจากความเครียด ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่า สมุนไพรเจียวกู่หลานนั้นเป็น Adaptogen ที่ดีกว่าสมุนไพรชนิดอื่น ๆ
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ.โรคเอสแอลดี (SLE).นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่274.คอลัมน์โรคน่ารู้.กุมภาพันธุ์.2545
  • Patients with SLE .คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • วิทยา บุญวรพัฒน์.”เจียวกู่หลาน (ปัญจขันธ์)”หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.หน้า 188.
  • Tsokos, G. (2011). Systemic lupus erythematosus. N Engl J Med. 365, 2110-2121.
  • โรคลูปุสหรือเอสแอลดี (SLE).ภาควิชาอาจวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Handa, R., Kumar, U., and Wali, J. (2006). Systemic lupus erythematosus and pregnancy http://www.japi.org/june2006/systemicpdf [2012, Jan10].
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.โรคเอสแอลดี.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่350.คอลัมน์ สารานุกรมพันโรค.กรกฏาคม.2551
  • “เจียวกู่หลาน”.โครงการเผยแพร่ข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นบนพื้นที่สูง.สถาบันวิจัยและพัฒนาที่สูง
  • ศาสดาจารย์เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์.โรคพุ่มพวง/โรคลูปัส/โรคเอสแอลอี (SLE).หาหมอ.
  • แนวทางการรักษาโรคเอสแอลดี.Guideline ราชาวิทยาลัยอายุรแพทย์
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.


6

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรมะกาเครือ[/url][/size][/b]
มะกาเครือ Bridelia stipularis (Linn.) Bl.
บางถิ่นเรียก มะกาเครือ หัสคุณผี (กลาง) สะไอ (จังหวัดสงขลา จังหวัดนราธิวาส) สะไอเครือ (จังหวัดยะลา) หัสอัยเครือ (เหนือ) ไอหน่วย (จังหวัดชุมพร).
ไม้เถา เนื้อแข็ง หรือ ครึ่งหนึ่งไม้พุ่ม กิ่งตรง หรือ คดไปๆมาๆ กิ่งอ่อนมีขนสีเหลืองปนน้ำตาล. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปรี ไข่กลับ หรือ ขอบขนานป้อมๆโคนใบกลม หรือ เว้าเป็นรูปหัวใจ ขอบเรียบ หรือ เป็นคลื่นนิดหน่อย ปลายใบแหลม หรือ มน กว้าง 2-7 เซนติเมตร ยาว 4-11 ซม. เส้นกิ่งก้านสาขาใบมี 6-9 คู่ โค้งบางส่วน ข้างบนเกลี้ยง หรือ มีขนสั้นๆข้างล่างมีขนนุ่มหนาแน่น ก้านใบยาว 5-12 มิลลิเมตร สมุนไพร ดอก ออกเป็นกลุ่มเล็กๆตามง่ามใบ ดอกแยกเพศ แม้กระนั้นอยู่บนต้นเดียวกัน มีใบแต่งแต้มรองรับ ใบเสริมแต่งมีขนหนาแน่น กลีบรองกลีบดอกไม้ มี 5 แฉก แฉกรูปหอกปลายแหลม กลีบดอกกลม หรือ รูปไข่กลับ เล็กกว่ากลีบรองกลีบดอกมาก. ดอกเพศผู้ ฐานดอกรูปคล้ายเบาะกลมๆมีเกสรผู้ 5 อัน โคนก้านเกสรเชื่อมชิดกัน ปลายแยกจากกัน. ดอกเพศภรรยา ฐานดอกคล้ายรูปโกศ หรือ กลม รังไข่มี 2 ช่อง ท่อรังไข่ 2 อัน ปลายแยกเป็นแฉก. ผล รูปขอบขนาน มีกลีบรองกลีบดอก ซึ่งขยายใหญ่ขึ้น ติดอยู่กับขั้วผล กว้าง 0.6-1.0 ซม. ยาว 1-1.5 เซนติเมตร ปลายมน ผลแก่สีน้ำเงินปนดำ ผิวเนียน.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นราดกระจัดกระจายตามไหล่เขา ชอบขึ้นเกลื่อนกลาดตามไหล่เขา ถูกใจขึ้นใกล้น้ำ ในป่าเบญจพรรณแล้วก็ป่าแล้งธรรมดา.
คุณประโยชน์ : ราก บด กินเป็นยาแก้อ่อนเพลีย จากการสูญเสียความร้อนออกจากร่างกาย ใช้ขับประจำเดือน  ต้น เป็นยาฟอกโลหิต ใบ ตำผสมกับเม็ดเทียนแดง (Nigella sativa Linn.) ใช้ทาแก้แผลริมอ่อน ผล แก้พิษต่อหรือแตนต่อย

