แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - BeerCH0212

หน้า: [1] 2 3 ... 5
1

[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพรฟันปลา[/url][/size][/b]
ฟันปลา Litsea umbellate Merr.
บางถิ่นเรียกว่า ฟันปลา เสียใจ (จังหวัดปราจีนบุรี) เมนตรือ (เขมร-จันทบุรี) สะเตื้อ (จังหวัดตราด)
       ต้นไม้ ขนาดเล็ก หรือไม้พุ่ม สูง 3-10 ม. ตามกิ่งก้านมีขนสีน้ำตาล ใบ เดี่ยวออกเรียงสลับ หรือเรียงเวียนห่างๆรูปรี หรือ มีขนาดค่อนข้างจะเล็ก กว้าง 4-10 ซม. ยาว 7.5-23 เซนติเมตร ปลายใบแหลม หรือมน โคนใบแหลมขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นน้อย ข้างบนสีเขียวเข้มเป็นมัน มีขนเฉพาะตามเส้นกลางใบและเส้นแขนงใบ ด้านล่างเป็นรอยเปื้อนขาว มีขน เส้นใบมี 6-10 คู่ ด้านล่างมองเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบยาว 6-12 มม. มี ดอก ออกเป็นช่อ เป็นกลุ่มตามง่ามใบ ก้านช่อยาว 2-5 มิลลิเมตร ช่อดอกมีขนปกคลุมหนาแน่น สมุนไพร กลีบรวมเชื่อมชิดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 4-6 กลีบ ทั้งถ้วยรวมทั้งกลีบติดทนจนกระทั่งเป็นผล ผล รูปไข่หรือค่อนข้างกลม ปลายมีติ่งแหลม โคนมีชั้นของกลีบรวมรองรับอยู่ ขอบกลีบรวมมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าดงดิบ พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ แล้วก็ทางภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ : ต้น เปลือกต้นเจอ alkaloid ใบ ตำเป็นยาพอกฝี

Tags : สมุนไพร

2

โรความดันเลือดสูง (Hypertension)

  • โรคความคันโลหิตสูง คืออะไร ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตเป็นแรงดันเลือด ที่เกิดขึ้นมาจากหัวใจ สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกาย การประเมินความดันโลหิตสามารถทำโดยใช้เครื่องมือหลายชนิด แต่จำพวกที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วๆไป อาทิเช่น เครื่องวัดความดันเลือดมาตรฐานชนิดปรอท เครื่องวัดความดันเลือดดิจิตอลชนิดอัตโนมัติ ค่าของความดันเลือดมีหน่วยเป็น มิลลิเมตรปรอท จะมี ๒ ค่า ๑ ความดันตัวบน (ซีสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือด ขณะหัวใจห้องข้างล่างซ้ายบีบตัว  ๒ ความดันตัวด้านล่าง (ไดแอสโตลิก) เป็นแรงกดดันเลือดขณะหัวใจห้องด้านล่างซ้ายคลายตัว  ระดับความดันโลหิตที่นับว่าสูงนั้น จะมีค่าความดันโลหิตตั้งแต่ 140/90 มม.ปรอท

    ด้วยเหตุนี้โรคความดันเลือดสูง จึงคือโรคหรือภาวะที่แรงดันเลือดในเส้นโลหิตแดงมีค่าสูงยิ่งกว่าค่ามาตรฐานขึ้นอยู่กับขั้นตอนการวัด โดยถ้าหากวัดที่สถานพยาบาล ค่าความดันโลหิตตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 140 มิลลิเมตร ปรอท(มม.ปรอท, MMhg) แล้วก็/หรือความดันโลหิตตัวล่างสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือพอๆกับ 90 มม.ปรอท อย่างน้อย 2 ครั้ง แม้กระนั้นถ้าหากเป็นการวัดความดันเองที่บ้านค่าความดันเลือดตัวบนสูงขึ้นยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 135 มิลลิเมตรปรอทและ/หรือความดันเลือดตัวล่างสูงขึ้นมากยิ่งกว่าหรือเท่ากับ 85 มม.ปรอทฯลฯ ดังตารางที่ 1




     


    SBP


    DBP




    Office or clinic
    24-hour
    Day
    Night
    Home


    140
    125-130
    130-135
    120
    130-135


    90
    80
    85
    70
    85




    หมายเหตุ SBP=systolic blood pressure, DBP=diastolic blood pressure
    ปี 2556ชาวไทยป่วยด้วยโรคความดันโลหิตเกือบ 11 ล้านคน เสียชีวิต 5,165 คน รวมทั้งพบป่วยไข้ราย ใหม่เพิ่มเกือบ 1 แสนคน ร้อยละ 50 ไม่รู้ตัวเนื่องจากว่าไม่เคยตรวจสุขภาพ ในกรุ๊ปที่เจ็บป่วยแล้วพบว่ามีเพียงแต่ 1 ใน 4 ที่ควบคุมความดันได้ ที่เหลือยังมีความประพฤติปฏิบัติน่าห่วงองค์การอนามัยโลกกล่าวว่า โรคความดันเลือดสูงเป็น 1 ในมูลเหตุสำคัญ ที่ทำให้พลเมืองอายุสั้น ทั่วทั้งโลกมีบุคคลที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงถึง 1,000 ล้านคน เสียชีวิตปี ละเกือบจะ 8 ล้านคน เฉลี่ยราวๆนาทีละ 15 คน โดย 1 ใน 3 พบในวัย คนแก่รวมทั้งคาดว่า ในปีพ.ศ.2568 ราษฎรวัยผู้ใหญ่ทั้งโลกจะมีอาการป่วยด้วยโรคนี้เพิ่ม 1,560 ล้านคน

  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคความดันเลือดสูง ความดันเลือดสูงแบ่งประเภทตามปัจจัยการเกิด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ
  • ความดันเลือดสูงจำพวกไม่เคยรู้ต้นสายปลายเหตุ (primary or essential hypertension) พบได้ราวร้อยละ95 ของจำนวนคนแก่โรคความดันโลหิตสูงทั้งหมดทั้งปวงส่วนมากเจอในผู้ที่แก่ 60 ปีขึ้นไปและพบในเพศหญิงมากยิ่งกว่าเพศชาย ปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบมูลเหตุที่กระจ่างแจ้งแต่อย่างไร ตามคณะกรรมการร่วมแห่งชาติด้านการคาดการณ์รวมทั้งรักษาโรคความดันเลือดสูง ของอเมริกา พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงต่างๆที่เกี่ยวและก็ผลักดันให้กำเนิดโรคความดันเลือดสูง เป็นต้นว่า กรรมพันธุ์ความอ้วน การมีไขมันในเลือดสูงการทานอาหารที่มีรสเค็มจัดการไม่บริหารร่างกาย การดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์การสูบยาสูบความเคร่งเครียดอายุรวมทั้งมีประวัติครอบครัวเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจแล้วก็เส้นโลหิตซึ่งความดันโลหิตสูงชนิดไม่เคยรู้ต้นเหตุนี้คือปัญหาสำคัญที่จะต้องให้การวิเคราะห์รักษาและก็ควบคุมโรคให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ความดันโลหิตสูงชนิดทราบปัจจัย(secondary hypertension) ได้น้อยโดยประมาณจำนวนร้อยละ5-10 จำนวนมากมีปัจจัยเป็นผลมาจากการมีพยาธิภาวะของอวัยวะต่างๆในร่างกายโดยจะส่งผลทำให้เกิดแรงกดดันเลือดสูงส่วนมาก บางทีอาจกำเนิดพยาธิภาวะที่ไตต่อมหมวกไตโรคหรือความไม่ปกติของระบบประสาทความไม่ปกติของฮอร์โมนโรคของต่อมไร้ท่อร่วมโรคท้องเป็นพิษการบาดเจ็บของหัวยา และสารเคมีฯลฯ ด้วยเหตุผลดังกล่าวเมื่อได้รับการรักษาที่ต้นสายปลายเหตุระดับความดันเลือดจะลดน้อยลงเป็นปกติและสามารถรักษาให้หายได้


ด้วยเหตุนี้จึงสรุปได้ว่า โรคความดันเลือดสูงส่วนใหญ่จะไม่มีมูลเหตุ การควบคุมระดับความดันโลหิตก้าวหน้า จะสามารถช่วยลดภาวะแทรกซ้อน และการเสียชีวิตจากโรคระบบหัวใจ และเส้นเลือดลงได้

  • ลักษณะโรคความดันเลือดสูง จุดสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ รวมทั้งที่เป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรง (ถ้าไม่อาจจะควบคุมโรคได้) แต่มักไม่มีอาการ หมอบางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนมากของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นอาการจากผลกระทบ เช่น จากโรคหัวใจ และจากโรคเส้นโลหิตในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง อย่างเช่น อาการจากเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นต้นเหตุ อาทิเช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง


อาการและอาการแสดงที่พบได้มาก คนป่วยที่มีความดันเลือดสูงนิดหน่อยหรือปานกลางไม่เจออาการแสดงเจาะจงที่แสดงว่ามีสภาวะความดันโลหิตสูงส่วนมาก การวิเคราะห์พบได้บ่อยได้จากการที่คนไข้มาตรวจตามนัดหรือพบได้มากร่วมกับที่มาของอาการอื่นซึ่งไม่ใช่ความดันเลือดสูง สำหรับคนเจ็บที่มีระดับความดันโลหิตสูงมากมายหรือสูงในระดับรุนแรงและเป็นมานานโดยยิ่งไปกว่านั้นในรายที่ยังไม่เคยได้รับการดูแลรักษาหรือรักษาแต่ว่าไม่สม่ำเสมอหรือเปล่าได้รับการรักษาที่ถูกเหมาะสมพบได้ทั่วไปมีลักษณะอาการ ดังต่อไปนี้

  • ปวดศีรษะพบได้ทั่วไปในคนป่วยที่หรูหราความดันเลือดสูงรุนแรง โดยลักษณะของการมีอาการปวดศีรษะมักปวด ที่รอบๆท้ายทอยโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ตื่นนอนในตอนเวลาเช้าต่อมาอาการจะค่อยๆดีขึ้นจนถึงหายไปเองภายในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงรวมทั้งอาจพบมีลักษณะอาการอาเจียนคลื่นไส้ตาฝ้ามัวด้วยโดยพบว่าอาการปวดหัวกำเนิด จากมีการเพิ่มแรงกดดันในกะโหลกศีรษะมากในช่วงระยะเวลาหลังตื่นนอนเหตุเพราะในเวลากลางคืนขณะกำลังหลับศูนย์ควบคุมการหายใจในสมองจะลดการกระตุ้น จึงทำให้มีการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์มีผลทำให้เส้นเลือดทั่ว ร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมองขยายขนาดเพิ่มมากขึ้นจึงเพิ่มแรงดันในกะโหลกศีรษะ
  • เวียนศีรษะ (dizziness) เจอเกิดร่วมกับอาการปวดศีรษะ
  • เลือดกา เดาไหล(epistaxis)
  • หอบขณะทา งานหรืออาการเหนื่อยนอนราบมิได้แสดงถึงการมีภาวการณ์หัวใจห้องข้างล่างซ้ายล้มเหลว
  • อาการอื่นๆที่บางทีอาจเจอร่วมดังเช่นลักษณะของการเจ็บหน้าอกสมาคมกับภาวการณ์กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากการมีเส้นโลหิตหัวใจตีบหรือจากการมีกล้ามเนื้อหัวใจหนามากจากภาวการณ์ความดันโลหิตสูงที่เป็นมานานๆ


ด้วยเหตุผลดังกล่าวหากมีภาวการณ์ความดันโลหิตสูงอยู่เป็นระยะเวลาที่ยาวนานๆก็เลยอาจมีผลต่ออวัยวะที่สำคัญต่างๆของร่างกายก่อให้เกิดความเสื่อมภาวะถูกทำลายและอาจเกิดภาวะแทรกตามมาได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันโลหิตสูง ในคนเจ็บโรคความดันโลหิตสูงบางรายบางทีอาจไม่เจอมีลักษณะอาการหรืออาการแสดงใดๆและบางรายบางทีอาจ เจออาการแสดงจากภาวะแทรกซ้อนของโรคความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆได้ดังต่อไปนี้

  • สมองความดัน เลือดสูงจะทา ให้ฝาผนังหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองมีลักษณะหนาตัวรวมทั้งแข็งตัวข้างในหลอดเลือดตีบแคบรูของเส้นเลือดแดงแคบลงทา ให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงสมองลดน้อยลงแล้วก็ขาดเลือดไปเลี้ยง ก่อให้เกิดสภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วครั้งคราวคนเจ็บที่มีสภาวะความดันเลือดสูงจึงมีโอกาสเกิดโรคเส้นเลือดสมอง (stroke) ได้มากกว่า บุคคลธรรมดา


นอกเหนือจากนี้ยังเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ฝาผนังเซลล์สมองทา ให้เซลล์สมองบวมคนป่วยจะมีลักษณะอาการไม่ดีเหมือนปกติของระบบประสาทการรับทราบความจำน้อยลงและก็บางทีอาจรุนแรงเสียชีวิตได้ ซึ่งเป็นสาเหตุการถึงแก่กรรมถึงปริมาณร้อยละ50 และส่งผลทำให้คนที่มีชีวิตรอดเกิดความพิกลพิการตามมา

  • หัวใจ ระดับความดันเลือดสูงเรื้อรังจะมีผลทา ให้ฝาผนังหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจหนาตัวขึ้นปริมาณเลือดเลี้ยงหัวใจน้อยลงหัวใจห้องด้านล่างซ้ายทำงานหนักมาขึ้น จำเป็นต้องบีบตัวเพิ่มขึ้นเพื่อต้านแรงดันเลือดในหลอดเลือดแดงที่เพิ่มขึ้นด้วยเหตุดังกล่าว ในช่วงแรกกล้ามเนื้อหัวใจจะปรับพฤติกรรมจากสภาวะความดันโลหิตสูงโดยหัวใจบีบตัวเพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถต้านกับความต้านทานที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆและมีการขยายตัวทำให้เพิ่มความดกของฝาผนังหัวใจห้องด้านล่างซ้ายทำให้เกิดภาวการณ์หัวใจห้องด้านล่างซ้ายโต (left ventricular hypertrophy) แม้ยังไม่ได้รับการดูแลรักษาและเมื่อกล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถที่จะขยายตัวได้อีก จะมีผลให้แนวทางการทำงานของหัวใจไม่มี
คุณภาพเกิดภาวะหัวใจวายกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

  • ไต ระดับความดันโลหิตเรื้อรังส่งผลกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการเปลี่ยนแปลงของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงไตหนาตัวและแข็งตัวขึ้น เส้นโลหิตตีบแคบลงทำให้หลอดเลือดแดงเสื่อมจากการไหลเวียนของปริมาณเลือดไปเลี้ยงไตน้อยลงสมรรถนะการกรองของเสียลดลงแล้วก็ทา ให้มีการคั่งของเสียไตเสื่อมสภาพ และขายหน้าที่เกิดภาวการณ์ไตวายรวมทั้งมีโอกาสเสียชีวิตได้ มีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าคนเจ็บโรคความดันโลหิตสูงประมาณปริมาณร้อยละ10 มักเสียชีวิตด้วยภาวะไตวาย
  • ตา คนเจ็บที่มีภาวะความดันโลหิตสูงรุนแรงแล้วก็เรื้อรังจะทำให้ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของฝาผนังเส้นโลหิตที่ตาดกตัวขึ้นมีแรงดัน ในเส้นเลือดสูงขึ้นมีการเปลี่ยนของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงตาตีบลงหลอดเลือดฝอยตีบแคบอย่างรวดเร็วมีการหดเกร็งเฉพาะที่อาจมีเลือดออกที่จอตาทำให้มีการบวมของจอภาพนัตย์ตา หรือจอประสาทตาบวม (papilledema) ทำให้การมองเห็นลดลงมีจุดบอดบางจุดที่ลานสายตา (scotomata) ตามัวแล้วก็มีโอกาสตาบอดได้
  • เส้นโลหิตในร่างกาย ความดันโลหิตสูงจากแรงต่อต้านเส้นโลหิตส่วนปลายเพิ่มขึ้นฝาผนังเส้นเลือดครึ้มตัวจากเซลล์กล้ามเรียบถูกกระตุ้น ให้เจริญมากขึ้นหรืออาจเกิดขึ้นจากมีไขมัน ไปเกาะผนังหลอดเลือดทำให้เส้นโลหิตแดงแข็งตัว (artherosclerosis) มีการเปลี่ยนแปลงของฝาผนังหลอดเลือดครึ้มรวมทั้งตีบแคบการไหลเวียนเลือดไป เลี้ยงสมองหัวใจไตรวมทั้งตาลดลงทา ให้เกิดภาวะแทรกของอวัยวะดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นตามมาไดแก้โรคหัวใจรวมทั้ง
เส้นเลือดโรคเส้นเลือดสมองรวมทั้งไตวายเป็นต้น

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคความดันโลหิต สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ยกตัวอย่างเช่น พันธุกรรม ช่องทางมีความดันโลหิตสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนภายในครอบครัวเป็นโรคนี้ เบาหวาน เพราะนำมาซึ่งการอักเสบ ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆรวมถึงเส้นโลหิตไต โรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน เนื่องจากเป็นต้นเหตุสำคัญของเบาหวาน รวมทั้งโรคเส้นเลือดต่างๆตีบจากสภาวะไขมันเกาะฝาผนังเส้นโลหิต โรคไตเรื้อรัง ด้วยเหตุว่าจะมีผลถึงการสร้างเอ็นไซม์รวมทั้งฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังที่กล่าวถึงมาแล้วแล้ว โรคนอนแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea) สูบบุหรี่ เพราะเหตุว่าพิษในควันของบุหรี่นำมาซึ่งการอักเสบ แคบของหลอดเลือดต่าง และเส้นเลือดไต และเส้นโลหิตหัวใจ การติดเหล้า ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจนถึงกลไกว่าเพราะอะไรดื่มสุราแล้วจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดความดันเลือดสูง แม้กระนั้นการเรียนรู้ต่างๆให้ผลตรงกันว่า ติดเหล้า จะนำมาซึ่งการทำให้หัวใจเต้นแรงกว่าธรรมดา แล้วก็มีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงราว 50%ของผู้ติดเหล้าทั้งหมด รับประทานอาหารเค็มเป็นประจำ สม่ำเสมอ ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว ขาดการบริหารร่างกาย เนื่องจากเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและก็เบาหวาน ผลกระทบจากยาบางประเภท อย่างเช่น ยาในกรุ๊ปสเตียรอยด์
  • กรรมวิธีการรักษาโรคความดันเลือดสูง การวิเคราะห์โรคความดันโลหิตสูง โรคความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากการที่มีความดันโลหิตสูงตลอดเวลา ซึ่งตรวจพบต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งควรจะห่างกัน 1 เดือน แต่หากตรวจพบว่าความดันเลือดสูงมากมาย (ความดันตัวบนสูงกว่า 180 mmHg หรือ ความดันตัวด้านล่างสูงกว่า 110 mmHg) หรือมีความผิดปกติของลักษณะการทำงานของอวัยวะจากผลของ   ความดันเลือดสูงร่วมด้วย ก็ถือว่าวิเคราะห์เป็นโรคความดันเลือดสูง รวมทั้งจะต้องรีบได้รับการดูแลรักษา หมอวินิจฉัยโรค   ความดันโลหิตสูงได้จาก ความเป็นมาอาการ ประวัติไม่สบายทั้งในอดีตกาลรวมทั้งเดี๋ยวนี้ เรื่องราวรับประทาน/ใช้ยา การวัดความดันโลหิต (ควรวัดที่บ้านร่วมด้วยถ้าหากว่ามีเครื่องไม้เครื่องมือ เพราะบางเวลาค่าที่วัดเหมาะโรงหมอสูงขึ้นมากยิ่งกว่าค่าที่วัดได้ที่บ้าน) เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นความดันโลหิตสูง ควรตรวจร่างกาย รวมทั้งส่งไปเพื่อทำการตรวจอื่นๆเสริมเติมเพื่อหาปัจจัย หรือปัจจัยเสี่ยง ยิ่งไปกว่านี้ จำเป็นจะต้องตรวจค้นผลพวงของความดันเลือดสูงต่ออวัยวะต่างๆเช่น หัวใจ ตา รวมทั้งไต เช่น ตรวจเลือดมองค่าน้ำตาลแล้วก็ไขมันในเลือด มองหลักการทำงานของไต แล้วก็ค่าเกลือแร่ภายในร่างกาย ตรวจคลื่นกระแสไฟฟ้าหัวใจดูหลักการทำงานของหัวใจ และเอกซเรย์ปอด ทั้งนี้การตรวจเพิ่มเติมต่างๆจะขึ้นกับอาการคนป่วย และก็ดุลยพินิจของหมอเพียงแค่นั้น
สัมพันธ์ความดันเลือดสูงแห่งประเทศไทย ได้แบ่งระดับความรุนแรงของความดันเลือดสูง ดังต่อไปนี้




ระดับความรุนแรง


ความดันโลหิตตัวบน


ความดันโลหิตตัวล่าง




ความดันโลหิตปกติ
ระยะก่อนความดันโลหิต
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 1
ความดันโลหิตสูงระยะที่ 2


น้อยกว่า 120 และ
120 – 139/หรือ
140 – 159/หรือ
มากกว่า 160/หรือ


น้อยกว่า 80
80 – 89
90 – 99
มากกว่า 100




หมายเหตุ : หน่วยวัดความดันโลหิตเป็น มิลลิเมตรปรอท
คนที่มีความดันเลือดสูงควรจะควบคุมระดับความดันโลหิตให้ต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอทและก็ใน คนที่มีภาวะเสี่ยงควรจะควบคุมระดับความดันเลือดให้ต่ำกว่า 130/80 มม.ปรอท และก็ลดปัจจัยเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดคุ้มครองปกป้องความพิกลพิการแล้วก็ลดการเกิดสภาวะแทรกฝึกซ้อมต่ออวัยวะแผนการที่สำคัญของร่างกายได้แก่สมองหัวใจไตและก็ตารวมถึงอวัยวะสำคัญอื่นๆซึ่งในการรักษาแล้วก็ควบคุมระดับความดันเลือดให้เข้าขั้นธรรมดามี 2 แนวทางคือการดูแลและรักษาใช้ยาและก็การรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือกรรมวิธีการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำเนินชีวิต
การรักษาโดยวิธีการใช้ยา  (pharmacologic treatment) เป้าหมายสำหรับการลดความดันเลือดโดยการใช้ยาเป็นการควบคุมระดับความดันโลหิตให้ลดต่ำลงยิ่งกว่า 140/90 มม.ปรอท โดยลดแรงต้านของเส้นโลหิตส่วนปลายและเพิ่มปริมาณเลือดที่ออกจากหัวใจการเลือกใช้ยา ในคนป่วยโรคความดันโลหิตสูงจึงขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของคนไข้แต่ละรายแล้วก็ควรจะตรึกตรองต้นสายปลายเหตุต่างๆอย่างเช่นความร้ายแรงของระดับความดันโลหิตปัจจัยเสี่ยงต่ออวัยวะสำคัญ โรคที่มีอยู่เดิมสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงอื่นๆซึ่งยาที่ใช้เพื่อการรักษาภาวะความดันเลือดสูงสามารถแบ่งได้ 7 กรุ๊ปดังนี้
ยาขับปัสสาวะ  (diuretics) เป็นกรุ๊ปยาที่นิยมใช้ในผู้เจ็บป่วยที่มีการดำเนินงานของไตแล้วก็หัวใจไม่ดีเหมือนปกติ ยากลุ่มนี้ตัวอย่างเช่น ฟูโรซีมายด์ (furosemide) สไปโรโนแลคโตน(spironolactone) เมทลาโซน (metolazone)
ยาต่อต้านเบต้า (beta adrenergic receptor blockers) ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยรวมกับเบต้าอดรีเนอร์จิกรีเซฟเตอร์  (beta adrenergic receptors) อยู่ที่ศีรษะดวงใจแล้วก็เส้นโลหิตแดงเพื่อยับยั้งการโต้ตอบต่อประสาทซิมพาธิติเตียนกลดอัตราการเต้นของหัวใจทำให้หัวใจเต้นช้าลงและก็ความดันเลือดลดน้อยลง ยาในกลุ่มนี้ อย่างเช่น โพรพาโนลอล (propanolol)หรืออะครั้งโนลอล (atenolol)
ยาที่ออกฤทธิ์ปิดกั้นตัวรับแองจิโอเทนสินทู (angiotensin II receptorblockersARBs) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ขยายเส้นโลหิตโดยไม่ทำให้ระดับของเบรดดีไคนินเพิ่มขึ้นยากลุ่มนี้ ดังเช่น แคนเดซาแทน  (candesartan), โลซาแทน (losartan) เป็นต้น
ยาต่อต้านแคลเซียม (calcium antagonists) ยากลุ่มนี้ยับยั้งการเคลื่อนเข้าของประจุแคลเซียมในเซลล์ทำให้กล้ามฝาผนังเส้นโลหิตคลายตัวอาจจะเป็นผลให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง ดังเช่นว่า ยาเวอราปามิวล์   (verapamil) หรือเนฟเฟดิป่ายปีน (nifedipine)
ยาต้านทานอัลฟาวันอดรีเนอร์จิก (alpha I-adrenergic blockers) ยามีฤทธิ์ต้านโพสไซแนปติกอัลฟาวันรีเซฟเตอร์ (postsynaptic alpha 1-receptors) และก็ออกฤทธิ์ขยายหลอดเลือดส่วนปลายทำให้เส้นเลือดขยายตัว ยาในกลุ่มนี้เป็นต้นว่า พราโซซีน prazosin) หรือดอกซาโซซีน (doxazosin)
ยาที่ยั้งไม่ให้มีการสร้างแองจิโอเทนซินทู (angiotensin II convertingenzyme ACE inhibitors)ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์โดยการยังยั้งแองจิโอเทนซินสำหรับเพื่อการเปลี่ยนแปลงแองจิโอเทนสินวันเป็นแองจิโอเทนสินทูซึ่งเป็นเอ็นไซม์ที่ทำให้เส้นโลหิตหดตัว ยาในกลุ่มนี้อาทิเช่นอีทุ่งนาลาพริล (enalapril)
ยาขยายเส้นเลือด (vasodilators) ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยตรงต่อกล้ามเนื้อเรียบที่อยู่รอบๆเส้นโลหิตแดงทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและก็ยาต้านทานทางในผนังเส้นเลือดส่วนปลาย ยาในกลุ่มนี้ตัวอย่างเช่นไฮดราลาซีน (hydralazine), ไฮโดรคลอไรด์ (hydrochloride), ลาเบลทาลอล (labetalol)
การดูแลและรักษาโดยไม่ใช้ยาหรือการปรับเปลี่ยนแบบแผนการดำรงชีวิต (lifestylemodification)  เป็นการกระทำสุขภาพที่จะต้องปฏิบัติเสมอๆบ่อยเพื่อลดความดันโลหิต และคุ้มครองป้องกันภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะสำคัญคนไข้โรคความดันเลือดสูงทุกราย ควรได้รับข้อเสนอเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงแบบแผนการดำรงชีวิตควบคู่ไปกับการดูแลและรักษาด้วยยา ผู้ป่วยต้องมีการกระทำสนับสนุนสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ดังต่อไปนี้ การควบคุมอาหารแล้วก็ควบคุมน้ำหนักตัว  การจำกัดของกินที่มีเกลือโซเดียม  การบริหารร่างกาย การงดสูบบุหรี่ การลดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์  การจัดการกับความเคร่งเครียด