7

สมุนไพรดีหมี
ดีหมี Cleidion spiciflorum (Burn.f.) Merr. ชื่อพ้อง C. javanicum Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ดีหมี ดินหมี (จังหวัดลำปาง) กาดาวกระจัดกระจาย (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) กาไล กำไล (สุราษฎร์ธานี) คัดไล (ระนอง) จ๊ามะไฟ มะดีหมี (เหนือ) เซยกะชู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน).
  ไม้ใหญ่ ไม่ผลัดใบ สูง 10-20 มัธยม เปลือกสีเทาดำ หมดจด. ใบ ลำพัง เรียงสลับกัน รูปรี ขอบขนาน หรือ รีปนรูปหอก โคนใบแหลม หรือ มน ขอบใบหยักตื้นแล้วก็ห่าง หรือ เรียบ; ปลายใบแหลม มีติ่งแหลมยื่นยาวออกไปน้อย กว้าง 3.5-8 เซนติเมตร ยาว 10-22 ซม. เส้นกิ่งก้านสาขาใบมี 6-10 คู่ มีขนเป็นกลุ่มเล็กๆที่มุมระหว่างเส้นกึ่งกลางใบกับเส้นกิ่งก้านสาขาใบ; ก้านใบยาว 2-6 เซนติเมตร ดอก ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. สมุนไพร ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาวตามง่ามใบ หรือ ใกล้ยอด ยาว 8-21 ซม. ก้านดอกยาว 1-2 มม.; กลีบรองกลีบดอกรูปกลม มี 1-2 มม. กลีบรองกลีบรูปกลม มี 3 กลีบ เกสรผู้เยอะมากๆ เรียงกันเป็นกลุ่มกลม อยู่บนฐานรูปกรวย ก้านเกสรไม่ชิดกัน. ดอกเพศเมีย ออกคนเดียวๆตามง่ามใบ ก้านดอกยาว 4-5 เซนติเมตร กลีบรองกลีบดอก มี 5 กลีบ สามเหลี่ยม ปลายแหลม รังไข่ 1 อัน ข้างในมี 2-3 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย ท่อรังไข่โคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็นแฉกยาวๆ2-3 แฉก. ผล รูปออกจะกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3.5 เซนติเมตร ยาวราว 1.5 เซนติเมตร เม็ด กลม ผิวเกลี้ยง สีขาว เส้นผ่านศูนย์กลาง 8-15 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ.
คุณประโยชน์ : ต้น น้ำต้มเปลือก กินเป็นยาพาราท้อง ใบ มีพิษ น้ำต้มใบ เมื่อดื่มมากๆอาจจะก่อให้สตรีแท้งลูกได้ เม็ด รับประทานเป็นยาระบาย

8

สมุนไพรแปะก๊วย
แปะก๊วย Ginkgo biloba L.แปะก๊วย (จีน)
ต้นไม้ ผลัดใบ สูง 10-25 มัธยม ทุกส่วนไม่มีขน แตกกิ่งก้านสาขาห่างๆเปลือกสีเทา ต้นแก่เปลือกสีน้ำตาลอมเหลือง ใบ ออกมาจากปลายกิ่งสั้น กิ่งละ 3-5 ใบ รูปพัดจีน กว้าง 5-8 ซม. ยาวราว 8 เซนติเมตร ปลายใบเว้ากึ่งกลาง มีรอยเว้าตื้นๆหลายที่ หรือเป็นคลื่น โคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ เส้นใบเรียงถี่ๆเป็นรูปพัด ใบอ่อนสีเขียวอ่อน ใบแก่สีเขียวเข้ม ก่อนผลัดใบจะกลายเป็นสีเหลือง ก้านใบเรียวยาว ดอก เป็นดอกแยกเพศ รวมทั้งอยู่ต่างต้นกัน ออกที่ปลายกิ่งสั้น บริเวณเดียวกับที่เกิดใบ ดอกเพศผู้ แต่ละกิ่งจะออกประมาณ 4-6 ช่อ ลักษณะช่อเป็นแท่งแขวนลง มีเกสรเพศผู้มากมาย สมุนไพร อับเรณูติดที่ปลายก้านเกสร มี 2 ลอน ดอกเพศเมีย ออกกิ่งละ 2-3 ดอก ดอกมีก้านยาว ที่ปลายก้านมีไข่ 2 เม็ด ไข่ไม่มีรังไข่ห่อ แต่ว่ามักจะเจริญวัยเพียงแค่เมล็ดเดียว  ผล รูปค่อนข้างกลม หรือ รี มีเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 3 ซม. ได้ผลชนิดมีเนื้อนุ่มแต่เม็ดแข็ง เมื่อสุกสีเหลือง ผิวมีนวล กลิ่นค่อนข้าเหม็น เม็ด รูปรี หรือ รูปไข่ เปลือกแข็ง สีออกเหลืองนวล เนื้อด้านในเม็ดเมื่อทำให้สุกใช้เป็นอาหารได้ทั้งคาว และหวาน เรียกว่า “แปะก๊วย”

นิเวศน์วิทยา
: มีถิ่นเกิดในประเทศจีน แล้วก็ประเทศญี่ปุ่น มีการกระจายพันธุ์ไปในทวีปอเมริกาแล้วก็ยุโรป นิยมนำมาปลูกเป็นไม้ประดับในสวน และตามข้างถนน หรือ ปลูกเพื่อกินเนื้อในของเม็ด
สรรพคุณ : ใบ สารสกัดจากใบมีฤทธิ์สำหรับการช่วยไหลเวียนของโลหิต มีฤทธิ์ฆ่าแมลงศัตรูพืช เมล็ด กินได้เมื่อขจัดพิษออกแล้ว ใช้เป็นยาฝาดสมาน ระงับประสาท ขับเสมหะ แก้ไอ หืดหอบ บำรุงร่างกาย ฟอกโลหิต ขับพยาธิ ลดไข้ รวมทั้งสารสกัดจากเม็ดมีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะต่อเชื้อวัณโรค เปลือกเมล็ดมีฤทธิ์กัดทำลาย เมื่อสัมผัสจะก่อให้ผิวหนังอักเสบและก็มีผู้นำมาใช้เป็นยากำจัดแมลง

9

สมุนไพรสบู่ดำ
สบู่ดำ Jatropha curcas Linn.
บางถิ่นเรียก สบู่ดำ สบู่มัน สลอดดำ สลอดป่า สลอดใหญ่ สี่หลอด (กลาง) พมักเยา มะเยา มะหัว มะหุ่งฮั้ว มะโห่ง หงเทก (เหนือ).
ไม้พุ่ม สูง 2-5 ม. ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวปนเทา เปลือกเรียบ สะอาด. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปออกจะกลม หรือ ไข่ป้อมๆกว้าง 7-11 เซนติเมตร ยาว 7-16 เซนติเมตร ปลายใบแหลม  ขอบของใบเรียบ หรือ มีรอยหยัก 3-5 หยัก ฐานใบเว้าเป็นรูปหัวใจ เส้นใบออกมาจากจุดเดียวกันที่โคนใบ 5-7 เส้น ตามเส้นใบมีขนอ่อนปกคลุม ก้านใบยาว 6-18 เซนติเมตร ดอก สีเหลือง ออกเป็นช่อที่ยอด และก็ตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ช่อดอกยาว 6-10 เซนติเมตร สมุนไพร ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบ 5 กลีบ ยาว 4-5 มม. กลีบดอกไม้ 5 กลีบ เชื่อมชิดกันเป็นหลอด ข้างในหลอดมีขน เกสรผู้ 10 อันเรียงเป็น 2 วงๆละ 5 อัน อับเรณูตั้งชัน. ดอกเพศเมีย กลีบไม่ติดกัน รังไข่ และท่อรังไข่เกลี้ยง บางโอกาสก็มีเกสรผู้ฝ่อ 5 อัน; ข้างในรังไข่มี 2-4 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย. ผล กลม เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2.5 ซม. แก่จัดจะแตกเป็น 3 พู แต่ละพูมี 2 กลีบ. เม็ด รูปกลมรี สีดำ ผิวเกลี้ยง.