  • การติดต่อของโรคความดันโลหิตสูง โรคความดันเลือดสูงเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจาก ภาวะแรงกดดันเลือดในเส้นโลหิตสูงยิ่งกว่าค่ามาตรฐาน ด้วยเหตุดังกล่าวโรคความดันเลือดสูงจึงเป็นโรคที่ไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
  • การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคความดันเลือดสูง เปลี่ยนพฤติกรรมของการบริโภค
  • การลดหุ่นในผู้ที่มีน้ำหนักเกิน องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าในขั้นแรกควรลดหุ่น ขั้นต่ำ 5 โล ในผู้ป่วยความดันเลือดสูง ที่มีน้ำหนักเกิน
  • การลดจำนวนโซเดียม (เกลือ) ในของกิน ลดโซเดียมในอาหาร เหลือวันละ 0.5 – 2.3 กรัม หรือ เกลือโซเดียมคลอไรด์ 1.2 – 5.8 กรัม
  • ลดจำนวนแอลกอฮอล์ หรือจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิด 20 – 30 กรัมต่อวันในผู้ชาย หรือ 10 – 20 กรัม ในเพศหญิง


จากการศึกษาอาหารสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูงพวกเรามักจะได้ยินชื่อ DASH (Dietary Approaches to stop Hypertension) เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยผัก ผลไม้ และสินค้านมไขมันต่ำ ร่วมกับการลดปริมาณไขมัน แล้วก็ไขมันอิ่มตัวในของกิน
ตารางแสดงตัวอย่างอาหาร DASH diet/ต่อวัน ได้พลังงาน 2100 กิโลแคลอรี่




หมวดอาหาร


ตัวอย่างอาหารในแต่ละส่วน




ผัก


ผักดิบประมาณ 1 ถ้วยตวง
ผักสุกประมาณ ½ ถ้วยตวง




ผลไม้


มะม่วง ½ ผล ส้ม 1 ลูก เงาะ 6 ผล กล้วยน้ำว้า 1 ผล แตงโม 10 ชิ้น
ฝรั่ง 1 ผลเล็ก มังคุด 1 ผลเล็ก




นม

  • นมพร่องมันเนย
  • นมครบส่วน




 
1 กล่อง (240 ซีซี)
1 กล่อง (240 ซีซี)




ไขมัน
ปลาและสัตว์ปีก


น้ำมัน 5 ซีซี เนย/มาการีน 5 กรัม
ปริมาณ 30 กรัม (ปริมาณ 2 ช้อนโต๊ะ)




แป้ง,ข้าว,ธัญพืช


ขนมปัง 1 แผ่น ข้าวสวย 1 ทัพพี




 
 
บริหารร่างกาย การออกกำลังกายสำหรับผู้ที่มีความดันเลือดสูง ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิค (แบบใช้ออกซิเจน)หมายถึงการออกกำลังกายที่มีการขยับเขยื้อนอย่างสม่ำเสมอในตอนช่วงเวลาหนึ่งของกล้ามเนื้อผูกใหญ่ๆซึ่งได้แก่การใช้ออกซิเจนสำหรับในการให้พลังงาน จะได้ประโยชน์ต่อระบบหัวใจแบะเส้นโลหิต เช่น เดิน วิ่ง ว่าย ปั่นจักรยาน เป็นต้น ซึ่งการออกกกำลังกายควรปฏิบัติทุกวี่ทุกวัน อย่างต่ำวันละ 30 นาที หากไม่มีข้อกำหนด
                บริหารความเครียดน้อยลง การจัดการคลายเครียดในชีวิตประจำวัน ตามหลักเหตุผลและหลักจิตวิทยามีอยู่ 2 แนวทาง
-              พยายามหลบหลีกเหตุการณ์หรือสภาพที่จะส่งผลให้เกิดความเครียดมากมาย
-              ควบคุมปฏิกิริยาของตนเอง ต่อสิ่งที่รู้สึกทำให้พวกเราเครียด
กินยาแล้วก็รับการดูแลรักษาต่อเนื่อง กินยาตามแพทย์สั่งสม่ำเสมอไม่ขาดยา และก็เจอหมอตามนัดทุกหน ไม่ควรหยุดยาหรือเปลี่ยนแปลงยาด้วยตัวเอง สำหรับคนเจ็บที่ทานยาขับเยี่ยว ควรรับประทานส้มหรือกล้วยเสมอๆ เพื่อตอบแทนโปแตสเซียมที่สูญเสียไปในเยี่ยวรีบพบหมอภายใน 24 ชั่วโมง หรือ ฉุกเฉิน มีลักษณะอาการดังนี้  ปวดหัวมาก เหน็ดเหนื่อยเป็นอย่างยิ่งกว่าปกติมาก เท้าบวม (ลักษณะของโรคหัวใจล้มเหลว) เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลมเป็นแล้ง (อาการจากโรคเส้นเลือดหัวใจ ซึ่งจำเป็นต้องเจอแพทย์ฉุกเฉิน) แขน ขาอ่อนแรง กล่าวไม่ชัด ปากเบี้ยว อ้วก คลื่นไส้ (อาการจากโรคเส้นโลหิตสมอง ซึ่งจำต้องพบหมอฉุกเฉิน)

  • การป้องกันตัวเองจากโรคความดันโลหิตสูง สิ่งจำเป็นที่สุดที่จะคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคความดันเลือดสูง คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตอีกทั้งหัวข้อการกิน การออกกำลังกายโดย


-              ควรจะควบคุมน้ำหนัก
-              กินอาหารที่มีสาระ ครบทั้งยัง 5 กลุ่ม ในปริมาณที่สมควร เพิ่มผักผลไม้ในมื้อของกินจำพวกไม่หวานมากให้มากมายๆ
-              บริหารร่างกาย โดยออกนานกว่า 30 นาที รวมทั้งออกเกือบทุกวัน
-              ลดจำนวนเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมที่เป็นแอลกอฮอล์
-              พักผ่อนให้เพียงพอ
-              รักษาสุขภาพจิต และอารมณ์
-              ตรวจสุขภาพรายปี ซึ่งรวมทั้งวัดความดันโลหิต เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18-20 ปี ต่อไปตรวจสุขภาพหลายครั้งตามแพทย์ รวมทั้งพยาบาลแนะนำ
-              ลดอาหารเค็ม หรือเกลือสมุทร น้อยกว่า 6 กรัม ต่อวัน) กินอาหารชนิดผัก และผลไม้มากยิ่งขึ้น
คำแนะนำสำหรับในการลดการบริโภคเกลือและโซเดียม :-
เลือกซื้อผัก ผลไม้และเนื้อสัตว์ที่สดใหม่แทนวิธีการสำหรับเลือกซื้ออาหารบรรจุกระป๋อง ผักดองแล้วก็อาหารสำเร็จรูป
หากจะต้องเลือกซื้ออาหารกระป๋องหรืออาหารสำเร็จรูปควรจะอ่านฉลากของกินทุกหน รวมทั้งเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมต่ำหรือน้อย (สำหรับราษฎรทั่วไปควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 1 ช้อนชา หรือน้อยกว่า 6 กรัมต่อวัน) ล้างผักแล้วก็เนื้อสัตว์ที่ใช้เข้าครัวให้สะอาด เพื่อชะล้างเกลือออก ลดการใช้เกลือรวมทั้งเครื่องปรุงรส หันมาใช้เครื่องเทศแล้วก็สมุนไพรที่มีจำนวนโซเดียมต่ำ เป็นต้นว่า หัวหอม กระเทียม ขิง พริกไทย มะนาว ผงกระหยี แทนไม่วางภาชนะหรือขวดใส่เกลือและก็เครื่องปรุงรสต่างๆได้แก่ ซอส  ซีอิ๊วขาวรวมทั้งน้ำปลาไว้บนโต๊ะอาหารทุกมื้อชิมอาหารก่อนกิน ฝึกหัดการรับประทานอาหารที่มีรสชาติพอดี ไม่เค็มจัดหรือหวานจัด ปรุงอาหารทานอาหารเองแทนการกินอาหารนอกบ้าน    หรือการซื้ออาหารสำเร็จรูป
อาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง ตัวอย่างเช่น ของกินที่ใช้เกลือแต่งรส ยกตัวอย่างเช่น  ซอสรสเค็ม (ตัวอย่างเช่น น้ำปลา ซี้อิ๊ว ซอสหอยนางรม เต้าเจี้ยว),

3

สมุนไพรหญ้าผมหงอก
หญ้าผมหงอก Eriocaulon sexangulare Linn.
ต้นหญ้าผมหงอก (เมืองจันท์).
  พืชล้มลุก ใบเลี้ยงโดดเดี่ยว. ใบ แบบใบหญ้า ออกเป็นกลุ่มที่โคนต้น มีขนาดกว้าง 3-6 มิลลิเมตร ยาว 7-30 เซนติเมตร ปลายแหลม หมดจด มีเส้นใบขนานกันตามแนวยาว 15-17 เส้น. ดอก ออกเป็นช่อ ก้านช่อยาว 10-20 เซนติเมตร หมดจด เป็นสัน 5 สัน มีดอกเพศผู้ แล้วก็ดอกเพศเมียอยู่บนช่อเดียวกัน ดอกอัดกันแน่นเป็นหัวเกือบจะกลม มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-6 มิลลิเมตร มีใบเสริมแต่งช่อดอกราว 10 ใบ รูปไข่ป้อมๆยาวราว 2.5 มม. ดอกเพศผู้ มีกลีบรองกลีบดอกไม้ 2 กลีบ เชื่อมติดกันเป็นหลอด สีขาว หมดจด กลีบดอกไม้เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายกลีบมี 3 หยัก ยาว 1.5 มิลลิเมตร เกสรผู้ 6 อัน เรียงเป็นสองวง อับเรณูรูปรี. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/i][/b][/url] ดอกเพศภรรยา มีกลีบรองกลีบดอก 2 กลีบ ไม่ชิดกัน โค้งเป็นรูปครึ่งวงกลม มีขนาดกว้างราว 1 มิลลิเมตร ยาว 2 มิลลิเมตร ปลายแหลม หรือ มน กลีบดอก 3 กลีบ รูปช้อนค่อนข้างยาว ยาวราว 1.5 มิลลิเมตร ไม่ติดกัน ปลายกลีบมีต่อมสีดำขนาดเล็ก 1 ต่อม หลอดรังไข่สั้นมาก ปลายแยกเป็น 3 อัน. ผล แก่จัดจะแห้ง และก็แตก ผลมีเปลือกบาง มักจะมี 3 พู. เมล็ด รูปไข่ ยาวราว 0.6 มิลลิเมตร มีขนสั้นๆและนุ่มประปราย.

นิเวศน์วิทยา
: ชอบขึ้นดังที่ลุ่ม
คุณประโยชน์ : ต้น ต้นสดใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาสงบประสาท ลดไข้ แก้ปวด รวมทั้งขับฉี่

4

โรคหัด (Measles)
โรคหัดคืออะไร|เป็นอย่างไร|เป็นยังไง} โรคหัด (Measles) จัดเป็นโรคไข้เกิดผื่นที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อยในเด็กเล็ก แต่ก็สามารถเจอได้ในทุกวัย ซึ่งโรคหัดนี้ยังนับเป็นโรคติดเชื้อโรคระบบฟุตบาทหายใจอีกด้วย สำหรับประวัติความเป็นมากของโรคหัดนี้มีประวัติความเป็นมาดังนี้
         โรคหัด หรือชื่อภาษาอังกฤษเรียกว่า “measles” มีรากศัพท์จากคำว่า Masel ในภาษาเนเธอแลนด์ แปลว่า จุด (spots) ที่ชี้แจงอาการนำของโรคนี้ที่คนเจ็บจะมีลักษณะไข้แล้วก็ผื่น นอกเหนือจากนั้นอาการสำคัญอื่นๆที่เป็นคุณลักษณะเด่นของโรคฝึก อย่างเช่น ไอ น้ำมูลไหล และตาแดง โรคหัดเป็นที่รู้จักมานานกว่า 2000 ปี พบหลักฐานการร่ายงานทีแรกโดยแพทย์และนักปรัชญาชาวเปอร์เซียชื่อ Rhazed และก็ใน ค.ศ.1954 Panum รวมทั้งคณะ ได้รายงานการระบาดของโรคหัดที่หมู่เกาะฟาโรห์รวมทั้งให้บทสรุปของโรคนี้ว่าเป็นโรติดเชื้อโรคที่มีการติดต่อสู่บุคคลอื่นได้ง่าย มีระยะฟักตัวราว 2 อาทิตย์ และก็หลังติดเชื้อผู้ป่วยจะมีภูมิต้านทานชั่วชีวิต
โรคหัดถือว่าเป็นโรคที่มีความจำเป็นมากมายโรคหนึ่ง เพราะอาจจะเป็นผลให้เกิดโรคแทรกเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ แล้วก็แต่ในขณะนี้โรคนี้มีวัคซีนคุ้มครองปกป้องที่มีคุณภาพสูงเกือบ 100% แล้ว(ในประเทศไทยเริ่มใช้วัคซีนป้องกันโรคหัดตั้งแต่ ปี พ.ศ.2527) โรคฝึกหัดเป็นโรคที่พบเกิดได้ตลอดทั้งปี แต่มีอุบัติการณ์สูงในตอนมกราคมถึงเดือน และก็ช่องทางสำหรับการเกิดโรคในผู้หญิงรวมทั้งเพศชายมีใกล้เคียงกัน
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่ามีผู้เสียชีวิตด้วยโรคฝึกจากทั่วโลก 134,200 ราย สำหรับสถานการณ์โรคฝึกในประเทศไทย ตามรายงานของสำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขปี 2555,2556 พบว่ามีจำนวนคนเจ็บโรคฝึกฝนรวมทั้งสิ้น 5,207 คน รวมทั้ง 2,646 คน ในแต่ละปีเป็นลำดับ โดยเด็กอายุ 9 เดือน-7 ปี จัดเป็นตอนอายุที่เจอคนไข้โรคนี้เยอะที่สุด คิดเป็นปริมาณร้อยละ 37.03 รวมทั้ง 25.85 ของแต่ละปี
ที่มาของโรคหัด โรคหัดเกิดขึ้นจากการตำหนิดเชื้อ Measles virus (หรือ Rubeola) อยู่ในGenus Morbillivirus และ Paramyxovirus เป็น single-stranded RNA รูปร่างกลม (spherical) ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100-250 นาโนเมตร หุ้มห่อโอบล้อมโดย envelope เป็น glycol-protien ที่ประกอบด้วยโปรตีนสำคัญ 3 ชนิด อาทิเช่น H protein ปฏิบัติหน้าที่ให้ฝาผนังไวรัสติดตามกับฝาผนังเซลล์ของคนเรา F protein มีความสำคัญสำหรับการแพร่เชื้อไวรัสจากเซลล์หนึ่งสู่เซลล์อื่นๆM protein มีความสำคัญเกี่ยวข้องกัน viral maturation เนื่องมาจากเป็นเชื้อไวรัสที่มี envelope ห่อจึงถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อน (>37◦เซลเซียส) แสงไฟ สภาวะที่เป็นกรดรวมทั้งสารที่ละลายไขมันยกตัวอย่างเช่นอีเทอร์ คลอโรฟอร์ม โดยเชื้อในอากาศแล้วก็บนผิววัตถุจะมีชีวิตเพียงช่วงเวลาสั้นๆ(ไม่เกิน 2 ชั่วโมง) รวมทั้งเชื้อนี้สามารถก่อโรคได้เฉพาะในคนเพียงแค่นั้น
ลักษณะของโรคหัด  คนไข้จะเริ่มมีไข้สูง 39◦ซ.-40.5◦เซลเซียส ร่วมกับมีไอ น้ำมูก และตาแดง เป็นอาการสำคัญบางรายอาจพบตาไม่สู้แสง (photophobia) เจ็บคอ ปวดหัว ต่อมน้ำเหลืองโต ไม่อยากอาหารและท้องเดินร่วมด้วย อาการกลุ่มนี้จะเกิด 2-4 วันก่อนจะมีผื่นขึ้นรวมทั้งพบ Koplik spots เป็นลักษณะเจาะจงที่สำคัญ มองเห็นเป็นจุดขาวคละเคล้าเทาเล็กๆบนพื้นแดงของกระพุ้งแก้ ส่วนใหญ่พบบริเวณกระพุ้งแก้มตรงข้ามกับฟันกรามด้านล่างซี่แรก (first molar) พบได้ทั่วไป 1 วันก่อนมีผื่นขึ้นและปรากฏอยู่นาน 2-3 วัน การดำเนินโรคมีลักษณะดังนี้ คือ ไข้จะเบาๆสูงขึ้นกระทั่งสูงสุดในวันที่ 3-4 ซึ่งเป็นวันที่เริ่มมีผื่นขึ้น ลักษณะผื่นเป็น maculopapular rash เริ่มที่ไรผม หน้าผาก ข้างหลังหู ใบหน้ารวมทั้งไล่ลงมาที่คอ ทรวงอก แขน ท้อง จนถึงมาถึงขาในเวลา 48-72 ชั่วโมง ผื่นที่ขึ้นก่อนในวันแรกๆมักกลุ่มรวมกันลักษณะเป็น confluent maculopapular rash ทำให้ดูชัดกว่าผื่นบริเวณตอนล่างของลำตัวซึ่งมีลักษณะเป็น discrete maculopapular rash มีรายงานการพบผื่นที่ฝ่ามือหรือฝ่าเท้าถึงร้อยละ 25-50 และก็บางทีอาจสัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค เมื่อผื่นกำเนิดไล่มาถึงเท้าไข้จะลดน้อยลง อาการอื่นๆจะดียิ่งขึ้น ผื่นจะอยู่นาน 3-7 วันแล้วค่อยๆจางลงจากหน้าลงมาเท้าและแปลงเป็นสีคล้ำ (hyperpigmentation) ซึ่งได้ผลสำเร็จจากการมีเลือดออกในเส้นเลือดฝอยต่อจากนั้นจะหลุดลอกเป็นแผ่นบางๆส่วนใหญ่มักดูไม่เจอเพราะว่าหลุดไปพร้อมการอาบน้ำ บางทีอาจเจอการดำเนินโรคที่เจ็บป่วยแบบ biphasicหมายถึงไข้สูงใน 24-48 ชั่วโมงแรกถัดมาอุณหภูมิกลับกลายปกติไม่มีไข้โดยประมาณ 1 วันแล้วจึงเริ่มจับไข้สูงอีกครั้งรวมทั้งมีผื่นเกิดขึ้นในวันที่ไข้สูงสุด ไข้จะดำรงอยู่อีกราวๆ 2-3 วันหลังจากผื่นขึ้นแล้วจึงหายไป กรณีที่ไข้ไม่ลงหรือลงแล้วกลายเป็นซ้ำใหม่ควรจะตรวจค้นภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นเนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ส่วนอาการไออาจพบนานถึง 10 วัน ส่วนภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึกฝนที่พบได้มากมีดังนี้
                ภาวะแทรกซ้อนของโรคหัด พบได้ปริมาณร้อยละ 30 ของผู้ป่วยโรคฝึกฝน พบได้บ่อยในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีและคนแก่ที่อายุน้อยกว่า 5 ปีและก็คนแก่ที่แก่กว่า 20 ปี กำเนิดได้หลายระบบของร่างกาย มูลเหตุส่วนมากมีสาเหตุจากเยื่อบุ (epithelial surface) ของอวัยวะต่างๆถูกทำลายแล้วก็ผลของการกดภูมิต้านทานจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสของร่างกาย แยกตามอวัยวะต่างๆของร่างกายได้ดังต่อไปนี้

  • หูส่วนกลางอักเสบ (otitis media) พบราวร้อยละ 10
  • ปอดบวม (pneumonia) ซึ่งเกิดได้ 2 ระยะ ระยะแรกที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสเอง จะเป็น interstitial pneumonia ในระยะหลัง ซึ่งมีต้นเหตุที่เกิดจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียแทรก จะเป็น bronchopneumonia
  • อุจจาระร่วง (diarrhea) มักเกิดในระยะแรกที่จับไข้ หรือเมื่อผื่นเริ่มขึ้น
  • สมองอักเสบ (encephalitis) พบได้ 1:1000 ถึง 1:10000 ซึ่งกำเนิดในช่วง 2-5 วัน หลังจากผื่นออก มีลักษณะอาการไข้ คลื่นไส้ ปวดศีรษะ ซึม ซึ่งถ้าเกิดกรวดน้ำไขสันหลัง จะพบเซลล์เป็น lymphocyte โปรตีนสูง
  • Subacute sclerosing panencephalitis (SSPE) พบได้ 1 ใน 100000 มักกำเนิดภายหลังจากเป็นหัดแล้ว 4-8 ปี อาการจะค่อยเป็นค่อยไป มีความประพฤติผิดไป เชาวน์เสื่อมลง มีลักษณะชัก อาการทางประสาทจะสารเลวลงบ่อยถึงโคมา และมรณกรรมท้ายที่สุด ถ้าหากกรวดน้ำไขสันหลังพบว่ามี high titer of measles antibody ตรวจ EEG เจอ burst suppression pattern with paroxysmal high-amplitude burst and background suppression
แนวทางการรักษาโรคฝึกฝน
การวิเคราะห์ โรคฝึกหัดใช้การวิเคราะห์จากแนวทางในการซักประวัติความเป็นมาและตรวจร่างกายเป็นสำคัญ โดยคนป่วยจะจับไข้สูง น้ำมูก ไอ  ตาแดง รวมทั้งเจอผื่นลักษณะ maculopapular rash ในช่วงวันที่ 3-4 ของไข้ การเจอ  Koplik spots (จุดข้างในปากช่วงกระพุ้งแก้ม) จะเป็นหัวใจหลักที่ช่วยสำหรับเพื่อการวินิจฉัย ในกรณีที่อาการและก็อาการแสดงไม่กระจ่างอาจพิเคราะห์ส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการดังนี้เพิ่มเพื่อช่วยรับรองการวินิจฉัย

  • การตรวจน้ำเหลืองเพื่อหาระดับของดินแดนติเตียนบอดีต่อไวรัสฝึก วิธีที่นิยมใช้ได้แก่ enzyme immunoassay (EIA) เพราะว่าทำง่าย ราคาถูก มีความไวแล้วก็ความจำเพาะสูง โดยตรวจหาแอนติบอดีชนิด IgM ใน acute phase serum หรือตรวจค้นดินแดนติเตียนบอดีจำพวก IgG 2 ครั้งใน acute และก็ convalescent phase serum ห่างกัน 2 สัปดาห์ เพื่อมองการเพิ่มขึ้นของระดับดินแดนติบอดี  (fourfold rising of  antibody)  เพื่อรับรองการวินิจฉัย โดยวิธีนี้จะสามารถตรวจพบหลังจากมีผื่นแล้ว 3 วัน โดยระดับแอนติบอดีจะขึ้นสูงสุดประมาณ 14 คราวหลังผื่นแล้วก็จะหายไปใน 1 เดือน ช่วงเวลาที่แนะนำให้ตรวจคือ 7 วันหน้าผื่นขึ้น ซึ่งมีวิธีดังนี้


แนวทาง ELISA IgM ใช้แบบอย่างนน้ำเหลือง (serum): เจาะเลือดเพียงแค่ครั้งเดียวตอน 4-30 คราวหลังพบผื่น โดยเจาะเลือด 3-5 มล.ทิ้งไว้ที่อุณหภูมิปกติ คอยจนถึงเลือดแข็งตัว ดูดเฉพาะ Serum (หามีวัสดุพร้อมให้ ปั่นแยก Serum) เก็บใส่หลอดไร้เชื้อ ปิดจุกให้สนิทแล้วนำไปวิเคราะห์ต่อไป

  • การตรวจสารพัดธุกรรมของเชื้อไวรัสฝึกหัด โดยวิธี polymerase chain reaction (PCR) ซึ่งมีวิธีการดังนี้


ปิดฉลาก ชื่อ-สกุล และวัน-เดือน-ปี ที่เก็บ วิธี PDR ใช้throat/nasal swab : เก็บตอน 1-5 วันแรกข้างหลังพบผื่น โดยใช้ SWAB ป้ายข้างในบริเวณ posterior pharynx จุ่มปลาย swab ใน viral transport media หักด้าม swab ทิ้งเพื่อปิดหลอดให้สนิทแล้วก็ค่อยนำไปวิเคราะห์ถัดไป
                การดูแลและรักษา เพราะว่าการติดเชื้อไวรัส ฝึกไม่มียาใช้รักษาเฉพาะ จำเป็นที่จะต้องให้การรักษาตามอาการ อาทิเช่น เช็ดตัวลดไข้ ให้ยาลดไข้ สารน้ำในกรณีที่มีภาวะขาดน้ำหรือทานอาหารได้น้อย ให้ความชุ่มชื้นและก็ออกสิเจนในเรื่องที่หอบหายใจเร็ว   ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้นว่า ปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบพิจารณารักษาโดยใช้ยาต้านจุลชีวันที่เหมาะสมเป็นต้น
                นอกจากนี้พบว่าการให้วิตามินเอ ยังสามารถลดอัตราการตายรวมทั้งความพิกลพิการจากภาวะแทรกซ้อนของโรคฝึกได้รวมทั้งยังช่วยเสริมภูมิต้านทานโรคฝึกฝนได้อีกด้วย ดังนั้นหมอจึงมักไตร่ตรองจะให้วิตามินเอแก่คนเจ็บที่มีข้อบ่งชีดังนี้

  • คนไข้อาการร้ายแรงที่อาศัยอยู่ในประเทศไม่ค่อยมีการพัฒนา หรือในบริเวณที่ยากไร้ของประเทศที่กำลังปรับปรุง
  • คนไข้เด็กอายุ 6-24 เดือน และก็จำต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลด้วยโรคฝึกหัดที่มีภาวะแทรกซ้อน
  • คนไข้ที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันยับยั้งโรคผิดพลาด
  • คนไข้ขาดสารอาหาร
  • ผู้เจ็บป่วยที่เคยมีประวัติเป็นโรคตา จากการขาดวิตามิน เอ
  • คนไข้ที่มีปัญหาเรื่องลำไส้ดูดซึมไม่ดี (ก็เลยมักขาดวิตามิน เอ)
  • คนป่วยที่พึ่งพิงย้ายมาจากพื้นที่ที่มีอัตราการตายจากโรคฝึกสูง

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคฝึกฝน

  • เด็กหรือคนแก่ที่มิได้รับการฉีดซีนป้องกันโรคหัดมีการเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคฝึกหัดได้
  • สถานที่ที่มีความชื้อที่แดดส่องไม่ถึง หรือมีผู้คนจอแจเยอะๆมักจะเป็นที่ที่มีการระบาดของโรคหัด อย่างเช่น สถานที่เรียน สถานรับเลี้ยงเด็กฯลฯ
  • ผู้ที่มีภาวการณ์ขาดวิตามินเอ ชอบมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัด มากยิ่งกว่าคนธรรมดา
  • ผู้ที่มีสภาวะความเปลี่ยนไปจากปกติของระบบภูมิต้านทาน
  • ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศที่มีระบบระเบียบสาธารณสุขที่ไม่มีประสิทธิภาพ(ประเทศด้อยพัฒนา)