นิเวศน์วิทยา
: ปลูกกันทั่วๆไปเป็นรั้วบ้าน.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรากกินเป็นยาแก้ท้องเสีย ทำให้อ้วก ระบาย แล้วก็ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวดตามข้อ ต้น น้ำยางต้นสดใช้เป็นยาห้ามเลือด ออกฤทธิ์คล้ายสารจำพวก collodion ใช้เฉพาะที่ สำหรับรักษาโรคริดสีดวงทวาร แล้วก็แก้โรคผิวหนังบางชนิด กิ่งไม้ทุบใช้แปรงฟันแก้เหงือกบวมอักเสบ ใบ ยาชงรับประทานแก้ไอ ส่วนน้ำต้มใบกินเป็นยาฟอกโลหิต แก้ท้องร่วง ท้องเสีย ลดไข้ แก้ไอ อมบ้วนปากช่วยทำให้เหงือกแข็งแรง ทาแก้คัน แล้วก็ทาภายนอกช่วยขับนม น้ำคั้นใบใช้ทาท้องเด็กแก้ธาตุพิการ หรือ ใช้ทาเช็ดนวดแก้เมื่อยกล้าม ทาแผลเรื้อรัง ทาฝี ลดอาการอักเสบ ผลแล้วก็เมล็ด ผลรับประทานเป็นยาถ่ายพยาธิ แก้บิด ท้องเดิน รวมทั้งแก้อาการอยากดื่มน้ำ ส่วนเมล็ดเป็นพิษมากมาย มีคุณลักษณะเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์กัดทำลาย ใช้ทางยาเป็นยาถ่าย โดยกินเมล็ดที่กะเทาะเปลือกออกแล้วเอามาย่างไฟน้อย จำนวน 3-5 เมล็ด สกัดได้น้ำมันครึ่งระเหย รับประทานเป็นยาถ่ายอย่างแรง ทำให้อาเจียน แก้น้ำเหลืองเสีย ตับอักเสบทาเฉพาะที่แก้คัน บวมแดง และน้ำมันนวดที่จัดแจงขึ้นจากน้ำมันเมล็ด 1 ส่วน ผสมกับ Bland oil 3 ส่วน ใช้ทาถูนวดแก้ปวดตามข้อ แก้คัน แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว และทาบาดแผลนิดๆหน่อยๆ

10

สมุนไพรครำ
ครำ Glochidion obscurum (Roxb. Ex Willd.) Bl.
บางถิ่นเรียกว่า ครำ (สตูล) มรัว (นครศรีธรรราช) รวด (พังงา).
ไม้พุ่ม ครึ่งหนึ่ง ไม้ต้น สูง 3-10 ม. กิ่งเรียวยาว กิ่งอ่อนมีขน. ใบ เดี่ยว เรียงสลับและก็อยู่ในแนวเดียวกัน รูปขอบขนาน หรือรูปหอกเบี้ยวๆกว้าง 12-15 มม. ยาว 4-6 เซนติเมตร ปลายใบมน หรือ แหลม มีติ่งแหลมเล็กๆยื่นยาวออกมา ขอบของใบเรียบ โคนใบกลม (ตอนบน) หรือ แหลม (ตอนล่าง) มีเส้นใบ 6-7 คู่ ข้างล่างสีขาวนวล มีขน ก้านใบยาว 2-3. ดอก ออกตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่ในช่อเดียวกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นกลุ่ม ก้านดอกยาวโดยประมาณ 4 มิลลิเมตร มีขน กลีบรองกลีบโคนเชื่อมชิดกัน ปลายแยกเป็น 6 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ขอบกลีบใส ข้างนอกมีขน เกสรผู้ 3 อัน อับเรณูกลม. สมุนไพร ดอกเพศภรรยา มักจะออกลำพังๆก้านดอกอ้วนกว่าดอกเพศผู้ ยาวราว 1 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบ โคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 7-8 แฉก แฉกรูปไข่ปนรูปหอก มีขนทั้งคู่ด้าน; รังไข่กลม ด้านในมี 6-8 ช่อง. ผล กลม แป้น เส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 มม. ยาว 10 มม. มีสัน หรือ เหลี่ยม 12-14 เหลี่ยม มีขน ก้านผลเล็ก มีขน. เม็ด สามเหลี่ยม ค่อนข้างจะแบน.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วๆไปในป่าละเมาะ ที่มีความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล.
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มราก รับประทานแก้ปวดกระเพาะอาหาร ใบ น้ำสุกใบกินแก้อาการท้องร่วง