การติดต่อของโรคฝึก โรคหัดเป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายสู่บุคคลอื่นได้ง่ายผ่านทางการหายใจ (airborne transmission) เชื้อไวรัสหัดจะอยู่ในละอองน้ำมูก น้ำลายและก็เสลดของคนป่วย ติดต่อไปยังคนอื่นโดยการไอจามรดกัน เชื้อจะติดอยู่ในละอองฝอยๆเมื่อคนไข้ไอหรือจาม เชื้อจะกระจายออกไปในระยะไกลและแขวนลอยอยู่กลางอากาศได้นาน เมื่อคนปกติมาสูดเอาอากาศที่มีฝอยละอองนี้เข้าไป หรือละอองสัมผัสกับเยื่อตาหรือเยื่อเมือกช่องปาก (ไม่มีความจำเป็นที่ต้องไอหรือจามรดใส่กันตรงๆ) ก็สามารถทำให้ติดเชื้อฝึกหัดได้ หรือสัมผัสสารคัดเลือกหลังของผู้เจ็บป่วยโดยตรง ซึ่งเชื้ออาจติดอยู่กับมือของคนไข้ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆตัวอย่างเช่น ถ้วยน้ำ จาน ชาม ผ้าที่เอาไว้เช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว หนังสือ ของเล่นเด็ก เมื่อคนธรรมดามาสัมผัสถูกมือผู้ป่วย หรือสิ่งของเครื่องใช้ ที่ปนเปื้อนเชื้อ เชื้อก็จะติดมากับมือของคนๆนั้น เมื่อใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกเชื้อก็จะเข้าสู่ร่างกายได้ ระยะการติดต่อเริ่มตั้งแต่ 4  วันโดยช่วงที่เริ่มมีลักษณะไอและก็มีน้ำมูกก่อนเกิดผื่นเป็นระยะที่มีจำนวนเชื้อไวรัสถูกขับออกมาสูงที่สุด ซึ่งภายในช่วงเวลา 7-14 วันหน้าสัมผัสโรค เชื้อไวรัสฝึกฝนจะกระจายไปทั่วร่างกายนำมาซึ่งลักษณะของระบบฟุตบาทหายใจ ไข้และก็ผื่นในคนเจ็บรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางพยาธิวิทยาอื่นๆตามมาอีกด้วย โดย 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดมีโอกาสมีอาการป่วยเป็นโรคฝึกหัดถ้าอยู่ใกล้คนที่เป็นโรค
การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคหัด

  • ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆอย่างต่ำวันละ 6-8 แก้ว โดยบางทีอาจเป็นน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ก็ได้ เพื่อปกป้องการขาดน้ำ
  • พักให้มากๆไม่ทำงานหนักหรือบริหารร่างกายมากเกินไป
  • อาหารที่รับประทานควรจะเป็นของกินอ่อนๆดังเช่นว่า ซุปไก่ร้อนๆโจ๊ก น้ำหวาน น้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มร้อนๆยกตัวอย่างเช่น ชาร้อน น้ำขิง
  • มานะทานอาหารให้ได้ตามธรรมดา โดยควรเป็นของกินที่ปรุงสุกใหม่ๆรสไม่จัด ที่สำคัญคือคนเจ็บไม่มีความจำเป็นที่จะต้องงดเว้นของแสลง เพราะว่าโรคนี้ไม่มีของแสลง โดยควรจะย้ำการทานอาหารจำพวกโปรตีนให้มากมายๆอาทิเช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่ว รวมทั้งของกินที่มีวิตามินเอ มากๆอาทิเช่น ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ตับโค ฟักทอง อื่นๆอีกมากมาย
  • อย่าถูกฝนหรือถูกอากาศเย็นจัด ห้ามอาบน้ำเย็น และก็ควรสวมใส่เสื้อผ้าให้ร่างกายอบอุ่น
  • ใช้ผ้าชุบน้ำชุบน้ำอุ่นหรือน้ำก๊อกอุณหภูมิปกติ (อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็ง) เช็ดตัวเวลามีไข้สูง
  • งดเว้นการสูบยาสูบ หลบหลีกควันที่เกิดจากบุหรี่ และงดการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการไปในที่สาธารณที่มีคนคับคั่ง
  • รับประทานยารวมทั้งกระทำตามข้อเสนอแนะของหมออย่างเคร่งครัว
  • ไปพบหมอตามนัดหมาย
การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคฝึก

  • ในช่วงที่มีการระบาดของโรคฝึก ควรจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัดคับแคบ แต่ว่าถ้าหากเลี่ยงไม่ได้ ควรจะสวมหน้ากากอนามัย แล้วก็หมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาด หรือชโลมมือด้วยแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดมาจากการสัมผัสถูกเสลดของผู้ป่วย รวมทั้งอย่าใช้นิ้วมือขยี้ตาหรือแคะไชจมูกหากยังไม่ได้ล้างมือให้สะอาด
  • ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ ร่วมกับผู้ป่วย และก็ควรหลบหลีกการสัมผัสมือกับคนไข้โดยตรง ถ้าไม่ได้สวมถุงมือปกป้อง
  • อย่าใกล้หรือนอนรวมกับคนป่วย แต่จำต้องดูแลคนไข้อย่างใกล้ชิด ควรจะสวมหน้ากากอนามัย รวมทั้งหมั่นล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดอยู่เป็นประจำภายหลังสัมผัสกับผู้ป่วยหรือข้าวของของคนเจ็บ


แต่ทั้งนี้ วิธีที่ดีที่สุดที่จะปกป้องโรคฝึกฝนได้เป็นฉีดยาคุ้มครองปกป้อง ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุขให้ฉีดวัคซีนป้อง กันโรคหัด 2 ครั้ง หนแรกเมื่อเด็กอายุ 9-12 เดือน แล้วก็ครั้งที่ 2 เมื่อเด็กเข้าเรียนชั้นประถมศึก ษาปีที่ 1 โดยทั้งสองครั้งให้ในรูปของวัคซีนรวม ปกป้องได้สามโรคหมายถึงโรคฝึกฝน โรคคางทูม และก็โรคหัดเยอรมัน เรียกว่า วัคซีนเอ็มเอ็มอาร์ (MMR, M= mumps/มัมส์/โรคคางทูม M= measles/มีเซิลส์/ฝึก และ R=rubella/รูเบลลา/ โรคหัดเยอรมัน)
ประวัติความเป็นมาของการพัฒนะวัคซีน วัคซีนปกป้องโรคฝึกเริ่มมีการปรับปรุงตั้งแต่ปี ค.ศ.1960 จนกว่ามีการลงบัญชีการใช้วัคซีนเป็นครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริการเมื่อปี คริสต์ศักราช1963 อีกทั้งวัคซีนจำพวกเชื้อตาย (killed vaccine) และวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์ (live attenuated vaccine) หลังจากเริ่มใช้วัคซีนทั้งยัง 2 ประเภทได้เพียงแค่ 4 ปี วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคฝึกจำพวกเชื้อตามก็ถูกถอนทะเบียนจากตลาดเพราะว่าพบว่าทำให้มีการเกิด  atypical measles ด้วยเหตุผลดังกล่าวในช่วงต้นวัคซีนที่ใช้ก็เลยเป็น  monovalent live attenuated measles vaccine ที่สร้างขึ้นจากเชื้อสายพันธุ์ Edmonston ชนิด B โดยนำเชื้อเพาะในไข่ไก่ฟักและ chick embryo cell แต่ว่าพบปัญหาใกล้กันที่รุนแรงเรื่องไข้ ผื่น จึงมีการปรับปรุงวัคซีนประเภทเชื้อเป็นที่อ่อนฤทธิ์จากสายพันธุ์  Edmonston ชนิดอื่นๆด้วยกระบวนการผลิตประเภทเดียวกันแม้กระนั้นทำให้เชื้ออ่อนฤทธิ์ลงอีก ผลกระทบก็เลยลดน้อยลง ถัดมาในปี คริสต์ศักราช1971 มีการจดทะเบียนวัคซีนรวมชนิด trivalent live attenuated measles-mumps-rubella  vaccine (MMR) และก็ใช้อย่างมากมายจนถึงเดี๋ยวนี้สำหรับเมืองไทยเริ่มมีการใส่วัคซีนป้องกันโรคหัดตอนเช้าไปแนวทางสร้างเสริมภูมิต้านทานโรคแห่งชาติคราวแรกในปี พุทธศักราช2527 โดยเริ่มให้ 1 ครั้งในเด็กอายุ 9-12 เดือนรวมทั้งในปี พ.ศ. 2539 ก็เลยเพิ่มการให้เข็มที่ 2 แก่เด็กชั้นประถมเล่าเรียนปีที่ 1 กระทั่งปี พ.ศ.2540 ได้กำหนดให้ใช้วัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคฝึกหรือวัคซีนรวมปกป้องโรคฝึกหัด-คางทูม-หัดเยอรมัน  (MMR) ในเด็กอายุ 9-12 เดือนรวมทั้งเปลี่ยนวัคซีนคุ้มครองโรคฝึกหัดสำหรับเด็กอายุ 4-6 ปีหรือชั้นประถมเรียนรู้ปีที่ 1 เป็นวัคซีนรวมปกป้องโรคหัด – คางทูม – หัดเยอรมัน (MMR) เช่นกัน
สมุนไพรที่ใช้คุ้มครอง/รักษา/บรรเทาอาการของโรคฝึกฝน ตามตำรายาไทยนั้นระบุว่าสมุนไพรที่ใช้รักษาอาการโรคฝึกมีดังนี้

  • สะเดา (Azadirachta indica A.Juss.) ใช้ก้านสะเดา 33 ก้าน ต้มกับน้ำ 10 ลิตร แล้วต้มจนเหลือน้ำ 5 ลิตร ยกลงทิ้งเอาไว้รอให้เย็น ผสมกับน้ำเย็น 1 ขัน ใช้อาบให้ทั่วร่างกายวันละ 1-2 ครั้ง จวบจนกระทั่งจะหาย และก็ต้องระมัดระวังอย่าอาบช่วงที่เม็ดฝึกผุดขึ้นมาใหม่ๆแม้กระนั้นให้อาบในช่วงที่เม็ดฝึกฝนออกเต็มกำลังแล้ว
  • ขมิ้นอ้อย (urcuma zedoaria (Christm.) Roscoe) ใช้เป็นยาแก้ฝึกหัดหลบใน ด้วยการใช้เหง้า 5 แว่น แล้วก็ต้นต่อไส้ 1 กำมือ เอามาต้มรวมกับน้ำปูนใสพอสมควร แล้วประยุกต์ใช้ดื่มเป็นยาก่อนอาหารยามเช้ารวมทั้งเย็น ทีละ 1 ถ้วยชา
  • ปลาไหลเผือก (Eurycoma longifolia Jack) เปลือกลำต้นเอามาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้ไข้เหือดฝึกหัด


 ยิ่งไปกว่านี้ในบัญชีสามัญประจำบ้านแผนโบราญ พ.ศ.2556 ดังระบุไว้ว่ายาเขียวสามารถใช้รักษาแล้วก็บาเทาลักษณะโรคฝึกได้ โดยในสมัยก่อน อันที่จริงการใช้ยาเขียวในโรคไข้ออกผื่นในแผนไทย ไม่ได้มีจุดหมายสำหรับการยับยั้งเชื้อไวรัส แม้กระนั้นอยากกระแทกพิษที่เกิดขึ้นให้ออกมาสูงที่สุด คนเจ็บจะหายได้เร็วขึ้น ผื่นไม่หลบใน ซึ่งก็คือไม่เกิดผื่นภายใน ด้วยเหตุนี้ก็เลยมีหลายคนที่รับประทานยาเขียวแล้วจะมีความรู้สึกว่ามีผื่นมากยิ่งกว่าเดิมขึ้นจากเดิม แพทย์แผนไทยก็เลยแนะนำให้ใช้อีกทั้งวิธีรับประทานและชโลม โดยการกินจะช่วยกระทุ้งพิษข้างในให้ออกมาที่ผิวหนัง และการทาจะช่วยลดความร้อนที่ผิวหนัง ถ้าจะเปรียบเทียบกับหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน น่าจะเป็นไปได้ที่ยาเขียวบางทีอาจออกฤทธิ์โดยลดการอักเสบ หรือ เพิ่มภูมิต้านทาน หรือต้านขบวนการออกซิเดชัน มักใช้รักษาในเด็กที่เป็นไข้เป็นผื่น ตัวอย่างเช่น ฝึก อีสุกอีใส เพื่อกระทุ้งให้พิษไข้ออกมา เป็นผื่นมากขึ้น แล้วก็หายได้เร็ว
ตำรับยาเขียว มีส่วนประกอบของพืชที่ใช้ส่วนของใบเป็นองค์ประกอบหลัก การที่ใช้ส่วนของใบทำให้ยามีสีค่อนข้างจะไปทางสีเขียว จึงทำให้เรียกกันว่า ยาเขียว และก็ใบไม้ที่ใช้นี้ส่วนใหญ่ มีคุณประโยชน์ เป็นยาเย็น หอมเย็น หรือ บางประเภทมีรสขม เมื่อประกอบเป็นตำรับแล้ว จัดเป็นยาเย็น ทำให้ตำรับยาเขียวส่วนใหญ่มีสรรพคุณ ดับความร้อนของเลือดที่เป็นพิษ ซึ่งตามความหมายของการแพทย์แผนไทยนั้น คือการที่เลือดเป็นพิษและความร้อนสูงมากมายจนจำต้องระบายทางผิวหนัง ได้ผลสำเร็จให้ผิวหนังเป็นผื่น หรือ ตุ่ม ดังเช่นที่พบในไข้เกิดผื่น หัด อีสุกอีใส เป็นต้น
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ.โรคหัด.(Measles).เอกสารประกอบการสอน ไข้ออกผื่น (Exanthematous Fever).ภาควิชากุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.พฤษภาคม.2547
  • ศศิธร ลิขิตนุกูล. โรคหัดและหัดเยอรมัน (Measlesand rubella). ใน: พรรณทิพย ฉายากุล, บรรณาธิการ.ตําราโรคติดเชื้อ เลม 1 กรุงเทพฯ: สมาคมโรคติดเชื้อแหงประเทศไทย; น.523-9.
  • รศ.รุ่งระวี เต็มศิริฤกษ์กุล.ยาเขียว.ยาไทยใช้ได้ทั้งผู้ใหญ่และเด็ก.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “หัด (Measles/Rubeola)”.หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 396-400.
  • ผศ.ดร. ดลฤดี สงวนเสริมศรี, ผศ.ดร. เดือนถนอม พรหมขัติแก้ว มหาวิทยาลัยมหาสารคาม . ฤทธิ์การต้านเชื้อไวรัส varicella zoster ของตำรับยาเขียว (Anti-varicella zoster virus of Ya-keaw remedies). โครงการวิจัยภายใต้ทุนสนับสนุนของ สกว.
  • Axton JHM. The natural history of measles. Zambezia. 1979:139-54.
  • Babbott FL, Gordon JE. Modern measles. Am J Med Sci. 1954;228:334.
  • Koplik HT. The diagnosis of the invasion of measles from study of the exanthema as it appears on the buccal mucosa. Arch pediatr. 1896;13:918-22.
  • Maldonado YA. Rubeolar virus (Measles and subacute sclerosing panencephalitis). In: Long SS, Pickering LK, Prober CG, editors. Principles and practical of pediatric infectious disease 3re ed. Churchill Livingston: Elsevier Inc; 2008. p.1120-6.
  • Suringa DW, Bank LJ, Ackerman AB. Role of measles virus in skin lesion and Koplik’s spots. N Engl J Med. 1970;283:1139-42.
  • แนวทางการเฝ้าระวังควบคุมโรคการตรวจรักษาและส่งตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อกำจัดโรคหัดตามพันธะสัญญานานาชาติ (ฉบับปรับปรุงวันที่ 2 พฤษภาคม 2555) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • Gershon AA. Measles virus. In: Mendell GL, Bennett JE, Dolin R, eds. Mendell, Douglas and Bennett’s principle and practical of infectious disease 7th Churchill Livingston : Elsevier Inc; 2010. p.2229-36.
  • Miller C. Live measles vaccine: A21-year follow up. Br Meg J. 1987;295:22.
  • Robbins FC. Measles: Clinical Feature. Am J Dis Child. 1965; 266-73.
  • Nakai M, Imagawa DT. Electron microscopy of measles virus replication. J virol 1969;3:189-97.
  • American Academy of Pediatrics. Rubella. In: Pickering LK, Baker CJ, Kimberlin DW, Long SS, eds. Red Book 2009: Report of the Committee on Infectious Diseases. 28th ed. Elk Grove Village, IL: American Academy of Pediatrics; 2009. p.579-84.
  • Measles (rubeola). In: Krugman S, Katz SL, Gershon AA, Wilfert CM, editors. Infectious disease of children. 9th ed. St. Louis: Mosby Yearbook; 1992. p. 223-45.
  • Atabani SF, Byrnes AA, Jaye A, Kidd IM, Magnusen AF, Whittle H, Natural measles causes prolonged suppression of interleukin-12 production. J Infect Dis. 2001;184:1-9.
  • Krugman S. Further-attenuated measles vaccine: Characteristics and use. Rev Infectious Dis. 1983;5:477-81.
  • Bellini WJ, Helfand RF. The challenges and strategies for laboratory diagnosis of measles in an international setting. J Infect Dis. 2003;187:S283.
  • Perry

5

โรคหูน้ำหนวกอักเสบเรื้อรัง/หูน้ำหนวก.( Chronic Otitis media)
โรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบคืออะไร ข้อแรกจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า โรคหูชั้นกลางอักเสบ (Otitis media) นั้น เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่า โรคหูน้ำหนวก มีเหตุมาจากการตำหนิดเชื้อในหูชั้นกลาง
ซึ่งหูชั้นกึ่งกลาง (middle ear) เป็นส่วนของช่องหูที่อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหูเข้าไป มีกระดูกค้อน กระดูกทั่ง รวมทั้งกระดูกโกลนใส่อยู่ ปฏิบัติภารกิจรับคลื่นเสียงก่อนหน้านี้ทางหูชั้นนอก และก็ส่งต่อไปยังหูชั้นในซึ่งมีเส้นประสาทหูรับทราบเสียง (การได้ยิน)
            ส่วนล่างของหูชั้นกลางมีท่อเล็กๆเชื่อมต่อกับคอหอย เรียกว่า ท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) เมื่อมีการติดเชื้อของคอหอย เชื้อโรคสามารถเดินทางผ่านท่อยูสเตเชียนเข้าไปในหูชั้นในได้ ถ้าท่อยูสเตเชียนมีการอักเสบบวม ก็จะเกิดการอุดตัน ทำให้เชื้อโรคถูกกักไว้ภายในหูชั้นกลางกระทั่งมีการติดเชื้อของหูชั้นกลาง แล้วก็บางทีอาจอักเสบเป็นหนองขังอยู่ในหูชั้นกึ่งกลาง มีลักษณะอาการไข้สูง ปวดหู หูอื้อได้ในระยะต้น
โรคนี้จึงพบได้บ่อยร่วมกับโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น เป็นต้นว่า ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ฝึก คออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ฯลฯ โดยเชื้อก่อโรคบางทีอาจเป็นไวรัส หรือแบคทีเรียก็ได้
โดยโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบ เป็นโรคที่พบได้บ่อยโดยเฉพาะในเด็ก เนื่องด้วยในเด็กนั้น ท่อปรับความดันหูชั้นกลางหรือท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกึ่งกลางแล้วก็หลังโพรงจมูก ยังไม่ปรับปรุงบริบูรณ์เต็มกำลัง ประกอบกับเด็กเกิดภาวะติดเชื้อ ดังเช่นว่า โรคไข้หวัดได้บ่อยครั้ง ทำให้ได้โอกาสที่จะมีการอักเสบตลอดไปยังรูเปิดของท่อปรับความดันหูชั้นกลาง ซึ่งอยู่หลังโพรงจมูก มีผลทำให้มีการเกิดภาวการณ์หูชั้นกลางอักเสบทันควัน (Acute otitis media) ขึ้น ซึ่งถ้าเกิดไม่ได้รับการดูแลและรักษา จะมีอาการไข้ หูอื้อ แล้วก็ปวดหูมากมาย ตราบจนกระทั่งเมื่อแก้วหูทะลุ อาการปวดหูและไข้จะเริ่มดีขึ้นกว่าเดิม แม้กระนั้นจะมีน้ำหนอง ซึ่งมีกลิ่นเหม็นไหลออกมาจากหู รวมทั้งหากยังมิได้รับการดูแลและรักษาที่สมควรอีก อาจเปลี่ยนเป็น “โรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง หรือหูน้ำหนวก (Chronic otitis media)” ถัดไป ซึ่งมีโอกาสเกิดผลข้างเคียง แทรกต่างๆตามมาได้ ดังเช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ หูชั้นในอักเสบ ฝีในสมอง ฝีข้างหลังหู ฝีที่คอ ใบหน้าเป็นอัมพาต ฯลฯ
โรคหูชั้นกลางอักเสบ ชอบกำเนิดอาการอักเสบด้านในของบริเวณหูชั้นกลาง จำนวนมากแล้วมักมีสาเหตุจากการตำหนิดเชื้อที่เนื้อเยื่อหู จนกระทั่งก่อเกิดอาการบวมแดง อักเสบ แล้วก็เกิดของเหลวที่รอบๆหลังแก้วหู
โดยระดับของการอักเสบแบ่งออกเป็น 3 ระดับดังนี้

  • หูชั้นกลางอักเสบฉับพลัน (Acute otitis media – AOM) โดยทั่วไปแล้วแม้ผู้ป่วยไม่มีอาการหูชั้นกึ่งกลางอักเสบมาก่อน จะนับว่าเป็นหูชั้นกึ่งกลางอักเสบทันควัน ด้วยเหตุว่าอาการดังกล่าวจะเกิดขึ้นอย่างเร็ว โดยมีภาวะ ดังต่อไปนี้ จำนวนมากมักกำเนิดร่วมกับการติดเชื้อในรอบๆทางเดินหายใจส่วนต้น (คอและจมูก) เป็นต้นว่า หวัด ต่อมทอนซิลอักเสบ แล้วก็บางรายหูชั้นกึ่งกลางอักเสบกะทันหันบางทีอาจเป็นภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ โรคไอกรน หัด ทำให้เชื้อโรคบริเวณคอผ่านท่อยูสเตเชียน หรือท่อปรับความดันหูชั้นกึ่งกลาง (Eustachain tube) เข้าไปในหูชั้นกลางได้ และมีการอักเสบขึ้นมา ทำให้เยื่อบุผิวด้านในหูชั้นกลางและท่อยูสเตเชียนบวม แล้วก็มีหนองขังอยู่ในหูชั้นกึ่งกลาง เพราะว่าไม่สามารถระบายผ่านท่อยูสเตเชียนที่บวมและก็อุดตันได้ สุดท้ายเยื่อแก้วหูซึ่งเป็นเยื่อบางๆที่กั้นอยู่ระหว่างหูชั้นกลางอักเสบกับหูชั้นนอกก็จะเกิดการทะลุเป็นรู หนองที่ขังอยู่ภายในก็จะไหลออกมาแปลงเป็นหูน้ำหนวกในเวลาต่อมา
  • ภาวการณ์น้ำคั่งในหูชั้นกึ่งกลาง (Otitis media with effusion-OME) เมื่อเกิดการอักเสบที่หูชั้นกลางจะทำให้กำเนิดของเหลวภายในหู ซึ่งบางทีอาจส่งผลต่อการได้ยินในระยะสั้น กล่าวคือ เป็นสภาวะที่มีนํ้าขังอยู่ในหูชั้นกลางโดยที่ไม่มีอาการแสดงของการอักเสบหรือติดเชื้อโรค ผู้ป่วยมักจะมีลักษณะหูอื้อ การได้ยินลดน้อยลง แม้กระนั้นไม่มีลักษณะของการปวดหูและไม่มีไข้ เมื่อตรวจตราในหูจะไม่เจอการบวมแดงของแก้วหู แต่จะมีการขยับของเยื่อแก้วหูน้อยลง (เนื่องจากมีน้ำขังอยู่ด้านหลัง) ภาวการณ์นี้พบได้ทั่วไปในผู้ที่มีโครงสร้างบริเวณใบหน้าที่ผิดปกติ
  • หูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง ถ้าหมอพบว่ามีการฉีกให้ขาดของแก้วหูบ่อยๆและก็มีร่องรอยของการอักเสบ ก็อาจส่งผลให้แพทย์วินิจฉัยได้ว่ามีการอักเสบอย่างเรื้อรังที่หูชั้นกึ่งกลางได้โดยมีภาวะดังต่อไปนี้ เป็นภาวะที่มีการทะลุของเยื่อแก้วหูแล้วก็มีหูน้ำหนวกไหลแบบเรื้อรัง (ส่วนใหญ่จะเริ่มเป็นมาตั้งแต่เด็ก) โดยบางทีอาจมีสาเหตุจากหูชั้นกลางอักเสบฉับพลันหรือมาจากการได้รับบาดเจ็บจนกระทั่งแก้วหูทะลุก็ได้ แล้วก็บางครั้งบางคราวบางทีอาจเจอร่วมกับผู้ที่เป็นภูมิแพ้เรื้อรัง ต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรัง ผนังกันช่องจมูกคด และก็ริดสีดวงจมูก


ซึ่งโรคหูชั้นกลางอักเสบนี้พบได้บ่อยในเด็กมากยิ่งกว่าในคนแก่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี เนื่องจากท่อยูสเตเชียนของเด็กสั้นกว่าและก็อยู่ในแนวระนาบมากกว่าในผู้ใหญ่ โดยในโรคหูชั้นกลางอักเสบนี้ ระยะของการอักเสบที่ทำให้มีน้ำหนองไหลออกมาจากรูหู (ภาษาชาวบ้านเรียกน้ำหนวก) นี้ มักจะพบในระยะหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรั้ง เป็นส่วนมาก ส่วนระยะอื่นพบได้มากได้นานๆครั้งมาก และความร้ายแรงของโรคก็ไม่มากเท่าระยะเรื้อรัง โดยเหตุนั้นในประเด็นถัดไปคนเขียนก็เลยจะขออธิบายเฉพาะในระยะหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังหรือโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรังเพียงเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนของนักอ่าน
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง ต้นเหตุของโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้องรังของ (COM) มักมีต้นเหตุที่เกิดจาก

  • หูชั้นกึ่งกลางอักเสบกระทันหัน (acute otitis media) ที่มิได้รับการดูแลรักษาทันการ ทำให้โรคหนองในหูชั้นกลางดันเยื่อแก้วหูทะลุออกมาก และต่อจากนั้นไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธีทำให้เยื่อแก้วหูที่ทะลุนั้นไม่สามารถปิดได้เอง
  • เยื่อแก้วหูทะลุจากการเจ็บ (traumatic tympanic membrane perforation) อาทิเช่น ใช้ไม่พันสำลีปั่นช่องหู แล้วมีอุบัติเหตุชนทำให้ไม้พันสำลีนั้น กระแทกเยื่อแก้หูจนทะลุเป็นรูรวมทั้งรูนั้นไม่สามารถปิดได้เอง หรือเป็นผลมาจากการผ่าตัดกรีดเยื่อแก้วหู (myringotomy) เพื่อระบายหนองออกมาจากหูชั้นกลาง ในคนป่วยที่มีหูชั้นกลางอักเสบกะทันหันที่มีภาวะแทรกซ้อน หรือผ่าตัดเพื่อใส่ท่อระบายของเหลวหรือโรคหนองในหูชั้นกลาง (ventilation tubes) และก็ค้างไว้ที่เยื่อแก้วหู แล้วหลุดออกไป แต่ว่ารูที่เกิดขึ้นมาจากการผ่าตัดนั้นไม่สามารถปิดได้เอง ซึ่งต้นเหตุที่ทำให้เยื่อแก้วหูที่ทะลุนั้นไม่อาจจะปิดได้เองได้แก่
  • มีการไหลของของเหลว อาทิเช่น มูกหรือหนองผ่านรูทะลุตลอดเวลา ด้วยเหตุว่ายังมีการติดโรคในหูชั้นกลางอยู่
  • เยื่อบุผิวหนังของหูชั้นนอก (squamous epithelium) เข้ามาคลุมที่ขอบของรูทะลุ เมื่อเยื่อแก้วหูทะลุ ทำให้กลไกในการ

Proteus species
ที่มา : Google
คุ้มครองป้องกันการต่อว่าดเชื้อของหูชั้น
กึ่งกลางเสียไป เมื่อเยื่อแก้วหูทะลุ ทำให้กลไกสำหรับเพื่อการป้องกันการต่อว่าดเชื้อของหูชั้นกึ่งกลางเสียไปเชื้อโรงที่เป็นสาเหตุของการติดเชื้อและทำให้หูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง ดังเช่น เชื้อแบคทีเรียและ     
        พบได้ทั่วไป เป็นเชื้อประเภทแกรมลบ
 
Pseudomonas aeruginosa
        ที่มา : Googie                                                                                                                
 

Staphylococcus aureus
ที่มา Wikipedia
 รวมทั้งPseudomonas aeruginosa, Proteus species, Klebsiella pneumoniae แล้วก็เชื้อจำพวกมึงรมบวก อย่างเช่น Staphylococcus aureus และก็อาจพบเชื้อ anaerobes เช่น Bacteroides, Peptostrep-tococcus, Peptococcus ได้ ซึ่งสามารถไปสู่ร่างกายได้โดย

  • มีต้นเหตุที่เกิดจากการที่เชื้อโรคจากคอ หรือ จมูก ผ่านเข้าทาง Eustachian tube ไปสู่หูชั้นกึ่งกลาง
  • มีต้นเหตุจากเชื้อโรคเข้าทางรูหู ผ่านแก้วหูที่ทะลุอยู่ก่อนแล้ว เข้าไปสู่หูชั้นกึ่งกลาง และ mastoid air cell
  • ผ่านทางกระแสเลือด


ยิ่งกว่านั้นยังอาจมีสาเหตุมาจาก  มีการตันของรูเปิดของท่อยุสเตเชียนจากพยาธิภาวะในโพรงข้างหลังจมูก อาทิเช่น มะเร็งโพรงหลังจมูก ต่อมอดีนอยด์โต, การอักเสบของโพรงจมูก ไม่ว่าจากการต่อว่าดเชื้อ หรือไม่ใช่การต่อว่าดเชื้อการอักเสบของโพรงข้างหลังจมูก ซึ่งเกิดจากกรดไหลย้อนที่ขึ้นมาที่โพรงหลังจมูก หรือเป็นผลมาจากกรดไหลย้อนที่ขึ้นมาที่โพรงข้างหลังจมูก หรือมีเหตุที่เกิดจากความผิดแปลกแต่กำเนิดของท่อยูสเตเชียนทางกายวิภาครวมทั้งสรีรวิทยา ตัวอย่างเช่น เพดานแหว่ง (cleft palate) Down syndrome พยาธิสภาพดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทำให้มีการคั่งของของเหลวที่สร้างจากหูชั้นกึ่งกลาง และมีการอักเสบของเยื่อบุหูชั้นกลาง และก็ทำให้ของเหลวดังที่กล่าวถึงแล้วไหลออกจากหูชั้นกึ่งกลางได้
อาการโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง หูชั้นกึ่งกลางอักเสบชนิดเรื้อรัง  แบ่งเป็น 2 ประเภท เป็น

  • ประเภทไม่อันตราย (safe or uncomplicated ear) รูทะลุของเยื่อแก้วหู มักจะอยู่ตรงกลาง (central perforation) จังหวะที่เยื่อบุหูชั้นนอก (stratified squamous epithelium) หรือไคล (cholesteatoma) จะเข้าไปในหูชั้นกึ่งกลางและโพรงอากาศมาสตอยด์ นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนน้อย หูน้ำหนวกจำพวกนี้เป็นจำพวกที่ไม่มีไคลนั่นเอง จำพวกนี้ผู้ป่วยจะมีหนอง (mucopurulent discharge) ไหลจากหูเป็นๆหายๆอาจตรวจพบ granulation หรือ polyp ได้ มักไม่พบว่ามีอาการปวดหูร่วมด้วย ถ้าหากมีลักษณะปวดหูหมายความว่าอาจจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ยิ่งกว่านั้นผู้เจ็บป่วยมักเสียการได้ยินแบบการนำเสียงเสีย บางรายอาจมีเส้นประสาทหูเสื่อมร่วมด้วยจาก Bacterial Toxin
  • ประเภทอันตราย (unsafe or complicated ear) ชอบมีรูทะลุของเยื่อแก้วหู อยู่ที่ขอบแก้วหู (marginal perforation) ทำให้โอกาสที่เยื่อบุหูชั้นนอก หรือคราบไคลจะเข้าไปในหูชั้นกลางรวมทั้งโพรงกระดูกมาสตอยด์ ทำให้มีการเกิดภาวะแทรกซ้อนสูง หูน้ำหนวกประเภทนี้หมายถึงชนิดที่มีไคลนั่นเอง จำพวกนี้คนป่วยจะมีลักษณะเป็น คนไข้จะมีลักษณะหนองไหลออกมาจากหูเป็นๆหายๆถึงแม้รักษาด้วยยาเต็มกำลังแล้วอาการกำเริบ  และก็มีลักษณะอาการหูตึงจากการนำเสียงแตกต่างจากปกติ (conductive hearing loss) หรือทำลายอวัยวะที่เกี่ยวกับการได้ยินในหูชั้นใน ทำให้หูตึงจากเส้นประสาทหูดำเนินงานแตกต่างจากปกติ (sensorineural hearing loss) มีอาการเวียนหัว อาเจียน อ้วก  นำมาซึ่งอัมพาตของเส้นประสาทสมองคู่ที่ 7  เกิดภาวะแทรกทางสมอง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ (meningitis), ฝีในสมอง (brain abscess),

การติดเชื้อของเส้นเลือดในกะโหลกศีรษะ (sigmoid sinus thrombophlebitis) มีการอักเสบของกระดูกมาสตอยด์ (mastoiditis) เพราะว่ามีหนองขังอยู่ในส่วนของกระดูก มาสตอยด์ แล้วไม่อาจจะระบายออกไปได้ ทำให้มีการทำลายของกระดูกส่วนที่เป็นโพรงอากาศมาสตอยด์ผู้เจ็บป่วยมีอาการปวดหูมากยิ่งขึ้น มีหนองไหลออกมาจากหูมากเพิ่มขึ้น
และก็มีกลิ่นเหม็น  เกิดฝีหนองข้างหลังหู (subperiosteal abscess)
วิธีการรักษาโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง หมอสามารถวินิจฉัยโรคนี้ได้จากการซักประวัติอาการของผู้เจ็บป่วย การตรวจร่างกาย รวมทั้งการใช้เครื่องส่องหู (Otoscope) ส่องดู ซึ่งจะเจอเยื่อแก้วหูมีลักษณะไม่ปกติ ถ้าเกิดแก้วหูยังไม่ทะลุสามารถยืนยันการมีน้ำในหูชั้นกึ่งกลางได้ด้วยการตรวจ pneumatic otoscope แล้วก็การประมาณ tympanometry ถ้าเกิดทะลุแล้วจะเห็นรูทะลุและมีน้ำอยู่ในรูหูชั้นนอก สามารถนำน้ำในหูไปย้อมแล้วก็เพาะหาชนิดของเชื้อได้และก็การตรวจนับเม็ดเลือดจะช่วยรับรองภาวการณ์ติดโรคถ้าหากยังไม่มีหนองไหล ยิ่งกว่านั้นยังมีการตรวจพิเศษอื่นๆเพิ่มเติมเช่น

  • การถ่ายรังสีกระดูกมาสตอยด์ (plan film of mastoid) พบได้บ่อยว่าโพรงกระดูกมาสตอยด์ทึบ และเล็กน้อยของกระดูกมาสตอยด์อาจถูกทำลายไป
  • การตรวจการได้ยิน เพื่อตรวจระดับของการได้ยินหนเสียไป ถ้าการอักเสบของหูชั้นกลางหรือ cholesteatoma ทำลายกระดูกหู (ossicular destruction) จะมีผลให้มีการสูญเสียการได้ยินมาก (conductive hearing loss) หรืออาจมีการสูญเสียของประสาทหู (sensorineural hearing loss) ได้ถ้าเกิดมี inner ear involvement
  • การเป่าลมเข้าไปในช่องหู เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีลักษณะอาการเวียนหัวมากยิ่งขึ้น หรือมีลูกตากระตุก (nystagmus) หรือ (fistula test) หาก cholesteatoma ได้ทำลายกระดูกที่หุ้มห่ออวัยวะควบคุมการทรงตัว จนเกิดทางเชื่อมต่อระหว่างหูชั้นกึ่งกลาง แล้วก็อวัยวะควบคุมการเลี้ยงตัว การเป่าลมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจะเป็นตัวกระตุ้นอวัยวะควบคุมการทรงตัว ทำให้คนเจ็บมีลักษณะอาการเวียนหัวหรือดวงตากระตุกได้ ควรจะกระทำการทดสอบดังกล่าวมาแล้วข้างต้นในผู้เจ็บป่วยทุกรายที่มี cholesteatoma โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนป่วยที่มีลักษณะอาการเวียนศีรษะ
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT) ของกระดูกเทมโพรอล (temporal bone) พินิจทำในรายที่ใช้ยารักษาเต็มที่แล้วไม่ดีขึ้น (สงสัย cholesteatoma เนื้องอก,สิ่งปลอมปน) หรือสงสัยว่าจะมีภาวะแทรกซ้อน (ossicular or fallopian canal erosion จาก cholesteoma, subperiostea abscess)
  • การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ของกระดูกเทมโพรอคอยล พิจารรณาทำในรายที่สงสัยว่าจะมีภาวะแทรกซ้อน (dural inflammation, sigmoid sinus thrombosis, labyrinthitis, extra-craniai and intracranial abscess)


สำหรับวิธีการดูแลรักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรังชนิดไม่อันตรายเป็น ชำระล้าง ดูดโรคหนองในรูหู  ให้ยาหนอดหู fluoroquinolone ear drop 14-28 วัน
ถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นให้ รับประทานยาปฏิชีวนะ ร่วมด้วย ภายหลังจากให้การรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะอย่างเต็มที่แล้วยังไม่ดีขึ้นจำต้องประเมินหา cholesteatoma รวมทั้ง mastoiditis
ในผู้ป่วยบางรายหลังการดูแลและรักษาด้วย ยาปฏิชีวนะไปแล้ว ยังพบว่าแก้วหูทะลุอยู่ไม่สามารถที่จะปิดเองได้ซึ่งอาจใคร่ครวญรับการผ่าตัดแก้วหู (tympanoplasty) วัตถุประสงค์หลักในการปะเยื่อแก้วหูคือ

  • เพื่อกำจัดการตำหนิดเชื้อในหูชั้นกึ่งกลาง
  • เพื่อคุ้มครองปกป้องการต่อว่าดเชื้อผ่านเยื่อแก้วหูที่ทะลุเข้าสู่หูชั้นกลาง
  • เพื่อช่วยทำให้การได้ยินดียิ่งขึ้น


รวมทั้งกรรมวิธีการรักษาโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรังจำพวกอันตรายเป็น กำจัดการต่อว่าดเชื้อด้านในหูชั้นกึ่งกลางป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อโรคภายในหูชั้นกึ่งกลางอีก รักษาการได้ยินให้อยู่ในสภาพดี
เว้นเสียแต่เป้าหมายสำหรับการรักษาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 3 ข้อแล้ว ควรทำให้ cholesteatoma มีทางออก เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้ cholesteatoma มีการขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนถึงไปทำลายอวัยวะที่สำคัญต่างๆ

  • การดูแลรักษาทางยา โดยบางทีอาจให้ยาต้านจุลชีพประเภทรับประทานและประเภทหยอดหู รวมทั้งให้ยาต้านทานจุลชีวันประเภทฉีดเข้าเส้นเลือด ในคนไข้ ที่มีภาวะแทรกซ้อน และก็ทำความสะอาดหู โดยนำหนองของเหลว และก็เนื้อตายในหูชั้นกึ่งกลางออกให้หมด
  • ทำผ่าตัด mastoidectomy สำหรับผู้เจ็บป่วยที่มี cholesteatoma เก็กกักไว้ภายในส่วนของแก้วหูที่เป็นแอ่ง และก็แพทย์ไม่สามารถที่จะมองเห็นและทำความสะอาดเอา cholesteatoma โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนในสุดของแอ่งได้ ควรทำการผ่าตัด หลักการเป็นเอา cholesteatoma ออกมาให้หมด โดยทำ tympanomastoid surgery และก็เปิดโอกาสให้ choleseatoma ที่อยู่ภายใน มีทางออกสู่ด้านนอก เพื่อป้องกันไม่ให้ cholesteatoma มีการขยายขนาดกระทั่งไปทำลายอวัยวะที่สำคัญต่างๆและเกิดภาวะสอดแทรกได้

สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง ปัจจัยต่างๆที่ทำให้คนไข้เสี่ยงต่อการต่อว่าดเชื้อข้างในหูชั้นกึ่งกลางจนกระทั่งแปลงเป็นการอักเสบเรื้อรังได้ ซึ่งตัวอย่างเช่น

  • อายุ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบมักเกิดขึ้นในเด็กอายุ 6 เดือน-2 ปี เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากว่าท่อยูสเตเชียนของเด็กอยู่ในลักษณะแนวระดับกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการระบายของเหลวไม่ดีพอเสมือนผู้ใหญ่
  • ปัญหาสุขภาพ เด็กที่มีสภาวะปากแหว่งเพดานแหว่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดติดเชื้อโรคในหูชั้นกึ่งกลาง เพราะความแปลกดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจะนำมาซึ่งการทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ท่อยูสเตเชียนแล้วก็เข้าสู่หูชั้นกลางได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วไป นอกเหนือจากนั้น คนไข้กรุ๊ปดาวน์ซินโดรม (Down's Syndrome) ที่มีลักษณะทางกายภาพที่ไม่เหมือนกับเด็กคนทั่วๆไปจะมีโอกาสเสี่ยงสำหรับในการกำเนิดหูชั้นกลางอักเสบได้มากขึ้น
  • การดื่มนมแม่ เด็กที่มิได้ดื่มนมแม่ตั้งแต่กำเนิดจะก่อให้มีภูมิคุ้มกันในตอนแรกเกิดน้อยกว่าเด็กที่ดื่มนมแม่ เพราะว่าในนมแม่มีภูมิคุ้มกันที่ดีแล้วก็ช่วยคุ้มครองปกป้องการติดเชื้อต่างๆได้
  • ความเคลื่อนไหวของฤดู หวัดมักเป็นกันมากมายในฤดูฝน รวมทั้งฤดูหนาว ซึ่งอาจก่อให้ผู้เจ็บป่วยติดเชื้อที่หูได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเมื่อจับไข้หวัด นอกนั้น ผู้เจ็บป่วยโรคภูมิแพ้อากาศก็ยังมีความเสี่ยงสูงที่จะติดโรคได้อีกด้วย
  • การดูแลเด็ก เด็กที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลในสถานที่รับเลี้ยงมีการเสี่ยงที่จะเจ็บป่วยหวัดรวมทั้งมีการติดเชื้อที่หูได้ง่าย เพราะว่าภูมิคุ้มกันของเด็กยังไม่พัฒนา และก็สถานที่รับเลี้ยงเด็กมักเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคที่ทำให้เด็กเจ็บไข้ได้มากที่สุด
  • มลภาวะที่เกิดขึ้นทางอากาศ ฝุ่นละอองควันกลางอากาศรวมถึงควันที่เกิดจากบุหรี่ บางทีอาจทำให้มีการเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ และหูได้ง่ายขึ้น
  • การสั่งขี้มูกแรงๆการมุดน้ำ การว่ายน้ำ ในขณะมีการอักเสบในโพรงข้างหลังจมูกจะก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในหูชั้นกลางได้ง่ายมากยิ่งขึ้น


การติดต่อของโรงหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง โรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้องรังหรือหูน้ำหนวกนี้ เป็นโรคที่เกิดจากาการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ในบริเวณหูชั้นกลางซึ่งไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่ได้มีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)

  • ไม่แคะ ปั่น เขี่ย หรือขัดขี้หูออก หรือชำระล้างหูโดยใช้ไม้พันสำลี นิ้วมือ หรือวัตถุใดๆก็ตามใส่เข้าไปในรูหู โดยมิได้รับคำเสนอแนะจากหมอและพยาบาล
  • ปกป้องไม่ให้น้ำไพเราะ โดยใช้สำลีหรืออุปกรณ์อุดรูหู (Ear plug) ซึ่งหาซื้อได้ตามร้านค้ากีฬา (เป็นที่อุดหูสำหรับในการว่ายน้ำหรือดำน้ำ) รวมทั้งทุกหนขณะอาบน้ำ เพื่อเป็นการป้องกันและไม่ให้น้ำน่าฟัง
  • ในช่วงเวลาที่มีหูน้ำหนวกไหลหรือเป็นโรคหูน้ำหนวกเรื้อรัง ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องและสม่ำเสมอ หลบหลีกการมุดน้ำหรือเล่นน้ำในสระหรือแม่น้ำลำคลอง
  • ไม่ควรล้างหูด้วยสบู่ หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคเสมอๆหรือซื้อยาหยอดหูมาใช้เอง
  • ไม่ไอแบบปิดปากแน่น หรือสั่งน้ำมูก จามร้ายแรงแบบปิดจมูกแน่น
  • ปกป้องตนเองไม่ให้เป็นหวัด หรือโรคทางเท้าหายใจอักเสบ
  • ประพฤติตามคำเสนอแนะของแพทย์ รับประทานยาจากที่หมอสั่งให้ถูกต้อง ครบ ไม่หยุดยาเอง ถึงแม้อาการจะดีขึ้นและตาม เพราะอาจก่อให้การรักษาเห็นผลไม่สุดกำลัง หรือเกิดภาวะแทรกได้
  • เมื่อมีลักษณะน่าสงสัย หรือเป็นหวัดยาวนาน หรือ เป็นหูชั้นกึ่งกลางอักเสบรุนแรง (มีอาการไข้ หูอื้อ ปวดหู มีน้ำหนองซึ่งมีกลิ่นเหม็นไหลออกมาจากหู) ควรจะรีบไปพบหมอ/หมอหู คอ จมูก
การป้องกันตัวเองจากโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)

  • การปกป้องคุ้มครองในเด็กอาจทำเป็นโดยการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง ดังเช่นว่า เกื้อหนุนให้ทารกกินนมมารดา หลบหลีกการส่งเด็กไปเลี้ยงที่ศูนย์เลี้ยงเด็กที่มีการสุขาภิบาลไม่ดี
  • เลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดผู้เป็นไข้หวัด และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจอื่นๆ
  • ฉีดยาคุ้มครองเชื้อนิวโมค็อกคัส (pneumococcal vaccine) ซึ่งเป็นเชื้อก่อโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบและปอดอักเสบ
  • เลี่ยงการอยู่ในที่ๆมีควันจากบุหรี่
  • ระแวดระวังอย่าให้ได้รับอันตรายหรืออุบัติเหตุกับหู หลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนบริเวณหูและก็บริเวณใกล้เคียง เพราะว่าอาจจะก่อให้แก้วหูทะลุและฉีกให้ขาดได้
  • หากมีอาการป่วยเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบรุนแรงควรจะรีบทำรักษาก่อนจะแปลงเป็น ระยะหูชั้นกึ่งกลางอักเสบเรื้อรัง
  • ทำให้ร่างกายมีความสมบูรณ์แข็งแรงเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆด้วยการทานอาหารที่เป็นประโยชน์ให้ครบบริบรูณ์ 5 กลุ่ม แล้วก็หมั่นออกกำลังกาย
  • เมื่อมีลักษณะน่าสงสัย หรือเป็นหวัดนาน หรือ เป็นหูชั้นกึ่งกลางอักเสบรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์
สมุนไพรที่ใช้ป้องกัน / รักษาโรคหูชั้นกลางอักเสบเรื้อรัง (หูน้ำหนวก)

  • หูเสือหรือเนียมหูเสือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Plectranthus amboinicus คุณประโยชน์ทางยาไทยพบว่า น้ำคั้นจากใบสามารถแก้ปวดหู พิษฝีในหู หูน้ำหนวก ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่าสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งยีสต์ ยับยั้งเชื้อรา ฆ่าแมลง ยับยั้งการงอกของพืชอื่น ยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี protease จากเชื้อ HIV และก็มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ    สารสำคัญที่เจอในใบ เช่น น้ำมันหอมระเหย thymol, carvacrol, γ-terpinene, cyperene เป็นต้น
  • [url=http://www.disthai.com/

6

โรคเอดส์ (Acquired immunodeficiency syndrome. AIDS)

  • โรคภูมิคุมกันบกพร่องคืออะไร โรคภูมิคุ้มกันผิดพลาด หรือโรคเอดส์ เพิ่งจะมีการศึกษาค้นพบมา 30 กว่าปี แล้วก็ทั้งโลกต่างหวาดกลัว เนื่องจากว่าปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้

    ประวัติความเป็นมาของโรค ภูมิคุ้มกันบกพร่อง/AIDS เริ่มแรกอาจจะจะต้องพูดถึงปี พุทธศักราช ๒๔๕๒ Carlos Ribeiro Justiniano Chagas หมอชาวบราซิล ศึกษาและทำการค้นพบเชื้อที่ในตอนนั้นคิดว่าเป็นโปรโตซัวชื่อ Pneumocystis carinii ซึ่งก่อโรคปอดบวม(Pneumonia) ในหนูแล้วก็คนที่มีภูมิต้านทานขาดตกบกพร่อง (Immunodeficiency) โรคปอดอักเสบนี้เรียกว่า Pneumocystis carinii Pneumonia (PCP) ถัดมา Otto Jirovec นักพยาธิวิทยาชาวเช็ก เสนอว่าเชื้อนี้ที่ก่อโรคในคนกับสัตว์เป็นคนละชนิดกัน แม้กระนั้นไม่มีข้อยืนยันที่แน่นอน
    พ.ศ. ๒๕๒๔ Michael Gottlieb หมอชาวอเมริกันรายงานว่าพบผู้ป่วยที่เป็นชายรักร่วมเพศ ๕ ผู้เจ็บป่วยเป็นโรค PCP รวมทั้งอีก ๕ เดือนต่อมาทั้งปวงก็ติดเชื้อเชื้อไวรัส CMV ซึ่งมักจะเป็นในมีภูมิต้านทานบกพร่อง แม้กระนั้นหาสาเหตุไม่พบว่าภูมิคุ้มกันของคนกลุ่มนี้ผิดพลาดจากอะไร จึงเชื่อว่าเป็นโรคใหม่ ด้วยเหตุว่า ๔ ใน ๕ คนนี้ตรวจเจอเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร่วมด้วยซึ่งติดต่อทางเพศชมรม จึงคาดว่าโรคที่เจอใหม่นี้คงจะติดเชื้อทางเพศสมาคมเช่นกัน
    พ.ศ. ๒๕๒๕ ศูนย์ควบคุมและก็คุ้มครองป้องกันโรคของอเมริกา (CDC) ตั้งชื่อโรคนี้ว่า Acquired Immunodeficiency Syndrome หรือโรคเอดส์ (AIDS) นั่นเอง
    พ.ศ. ๒๕๒๖ Luc Montagnier และทีมนักวิจัยจากสถาบัน Pasteur ใน Paris ค้นพบเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคนี้โดยใช้ชื่อว่า Lymphadenopathy Associated Virus (LAV)
    อีกหนึ่งปีถัดมา Robert Gallo และทีมงานวิจัยจากสถาบันเชื้อไวรัสวิทยาใน Baltimore ก็ศึกษาและทำการค้นพบเชื้อไวรัสนี้เช่นเดียวกันโดยเรียกว่า Human T-cell Lymphotrophic Virus-III (HTLV-III) แม้กระนั้น Gallo อ้างถึงว่าตนเป็นผู้ค้นพบเชื้อนี้เป็นคนแรกทำให้เกิดการแย้งกัน สุดท้ายพิสูจน์ได้ว่าทั้งสองเป็นเชื้อเดียวกันจึงให้ใช้ชื่อเดียวกันว่า Human Immunodeficiency Virus (HIV) แล้วก็ถือว่าทั้งคู่เป็นผู้ค้นพบร่วมกัน     โรคเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันขาดตกบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) มีความหมายกว้างๆว่า โรคภูมิต้านทานบกพร่องซึ่งไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิดแต่ว่าโรคเอดส์ (AIDS) เป็นโรคจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) ซึ่งย่อมาจากคำว่า Human immunodeficiency virus จัดเป็นเชื้อไวรัสในกรุ๊ปรีโทรไวรัส (Retro virus)โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีบทบาทสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคมีภูมิต้านทานลดน้อยลง กระทั่งร่างกายไม่อาจจะต่อต้านเชื้อโรคได้อีก โรคต่างๆจึงกำเนิดลักษณะการเจ็บเจ็บป่วยต่างๆซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตได้ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีขั้นตอนการใดรักษาเอดส์ให้หายขาด มีเพียงแต่ยาที่ช่วยชะลอการพัฒนาของโรคและลดอัตราการตายจากโรคภูมิคุมกันบกพร่อง ถ้าผู้ติดโรครู้สึกตัวแล้วก็ได้รับการดูแลและรักษาแต่แรกเริ่ม ก็อาจช่วยไม่ให้การติดเชื้อโรคเอชไอวีลุกลามไปสู่ระยะที่เป็นเอดส์เต็มตัวได้ โดยจะจัดว่าเมื่อโรคไปสู่ระยะที่สามของการตำหนิดเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์โดยบริบูรณ์แล้ว