Tags : สมุนไพร

11

สมุนไพรตองเต๊า
ตองเต๊า Mallotus barbatus Muell. Arg.
บางถิ่นเรียกว่า ตองเต๊า ขี้เถ้า เต๊าขน ปอเต๊า (เหนือ) กระรอกขน (ชุมพร) กะลอขน กะลอยายทาย (ใต้) บาเหลวอางิง (มลายู-จังหวัดนราธิวาส) ปอหุน (ประจวบคีรีขันธ์ สละป้าง สละป้างใบใหญ่ (จันทบุรี) หญ้าขี้ทูด (จังหวัดสกลนคร) หูช้าง (จังหวัดเพชรบูรณ์).
ไม้พุ่ม หรือ  ต้นไม้ ขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 6 ม. ทุกส่วนมีขนเหมือนขนสัตว์ สีขาวอมน้ำตาลอ่อนๆปกคลุมหนาแน่น ใบอ่อนสีชมพู. ใบ โดดเดี่ยว เรียงแบบบันไดเวียน รูปไข่ป้อมๆหรือ ค่อนข้างกลม ชอบมีแฉกตื้นๆ3 แฉก กว้าง 7.5-30 ซม. ยาว 8.5-35 ซม. ปลายใบแล้วก็ปลายแฉกเรียวแหลมเป็นหางยาว ขอบใบหยักตื้นและห่าง โคนใบกลม เส้นกิ้งก้านใบ 7-10 คู่ นูนเด่นทางข้างล่างของใบ ข้างบนมีขนเป็นรูปดาว รวมทั้งจะค่อยๆหลุดหล่นไป เมื่อใบแก่ สีเขียวอ่อน หรือ เขียวอมเหลือง ก้านใบติดแบบใบบัว ยาว 5-25 เซนติเมตร อ้วน. ดอก ออกเป็นช่อตามปลายกิ่งและง่ามใบใกล้ยอด สีแดงอมเหลือง ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน. สมุนไพร ดอกเพศผู้ ช่อดอกยาว 11-36 เซนติเมตร ก้านดอกยาว 3-4 มม. กลีบดอกไม้ 4-6 กลีบ งอ รูปขอบขนาน ปลายแหลม ยาว 3.5 มม. เกสรผู้ 75-85 อัน. ดอกเพศภรรยา ช่อดอกยาวราว 9 ซม. ก้านดอกยาว 2 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ 4-5 หยัก ยาว 3 มม. รังไข่สีแดงสดใส ภายในมี 4-6 ช่อง ท่อรังไข่สีเหลืองมี 4 อัน ปลายท่อแบน ปลายแหลม ยาว 3.5-4.5 มม. ผล กลม เส้นผ่าศูนย์กลางราว 15 มม. มีขนรูปดาว สีน้ำตาลอ่อน ปกคลุมหนาแน่นคล้ายขนสัตว์ มี 4-6 ช่อง แก่จะแตก. เม็ด มีเม็ดสีดำช่องละหนึ่งเม็ด ยาว 5.5-6 มม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าละเมาะใกล้ลำน้ำ.
สรรพคุณ : ใบ ตำรวมกับ พริกไทยดำ ขิง และข้าวหัก พอกที่ท้องแก้ท้องเฟ้อ