  • สาเหตุของโรคเอดส์ เอดส์เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการติดเชื้อเอชไอวี (Human Immunodeficieney Virus) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่ทำลายเม็ดเลือดขาว ทำให้ระบบภูมิต้านทานที่อยู่ในเม็ดเลือดขาวดำเนินการผิดพลาด โดยเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องเป็นเชื้อไวรัสในกรุ๊ป Lentivirus ซึ่งเป็นกลุ่มย่อยของกรุ๊ปไวรัส Retrovirus ไวรัสกลุ่มนี้ขึ้นชื่อลือชาในด้านการมีระยะซ่อนเร้นนาน วิธีการทำให้มีเชื้อไวรัสในกระแสเลือดนาน การต่อว่าดเชื้อในระบบประสาท แล้วก็กระบวนการทำให้ภูมิต้านทานของผู้ติดโรคอ่อนแอลง เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมีความจำเพาะต่อเม็ดเลือดขาวประเภท CD4 T lymphocyte รวมทั้ง Monocyte สูงมาก โดยจะจับกับเซลล์ CD4 และฝังตัวเข้าไปด้านใน  นอกนั้นไวรัสตัวนี้ยังสามารถเข้าไปอยู่ในเซลล์จำพวกอื่นๆของร่างกายได้อีก ยกตัวอย่างเช่น เซลล์ มาวัวรฟาจ (Macro phage) เดนไดรดีคเซลล์ (Dendritic cell) ไมโครเกลียของสมอง (Microglia)เป็นต้น    เชื้อเอชไอวีจะเพิ่มโดยสร้างสายดีเอ็นเอโดยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี reverse transcryptase หลังจากนั้นสายดีเอ็นเอของไวรัสจะแทรกเข้าไปในสายดีเอ็นเอของผู้ติดเชื้ออย่างคงทน และสามารถเพิ่มจำนวนต่อไปได้  ยิ่งกว่านั้นเชื้อเอชไอวี  สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆเช่น HIV-1 แล้วก็ HIV-2 การระบาดทั้งโลกส่วนใหญ่ รวมทั้งประเทศไทยมีต้นเหตุมาจาก HIV-1 ซึ่งยังแบ่งเป็นจำพวกย่อยๆได้อีกหลายประเภท ส่วน HIV-2 เจอระบาดในแอฟริกา) ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสประเภทใหม่ ที่มีการเพาะเลี้ยงแยกเชื้อได้ในปี พุทธศักราช2526 เชื้อนี้มีมากมายในเลือด น้ำอสุจิ รวมทั้งน้ำมูกในช่องคลอดของผู้ติดโรค


ในปัจจุบันทั่วโลกเจอสายพันธุ์เชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง มากกว่า 10 สายพันธุ์ ที่มีการกลายพันธุ์มาจากสายพันธุ์เดิม กระจายอยู่ตามประเทศต่างๆทั่วโลก โดยพบได้ทั่วไปที่สุดที่ทวีปแอฟริกามีมากยิ่งกว่า 10 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดในโลก คือสายพันธุ์ซี สูงถึง 40% พบในทวีปแอฟริกา ประเทศอินเดีย จีน แล้วก็ประเทศพม่า ส่วนในประเทศไทยเจอเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง 2 สายพันธุ์เป็น สายพันธุ์เอ-อี (A/E) หรืออี (E) มักพบกว่า 95% แพร่ระบาดระหว่างคนที่มีเซ็กส์ระหว่างชายหญิง กับสายพันธุ์บี (B) ที่แพร่ระบาดกันในกลุ่มรักร่วมเพศ แล้วก็ผ่านการใช้สิ่งเสพติดฉีดเข้าเส้น
จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ตั้งแต่เจอการระบาดของโรคเอดส์คราวแรกจนกระทั่งปี พุทธศักราช2558 มีผู้ติดเชื้อไปแล้วกว่า 70 ล้านคนทั่วทั้งโลก รวมทั้งเสียชีวิตไปแล้วกว่า 35 ล้านคน
ระหว่างที่รายงานของแผนการโรคภูมิคุมกันบกพร่องแห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) พบว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเอชไอวี/โรคภูมิคุมกันบกพร่อง ในปี 2559 มีผู้ติดเชื้อโรคเอชไอวีทั้งโลกสะสม 36.7 ล้านคน เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1.8 ล้านคน แล้วก็มีคนเสียชีวิตจากเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง 1 ล้านคน
ในส่วนของเมืองไทยนั้น โดยจากกล่าวในปีล่าสุดของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค (ปี 2557) พบว่าตั้งแต่ปี 2527-2557 ตลอด 30 ปีที่ผ่านมามีคนเจ็บโรคภูมิคุมกันบกพร่องเข้ารับการดูแลและรักษาในสถานพยาบาลของทั้งยังภาครัฐรวมทั้งเอกชนทั้งสิ้น 388,621 ราย แล้วก็มีคนไข้เสียชีวิต 100,617 ราย โดยในปีต่อมา (ปี 2558) มีการคาดราวๆปริมาณคนเจ็บโรคภูมิคุมกันบกพร่องและก็ติดเชื้อเอชไอวีในประเทศไทยเป็นจำนวนทั้งปวงโดยประมาณ 1,500,000 คน

  • อาการโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่อง


เนื่องจากผู้ติดเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องจะมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนานับประการ ก็แล้วแต่ปริมาณของเชื้อและระดับภูมิคุ้มกัน (ปริมาณ CD4) ของร่างกาย ด้วยเหตุนี้โรคเอดส์ ก็เลยสามารถแบ่งได้ 3 ระยะร่วมกันดังนี้

  • ระยะติดเชื้อโรคโดยไม่มีอาการ ผู้ติดเชื้อที่ไม่มีอาการหรือมีอาการบางส่วนอยู่ชั่วครู่ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมักจะแข็งแรงปกติราวกับคนทั่วๆไป แม้กระนั้นการตรวจเลือดจะพบเชื้อเอชไอวีและก็สารภูมิคุ้มกันต่อเชื้อประเภทนี้แล้วก็สามารถกระจายเชื้อให้ผู้อื่นได้ เรียกว่าเป็นพาหะ (carrier)


เวลานี้แม้ว่าจะไม่มีอาการ แต่เชื้อเอชไอวีจะแบ่งตัวรุ่งเรืองขึ้นไปเรื่อยและทำลาย CD4 จนถึงมีปริมาณลดลง โดยเฉลี่ยราวๆปีละ 50-75 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร จากระดับปกติ (คือ 600-1,000 เซลล์) เมื่อลดลดน้อยลงมากๆก็จะเกิดอาการเจ็บเจ็บไข้ ทั้งนี้อัตราการลดน้อยลงของ CD4 จะเร็วช้าสังกัดความรุนแรงของเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง และก็สภาพความแข็งแรงของระบบภูมิต้านทานของผู้ป่วย
ระยะนี้มักเป็นอยู่นาน 5-10 ปี บางรายบางทีอาจสั้นเพียงแต่ 2-3 เดือน แต่ว่าบางรายอาจเป็นเวลายาวนานกว่า 10-15 ปีขึ้นไป

  • ระยะติดเชื้อที่มีอาการ เดิมเรียกว่า ระยะที่มีลักษณะอาการสมาคมกับโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (AIDS related complex/ARC) คนเจ็บจะมีลักษณะมากน้อยสังกัดจำนวน CD4 ดังต่อไปนี้


มีอาการน้อย ระยะนี้ถ้าตรวจ CD4 จะมีเยอะๆกว่า 500 เซลล์/ลบ.มม. คนป่วยอาจมีอาการ ดังต่อไปนี้
* ต่อมน้ำเหลืองที่คอโตบางส่วน
* โรคเชื้อราที่เล็บ
* แผลแอฟทัส
* ผิวหนังอักเสบจำพวกเกล็ดรังแคที่ไรผม ข้างจมูก ริมฝีปาก
* ฝ้าขาวข้างลิ้น (hairy leukoplakia) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสอีบีวี (Epstein-Barr virus/EBV) มีลักษณะเป็นฝ้าขาวที่ด้านข้างของลิ้น ซึ่งขูดไม่ออก
* โรคโซริอาสิส (สะเก็ดเงิน) ที่เคยเป็นอยู่เดิมกำเริบเสิบสาน
มีลักษณะอาการปานกลาง ระยะนี้ถ้าตรวจ CD4 จะมีปริมาณระหว่าง 200-500 เซลล์/ลบ.มม. ผู้ป่วยอาจมีอาการทางผิวหนังและก็เยื่อบุช่องปากแบบข้อ ก. หรือไม่ก็ได้ อาการที่อาจเจอได้มีดังนี้
* เริมที่ริมฝีปาก หรือของลับ ซึ่งกำเริบบ่อยครั้ง รวมทั้งเป็นแผลเรื้อรัง
* งูสวัด ที่มีลักษณะอาการกำเริบเสิบสานอย่างต่ำ 2 ครั้ง หรือขึ้นพร้อมมากกว่า 2 ที่
* โรคเชื้อราในโพรงปาก หรือช่องคลอด
* ท้องร่วงบ่อยครั้ง หรือเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน
* ไข้เกิน 37.8 องศาเซลเซียส แบบเป็นๆหายๆหรือต่อเนื่องกันวันแล้ววันเล่านานเกิน 1 เดือน
* ต่อมน้ำเหลืองโตมากยิ่งกว่า 1 แห่งในรอบๆไม่ต่อเนื่องกัน (ได้แก่ คอ รักแร้ ขาหนีบ) นานเกิน 3 เดือน
* น้ำหนักลดเกินปริมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวโดยไม่เคยทราบต้นเหตุ
* ปวดกล้ามเนื้อและก็ข้อ
* ภูมิแพ้เรื้อรัง
* ปอดอักเสบจากแบคทีเรีย ซึ่งเป็นซ้ำหลายครั้ง

  • ระยะป่วยด้วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง (โรคภูมิคุมกันบกพร่องเต็มขั้น) เวลานี้ระบบภูมิต้านทานของคนเจ็บเสื่อมสุดกำลัง ถ้าเกิดตรวจ CD4 จะพบมีจำนวนต่ำลงมากยิ่งกว่า 200 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร ได้ผลทำให้เชื้อโรคต่างๆยกตัวอย่างเช่น เชื้อรา เชื้อไวรัส แบคทีเรีย โปรโตซัว วัณโรค ฯลฯ ชุบมือเปิบเข้ารุมเร้า เรียกว่า โรคติดเชื้อฉวยโอกาส (opportunistic infections) ซึ่งส่วนมากเป็นการติดเชื้อโรคที่รักษาออกจะยาก รวมทั้งบางทีอาจติดเชื้อประเภทเดิมซ้ำสิ่งเดียวหรือติดโรคจำพวกใหม่ หรือติดเชื้อโรคหลายชนิดด้วยกัน


ระยะนี้คนป่วยอาจมีอาการดังนี้
* เหงื่อออกมากช่วงเวลาค่ำคืน
* ไข้ หนาวสั่น หรือไข้สูงเรื้อรังต่อเนื่องกันนับเป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือเป็นแรมเดือน
* ไอเรื้อรัง หรือหายใจหอบเมื่อยล้าจากวัณโรคปอด หรือปอดอักเสบ
* ท้องร่วงเรื้อรัง จากเชื้อราหรือโปรตัวซัว
* น้ำหนักลด รูปร่างซูบซีด รวมทั้งอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
* ปวดศีรษะร้ายแรง ชัก งงงัน ซึม หรือหมดสติจากการต่อว่าดเชื้อในสมอง
* ปวดท้อง อ้วก อ้วก
* กลืนทุกข์ยากลำบาก หรือเจ็บเวลากลืน ด้วยเหตุว่าหลอดอาหารอักเสบจากเชื้อรา
* สายตามัวมองไม่ชัด หรือมองเห็นเงาใยแมงมุมลอยไปมาจากเรตินาอักเสบ
* ตกขาวบ่อย
* มีผื่นคันตามผิวหนัง (papulopruritic eruption)
* ซีด
* มีจุดแดงจ้ำเขียวหรือเลือดออกมาจากภาวการณ์เกล็ดเลือดต่ำ
* งงเต็ก ความจำเสื่อม ลืมง่าย ไม่มีสมาธิ ความประพฤติผิดแปลกไปจากเดิม เนื่องจากความไม่ปกติของสมอง
* ลักษณะของโรคโรคมะเร็งที่เกิดแทรกซ้อน ดังเช่น มะเร็งของฝาผนังหลอดเลือดที่เรียกว่า Kaposi's sarcoma (KS) มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมอง มะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งทวารหนัก เป็นต้น
ในเด็ก ที่ติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง ระยะเริ่มต้นอาจมีอาการน้ำหนักตัวไม่ขึ้นตามเกณฑ์ เมื่อโรคลุกลามมากขึ้นเรื่อยๆก็อาจมีอาการเดินลำบากหรือวิวัฒนาการทางสมองช้ากว่าปกติ และเมื่อเป็นเอดส์เต็มขั้น เว้นเสียแต่มีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสลักษณะเดียวกันกับผู้ใหญ่แล้ว ยังบางทีอาจพบว่าถ้าเป็นโรคที่เจอทั่วๆไปในเด็ก (เป็นต้นว่า หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดอักเสบ ทอนซิลอักเสบ) ก็มักจะมีลักษณะร้ายแรงมากกว่าธรรมดา

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเอดส์
  • เพศสัมพันธ์ การติดเชื้อเอชไอวีส่วนใหญ่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้คุ้มครองป้องกันระหว่างคู่รักที่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งมีเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง
  • การสัมผัสกับสารคัดหลั่งที่มีเชื้อ ผู้ปฏิบัติการทางสาธารณสุขสัมผัสเชื้อเอชไอวีได้โดยทำงาน หรือสารคัดเลือกหลั่งของผู้เจ็บป่วยที่มีเชื้อ
  • การติดต่อจากแม่สู่ลูก แม่ที่มีเชื้อเอชไอวีให้นมลูกหรือการคลอดลูกขณะติดเชื้อ
  • การใช้ของมีคมด้วยกัน อาทิเช่น เข็มฉีดยาในคนที่ติดยาเสพติด
  • ผู้ที่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายเลือดจากการให้ทานแต่ในกรณีนี้พบได้น้อยมาก
  • ขั้นตอนการรักษาโรคโรคภูมิคุมกันบกพร่อง

การวิเคราะห์โรคเอดส์ อันดับแรกสุดเป็น การซักเรื่องราวของผู้เจ็บป่วยและการตรวจร่างกาย ซึ่งมัก จะมีประวัติการต่อว่าดเชื้อไวรัสเอชไอวีมาก่อนแล้ว ซึ่งหมอสามารถรู้จากการวิเคราะห์เลือดว่า ส่งผลบวกต่อเอชไอวีหรือไม่ นอกจากนี้การตรวจร่างกายชอบพบอาการแสดงที่บ่งชี้ว่า คนเจ็บอยู่ในระยะของการเป็นโรคเอดส์แล้ว
ตรวจค้นสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อเอชไอวี โดยวิธีอีไลซ่า (ELISA) จะตรวจพบสารภูมิต้านทานหลังติดเชื้อ 3-12 สัปดาห์ (โดยมากโดยประมาณ 8 สัปดาห์ บางรายบางทีอาจนานถึง 6 เดือน) วิธีนี้เป็นการตรวจรับรองด้วยการตรวจกรองขั้นแรก หากเจอเลือดบวก ต้องกระทำตรวจยืนยันด้วยวิธีอีไลซ่าที่ผลิตโดยอีกบริษัทหนึ่งที่ไม่ซ้ำกับแนวทางตรวจทีแรก หรือกระทำการตรวจด้วยวิธี particle agglutination test (PA) หากให้ผลบวกก็สามารถวินิจฉัยว่ามีการติดโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง แต่ว่าหากให้ผลลบก็จะต้องตรวจยืนยันโดยวิธีเวสเทิร์นบลอต (Western blot) อีกครั้ง ซึ่งได้ผลบวก 100% หลังติดโรค 2 อาทิตย์
การเจาะเลือดเพื่อนับปริมาณเม็ดเลือดขาวชนิด ทีลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี 4 เป็นบวก (CD 4-positive T cell) จะพบว่าปริมาณน้อยลงมากมาย เนื่องจากเชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในเซลล์ชนิดนี้ แล้วก็จะทำลายเซลล์จำพวกนี้ไปเรื่อยส่วนมากหากมีปริมาณของหนลิมโฟซัยท์ที่มีซีดี 4 เป็นบวกน้อยลงต่ำลงยิ่งกว่า 350 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตรในคนแก่ (ค่าธรรมดา 600 - 1,200 เซลล์ต่อลูกบาศก์ไม่ลลิ เมตร) ระดับของ CD4+ T cell ที่ใช้เพื่อการวินิจฉัย ถ้าหากเป็นเด็กอายุน้อยกว่า 12 เดือนจะมี CD4+น้อยกว่า 30% ของเม็ดเลือดขาวทั้งหมดทั้งปวง เด็กอายุ12 - 35 เดือนจะมี CD4+ น้อยกว่า 25% และก็เด็กอายุ 36 - 59 เดือนจะมี CD4+ น้อยกว่า 20%
โรคจากติดเชื้อโรคไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องและโรคภูมิคุมกันบกพร่องในตอนนี้ ยังไม่อาจจะรักษาให้หายได้ แต่ว่าสามารถควบคุมโรคและทำให้มีชีวิตอยู่ได้นานอย่างคนปกติได้ โดยกระบวนการรักษาผู้ติดเชื้อ ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องรวมทั้งผู้ป่วยเอดส์ ยกตัวอย่างเช่น
การใช้ยายับยั้งการเพิ่มปริมาณของเชื้อไวรัสหรือยาต่อต้านเชื้อไวรัส ซึ่งต้องกินไปตลอดชีพ เรียกว่า Antiretroviral therapy ซึ่งพวกเราสามารถติดตามผลการรักษาได้จากการเจาะเลือดดูจำนวนเม็ดเลือดขาว CD 4 positive T cell ว่า เข้าขั้นธรรมดาไหม แล้วก็นับจำนวนไวรัสในเลือดได้โดยตรง (Viral load) เดี๋ยวนี้ยาต้านเชื้อไวรัสไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่องมีหลายชนิดยกตัวอย่างเช่น
ยาที่มีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์รีเวิสทรานสคริปเตส (Nucleoside analogues Reverse transcriptase inhibitors) ดังเช่น ยาชื่อ Zidovudine (AZT), Didanosine (ddI), Zalcitabine (ddC), Stavudine (d4T), Lamivudine (3TC)
ยาที่มีฤทธิ์ยั้งเอนไซม์รีเวิสทรานสคริปเตสที่ไม่ใช่นิวคลีโอไซด์ (Non-nucleoside reverse transcriptase inhibitors) ดังเช่นว่า ยาชื่อ Delavirdine, Loviride, Nevirapine
ยาที่มีฤทธิ์ยับยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีโปรตีเอส (Protease inhibitors) ดังเช่น ยาชื่อ Nelfinavir, Indinavir, Ritonavir, Saquinavir
อนึ่ง วิธีการให้ยาต่อต้านไวรัสในปัจจุบันคือ จะต้องให้ยาอย่างต่ำ 3 ประเภทโดยใช้ยาในกรุ๊ป Nucleoside analogue 2 ตัว ร่วมกับยาในกรุ๊ป Non-nucleoside หรือ Protease inhibitor อีก 1 ตัวรวมเป็น 3 ตัว โดยจำต้องใช้ยาทุกวี่วันและตรงตรงเวลาที่กำหนดโดยครัดเคร่ง
โดยหมอจะพิจารณาให้ยาต้านทานไวรัสในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้
เมื่อมีลักษณะแสดงของโรคทั้งยังในระยะแรกเริ่มรวมทั้งช่วงหลัง การให้ยาต่อต้านไวรัสในผู้เจ็บป่วยที่เป็นระยะแต่เดิม (primary HIV infection) สามารถชะลอการดำเนินโรคไปสู่ระยะที่รุนแรงได้
เมื่อยังไม่มีอาการแสดง แต่ว่าตรวจเลือดพบว่ามีค่า CD4 ต่ำยิ่งกว่า 200 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร
เมื่อยังไม่มีอาการแสดง แต่มีค่า CD4 อยู่ที่ 200-350 เซลล์/ลบ.มิลลิเมตร อาจตรึกตรองให้ยาต้านทานเชื้อไวรัสเป็นรายๆไป ดังเช่น ในรายที่ปริมาณเชื้อไวรัสสูง มีอัตราการต่ำลงของ CD4 อย่างเร็ว ความพร้อมของคนไข้ ฯลฯ สำหรับการให้ยาควรจะติดตามดูผลข้างเคียง ซึ่งอาจมีอันตรายต่อผู้ป่วย หรือทำให้คนเจ็บไม่ยินยอมกินยาอย่างสม่ำเสมอ
การใช้ยารักษาโรคติดเชื้อที่เกิดขึ้นมาจากมีภูมิต้านทานต้านโรคบกพร่องหรือเชื้อคว้าโอ กาส ขึ้นอยู่กับว่าคนไข้ติดโรคชนิดใด เป็นต้นว่า ติดเชื้อโรควัณโรคก็ให้ยารักษาวัณโรค ติดเชื้อโรคราก็ให้ยารักษาเชื้อรา หรือหากเป็นโรคมะเร็งก็รักษาโรคโรคมะเร็ง เป็นต้น

  • การติดต่อของโรคภูมิคุมกันบกพร่อง สามารถติดต่อได้โดยการได้รับเลือด และก็/หรือสารคัดหลั่ง (Secretion) จากผู้ที่ติดเชื้อโรคซึ่งมีหลายแนวทาง ดังนี้
  • ทางการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งหมดศสมาคมเพศเดียวกันระหว่างชายรักร่วมเพศ หญิงรักร่วมเพศ และก็การมีเพศสัมพันธ์ระหว่างชายกับหญิง การติดต่อทางเพศสมาคมนี้คิดเป็นอัตราประ มาณ 78% ของการตำหนิดเชื้อเอชไอวีทั้งสิ้น
  • การใช้ยาเสพติดประเภทฉีดเข้าเส้น (เส้นโลหิต) โดยใช้เข็มฉีดร่วมกับคนอื่น คนที่ติดเชื้อโรคโดยวิธีนี้มีราว 20%
  • ทางการรับเลือดจากคนอื่นที่มีเชื้อไวรัสอยู่ ผู้ที่มีความเสี่ยงในกลุ่มนี้ อย่างเช่น คนไข้โรคเลือดเรื้อรังที่ต้องรับเลือดเป็นประจำ เป็นต้นว่า โรคฮีโมฟิเลีย (Hemophilia) หรือผู้ที่รับการปลูกถ่ายอวัยวะจากคนที่ติดเชื้อโรค การตำหนิดเชื้อโดยวิธีแบบนี้มีราวๆ 1.5%
  • ติดต่อจากแม่ที่ติดโรคสู่ลูก ซึ่งอาจติดต่อได้ทางเลือดจากแม่สู่ลูกโดยตรงผ่านทางเกลื่อนกลาด หรือจากการที่ทารกกลืนเลือดของแม่ระหว่างการคลอด หรือได้รับเชื้อที่อยู่ในน้ำนมแม่ก็ได้
  • การติดเชื้อของพนักงานทางด้านการแพทย์จากอุบัติเหตุทางด้านการแพทย์ อาทิเช่น ถูกเข็มฉีดยา หรือเข็มเจาะเลือดคนป่วยตำนิ้วโดยบังเอิญ ซึ่งเคยมีรายงานว่าทำให้เจ้าหน้าที่ทางด้านการแพทย์ติดโรคได้ ถึงแม้ว่าจะมีโอกาสน้อยก็ตาม


จากการเรียนรู้ในประเทศต่างๆเท่าที่ผ่านมาไม่พบว่ามีการติดต่อโดยแนวทางตั้งแต่นี้ต่อไป
* การหายใจ ไอ จามรดกัน
* การกินอาหาร รวมทั้งดื่มน้ำด้วยกัน
* การว่ายน้ำในสระ หรือเล่นกีฬาด้วยกัน
* การใช้ห้องสุขาด้วยกัน
* การอยู่ในห้องเรียน ห้องทำงาน ยานพาหนะ หรือการอยู่สนิทสนมกับผู้ติดเชื้อ
* การสัมผัส โอบกอด
* การใช้ห้องครัว ภาชนะเครื่องครัว จาน แก้ว หรือผ้าเช็ดตัวร่วมกัน
* การใช้โทรศัพท์ด้วยกัน
* การเช็ดกยุงหรือแมลงกัด

  • การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคเอดส์


                - ไปพบแพทย์และก็ตรวจเลือดเป็นช่วงๆจากที่แพทย์เสนอแนะ และกินยาต้านไวรัสเมื่อมีค่า CD4 น้อยกว่า 200 เซลล์/ลบ.มม. การกินยาต่อต้านเชื้อไวรัสอย่างสม่ำเสมอชอบช่วยทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีรวมทั้งนาน ส่วนมากชอบเป็นเวลายาวนานกว่า 10 ปีขึ้นไป
- ดำเนินงาน เรียนหนังสือ คบหากับคนอื่นรวมทั้งปฏิบัติงานกิจวัตรได้ตามปกติ ไม่ต้องกังวลว่าจะแพร่เชื้อให้คนอื่นๆโดยการสัมผัสหรืออยู่สนิทสนมกันหรือหายใจรดผู้อื่น
- ถ้าหากมีความรู้สึกกังวลใจเป็นกังวลดวงใจ ควรจะเล่าความในใจให้ญาติสนิทมิตรฟัง หรือขอความเห็นแนะนำจากหมอ พยาบาล นักจิตวิทยา หรืออาสาสมัครในองค์กรพัฒนาเอกชน
- ทำความเข้าใจธรรมชาติของโรค การดูแลรักษา การดูแลตัวเอง จนถึงมีความรู้และมีความเข้าใจโรคนี้เป็นอย่างดี ก็จะไม่มีความรู้สึกหดหู่หมดกำลังใจ รวมทั้งมีกำลังใจเข้มแข็ง ซึ่งเป็นอาวุธอันทรงอำนาจในการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงต่อไป
- ผลักดันสุขภาพตนเองด้วยการบริหารร่างกายเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีสาระต่อสภาพทางด้านร่างกาย (ไม่มีความจำเป็นที่ต้องทานอาหารเสริมราคาแพง) งดแอลกอฮอล์ ยาสูบ ยาเสพติด นอนพักให้เพียงพอ
- เสริมสร้างสุขภาพทางจิตด้วยการฟังเพลง ร้อง เล่นกีฬา อยู่สนิทสนมธรรมชาติ ฝึกสมาธิ เจริญก้าวหน้าสติ สวดมนต์ไหว้พระหรือภาวนาตามลัทธิศาสนาที่เชื่อถือ
- หลีกเลี่ยงความประพฤติปฏิบัติที่บางทีก็อาจจะกระจายเชื้อให้คนอื่นโดย

  • ใช้ถุงยางเมื่อใดก็ตามร่วมเพศ รวมทั้งงดเว้นการร่วมเพศทางปากหรือทวารหนัก
  • ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น
  • งดเว้นการให้ทานเลือดหรืออวัยวะต่างๆอย่างเช่น ดวงตา ไต เป็นต้น
  • เมื่อร่างกายสกปรกเลือดหรือน้ำเหลือง ให้รีบทำความสะอาด แล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าโดยทันที แล้วนำไปแยกซักให้สะอาดแล้วก็ตากให้แห้ง พึงระวังอย่าให้คนอื่นๆสัมผัสถูกเลือดหรือน้ำเหลืองของตน
  • ไม่ใช้ของมีคม (อาทิเช่น ใบมีดโกน) ร่วมกับคนอื่นๆ


- หลบหลีกการท้อง โดยการคุมกำเนิด เพราะว่าเด็กอาจมีจังหวะรับเชื้อจากคุณแม่ได้
- มารดาที่มีการติดเชื้อ ไม่ควรเลี้ยงบุตรด้วยนมตนเอง
- เมื่อมีโรคติดเชื้อฉวยโอกาสแทรก ควรจะคุ้มครองป้องกันมิให้เชื้อโรคต่างๆแพร่ให้ผู้อื่น อาทิเช่น

  • ใช้กระดาษหรือผ้าที่เอาไว้สำหรับเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูกเวลาไอ หรือจาม
  • ถ้วย ชาม จาน แก้วน้ำที่ใช้แล้ว ควรล้างให้สะอาด ด้วยน้ำยาที่เอาไว้ล้างจานหรือลวกด้วยน้ำร้อน แล้วทิ้งเอาไว้ให้แห้งก่อนนำไปใช้ใหม่
  • ควรรอบคอบไม่ให้น้ำมูก น้ำลาย น้ำเหลืองจากแผล ปัสสาวะ รวมทั้งสิ่งขับถ่ายต่างๆไปเปื้อนเปรอะถูกคนอื่นๆ
  • การบ้วนน้ำลายหรือเสมหะ และก็การทิ้งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้ว ต้องมีภาชนะใส่ให้เป็นที่เป็นทาง และสามารถนำไปทิ้งหรือชำระล้างได้สะดวก
  • การคุ้มครองตนเองจากโรคภูมิคุมกันบกพร่อง
  • หลีกเลี่ยงการร่วมเพศกับบุคคลอื่นที่มิใช่คู่ครอง ควรจะตั้งมั่นต่อการร่วมเพศกับคู่สมรส (รักเดียวใจเดียว)
  • หากยังนิยมมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงบริการ หรือบุคคลที่มีเพศสัมพันธ์เสรีหรือมีความประพฤติปฏิบัติเสี่ยงอื่นๆก็ควรจะใช้ถุงยางคุ้มครองทุกคราว
  • หลบหลีกการสัมผัสถูกเลือดของคนอื่น เช่น ขณะช่วยเหลือคนที่มีรอยแผลเลือดออก ควรจะใส่ถุงมือยางหรือถุงพลาสติก 2-3 ชั้น คุ้มครองปกป้องอย่าสัมผัสถูกเลือดโดยตรง
  • หลบหลีกการใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้อื่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ของมีคม (ดังเช่นว่า ใบมีดโกน) ร่วมกับคนอื่น ถ้าหากเลี่ยงมิได้ ก่อนใช้ควรทำลายเชื้อด้วยการแช่ในน้ำยาฆ่าเชื้อโรค ดังเช่นว่า แอลกอฮอล์ 70% โพวิโดนไอโอดีน 2.5% ทิงเจอร์ไอโอดีน, ไลซอล 0.5-3% โซเดียมไฮโพคลอไรด์ 0.1-0.5% (หรือน้ำยาคลอรอกซ์ 1ส่วนผสมน้ำ 9 ส่วนก็ได้) เป็นต้น นาน 10-20 นาที
  • ก่อนสมรส ควรปรึกษาแพทย์สำหรับในการตรวจเช็กโรคเอดส์ ถ้าพบว่าผู้ใดผู้หนึ่งมีเลือดบวกควรพิจารณาหาทางป้องกันมิให้ติดอีกคนหนึ่ง
  • คู่รักที่มีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ติดเชื้อ ควรจะคุมกำเนิด แล้วก็คุ้มครองปกป้องการแพร่ระบาดโดยก

7

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง MG (Myasthenia gravis)

  • โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เป็นอย่างไร โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia gravis) โรคกล้ามเนื้ออ่อนเพลีย (myasthenia gravis) หรือ โรคเอ็มจี เป็นชื่อภาษากรีกและละติน มีความหมายว่า "grave muscular weakness" เป็นโรคกล้ามเนื้อเหน็ดเหนื่อย ชนิดหนึ่งที่เป็นโรค ออโตอิมมูน (Autoimmune) ชนิดเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่นำมาซึ่งการทำให้กล้ามลาย (กล้ามเนื้อที่อยู่ในการควบคุมของสมอง ซึ่งคือ กล้ามเนื้อภายนอกร่างกาย ที่ร่างกายใช้เพื่อการขยับเขยื้อนต่างๆยกตัวอย่างเช่น กล้าม แขน ขา ดวงตา ใบหน้า โพรงปาก กล่องเสียง แล้วก็กล้ามเนื้อซี่โครงที่ใช้ในการหายใจ มีการอ่อนกำลังกระทั่งไม่อาจจะปฏิบัติงานหดตัวได้ตามเดิม หรืออีกอย่างหนึ่งเป็นโรคกล้ามอ่อนล้า (Myasthenia Gravis; MG) เป็นโรคภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานเปลี่ยนไปจากปกติ ซึ่งไปทำลายตัวรับสัญญาณประสาท (receptor) ที่อยู่บนกล้ามเนื้อของตัวเองส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเมื่อยล้า เหตุเพราะไม่สามารถรับสัญญาณประสาทที่กระตุ้นให้กล้ามหดตัวได้ โดยคนไข้จะมีอาการหนังตาตก ยิ้มได้ลดน้อยลง หายใจลำบาก มีปัญหาการพูด การบด การกลืน รวมไปถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย โรคกล้ามอ่อนล้าเกิดขึ้นได้ในคนไข้ทุกเพศทุกวัย เดี๋ยวนี้ ทั้งยังการดูแลและรักษาทำเป็นเพียงแค่เพื่อทุเลาอาการเพียงแค่นั้น

    ดังนี้ โรคกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง MG  ไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคที่มีการบันทึกว่าพบคนไข้ มาตั้งแต่ 300 ปีก่อน  รวมทั้งโรคกล้ามเนื้ออ่อนล้า MG เป็นโรคพบได้ไม่บ่อยนัก ประมาณ 10 ราย ต่อมวลชน 100,000 คน เจอได้ในทุกอายุ ตั้งแต่ทารกจนถึงผู้สูงวัย โดยพบในผู้หญิงมากยิ่งกว่าในผู้ชายประมาณ 3:2 เท่า ทั้งนี้เจอโรคนี้ในเด็กได้โดยประมาณ 10%ของผู้ที่เจ็บป่วยซึ่งเป็นผลมาจากการเป็นโรคชนิดนี้ทั้งผอง ในคนแก่ผู้หญิง พบบ่อยโรคได้สูงในช่วงอายุ 30-40 ปี แต่ว่าในผู้ใหญ่เพศชาย พบมากโรคได้สูงในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป

  • สิ่งที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง (MG) สำหรับเพื่อการขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อแต่ละมัด สมองจำเป็นต้องส่งสัญญาณประสาทไปตามเส้นประสาท รวมทั้งจะมีการกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทที่รอบๆรอยต่อระหว่างเส้นประสาทรวมทั้งกล้ามสารสื่อประสาทนี้จะไปส่งสัญญาณที่ตัวรับสัญญาณบริเวณกล้ามแต่ละมัดเพื่อกล้ามเนื้อมีการหดตัว ผู้ป่วยโรคกล้ามอ่อนล้า (MG) เมื่อปลายประสาทมีการหลั่งสารสื่อประสาทออกมาจะไม่สามารถที่จะส่งสัญญาณสู่ตัวรับบนกล้ามเนื้อได้ เพราะเหตุว่าร่างกายได้สร้างแอนติบอดีมากีดขวางแล้วก็ทำลายตัวรับสัญญาณบนกล้ามเนื้อไป ซึ่งเมื่อการเช็ดกทำลายขึ้นแล้วนั้น แม้ว่าเซลล์ประสาทจะหลั่งสารเคมีให้กำเนิดไฟฟ้าส่งมายังเซลล์กล้ามเนื้อเช่นไรก็ตาม เซลล์กล้ามก็ไม่ทำงานเนื่องจากถูกทำลายไปแล้วโดยสิ้นเชิง


ส่วนสาเหตุของโรคกล้ามเนื้ออ่อนเพลียนั้น มักมีเหตุที่เกิดจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับการแพ้ภูมิตนเอง (Autoimmune Disorder) โดยมีเนื้อหาสาเหตุของอาการกล้ามอ่อนล้า ดังต่อไปนี้  สารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี้ (Antibodies) แล้วก็การส่งสัญญาณประสาท ปกติระบบภูมิต้านทานของร่างกายจะผลิตแอนติบอดี้ออกมาเพื่อทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งเจือปนที่เข้ามาภายในร่างกาย แต่ว่าในผู้เจ็บป่วยกล้ามเหน็ดเหนื่อย แอนติบอดี้จะไปทำลายหรือกัดกันรูปแบบการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) โดยถูกส่งไปที่ตัวรับ (Receptor) ซึ่งอยู่ที่ปลายระบบประสาทบนกล้ามแต่ละมัด ทำให้กล้ามเนื้อไม่อาจจะหดตัวได้  ดังนี้ อวัยวะที่หมอมั่นใจว่าเป็นตัวก่อเกิดการผลิตสารภูมิคุ้มกันไม่ปกติตัวนี้หมายถึงต่อมไทมัส (Thymus gland) ต่อมไทมัส คือต่อมที่มีบทบาทเกี่ยวเนื่องกับการผลิตภูมิต้านทานต้นทานโรคของร่างกาย (Immune system) เป็นต่อมที่อยู่ในช่องอกตอนบน ต่อมอยู่ใต้กระดูกอก (Sternum) โดยวางอยู่บนด้านหน้าของหัวใจโดยต่อมไทมัสจะผลิตสารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี้ไปขัดขวางรูปแบบการทำงานของสารสื่อประสาทแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) จึงส่งผลให้เกิดอาการกล้ามอ่อนเปลี้ยเพลียแรงดังที่กล่าวถึงแล้ว ซึ่งปกติแล้วเด็กจะมีต่อมไทมัสขนาดใหญ่และจะเบาๆเล็กลงเรื่อยเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ แต่คนป่วยกล้ามอ่อนกำลังจะมีขนาดของต่อมไทมัสที่ใหญ่ผิดปกติ หรือผู้ป่วยบางรายมีภาวะกล้ามเนื้ออ่อนเพลียที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากเนื้องอกของต่อมไทมัส ซึ่งพบราวจำนวนร้อยละ 10 ในคนเจ็บเฒ่า

  • ลักษณะโรคกล้ามอ่อนกำลัง (MG) อาการสำคัญของโรคกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง (MG) คือจะมีลักษณะอ่อนแรง อ่อนแรง กล้ามเนื้อเมื่อยล้า และจะอ่อนเพลียเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเมื่อออกแรงเพิ่มมากขึ้น แต่อาการจะดียิ่งขึ้นเมื่อกล้ามพักการออกแรง


นอกนั้น อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย โดยจะสังกัดว่า โรคกำเนิดกับกล้ามเนื้อส่วนไหนของร่างกาย ทั้งนี้ ประมาณ 85% ของคนเจ็บจะมีลักษณะอาการกล้ามเนื้ออ่อนเพลียในทุกผูกของกล้ามเนื้อลายส่วนอาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG)หมายถึงอาการเหน็ดเหนื่อยของกล้ามที่ช่วยชูกลีบตาและก็กล้ามเนื้อตา นำมาซึ่งหนังตาตกและก็เห็นภาพซ้อน ซึ่งอาจจะมีการเกิดขึ้นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือ 2 ข้างก็ได้ รวมทั้งพบบ่อยอาการเปลี่ยนไปจากปกติอื่นๆของกล้ามส่วนอื่นๆได้อีกได้แก่
ใบหน้า ถ้ากล้ามที่เกี่ยวโยงกับการแสดงออกบนใบหน้าได้รับผลกระทบ จะมีผลให้การแสดงออกทางสีหน้าท่าทางถูกจำกัด ยกตัวอย่างเช่น ยิ้มได้ลดน้อยลง หรือแปลงเป็นยิ้มแยกเขี้ยวเนื่องจากไม่อาจจะควบคุมกล้ามเนื้อบนบริเวณใบหน้าได้
การหายใจ ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนเพลียปริมาณหนึ่งมีลักษณะหายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนอนราบอยู่บนเตียงหรือภายหลังการออกกำลังกาย
การพูด การเคี้ยวและการกลืน เกิดจากกล้ามรอบปาก เพดานอ่อน หรือลิ้นอ่อนแรง นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการไม่ปกติ ได้แก่ พูดเสียงเบาแหบ พูดเสียงขึ้นจมูก บดมิได้ กลืนตรากตรำ ไอ สำลักของกิน บางกรณีบางทีอาจเป็นต้นเหตุไปสู่การติดเชื้อที่ปอด
คอ แขนแล้วก็ขา อาจเกิดขึ้นร่วมกับอาการอ่อนแรงของกล้ามส่วนอื่นๆมักเกิดขึ้นที่แขนมากยิ่งกว่าที่ขา ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของร่างกาย อาทิเช่น เดินเตาะแตะ เดินตัวตรงได้ยาก กล้ามรอบๆคออ่อนเปลี้ยเพลียแรง ทำให้ตั้งศีรษะหรือชันหัวทุกข์ยากลำบาก ก่อให้เกิดปัญหาในการทำกิจกรรมต่างๆ

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคกล้ามอ่อนเปลี้ยเพลียแรง (MG) ในตอนนี้ยังไม่อาจจะชี้แจงสาเหตุของความเปลี่ยนไปจากปกติของระบบภูมิคุ้มกันที่ไปทำลายตัวรับสัญญาณบนกล้ามเนื้อได้อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ดี พบว่าโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) มักมีความสัมพันธ์กับโรคของต่อมไทมัส โดย ราวๆ 85%เจอกำเนิดร่วมกับมีโรคเซลล์ต่อมไทมัสเจริญรุ่งเรืองเกินธรรมดา (Thymus hyperplasia) รวมทั้งประมาณ 10-15% เกิดร่วมกับโรคเนื้องอกต่อมไทมัส (Thymoma)

    นอกจากนี้ มีแถลงการณ์ว่า พบโรคกล้ามเนื้ออ่อนล้า (MG) เกิดร่วมกับโรคมะเร็งปอดจำพวกเซลล์ตัวเล็ก แล้วก็โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน ทั้งผู้ป่วยอาจเจอความผิดแปลกและก็โรคที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากภูมิคุ้มกันตัวเองจำพวกอื่นๆร่วมด้วยได้ อย่างเช่น โรคตาจากไทรอยด์ (Thyroidorbitopathy) โรคกล้ามเนื้ออ่อนกำลัง (MG)จะสามารถดียิ่งขึ้นได้เองแล้วอาจกลายเป็นซ้ำได้อีกคล้ายกับโรคภูมิคุ้มกันตัวเองจำพวกอื่นๆ

  • กรรมวิธีรักษาโรคกล้ามอ่อนแรง (MG)

การวินิจฉัย MG เป็นโรคที่มีลักษณะสำคัญคือ fatigue แล้วก็fluctuation ของกล้ามเนื้อรอบๆตาแขนขาและก็การพูดและกลืนของกิน ผู้เจ็บป่วยจะมีลักษณะเยอะขึ้นเมื่อได้ใช้งานหน้าที่นั้นๆไประยะหนึ่ง และก็อาการรุนแรงในเวลาที่แตกต่างกันโดยมีลักษณะอาการมากช่วงเวลาบ่ายๆบางโอกาสคนเจ็บมาเจอแพทย์ตอนที่ไม่มีอาการ แพทย์ก็ตรวจไม่พบความผิดปกติ จึงไม่สามารถให้การวินิจฉัยโรคได้ และบางทีอาจวินิจฉัยผิดพลาดว่าเป็น anxiety แต่การให้การวินิจฉัยโรคMG ทำ ได้ง่ายๆในผู้ป่วยส่วนมากเนื่องจากว่ามีลักษณะจำ เพาะทางคลินิกที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว การตรวจเสริมเติมเพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่ๆและก็ในรายที่อาการไม่ชัดเจนเช่น

  • การตรวจ ระบบประสาท ยกตัวอย่างเช่นการให้คนป่วยได้ทำกิจกรรมตลอดที่ทำ     ให้คนไข้มีอาการ


เหน็ดเหนื่อยได้อย่างเช่นการมองขึ้นนาน1นาทีแล้วตรวจว่าคนเจ็บมีภาวะหนังตาตก เพิ่มขึ้นไหม โดยวัดความกว้างของ palpablefissure ที่ตาอีกทั้ง 2 ข้างการให้คนป่วยเดินขึ้นบันไดหรือลุก-นั่ง สลับกันเป็นระยะเวลาหนึ่งคนป่วยจะมีลักษณะอ่อนเปลี้ยเพลียแรงขึ้นอย่างแจ่มแจ้งรวมทั้งอาการเหน็ดเหนื่อยดียิ่งขึ้นเมื่อพักชั่วประเดี๋ยวการให้คนเจ็บกล่าวหรืออ่านออกเสียงดังๆคนเจ็บจะมีลักษณะเสียงแหบหรือหายไปเมื่อพักแล้ว

  • Ice test โดยการนำนํ้าแข็งห่อใส่อุปกรณ์ตัวอย่างเช่น นิ้วของถุงมือยาง แล้วนำ ไปวางที่เปลือกตาของคนเจ็บนาน2นาทีประเมินอาการptosisว่าไหมคนเจ็บ MG จะได้ผลบวก
  • Prostigmintest โดยการฉีด prostigmin ขนาด 1-1.5 มก. ฉีดเข้าทางกล้ามเนื้อ แล้วประเมินที่ 15, 20, 25 รวมทั้ง 30 นาทีโดยประเมินอาการภาวะหนังตาตกอาการอ่อนกำลังหรือเสียงแหบให้ผลบวกโดยประมาณจำนวนร้อยละ90 คือผู้เจ็บป่วยจะมีอาการอย่างเห็นได้ชัด ผู้ป่วยอาจกำเนิดอาการปวดท้องอย่างหนัก หรือหัวใจเต้นช้าลงจากฤทธิ์ของยาวิธีปรับแต่งเป็นฉีดยา atropine 0.6 มก.ทางเส้นเลือดดำ ซึ่งหมอบางท่านเสนอแนะ ให้ฉีดยาatropineก่อนที่จะทำการทดลอง
  • การวิเคราะห์เลือด แพทย์จะตรวจนับปริมาณของแอนติบอดี้ คนที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคกล้ามเหน็ดเหนื่อยนั้นจะมีปริมาณของแอนติบอดี้ที่ไปยั้งหลักการทำงานของกล้ามมากมายแตกต่างจากปกติ โดยมากจะตรวจพบแอนติบอดี้จำพวก Anti-MuSK
  • การตรวจการโน้มน้าวประสาท (Nerve Conduction Test) ทำได้ 2 แนวทางเป็นRepetitive Nerve Stimulation Test เป็นการทดสอบด้วยการกระตุ้นเส้นประสาทซ้ำๆเพื่อมองหลักการทำงานของมัดกล้ามเนื้อ โดยการต่อว่าดขั้วกระแสไฟฟ้าที่ผิวหนังบริเวณที่พบอาการเหน็ดเหนื่อย และก็ส่งไฟฟ้าจำนวนนิดหน่อยเข้าไปเพื่อสำรวจความรู้ความเข้าใจของเส้นประสาทสำหรับการส่งสัญญาณไปที่ผูกกล้ามเนื้อ และการตรวจด้วยไฟฟ้า (Electromyography) เป็นการวัดกระแสไฟจากสมองที่ส่งไปยังกล้ามเนื้อเพื่อมองการทำงานของเส้นใยกล้ามเนื้อเพียงแค่เส้นเดียว (Single-fiber Electromyography หรือ EMG)


การดูแลและรักษา จุดมุ่งหมายสำหรับเพื่อการรักษาคนเจ็บ MG ของหมอเป็นการที่คนเจ็บหายจากอาการโดยไม่ต้องกินยาซึ่งมีกลไกสำหรับการรักษา 2 ประการเป็น เพิ่มวิธีการทำ งานของ neuromusculartransmissionลดผลของ autoimmunity ต่อโรค
การดูแลและรักษาจะแบ่งผู้เจ็บป่วยเป็น 2 กลุ่มซึ่งมีแนวทางการรักษาต่างกัน

  • ผู้ป่วยที่มีสภาวะกล้ามอ่อนเปลี้ยเพลียแรงที่บริเวณกล้ามเนื้อตา ( Ocula MG ) ควรจะเริ่มต้นด้วยยา ace-tylcholinesteraseinhibitors ยกตัวอย่างเช่น pyridostigmine (mestinon) ขนาดเม็ดละ 60 มก. ครึ่งถึง 1 เม็ด 3 เวลาหลังรับประทานอาหาร แล้วมองการตอบสนองว่าอาการหนังตาตกลืมตาทุกข์ยากลำบากดียิ่งขึ้นมากมายน้อยเท่าใด ส่งผลเข้าแทรกจากยาไหม ถ้าหากอาการยังไม่ดีขึ้นควรจะเพิ่มยา prednisoloneขนาดราว 15-30มก.ต่อวันและก็ร่วมกับการปรับปริมาณยา mestinon ตามอาการ ซึ่งจำนวนมากคนเจ็บจะใช้ยาขนาดไม่สูงราวๆ 180-240มก.ต่อวัน(3-4 เม็ดต่อวัน) โดยมากจะสนองตอบดีต่อยา mestinonแล้วก็ prednisoloneเมื่ออาการกระทั่งปกติระยะเวลาหนึ่งประมาณ 3-6 เดือนค่อยๆลดยา prednisoloneลงอย่างช้าๆราวๆ 5มิลลิกรัมทุกๆเดือนกระทั่งหยุดยาพร้อมๆกับ mestinon การลดผลเข้าแทรกของยา prednisolone โดยการให้ยาวันเว้นวันในคนป่วย MG ได้ผลดีอย่างเดียวกันแต่ในวันที่คนไข้ไม่ได้ยาprednisolone อาจมีลักษณะโรคMG ได้แม้กำเนิดกรณีดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นบางทีอาจจะต้องให้ยาprednisolone5มิลลิกรัม 1 เม็ดในวันดังที่กล่าวถึงมาแล้วผู้เจ็บป่วยบางรายอาจมีการดำเนินโรคเป็นgeneralized MG โดยมักเกิดขึ้นในปีแรกก็จะต้องให้การรักษาแบบ generalizedMG ต่อไป
  • คนเจ็บที่มีภาวะกล้ามเมื่อยล้ารอบๆอื่นๆ(Generalized MG) การดูแลรักษาประกอบด้วยยาmestinon,ยากดภูมิคุ้มกันและการผ่าตัดthymectomyมีแนวทางการกระทำดังนี้


o  ผู้ป่วยทุกคนจำต้องได้รับยา mestinon ขนาดเริ่มต้น 1 เม็ด 3 เวลาหลังรับประทานอาหารแล้วให้คะแนนการตอบสนองว่าดีหรือไม่ โดยการคาดการณ์ช่วงยาออกฤทธิ์สูงสุดชั่วโมงที่ 1 และก็ 2 ข้างหลังกินยาและก็ประเมินตอนก่อนรับประทานยาเม็ดถัดไปเพื่อได้รับรู้ว่าขนาดของยาแล้วก็ความถี่ของการรับประทานยาสมควรไหมตามลำดับสิ่งที่ประเมินเป็นลักษณะของคนเจ็บ ดังเช่นว่า อาการลืมตาลำบาก อาการอ่อนกำลัง กล่าวแล้วเสียงแหบควรจะปรับขนาดยารวมทั้งความถี่ทุก2-4อาทิตย์  ปริมาณยาส่วนใหญ่โดยประมาณ 6-8 เม็ดต่อวัน ขนาดยาสูงสุดไม่สมควรเกิน16 เม็ดต่อวัน
o  การผ่าตัด thymectomy คนป่วยgeneralized MG ที่แก่น้อยกว่า 45ปีทุกรายควรแนะนำ ให้ผ่าตัด thymectomy ร้อยละ 90 ของคนป่วยได้ประสิทธิภาพที่ดีประมาณจำนวนร้อยละ 40 สามารถหยุดยา mestinon ข้างหลังผ่าตัดได้จำนวนร้อยละ 50 ลดยา mestinon ลงได้เพียงปริมาณร้อยละ 10 เท่านั้นที่ไม่เป็นผล ขณะที่ผ่าตัดควรทำ ในขั้นแรกของการดูแลรักษา
o    การให้ยากดภูมิคุ้มกัน ที่ใช้บ่อยมาก ได้แก่ prednisolone รวมทั้ง azathioprine (immuran)การให้ยาดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมีข้อบ่งชี้ในกรณี
   การผ่าตัด thymectomyแล้วไม่ได้เรื่อง ระยะเวลาที่ประเมินว่าการผ่าตัดไม่ได้ผลเป็นประมาณ 1 ปี
  ผู้เจ็บป่วยที่มิได้รับการผ่าตัดโดยใช้ร่วมกับยา mestinon
   คนเจ็บทีมีภาวการณ์การหายใจล้มเหลวจากการดำเนินโรคที่รุนแรง

  • การติดต่อของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เนื่องจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติจึงไม่มีการติดต่อจากคนสู่คนและจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
  • การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG)


  • กินยาตามแพทย์แนะนำให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา
  • ใช้ชีวิตประจำวันในการออกแรงให้สม่ำเสมอ เหมือนๆกันในทุกๆวันเพื่อแพทย์จะได้จัดปริมาณยา (Dose) ที่กินได้อย่างถูกต้อง
  • กินอาหารคำละน้อยๆ เป็นอาหารอ่อน เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อช่องปาก และจะได้ไม่สำลัก ระหว่างกิน
  • มีที่ยึดจับในบ้าน เพื่อช่วยในการลุก นั่ง ยืน เดิน ร่วมกับจัดบ้านให้ปลอดภัย ง่ายแก่การใช้ชีวิตที่ไม่ต้องออกแรงมาก รวมทั้งเพื่อการใช้ชีวิตประจำวัน
  • เมื่อออกนอกบ้านต้องวางแผนล่วงหน้า ไม่รีบร้อน ไม่ออกแรงมากเกินปกติ
  • เมื่อเห็นภาพซ้อน ควรปิดตาข้างที่เกิดอาการ จะช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น
  • มีป้ายติดตัวเสมอว่าเป็นโรคอะไร กินยาอะไร รักษาโรงพยาบาลไหน เพื่อมีอาการฉุกเฉิน คนจะได้ช่วยได้ถูกต้องรวดเร็ว
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน
  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนในทุกวัน ในปริมาณที่ไม่ทำให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน เพื่อลดการแบกน้ำหนักของกล้ามเนื้อและเพื่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ
  • รีบไปโรงพยาบาลฉุกเฉินเมื่อมีอาการทางการหายใจ เช่น หายใจไม่ออก/หายใจลำบาก
  • การป้องกันตนเองจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) เนื่องจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงยังเป็นโรคที่ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด และโรคที่มีความสัมพันธ์กันก็ยังเป็นโรคที่ส่วนใหญ่ไม่รู้สาเหตุเช่นกันอาทิ เช่น โรคของต่อมไทมัส และโรคของต่อมไทรอยด์ ดังนั้น ปัจจุบัน จึงยังไม่มีวิธีป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG)

    ดังนั้นเมื่อมีอาการดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีหนังตาตกหรือแขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน จึงควรรีบพบแพทย์เสมอ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่รวดเร็วเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลให้การรักษาโรคได้ผลดีจนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

  • สมุนไพรที่ช่วยป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG)