Tags : สมุนไพร

12

สมุนไพรขานาง
ขานาง Homalium tomentosum (Vent.) Benth.
บางถิ่นเรียกว่า ขานาง (ภาคกึ่งกลาง เชียงใหม่ เมืองจันท์) ขางนาง ค่ะนาง (ภาคกึ่งกลาง) ค่านาง โคด (จังหวัดระยอง) ช้างเผือกหลวง (เชียงใหม่) แซพลู้ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ปะหง่าง (ราชบุรี) เปลือย (จังหวัดกาญจนบุรี) ยุ่ยขานาง เปื๋อยนาง (อุตรดิตถ์) เปื๋อยค่างไห้ (จังหวัดลำปาง) ลิงง้อ (นครราชสีมา) แลนไฮ้ (ลาว-แม่สอด)
    ต้นไม้ ขนาดกลางถึงกับขนาดใหญ่ ผลัดใบ 15-30 ม. ลำต้นกลมตรง เปลือกลางเรียบ สีขาวหรือสีเทาอ่อน ที่โคนต้นมีพูพอน ใบ ผู้เดียว ออกเวียนสลับกับช่วงปลายๆกิ่ง รูปไข่กลับ ถึงรูปไข่กลับแกมขอบขนาน กว้าง 4-7 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร ปลายใบกลมมน หรือ เป็นติ่งแหลม โคนสอบแคบ โคนสุดมน ขอบของใบจักมนตื้นและก็ห่างๆข้างล่างมีขนสากหนาแน่น เส้นใบมีโดยประมาณ 12 คู่ เกือบจะขนานกัน ก้านใบอ้วนสั้น ยาว 1-3 ซม. ดอก เล็ก สีเขียว ออกเป็นช่อยาวตามง่ามใบ สมุนไพร ช่อดอกยาว 10-35 เซนติเมตร แขวนลง ไม่มีก้านดอก ติดเป็นกลุ่มๆเวียนกันบนแกนดอกกลุ่มละ 2-3 ดอก เป็นดอกบริบูรณ์เพศ กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นรูปกรวย มีขน ปลายแยกเป็น 5-6 แฉก กลีบติดอยู่ในท่อกลีบเลี้ยง กลีบแต่ละกลีบจะมีเกสรเพศผู้ติดอยู่ ก้านเกสรยาวประมาณ 2 มม. รังไข่มี 1 ช่อง ฝาผนังรังไข่ใกล้กับผนังด้านในของท่อกลีบเลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียมี 2-3 อัน แยกจากกัน หรือ ชิดกันเพียงแค่เล็กๆน้อยๆที่โคนก้าน ผล เล็ก ยาวราว 3 มิลลิเมตร เป็นประเภทผลแห้งแก่ไม่แตก ด้านในมีเพียงแต่ 1 เม็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วไป ความสูง 50-300 มัธยม
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มรากเป็นยาฝาดสมาน

Tags : สมุนไพร

13

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรรักทะเล[/url][/size][/b]
รักทะเล Scaevola taccada (Gaertn.) Roxb.
บางถิ่นเรียกว่า รักทะเล (ชุมพร) บงบ๊ง (มลายู-ภูเก็ต) บ่งบง (ภาคใต้) โหรา (ตราด)  ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น ขนาดเล็ก ใบ เดี่ยว ออกเวียนสลับ มีใบหนาแน่นตามปลายกิ่ง แผ่นใบรูปไข่กลับ หรือ รูปช้อน กว้าง 5-10 ซม. ยาว 12-15 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย โคนใบสอบเรียว ปลายใบกลม ขอบใบเรียบ หยักเล็กน้อย หรือ หยักลึก ดอก ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบ ยาว 2-4 ซม. มีดอกจำนวนน้อย ก้านช่อยาว 0.5-1 ซม. ใบประดับมีขนาดเล็กรูปสามเหลี่ยมค่อนข้างยาว ดอกยาวประมาณ 2 ซม. เกลี้ยง หรือ มีขนเล็กน้อย กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นหลอดเล็ก ๆ ยาว 2-5 มม. ปลายแยกเป็นแฉกรูปยาวแคบ 5 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงเชื่อมกับรังไข่ กลีบดอก 5 กลีบเชื่อมกันเป็นหลอด สีขาว หรือ เหลืองอ่อน มีลายเส้นสีม่วงอ่อน สมุนไพร ด้านบนของหลอดดอกมีรอยผ่าลึก ทำให้กลีบดอกทั้ง 5 เบี้ยวลงไปอยู่ทางด้านล่าง ภายในหลอดมีขนหนาแน่น ขอบกลีบเป็นเส้นฝอย ๆ เกสรเพศผู้ 5 อัน ก้านเกสรไม่ติดกัน รังไข่ 1 อัน ภายในมี 1-2 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เมล็ด ก้านเกสรเพศเมียรูปทรงกระบอก โคนก้านมีขน ปลายเกสรมีเยื่อรูปถ้วยคลุมอยู่ขอบเยื่อคลุมมีขน ผล รูปกลม เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.5 ซม. เกลี้ยง เมื่อสุกสีขาวนวล เปลือกชั้นในที่หุ้มเมล็ดค่อนข้างแข็ง ภายในมี 1-2 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นทราย หรือ หิน ยกเว้นตามป่าชายเลน
สรรพคุณ : ราก น้ำต้มราก กินแก้พิษ จากการกินปูหรือปลาที่มีพิษ ใบ ใช้สูบได้เหมือนใบยาสูบ  น้ำต้มใบ กินเป็นยาช่วยย่อย ตำพอกแก้ปวดบวมและแก้ปวดศีรษะ

14

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรหญ้าพง[/url][/size][/b]
หญ้าดง Sorghum halepense (L.) Pers.
บางถิ่นเรียกว่า หญ้าดง หญ้าปง (ภาคเหนือ) อ้อยลา (ไชยบาดาล)
ไม้ล้มลุก พวกต้นหญ้า อายุยาวนานหลายปี ลำต้นสูง 50-150 ซม. แตกแขนง มักจะมีสีนวลขาว เหง้าใต้ดินสีขาว อาบน้ำ มีกาบหุ้มห่อ ที่ข้อมีขนเป็นปุยนุ่น กาบหุ้มห่อข้อที่โคนมีขน ใบ ใบแรกที่เกิดชอบเป็นกาบสี่เหลี่ยมรูปยาวแคบ มีขน และตลบกลับไปข้างหลัง ยาวเท่าๆกับกาบของใบที่ 2 กาบใบเกลี้ยง มีตาลายมยาว ที่รอยต่อระหว่างใบแล้วก็กาบมีลิ้นใบยาว 2.5-3.5 มิลลิเมตร บางๆเว้าไม่เรียบร้อย ใบแบน กว้าง 8-25 มิลลิเมตร ยาว 30-70 เซนติเมตร ขอบของใบมีขนสาก ที่โคนใบด้านบนมีขนเป็นกระจุก เส้นกลางใบสีออกขาวเห็นได้ชัด สมุนไพร ดอก ออกที่ยอด เป็นช่อกระจัดกระจายโปร่งๆยาว 15-50 ซม. แตกกิ่งก้านสาขาแผ่ออก มีขนสาก ตามง่ามมีขนละเอียด ช่อดอกย่อย (spikelet) สีเขียวอ่อน หรือสีม่วง เป็นมัน ติดเป็นคู่ๆตามศูนย์กลาง ดอกหนึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ไม่มีก้านดอก ส่วนอีกดอกหนึ่งเป็นดอกเพศผู้ มีก้านดอก ช่อดอกย่อยที่ไม่มีก้านช่อ ยาว 4.5-5.5 มิลลิเมตร รูปไข่ มีขนราบวาว ตอนที่ดอกบานจะมีขนยาวๆ1 เส้น ยื่นยาวออกไป 1-1.5 ซม. หล่นง่าย ช่อดอกย่อยที่มีก้านยาว 5-7 มิลลิเมตร ปลายแหลม อับเรณูสีเหลืองทอง ยาว 2-2.5 มม. ปลายเกสรเพศเมียมีขนยาวละเอียดเป็นพูคล้ายขน โค้งงอ ยาว 3-3.5 มิลลิเมตร สีทอง หรือสีน้ำตาลแดง เมล็ด รูปไข่อ้วน สีน้ำตาลอมแดง ยาว 2.5-2.75 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นทั่วไปในป่าผลัดใบ
สรรพคุณ : ต้น ใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ แต่ต้องมีการเก็บเกี่ยวทิ้งเอาไว้ระยะหนึ่งก่อนนำไปให้สัตว์รับประทานมิฉะนั้นสัตว์บางทีอาจตายได้ (16, 19) เมล็ด น้ำสุกกินเป็นยาเย็น และขับเยี่ยว