    พืชสมุนไพรที่จะช่วยป้องกันโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) ได้นั้นควรที่จะต้องมี “สารปรับสมดุล” (adaptogens) เพราะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (MG) นั้นเกิดขึ้นจากภาวะภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติดังนั้น สารปรับสมดุลจึงจำเป็นสำหรับใช้ป้องกันโรคนี้ มีผู้ให้คำจำกัดความของสารปรับสมดุลไว้หลายประการเช่น หมายถึงสารที่เพิ่มความสามารถของร่างกายในการปรับตัวให้เข้ากับความเครียด โดยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาทสารสื่อประสาท และการทำงานของต่อมต่างๆภายในร่างกาย เพิ่มความทนทานของอวัยวะต่างๆต่อความเครียด พยาธิสภาพและสิ่งแวดล้อม รวมถึงรักษาการทำงานของระบบเมตาบอไลท์ของร่างกายให้ปกติและมีประสิทธิภาพ มีฤทธิ์ในการนำสมดุลกลับคืนสู่ร่างกาย (balancing) และบำรุงร่างกาย (tonic) นอกจากนี้ยังช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของคนเราโดยลดผลที่เกิดจากการถูกกระตุ้นโดยปัจจัยต่างๆโดยเฉพาะความเครียด การอักเสบ และการเกิดออกซิเดชั่น (oxidation)
    พืชสมุนไพรที่มีการใช้อย่างแพร่หลายในการปรับสมดุลมีหลายชนิดโดยเฉพาะรากของพืชในวงศ์โสม (Araliaceae) ได้แก่ โสมเกาหลี (Panax ginseng) โสมอเมริกัน (Panax quinquefolius) รวมทั้งพืชสมุนไพรอื่นๆ เช่น ผลมะขามป้อม (Emblica officinalis) ต้นปัญจขันธ์ (Gynostemma pentaphyllum) เห็ดหลินจือ (Ganoderma lucidum) รากชะเอมเทศ (Glycyrrhiza glabra) ผลเก๋ากี้ (Lycium chinensis) และถั่งเช่า (Cordyceps sinensis) เป็นต้น สารสำคัญต่างๆในพืชเหล่านี้ที่แสดงฤทธิ์ปรับสมดุลที่มีรายงานนั้นมีหลายกลุ่ม ได้แก่ สารกลุ่มฟีโนลิก (phenolics) เช่น eleutheroside B ในรากของโสม และ ellagic acid ในผลมะขามป้อม สารกลุ่มเทอร์พีนอยด์ (terpenoids) เช่น zeaxanthin ในผลเก๋ากี้ และไตรเทอร์พีนอยด์ซาโปนิน (triterpenoid saponin) เช่น ginsenosides ในรากโสมเกาหลีและโสมอเมริกัน และ glycyrrhizin ในรากชะเอมเทศเป็นต้น
    เอกสารอ้างอิง

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์
  • รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า.Common Pittalls in Myasthenia Gravis.วารสารสมาคมประสาทวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.ปีที่6.ฉบับที่3(กรกฎาคม-กันยายน2554).159-168
  • นพ.เกษมสิน ภาวะกุล (2552). Generalized myasthenia gravis. วารสารอายุรศาสตร์อีสาน.ปีที่ 8. 84-91.
  • สมศักดิ์เทียมเก่า, ศิริพร เทียมเก่า, วีรจิตต์โชติมงคล, สุทธิพันธ์จิตพิมลมาศ.ความชุกและลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยmyasthenia gravis อย่างเดียว และ myasthenia gravisที่มี Srinagarind MedJ 1994;9:8-13. http://www.disthai.com/
  • Anesthesia issues in the perioperative management of myasthenia gravis.Semin Neurol 2004;24:83-94.
  • Drachman, D. (1994). Myasthenia gravis. N Engl J Med. 330,1797-1810.
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.พวงทอง ไกรพิบูลย์.โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอมจี (Myasthenia gravis หรือ MG).หาหมอ.
  • Hughes BW, Moro De Casillas ML,KaminskiHJ.Pathophysiology of myasthenia gravis. Semin Neurol2004;24:21-30
  • Meriggioli MN,Sanders DB. Myasthenia gravis: diagnosis. Semin Neurol 2004;24:31-9.
  • ดร.ปองทิพย์ สิทธิสาร.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน ผักแปม สมุนไพรปรับสมดุล.ภาควิชาเภสัชวินิจฉัย คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาบัยมหิดล
  • Juel VC. Myasthenia gravis: management of myasthenic crisis and perioperativeSemin Neurol 2004;24:75- 81.
  • Alsheklee, A. et al.(2009) Incidence and mortality rates of myasthenia gravis and myasthenic crisis in US hospitals.Neurology.72, 1548-1554.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Saguil, A. (2005). Evaluation of the patient with muscle weakness. Am Fam Physician. 71, 1327-1336.


8

โรคบาดทะยัก (Tetanus)

  • โรคบาดทะยักคืออะไร โรคบาดทะยักเป็นโรคติดเชื้อที่จัดอยู่ในกลุ่มของโรคทางประสาทแล้วก็กล้ามเนื้อ เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียประเภทหนึ่งที่เกิดอันตรายร้ายแรง สามารถพบได้ในคนทุกวัย โดยมากผู้ป่วยจะมีประวัติมีบาดแผลตามร่างกาย ที่มีรอยแผลสกปรก หรือขาดการดูแลแผลอย่างแม่นยำ ซึ่งความสำคัญของโรคนี้เป็น คนไข้จะได้โอกาสเสียชีวิต ส่วนเคยเป็นโรคนี้ครั้งหนึ่งและยังสามารถเป็นซ้ำได้อีก แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้โรคนี้สามารถปกป้องได้ด้วยการฉีดยา

    โรคบาดทะยัก (Tetanus) คำว่า Tetanus มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกคือ Teinein ซึ่งแปลว่า ‘ยืดออก’ ที่เรียกเช่นนี้ เนื่องจากว่าผู้เจ็บป่วยที่เป็นโรคนี้จะมีการหดตัวและแข็งเกร็งตัวของกล้ามเกิดขึ้นทั่วตัว โดยที่ทำให้แผ่นหลังมีการยืดตัวออก ซึ่งเป็นท่าทีที่เป็นแบบอย่างเฉพาะโรค   คนเจ็บจะมีอาการเด่นคืออาการกล้ามเกร็ง ส่วนมากการเกร็งจะเริ่มต้นที่กล้ามเนื้อฟันกราม แล้วก็แพร่กระจายไปยังกล้ามส่วนอื่นๆการเกร็งแต่ละครั้งมักเป็นอยู่ไม่กี่นาที และเกิดขึ้นซ้ำๆเป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ รวมถึงอาจมีอาการอื่นที่อาจเจอร่วม อาทิเช่น ไข้ เหงื่อออก ปวดหัว กลืนลำบาก ความดันเลือดสูง และก็หัวใจเต้นเร็ว  บาดทะยักเป็นโรคที่เจอได้ทั้งโลก แต่ว่าพบได้มากหลายครั้งในพื้นที่ที่มีอากาศแบบร้อนเปียกชื้น ซึ่งมีดินและก็สารอินทรีย์อยู่มากในปี พ.ศ. 2558 มีรายงานว่ามีคนเจ็บบาดทะยักราว 209,000 คนและก็เสียชีวิตประมาณ 59,000 คนทั้งโลก  การบรรยายถึงโรคนี้เอาไว้โบราณตั้งแต่สมัยหมอกรีกชื่อฮิปโปโปเตมัสกราเตสเมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาล ต้นเหตุของโรคถูกค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2427 โดย Antonio Carle และก็ Giorgio Rattone ที่มหาวิทยาลัยทูริน ส่วนวัคซีนถูกผลิตขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2467

  • ที่มาของโรคบาดทะยัก มีเหตุที่เกิดจากเชื้อ Clostridium tetani  ตัวเชื้อมีลักษณะเป็นรูปแท่งที่ปลายมีสปอร์ (Spore) ซึ่งเป็น anaerobic bacteria ย้อมติดสีมึงรมบวก มีคุณลักษณะที่จะอยู่ในรูปแบบของสปอร์ (spore) ที่ทนต่อความร้อนแล้วก็ยาฆ่าเชื้อหลายประเภทสามารถสามารถสร้าง exotoxin ที่ไปจับและเป็นพิษต่อระบบประสาท  ที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ทำให้มีการหดเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลา เริ่มแรกกล้ามเนื้อขากรรไกรจะเกร็ง ทำให้อ้าปากไม่ได้โรคนี้ก็เลยมีชื่อเรียกหนึ่งว่า โรคขากรรไกรแข็ง (lockjaw) คนไข้จะมีคอแข็ง ข้างหลังแข็ง ถัดไปจะมีลักษณะอาการเกร็งของกล้ามทั่วตัว แล้วก็มีอาการชักได้  เชื้อนี้จะอยู่ตามดินทรายและมูลสัตว์ สามารถมีชีวิตอยู่แรมปีและเจริญรุ่งเรืองได้ดิบได้ดีในที่ที่ไม่มีออกสิเจน โดยจะสร้างสปอร์ห่อตนเอง มีความคงทนถาวรต่อน้ำเดือด 100 องศา ได้นานถึง 1 ชั่วโมง อยู่ในภาวะที่ไร้แสงได้นานถึง 10 ปี เมื่อคนเรากำเนิดบาดแผลที่มัวหมองถูกเชื้อโรคนี้ ตัวอย่างเช่น เลอะเทอะถูกดินปนทรายหรือมูลสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรอยแผลที่ปากแผลแคบแต่ว่าลึก อย่างเช่น ตะปูตำ ลวดหรือหนามตำเกี่ยว ไม้แทงแทง ฯลฯ (ซึ่งมีออกสิเจนน้อย เหมาะสำหรับการเจริญก้าวหน้าของเชื้อบากทะยัก) เชื้อโรคก็จะกระจัดกระจายไปสู่ร่างกายแล้วปลดปล่อยสารพิษที่มีชื่อว่า เตตาโนสปาสมิน (Tetanospasmin) ออกมาทำลายระบบประสาท กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดลักษณะโรคที่กล้ามเนื้อทั่วร่างกาย
  • ลักษณะโรคโรคบาดทะยัก ภายหลังได้รับเชื้อ Clostridium tetani สปอร์ที่เข้าไปตามบาดแผลจะกระจายตัวออกเป็น vegetative form ซึ่งจะแบ่งตัวเพิ่มและผลิต exotoxin ซึ่งจะกระจัดกระจายจากแผลไปยังปลายประสาทที่แผ่กระจายอยู่ในกล้าม กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความผิดปกติในการควบคุมการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ระยะจากที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายจนกระทั่งเกิดอาการเริ่มต้น คือ มีลักษณะขากรรไกรแข็ง ที่เรียกว่าระยะฟักตัวของโรคราวๆ 3-28 วัน แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 8 วัน โดยสามารถแบ่งได้ 2 กรุ๊ปเป็น
  • โรคบาดทะยักในทารกแรกเกิดอาการชอบเริ่มเมื่อเด็กแรกคลอดอายุโดยประมาณ 3-10 วัน อาการแรกที่จะพิจารณาได้คือ เด็กดูดนมทุกข์ยากลำบาก หรือไม่ค่อยดูดนม ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะมีขากรรไกรแข็ง อ้าปากมิได้ ถัดมาเด็กจะดูดมิได้เลย หน้ายิ้มแสยะ (Risus sardonicus หรือ Sardonic grin) เด็กบางทีอาจร้องครวญคร่ำถัดมาจะมีมือ แขน และก็ขาเกร็ง ข้างหลังแข็งและแอ่น ถ้าเกิดเป็นมากจะมีลักษณะชักกระดุกและก็หน้าเขียวอาการเกร็งหลังแข็งและหลังแอ่นนี้จะเป็นมากขึ้น หากมีเสียงดังหรือเมื่อสัมผัสตัวเด็ก อาการเกร็งชักกระดุกหากเป็นถี่ๆมากขึ้น จะก่อให้เด็กหน้าเขียวมากเพิ่มขึ้น เกิดอันตรายถึงตายได้ไพเราะเพราะพริ้งขาดออกสิเจน
  • โรคบาดทะยักในเด็กโตหรือคนแก่ เมื่อเชื้อเข้าทางบาดแผล ระยะฟักตัวของโรคก่อนที่จะมีลักษณะอาการราว 5-14 วัน บางรายบางทีอาจนานถึง 1 เดือน หรือเป็นเวลายาวนานกว่านั้นได้ จนกระทั่งบางคราวบาดแผลที่เป็นปากทางเข้าของเชื้อบาดทะยักหายไปแล้ว อาการเริ่มแรกที่จะสังเกตพบเป็น ขากรรไกรแข็ง อ้าปากไม่ได้ มีคอแข็ง ต่อจากนี้ 1-2 วัน ก็จะเริ่มมีอาการเกร็งแข็งในส่วนอื่นๆของร่างกายเป็น ข้างหลัง แขน ขา เด็กจะยืนรวมทั้งเดินหลังแข็ง แขนดูถูกเกร็งให้ก้มหลังจะทำไม่ได้ หน้าจะมีลักษณะเฉพาะคล้ายยิ้มแสยะและก็ระยะต่อไปก็อาจจะมีอาการกระตุกเหมือนกับในทารกแรกคลอด ถ้ามีเสียงดังหรือแตะต้องตัวจะเกร็ง แล้วก็กระดุกเพิ่มมากขึ้น มีหลังแอ่น แล้วก็หน้าเขียว บางคราวมีอาการรุนแรงมากอาจส่งผลให้มีการหายใจลำบากถึงตายได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคบาดทะยัก  อาการชักกระตุกของกล้ามเนื้ออย่างหนักของโรคบาดทะยักที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้เกิดภาวะสอดแทรกรุนแรงตั้งแต่นี้ต่อไปตามมา

  • จังหวะการเต้นของหัวใจเปลี่ยนไปจากปกติ
  • สมองเสียหายจากการขาดออกสิเจน
  • กระดูกสันหลังรวมทั้งกระดูกส่วนอื่นๆหักจากกล้ามเนื้อที่เกร็งมากไม่ดีเหมือนปกติ
  • มีการติดเชื้อโรคที่ปอดจนถึงเกิดปอดอักเสบ
  • ไม่อาจจะหายใจได้ เพราะการชักเกร็งของเส้นเสียงแล้วก็กล้ามเนื้อที่ใช้หายใจ
  • การตำหนิดเชื้ออื่นๆสอดแทรกที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการพักฟื้นหรือรักษาตัวจากโรคบาดทะยักในโรงหมอตรงเวลานับเป็นเวลาหลายสัปดาห์ถึงยาวนานหลายเดือน


การต่อว่าดเชื้อโรคโรคบาดทะยักบางทีอาจรุนแรงถึงกับตาย โดยสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคนี้จำนวนมากมีสาเหตุมาจากภาวการณ์หายใจล้มเหลว ส่วนต้นสายปลายเหตุอื่นที่นำไปสู่การเสียชีวิตได้ด้วยเหมือนกัน เป็นต้นว่า ภาวการณ์ปอดอักเสบ การขาดออกสิเจน และสภาวะหัวใจหยุดเต้น

  • สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคบาดทะยัก โรคบาดทะยักเป็นผลมาจากการต่อว่าดเชื้อแบคทีเรีย Clostridium tetani ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปสู่บาดแผล โดยเฉพาะบาดแผลที่ไม่สะอาดหรือรอยแผลที่ขาดการดูแลที่ถูก ซึ่งรอยแผลที่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อโรคบาดทะยักได้ ดังเช่น แผลถลอกปอกเปิก รอยขูด หรือแผลจากการโดนบาด แผลจากการเช็ดกสัตว์กัด ตัวอย่างเช่น หมา ฯลฯ  แผลที่มีการฉีกขาดของผิวหนังเกิดขึ้น แผลไฟลุก แผลถูกทิ่มจากตะปูหรือข้าวของอื่นๆแผลจากการเจาะร่างกาย การสัก หรือการใช้เข็มฉีดยาที่ปนเปื้อนสิ่งสกปรก แผลจากกระสุนปืน กระดูกหักที่ทิ่มแทงผิวหนังออกมาภายนอก  แผลติดเชื้อที่เท้าในคนป่วยเบาหวาน  แผลบาดเจ็บที่ดวงตา  แผลจากการผ่าตัดที่แปดเปื้อนเชื้อ  การต่อว่าดเชื้อที่ฟัน  การต่อว่าดเชื้อทางสายสะดือในเด็กแบเบาะ เนื่องด้วยแนวทางการทำคลอดที่ใช้ของมีคมที่ไม่สะอาดตัดสายสะดือ รวมทั้งยิ่งมีการเสี่ยงสูงเมื่อแม่ไม่ได้ฉีดวัคซีนคุ้มครองป้องกันบาดทะยักอย่างครบถ้วน  แผลเรื้อรัง  ได้แก่  แผลเบาหวาน  แล้วก็รอยแผลฝี  แผลจาการเป็นโรคหูชั้นกึ่งกลางอักเสบ
  • ขั้นตอนการรักษาโรคบาดทะยัก แพทย์จะวินิจฉัยโรคบาดทะยักได้จากอาการเป็นหลัก และก็เรื่องราวมีบาดแผลตามร่าง กาย การตรวจร่างกาย รวมทั้งประวัติการได้รับวัคซีนบาดทะยัก ซึ่งในบุคคลที่เคยได้รับวัคซีนครบและได้รับวัคซีนกระตุ้นตามที่กำหนด ก็จะไม่มีจังหวะเป็นโรคโรคบาดทะยักสำหรับการตรวจทางห้อง กระทำการ ไม่มีการตรวจที่เฉพาะกับโรคนี้ การตรวจจะเป็นเพียงแค่เพื่อแยกโรคอื่นๆที่อาจมีอา การคล้ายคลึงกัน เพียงแค่นั้น อย่างเช่น การตรวจหาสารพิษสตริกนีน (Strychnine) คนเจ็บที่ได้รับพิษ Strychnine ซึ่งอยู่ในยากำจัดแมลง จะมีลักษณะอาการหดตัวแล้วก็แข็งเกร็งของกล้ามคล้ายกับคนป่วยที่เป็นโรคบาดทะยัก ถ้าเรื่องราวได้รับสารพิษของคนป่วยกำกวม ก็ต้องเจาะตรวจหาสารพิษจำพวกนี้ด้วย การตรวจเม็ดเลือดขาวจากเลือด (การตรวจCBC) ส่วนใหญ่จะพบว่าเข้าขั้นปกติ ไม่เสมือนโรคติดเชื้อแบคทีเรียอื่นๆที่มักมีจำนวนเม็ดเลือดขาวขึ้นสูง การตรวจน้ำไขสันหลังจะพบว่าธรรมดา ซึ่งต่างจากโรคติดเชื้ออื่นๆที่ทำให้มีไขสันหลังและก็สมองอักเสบ ที่ทำให้มีอาการชักเกร็งคล้ายกัน

    หลังการตรวจวินิจฉัย ถ้าเกิดหมอไตร่ตรองว่ามีความเสี่ยงหรือแนวโน้มที่จะติดโรคโรคบาดทะยักแม้กระนั้นผู้เจ็บป่วยยังไม่มีอาการใดๆก็ตามปรากฏให้เห็น กรณีนี้จะรักษาโดยทำความสะอาดแผลและก็ฉีด Tetanus Immunoglobulin ซึ่งเป็นยาที่มีแอนติบอดี้ ช่วยฆ่าแบคทีเรียจากโรคบาดทะยักแล้วก็สามารถคุ้มครองโรคบาดทะยักได้ในช่วงระยะสั้นๆถึงปานกลาง ยิ่งไปกว่านี้อาจฉีดยาคุ้มครองโรคบาดทะยักร่วมด้วยถ้าเกิดคนไข้ยังไม่ได้รับวัคซีนประเภทนี้ครบกำหนด สำหรับผู้เจ็บป่วยที่เริ่มแสดงอาการของโรคบาดทะยักแล้ว  แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลโดยมักจะรับเอาไว้ภายในห้องบำบัดรักษาพิเศษหรือห้องดูแลผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล เพื่อแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด และผู้ป่วยมักจะจำต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงหมอนานเป็นสัปดาห์ๆหรือเป็นนานแรมเดือน   ซึ่งหลักของการดูแลและรักษาคนเจ็บโรคบาดทะยักที่ปรากฏลักษณะโรคแล้ว คือ เพื่อกำจัดเชื้อบาดทะยักที่ผลิตพิษ เพื่อทำลายพิษที่เชื้อโรคผลิตแล้ว และการรักษาเกื้อกูลตามอาการ รวมถึงการให้วัคซีนเพื่อปกป้องการเกิดโรคอีกโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • การกำจัดเชื้อโรคบาดทะยักที่ผลิตสารพิษ โดยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อโรครวมทั้งสปอร์ของเชื้อที่กำลังงอก ดังเช่น เพนิซิลิน ยาต้านพิษโรคบาดทะยัก (human tetanus immune globulin ) ถ้าหากผู้เจ็บป่วยมีบาดแผลที่ยังไม่หายดี ก็จะปริปากแผลให้กว้าง ล้างชำระล้างแผลให้สะอาด แล้วก็ตัดเยื่อที่ตายแล้วออก เพื่อเป็นการลดปริมาณเชื้อโรคที่อยู่ในรอยแผล
  • การทำลายสารพิษที่เชื้อโรคผลิตแล้ว ซึ่งจะช่วยลดอัตราการตายได้มาก โดยการให้สารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดี (Antibody) ไปทำลายพิษ ซึ่งสารภูมิคุ้มกัน บางทีอาจได้จากน้ำเหลืองของม้าหรือของคน (Equine tetanus antitoxin หรือ Human tetanus immunoglobulin) ซึ่งแอนติบอดีที่ไปทำลายพิษนี้จะทำลายเฉพาะพิษที่อยู่ในกระแสเลือดเพียงแค่นั้น ไม่อาจจะทำลายพิษที่เข้าสู่เส้นประสาทไปแล้วได้
  • การดูแลรักษาประคับประคองตามอาการ ตัวอย่างเช่น การให้ยาเพื่อลดการยุบตัวแล้วก็แข็งเกร็งของกล้ามเนื้อ ซึ่งมียาอยู่หลายกลุ่ม ในเรื่องที่ใช้ยาไม่เป็นผล ผู้ป่วยยังมีลักษณะอาการหดเกร็งมาก มีโอกาสเสี่ยงต่อภาวะหายใจล้มเหลว บางครั้งอาจจะใคร่ครวญให้ยาที่ทำให้เป็นอัมพาตตลอดตัว แล้วใส่เครื่องที่ใช้สำหรับในการช่วยหายใจไว้หายใจแทน
  • ผู้ป่วยที่มีอาการเปลี่ยนไปจากปกติจากระบบประสาทอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น ความดันเลือดขึ้นสูงมากมายก็ให้ยาควบคุมความดันเลือด ถ้าหากมีลักษณะอาการหัวใจเต้นช้าหรือหยุดเต้นก็บางทีอาจจำเป็นต้องใส่ตัวกระตุ้นหัวใจ
  • การให้วัคซีน คนเจ็บทุกรายที่หายจากโรคแล้ว จำต้องให้วัคซีนตามที่กำหนดทุกราย เพราะว่าการติดเชื้อบาดทะยักไม่สามารถที่จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาได้
  • การติดต่อของโรคบาดทะยัก โรคบาดทะยักเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการตำหนิดเชื้อแบคทีเรียที่บริเวณบาดแผลต่างๆโดยยิ่งไปกว่านั้นบาดแผลที่แคบแล้วก็ลึกที่ไม่อาจจะล้างทำความสะอาดบาดแผลได้หรือเป็นบาดแผลที่ไม่สะอาด ด้วยเหตุดังกล่าวโรคบาดทะยักนี้จึงไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด
  • การปฏิบัติตนเมื่อเป็นโรคโรคบาดทะยัก ถ้าเกิดแพทย์วินิจฉัยแล้วว่ามีการเสี่ยงหรือแนวโน้มที่จะติดโรคบาดทะยักแม้กระนั้นยังไม่มีอาการปรากฏ หมอจะทำการรักษาแล้วก็ฉีดยาคุ้มครองปกป้องโรคบาดทะยักให้ แล้วให้กลับบ้าน ฉะนั้นข้อควรปฏิบัติตนเมื่ออยู่ที่บ้านเป็น
  • รักษาความสะอาดของรอยแผล
  • รักษาสุขอนามัยของร่างกายตามสุขข้อบังคับ
  • กินอาหารที่มีประโยชน์รวมทั้งครบทั้ง 5 หมู่
  • รับประทานยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัด
  • มาตรวจจากที่แพทย์นัด

ส่วนในกรณีคนไข้ที่มีลักษณะของโรคปรากฏแล้วนั้น แพทย์ก็จะรับเข้ารักษาในโรงหมอห้องห้องดูแลผู้ป่วยหนักในโรงพยาบาล เพื่อดูแลอย่างใกล้ชิดต่อไป

  • การปกป้องตนเองจากโรคบาดทะยัก โรคบาดทะยักเป็นโรคที่ก่อให้เกิดอันตรายรุนแรง รวมทั้งบางทีอาจเสียชีวิตข้างในไม่กี่วันแม้กระนั้นสามารถคุ้มครองปกป้องได้ ฉะนั้นการปกป้องคุ้มครองก็เลยเป็นหัวใจของการรักษาโรคบาดทะยัก ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้ โรคบาดทะยักมีวัคซีนปกป้อง วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยักถูกผลิตและก็ใช้ได้ผลเสร็จในทหารตั้งแต่การศึกโรคครั้งที่ 2 ถัดมาวัคซีนชนิดนี้ได้ถูกพัฒนาให้อยู่ในรูปของวัคซีนรวม คอตีบ โรคไอกรน โรคบาดทะยัก (DTP) แล้วก็อาจเป็นแบบวัคซีนรวมอื่นๆการฉีดวัคซีน วัคซีนคุ้มครองโรคบาดทะยักมักนิยมให้ดังต่อไปนี้