Tags : สมุนไพร

15

ข้าวโพด
ข้าวโพด Zea mays L.
บางถิ่นเรียกว่า ข้าวโพด (ภาคกึ่งกลาง) ข้าวแข่ (งู-แม่ฮ่องสอน) ข้าวสาลี สาลี (ภาคเหนือ) บือเคส่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) โพด (ภาคใต้)
       ไม้ล้มลุก ชนิดต้นหญ้า อายุปีเดียว สูง 0.6-3 มัธยม ที่โคนมักมีรากค้ำจนกระทั่ง ใบ รูปแถบกว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 35-100 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบกลม ขอบของใบมันสาก และก็เป็นคลื่น กาบใบหยาบ มีขนนุ่ม ขอบเรียบหรือมีขนยาว ลิ้นใบยาว 4-6 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อแยกเพศ ช่อดอกเพศผู้ อยู่ที่ปลายมีช่อดอกออกทุกด้านของแกนกลาง ช่อดอกที่ปลายยาว 20-40 ซม. ช่อดอกตามข้างๆ ยาว 12-30 เซนติเมตร แกนกลางเป็นสัน มีขนบางส่วน ช่อดอกย่อยยาว 8-13 มม. รูปขอบขนาน ปลายแหลม มักมีแต้มสีม่วง กาบช่อดอกอันข้างล่างบาง มีขน ขอบใบมีขนยาว มีเส้นตามแนวยาว 7-13 เส้น กาบบนคล้ายคลึงกัน มี เส้น 6-8 เส้น กาบดอกที่ 1 สั้นกว่าเล็กน้อย มี 3 เส้น กาบบนยาวเสมอกัน มี 2 เส้น อับเรณูยาว 4.5-5.5 มิลลิเมตร สีม่วงหรือเหลือง กาบดอกที่ 2 สั้นกว่ากาบดอกที่ 1 มี 1 เส้น กาบบนใหญ่มากยิ่งกว่า ไม่มีสัน เกสรเพศผู้คล้ายดอกที่ 1 ช่อดอกเพศเมีย ออกตามง่ามใบ โดยมีศูนย์กลางแข็ง มักออกโดดเดี่ยวๆบางโอกาสก็ไม่เจอช่อดอกเพศเมียในต้นที่อ่อนแอ แต่ละช่อดอกจะมีกาบ 8-13 กาบห่อหุ้มอยู่ ช่อดอกย่อยมี 8-30 แถว สมุนไพร กาบช่อดอกย่อยอันข้างล่างยาว 3.5-6 มิลลิเมตร รูปไข่กลับ โคนสอบแคบ ปลายตัด มีขนที่ขอบ อันบนรูปรียาว 3-5.5 มิลลิเมตร กาบดอกที่ 1 ใส ไม่มีเส้น กาบบนปลายเว้าเป็นแอ่ง โคนสอบแคบ ไม่มีเส้น กาบดอกที่ 2 ใส ไม่มีเส้น กาบบนโค้งนูนปกคลุมรังไข่ ก้านเกสรเพศเมียที่เรียกว่าฝอยข้าวโพด ยาว 20-30 เซนติเมตร สีม่วง เขียว หรือขาว ปลายม่วง แตกเป็นสองแฉกสั้นๆผล สุดที่รักเรียกว่าเมล็ดข้าวโพด ติดบนแกน (ซังโพด) มีใบเป็นกาบห่อหุ้ม ผล รูปไข่กลับหรือรูปไข่ ปลายแหลม มน หรือตัด โคนแหลม หรือมน มักแบน สีเหลืองอ่อน เหลืองทองคำ แดงอมส้ม หรือสีม่วง

นิเวศน์วิทยา
: มีบ้านเกิดเมืองนอนในอเมริกาเขตร้อน นิยมปลูกเป็นพืชไร่ทั่วไป
สรรพคุณ : ผล ใช้ทำแป้งข้าวโพดเมื่อแฉะจะเป็นอาหารที่ดีสำหรับคนฟื้นไข้ เพราะว่าเป็นแป้งที่ย่อยง่าย ฝอยข้าวโพดเป็นยาขับฉี่ และทำให้เยื่อบุภายในชุ่มชื้น เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเรื้อรัง ใช้แก้ขัดเบาในผู้ที่เป็นโรคโรคหนองใน น้ำมันใช้เข้าครัว เป็นตัวทำละลายของ ergosterol

Tags : สมุนไพร

หน้า: [1] 2 3