เข็มแรก อายุ 2 เดือน  เข็มที่ 2 อายุ 4 เดือน  เข็มที่ 3 อายุ 6 เดือน  เข็มที่ 4 อายุ 1 ปี 6 เดือนเข็มที่ 5 อายุ 4-6 ปีอีกครั้งหนึ่ง  ถัดไปควรจะมีการฉีดกระตุ้นทุก 10 ปี  ในกรณีที่มีรอยแผลเกิดขึ้น ถ้าหากว่าเคยฉีดวัคซีนครบ 3 ครั้ง มาภายใน 5 ปี ไม่ต้องฉีดกระตุ้น แต่ถ้าเกินกว่า 5 ปี จำต้องฉีดกระตุ้น 1 ครั้ง หญิงตั้งครรภ์ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนปกป้องบาดทะยักมาก่อน ควรฉีดยาป้องกันโรคนี้รวม 3 ครั้ง โดยเริ่มฉีดเข็มแรกเมื่อฝากครรภ์ครั้งแรก เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกอย่างต่ำ 1 เดือน แล้วก็เข็มที่ 3 ห่างจากเข็มที่ 2 ขั้นต่ำ 6 เดือน (ถ้าหากฉีดไม่ทันขณะตั้งท้อง ก็ฉีดข้างหลังคลอด)  ถ้าเกิดหญิงมีครรภ์เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคนี้มาแล้ว 1 ครั้ง ควรจะให้อีก 2 ครั้ง ห่างกันขั้นต่ำ 1 เดือน ในระหว่างตั้งท้อง  ถ้าหญิงตั้งครรภ์เคยได้รับวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคนี้ครบชุด (3 ครั้ง) มาแล้วเกิน 5 ปี ให้ฉีดกระตุ้นอีกเพียงแค่ 1 ครั้ง แม้กระนั้นหากเคยฉีดครบชุดมาแล้วไม่เกิน 5 ปี ก็ไม่ต้องฉีดกระตุ้น  สำหรับในเด็กที่แก่กว่า 7 ปีขึ้นไปรวมทั้งในคนแก่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน หรือได้รับวัคซีนในวัยเด็กไม่ครบ หรือได้รับมาเกิน 10 ปีแล้ว ให้ฉีดยาบาดทะยัก - คอตีบ 3 เข็ม โดยฉีดเข็มที่ 2 ให้ห่างจากเข็มแรก 4 สัปดาห์ เข็มที่ 3 ให้ห่างจากเข็มที่ 2 โดยประมาณ 6 -12 เดือน รวมทั้งฉีดกระตุ้นๆทุกๆ10 ปีตลอดไป
เมื่อมีรอยแผลต้องทำแผลให้สะอาดทันที โดยการถูด้วยสบู่ล้างด้วยน้ำที่สะอาดเช็ดด้วยยาฆ่าเชื้อ อย่างเช่น แอลกอฮอล์ 70% หรือทิงเจอร์ใส่แผลสด พร้อมกับให้ยารักษาการติดเชื้อโรคหากแผลลึกต้องใส่ drain ด้วย
ใช้ผ้าปิดบาดแผลเพื่อแผลสะอาดและป้องกันจากการสัมผัสเชื้อแบคทีเรียของแผล โดยเฉพาะแผลพุพองที่กำลังแห้งจะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ จำเป็นต้องปิดแผลไว้จวบจนกระทั่งแผลเริ่มก่อตัวเป็นสะเก็ด ยิ่งไปกว่านี้ควรเปลี่ยนผ้าทำแผลทุกวี่ทุกวัน อย่างต่ำวันละ 1 ครั้งหรือเมื่อใดก็ตามที่ผ้าปิดแผลเปียกน้ำหรือเริ่มเลอะเทอะ เพื่อหลบหลีกจากการติดเชื้อ

  • สมุนไพรที่ช่วยปกป้อง/รักษาโรคโรคบาดทะยัก เนื่องจากว่าโรคบาดทะยักเป็นโรคที่เป็นการติดเชื้อโรคแบคทีเรียที่ร้ายแรงแล้วก็มีระยะฟักตัวของโรคที่ค่อนข้างจะสั้น แม้กระนั้นมีลักษณะแสดงของโรคที่ร้ายแรงแล้วก็มีความอันตรายถึงชีวิต ซึ่งหลักการใช้สมุนไพรนั้นได้กล่าวเอาไว้ดังต่อไปนี้
  • ถ้าเกิดเป็นโรคที่ยังพิสูจน์มิได้ชัดเจนว่ารักษาด้วยการใช้สมุนไพรได้ผลดี ก็ไม่สมควรรักษาโดยใช้สมุนไพร ดังเช่น งูที่มีพิษกัด หมาบ้ากัด โรคบาดทะยัก กระดูกหัก เป็นต้น
  • กลุ่มอาการอะไรบางอย่างที่ระบุว่า บางทีอาจจะเป็นโรครุนแรงที่จำเป็นจะต้องรักษาอย่างเร่งรีบเช่น ไข้สูง ซึม  ไม่รู้ตัว ปวดอย่างหนัก  คลื่นไส้เป็นเลือด  แท้งลูกจากช่องคลอด  ท้องร่วงอย่างรุนแรง  หรือคนเจ็บเป็นเด็กและสตรีมีครรภ์ ควรรีบนำปรึกษาหมอ  แทนที่จะรักษาด้วยสมุนไพร
  • การใช้ยาสมุนไพรนั้น ควรจะค้นคว้าจากตำรา หรือขอคำแนะนำท่านผู้รอบรู้  โดยใช้ให้ถูกส่วน ใช้ให้ถูกทาง  ใช้ให้ถูกโรค  ใช้ให้ถูกคน
  • ไม่สมควรใช้สมุนไพรติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆๆเพราะว่าพิษบางทีอาจจะสะสมได้
เอกสารอ้างอิง

  • โรคบาดทะยัก (Tetanus). สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.บาดทะยัก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 294.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.ตุลาคม.2547
  • บุญเยี่ยม เกียรติวุฒิ และคณะ. (2527). โรคบาดทะยัก.ใน บุญเยี่ยม เกียรติวุฒิ และคนอื่นๆ (บรรณาธิการ), โรคติดต่อระหว่างคนและสัตว์ (หน้า 80-82). บัณฑิตการพิมพ์ : กรุงเทพมหานคร.
  • พญ.สลิล ศิริอุดมภาส.บาดทะยัก (Tetanus).หาหมอ.com.( ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.”บาดทะยัก (Tetanus).(นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).หน้า 590-593.
  • Elias Abrutyn, tetanus, in Harrison’s Principles of Internal Medicine, 15th edition, Braunwald , Fauci, Kasper, Hauser, Longo, Jameson (eds). McGrawHill, 2001
  • "Tetanus Symptoms and Complications". cdc.gov. January 9, http://www.disthai.com/
  • สมจิต หนุเจริญกุล. (2535). การพยาบาลผู้ป่วยบาดทะยัก.ในการพยาบาลอายุรศาสตร์ เล่ม 1 (หน้า 57-59). วี.เจ.พริ้นติ้ง : กรุงเทพมหานคร.
  • Atkinson, William (May 2012). Tetanus Epidemiology and Prevention of Vaccine-Preventable Diseases (12 ). Public Health Foundation. pp. 291–300. ISBN 9780983263135. สืบค้นเมื่อ 12 February 2015.
  • สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. บาดทะยัก หมอชาวบ้าน ปีที่ 17 ฉบับที่ 194 มิถุนายน 2538. หน้า 25-27
  • บาดทะยัก-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์.com(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • สมุนไพร.ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี.คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี.มหาวิทยาลัยมหิดล.


9

โรคไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever)

  • โรคไข้เลือดออกเป็นยังไง โรคไข้เลือดออก คือ โรคติดเชื้อซึ่งมีต้นเหตุมาจาก ไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) โดยมียุงลายเป็นยานพาหนะนำโรคอาการของโรคนี้มีความคล้ายกับโรคไข้หวัดในตอนแรก (แต่จะไม่มีอาการน้ำมูลไหล คัดจมูก หรือไอ) จึงทำให้คนไข้รู้เรื่องคลาดเคลื่อนได้ว่าตนเป็นเพียงแต่โรคไข้หวัด แล้วก็ทำให้มิได้รับการดูแลและรักษาที่ถูกในทันที โรคไข้เลือดออกมีลักษณะแล้วก็ความรุนแรงของโรคหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีลักษณะเล็กน้อยไปจนกระทั่งเกิดภาวะช็อกซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต สถิติในปี พุทธศักราช 2554 รายงานโดย กรุ๊ปโรคไข้เลือดออก สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่า มีอัตราเจ็บไข้ 107.02 และอัตราเจ็บไข้ตาย 0.10 ซึ่งมีความหมายว่า ในสามัญชนทุก 100,000 คน จะมีบุคคลที่ป่วยด้วยไข้เลือดออกได้ถึง 107.02 คน และก็มีคนเสียชีวิตจากโรคนี้ 0.1 คน อย่างยิ่งจริงๆ ดังนี้โรคไข้เลือดออกยังเป็นโรคระบาดที่พบได้บ่อยแถบบ้านเราและก็ประเทศใกล้เคียง มีการระบาดเป็นช่วงๆทั่วอีกทั้งในจังหวัดกรุงเทพ และบ้านนอก มักพบการระบาดในช่วงฤดูฝนซึ่งเป็นช่วงที่มียุงลายชุม จากสถิติในปี พ.ศ. 2556 ของสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พบว่ามีคนป่วยจำนวน 154,444 ราย (คิดเป็นอัตราเจ็บป่วย 241.03 ต่อพลเมือง 100,000 ราย) รวมทั้งมีจำนวนคนเจ็บเสียชีวิตปริมาณ 136 ราย (คิดเป็นอัตราเสียชีวิต 0.21 ต่อมวลชน 100,000 ราย)
  • ต้นเหตุของโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออกมีต้นเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัสที่ชื่อว่าไวรัสเดงกี Dengue 4 จำพวกคือ Dengue 1, 2, 3 แล้วก็ 4 โดยทั่วไปไข้เลือดออกที่เจอกันธรรมดาทุกปีชอบมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสDengue ประเภทที่ 3 หรือ 4 แม้กระนั้นที่มีข่าวสารมาในเวลานี้จะเป็นการติดโรคในสายพันธ์2เป็นสายพันธ์ที่พบได้เรี่ยรายแต่ว่าอาการมักจะร้ายแรงกว่าสายพันธ์ที่ 3, 4 และก็ควรเป็นการตำหนิดเชื้อซ้ำครั้งที่ 2 (Secondaryinfection) เชื้อไวรัสเดงกี่ เป็น single strandcd RNA ไวรัส อยู่ใน familyflavivirida มี4 serotypes (DEN1, DEN2, DEN3, DEN4) ซึ่งมีantigen ของกลุ่มบางจำพวกร่วมกัน ก็เลยทำให้มีcross reaction กล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อมีการติดเชื้อชนิดใดแล้ว จะมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสชนิดนั้นอย่างถาวรตลอดชาติ รวมทั้งจะมีภูมิต้านทานต่อไวรัสเดงกี่อีก 3 ชนิด ในตอนระยะสั้นๆราว 6 - 12 เดือน (หรืออาจสั้นกว่านี้) เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่มีเชื้อไวรัสเดงกี่มากอาจมีการต่อว่าดเชื้อ 3หรือ 4 ครั้งได้  การติดเชื้อไวรัสเดงกีมีลักษณะอาการแสดงได้ 3 แบบ คือ ไข้เดงกี (Denque Fever – DF),ชอบกำเนิดกับเด็กโตหรือคนแก่อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีอาการไม่รุนแรงและไม่สามารถจะวินัจฉัยได้การอาการทางสถานพยาบาลได้แน่ๆต้องอาศัยการตรวจทางทะเลเหลืองและก็แยกเชื้อไวรัส ไข้เลือดออก หรือ ไข้เลือดออกเดงกี (Dengue hemorrhagic fever – DHF) และก็ไข้เลือดออกเดงกีที่ช็อก (Denque Shock Syndrome – DSS) เป็นกรุ๊ปอาการที่เกิดขึ้นต่อจากระยะ DHF เป็นมีการรั่วของพลาสมาออกไปมากทำให้คนไข้เกิดอาการช็อก รวมทั้งสามารถตรวจเจอรระดับอีมาโตคริต    (Hct)  สูงมากขึ้นรวมถึงมีน้ำในเยื่อหุ้มช่วงปอดแล้วก็ท้องอีกด้วย
  • ลักษณะโรคไข้เลือดออก ระยะที่ 1 (ระยะไข้สูง) ผู้ป่วยจะเป็นไข้สูงลอย (รับประทานยาลดไข้ไข้ก็จะไม่ลด) ไข้39 - 41 องศาเซลเซียส ราว 2 - 7 วัน ทุกรายจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างกระทันหัน โดยมากไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ไข้อาจมากถึง 40 - 41 องศาเซลเซียสได้ซึ่งบางรายอาจมี อาการชักเกิดขึ้น คนป่วยชอบมีหน้าแดง (Flushed face) บางทีอาจตรวจ พบคอแดง (Injected pharynx) ได้แต่ว่าจำนวนมากคนไข้จะไม่มีอาการ น้ำมูกไหล หรืออาการไอ ซึ่งช่วยสำหรับในการวิเคราะห์แยกโรคที่เกิดจากหัดใน ช่วงแรก แล้วก็โรคระบบทางเดินหายใจได้ เด็กโตบางทีอาจบ่นปวดหัว ปวดรอบกระบอกตา ในระยะไข้นี้อาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบได้ทั่วไปหมายถึงเบื่อข้าว อ้วก บางรายอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งใน ระยะแรกจะปวดโดยธรรมดา และก็อาจปวดที่ชายโครงขวาในระยะ ที่มีตับโต ปวดศีรษะ เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามตัว กระหายน้ำ ซึม ในบางรายอาจมีลักษณะของการปวดท้องในรอบๆใต้ลิ้นปี่หรือชายโครงทางขวา หรืออาจมีอาการท้องผูกหรือถ่ายเหลว ส่วนในเด็กอายุต่ำลงมากยิ่งกว่า 1 ปี อาจพบลักษณะของการมีไข้สูงร่วมกับอาการชักได้ ระยะที่ 2 (ระยะช็อกและก็มีเลือดออก หรือ ระยะวิกฤติ) ชอบเจอในไข้เลือดออกที่เกิดขึ้นมาจากเชื้อเดงกีที่มีความร้ายแรงขั้นที่ 3 และก็ 4 อาการจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างวันที่ 3-7 ของโรค ซึ่งนับว่าเป็นช่วงที่วิกฤติของโรค โดยอาการไข้จะเริ่มน้อยลง แต่ว่าผู้เจ็บป่วยกลับมีอาการทรุดหนัก มีลักษณะอาการเลือดออก : อาการเลือดออกที่พบได้มากที่สุดที่ผิวหนัง โดยจะตรวจพบว่าเส้นโลหิตเปราะ แตกง่าย แนวทางการทำ torniquet test ได้ผลบวกได้ตั้งแต่ 2 - 3 วันแรกของโรค ร่วมกับมีจุดเลือดออกเล็กๆกระจายอยู่ตามแขน ขาลำตัว จั๊กกะแร้อาจมีเลือดกำเดา หรือเลือดออก ตามไรฟัน ในรายที่ร้ายแรงอาจมีอ้วก เจ็บท้อง แล้วก็อึเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (Malena) อาการเลือดออกในทางเดินของกิน มีความผิดธรรมดาของระบบไหลเวียนเลือด หรือช็อก:ชอบกำเนิด ตอนไข้จะลดเป็นระยะที่มีการรั่วของพลาสมาซึ่งจะพบทุกรายในคนไข้ ไข้เลือดออกเดงกี่ โดยระยะรั่วจะมีประมาณ 24 - 28 ชั่วโมง โดยประมาณ 1 ใน 3 ของคนไข้จะมีลักษณะร้ายแรงมีภาวการณ์การไหล เวียนล้มเหลวเกิดขึ้น เนื่องด้วยมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด/ ท้องมากมาย เกิด hypovolemic shock คนไข้จะเริ่มมีลักษณะ กระวนกระวาย มือเท้าเย็น ชีพจรเต้นเบาเร็ว(อาจมากกว่า 120 ครั้ง/นาที) เยี่ยวน้อย ความดันเลือดเปลี่ยน ตรวจพบ pulse pressure แคบ พอๆกับหรือน้อยกว่า 20 มม.ปรอท (ค่าปกติ30-40มม.ปรอท) สภาวะช็อกที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วหากไม่ได้รับการดูแลรักษาคนไข้จะมีอาการชั่วลงรอบปากเขียว ผิวสีม่วงๆตัวเย็นชืด วัดชีพจรและก็/หรือวัดความดันไม่ได้ (Profound shock) สภาวะทราบสติเปลี่ยนไป และจะเสียชีวิตภายใน 12-24ชั่วโมงข้างหลังเริ่มมีสภาวะช็อกแม้ว่าคนเจ็บได้รับการรักษาอาการช็อก อย่างทันการแล้วก็ถูกต้องก่อนจะเข้าสู่ระยะ profound shock ส่วนมากก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ระยะที่ 3 (ระยะฟื้นตัว) ในรายที่มีสภาวะช็อกไม่ร้ายแรง เมื่อผ่านวิกฤติช่วงระยะที่ 2 ไปแล้ว อาการก็จะอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่คนป่วยที่มีภาวการณ์ช็อกรุนแรง เมื่อได้รับการดูแลและรักษาอย่างถูกต้องรวมทั้งทันการก็จะฟื้นตัวเข้าสู่สภาพธรรมดา โดยอาการที่หมายความว่าดียิ่งขึ้นนั้นเป็นผู้เจ็บป่วยจะเริ่มต้องการทานอาหาร แล้วอาการต่างๆก็จะกลับคืนสู่ภาวะปกติ ชีพจรเต้นช้าลง ความดันเลือดกลับมาสู่ปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น
  • ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคไข้เลือดออก เนื่องจากโรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มียุงลายเป็นยานพาหนะนำโรคด้วยเหตุดังกล่าว ปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคไข้เลือดออกนั้น บางครั้งก็อาจจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี 1.การเช็ดกยุงลายกัด เนื่องจากว่าพวกเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ายุงตัวไหนมีเชื้อหรือไม่มีเชื้อเพราะฉะนั้น เมื่อถูกยุงลายกัด ก็เลยมีความน่าจะเป็นไปได้เสมอว่าเราบางทีอาจจะได้รับเชื้อไวรัสเดงกีที่ก่อกำเนิดโรคไข้เลือดออก โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเราถูกยุงลายกัดในพื้นที่ที่การระบายของโรคไข้เลือดออก หรือ อยู่ในพื้นที่ที่มีความชุมของยุงลายสูง 2.แหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลาย ในเมื่อยุงลายเป็นยานพาหนะนำโรคไข้เลือดออกแล้วนั้น จึงเท่ากับว่าถ้ายุงลายมีจำนวนมากก็จะทำให้เกิดความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรคไข้เลือดออกมากมายตามมา และถ้ายุงลายมีปริมาณน้องลง ความเสี่ยงที่จะกำเนิดโรคไข้เลือดออกก็น่าจะต่ำลงตามไปด้วย ด้วยเหตุนี้การควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย จึงน่าจะเป็นการลดการเสี่ยงในการเกิดโรคไข้เลือดออกได้ แล้วก็ถ้าเกิดชุมชนสามารถช่วยเหลือกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ก็จะก่อให้ชุมชมนั้น ปลอดจากโรคไข้เลือดออกได้
  • แนวทางการรักษาโรคไข้เลือดออก การวินิจฉัยโรคไข้เลือดออก หมอสามารถวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้จากอาการทางสถานพยาบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งลักษณะของการมีไข้สูง 39-41 องศาเซลเซียส หน้าแดง เปลือกตาแดง อาจคลำได้ตับโต กดเจ็บ มีผื่นแดง หรือจุดแดงจ้ำเขียว โดยไม่มีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ หรือเจ็บคอ ร่วมกับการมีประวัติโรคไข้เลือดออกของอาศัยอยู่บริเวณเดียวกัน หรือมีการระบาดของโรคในตอนนั้นๆรวมทั้งการทดสอบทูร์นิเคต์ได้ผลบวก ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการวิเคราะห์โรคนี้ได้ นอกนั้น การส่งไปทำการตรวจเลือด ซีบีซี (CBC) จะตรวจพบเกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวค่อนข้างจะต่ำและก็ความเข้มข้นของเลือดสูง เพียงเท่านี้ก็สามารถวินิจฉัยโรคได้เป็นส่วนมากแล้ว แม้กระนั้นในบางราย หากอาการ ผลของการตรวจร่างกาย และผลเลือดในเบื้องต้นยังไม่สามารถที่จะวินิจฉัยโรคได้ ในตอนนี้ก็มีวิธีการส่งเลือดไปตรวจหาภูมิคุ้มกันต้านทานต่อเชื้อไวรัสเดงกี ซึ่งจะช่วยให้การวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างแม่นยำมากยิ่งขึ้น

เนื่องด้วยยังไม่มีการพัฒนายาฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่การดูแลรักษาโรคนี้ จึงเป็นการรักษาตามอาการเป็นหลัก พูดอีกนัยหนึ่ง มีการใช้ยาลดไข้ เช็ดตัว และก็การคุ้มครองป้องกันสภาวะช็อก ยาลดไข้ที่ใช้มีเพียงแค่ชนิดเดียว คือ ยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ปริมาณยาที่ใช้ในคนแก่เป็น พาราเซตามอลรูปแบบเม็ดละ500มิลลิกรัมกินทีละ1-2เม็ด ทุก 4 - 6 ชั่วโมง โดยไม่สมควรรับประทานเกินวันละ 8 เม็ด (4 กรัม) ส่วนขนาดยาที่ใช้ในเด็กเป็น พาราเซตามอลแบบเป็นน้ำ 10-15มก.ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อครั้ง ทุก 4 - 6 ชั่วโมง โดยไม่สมควรกิน เกินวันละ5ครั้ง หรือ2.6กรัม สินค้าพาราเซตามอลรูปแบบน้ำสำหรับเด็กมีขายในหลายความแรงเช่น 120 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา (1 ช้อนชา เท่ากับ 5 มิลลิลิตร), 250 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา, แล้วก็ 60 มก.ต่อ 0.6 มิลลิลิตร ส่วนใหญ่เป็นยาน้ำเชื่อมที่จำเป็นต้องรินใส่ช้อนเพื่อป้อนเด็ก ในกรณีเด็กแรกเกิด การป้อนยาทำได้ออกจะยากก็เลยมีผลิตภัณฑ์ยาที่ทำจำหน่ายโดยบรรจุในขวดพร้อมหลอดหยด เวลาใช้ก็เพียงแต่ใช้หลอดหยดดูดยาออกมาจากขวดและนำไปป้อนเด็กได้เลย เนื่องจากสินค้าพาราเซตามอลรูปแบบน้ำสำหรับเด็กมีหลายความแรง ควรต้องอ่านฉลากและวิธีการใช้ให้ดีก่อนนำไปป้อนเด็ก กล่าวอีกนัยหนึ่ง ถ้าเกิดเด็กหนัก 10 กก. และมียาน้ำความแรง 120 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา ก็ควรป้อนยาเด็กครั้งละ 1 ช้อนชาหรือ 5 มล. รวมทั้งป้อนซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมงแต่ว่าไม่สมควรป้อนยาเกินวันละ 5 ครั้ง ถ้าเกิดว่าไม่มีไข้ก็สามารถหยุดยาได้ทันที ยาพาราเซตามอลนี้เป็นยารับประทาน ตามอาการ โดยเหตุนั้นหากไม่มีไข้ก็สามารถหยุดยาได้ทันทีส่วนยา แอสไพรินรวมทั้งไอบูโปรเฟนเป็นยาลดไข้เหมือนกัน แต่ว่ายาทั้งสองชนิดนี้ ห้ามประยุกต์ใช้ในโรคไข้เลือดออก เพราะว่าจะยิ่งส่งเสริมการเกิดภาวะ เลือดออกเปลี่ยนไปจากปกติกระทั่งบางทีอาจได้รับอันตรายต่อผู้ป่วยได้ ในส่วนการคุ้มครองภาวการณ์ช็อกนั้น ปฏิบัติได้โดยการชดเชยน้ำ ให้ร่างกายเพื่อไม่ให้ปริมาตรเลือดลดต่ำลงจนกระทั่งทำให้ความดันโลหิตตก หมอจะใคร่ครวญให้สารน้ำตามความรุนแรงของอาการ โดยบางทีอาจให้ คนไข้ดื่มเพียงสารละลายเกลือแร่ โออาร์เอส หรือผู้ป่วยบางราย อาจได้รับน้ำเกลือเข้าทางหลอดเลือดดำ  ในเรื่องที่คนไข้เกิดภาวะเลือด ออกผิดปกติจนเกิดภาวะเสียเลือดบางทีอาจจำต้องได้รับเลือดเพิ่ม แม้กระนั้น ต้องเฝ้าระวังภาวะช็อกดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น เพราะเหตุว่าภาวการณ์นี้มีความอันตรายต่อชีวิตของคนเจ็บอย่างมาก

  • การติดต่อของโรคไข้เลือดออก การติดต่อของโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออก มักติดต่อจากคนไปสู่คน ซึ่งมียุงลายตัวเมีย (Aedes aegypt)  เป็นตัวพาหะที่สำคัญ โดยยุงตัวเมียจะกัดและดูดเลือดของคนป่วยที่มีเชื้อไวรัสเดงกี แล้วต่อจากนั้นเชื้อจะเข้าไปฟักตัวรวมทั้งเพิ่มจำนวนในตัวยุงลาย ทำให้มีเชื้อไวรัสอยู่ในตัวของยุงตลอดเวลาอายุขัยของมันประมาณ 1 - 2 เดือน แล้วถ่ายทอดเชื้อไปสู่คนที่ถูกกัดได้ในรัศมี 100 เมตร ยุงลายเป็นยุงที่อาศัยอยู่ในบริเวณบ้าน มักออกกัดตอนกลางวัน มีแหล่งเพาะพันธุ์ คือ น้ำนิ่งที่ขังอยู่ในภาชนะเก็บน้ำต่างๆเป็นต้นว่า ตุ่ม แจกันดอกไม้ ถ้วยรองขาตู้ จาน ชาม กระป๋อง หม้อ ยางรถยนต์ หรือกระถาง ฯลฯ  โรคไข้เลือดออก พบส่วนใหญ่ในฤดูฝน เนื่องด้วยในช่วงฤดูนี้เด็กๆมักจะอยู่กับบ้านมากยิ่งกว่าฤดูอื่นๆทั้งยุงลายยังมีการขยายพันธุ์มากในช่วงฤดูฝน ซึ่งในเมืองใหญ่ๆที่มีราษฎรหนาแน่น และมีปัญหาทางกายภาพเกี่ยวกับขยะ อย่าง จังหวัดกรุงเทพ บางทีอาจเจอโรคไข้เลือดออกนี้ได้ตลอดทั้งปี

    รู้ได้ยังไงว่าพวกเราเป็นไข้เลือดออก ข้อสังเกตบางประการที่บางครั้งก็อาจจะช่วยทำให้สงสัยว่าอาจจะไม่สบายเลือดออก อาทิเช่น  เป็นไข้สูง อ่อนล้าเป็นเกิน 2 วัน  ถ้าหากมีปวดศีรษะมากมายหรือคลื่นไส้มากร่วมด้วย  หลังเป็นไข้ 2 ถึง 7 วัน แล้วไข้ลดลงเอง เมื่อไข้ลดแล้วมีอาการพวกนี้อย่างใดอย่างหนึ่งบางครั้งอาจจะเป็นไข้เลือดออกได้ ปวดหัวมาก อ่อนล้ามาก อ้วกมากมาย รับประทานอาหารมิได้ เจ็บท้อง มีจ้ำเลือดเล็กๆรอบๆแขน ขา หรือลำตัว มีเลือดออกตามอวัยวะอย่างเช่น เลือดกำเดา ถ่ายเป็นเลือด รอบเดือนมาก่อนกำทีด เป็นต้น

  • การกระทำตนเมื่อป่วยเลือดออก ในระยะ 2 - 3 วันแรกของการจับไข้ถ้าหากยังรับประทานอาหารรวมทั้งกินน้ำได้ ไม่อาเจียน ไม่เจ็บท้อง ไม่มีจ้ำเลือดขึ้นแล้วก็ยังไม่มีอาการเลือดออกหรือภาวการณ์ช็อกเกิดขึ้น ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ ให้ผู้ป่วยพักผ่อนมากมายๆถ้าเกิดมีไข้สูงให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวบ่อยๆแล้วก็ให้ยาลดไข้พาราเซตามอล คนแก่รับประทาน 1-2 เม็ด เด็กโต ½ - 1 เม็ด เด็กตัวเล็กๆใช้ชนิดน้ำเชื่อม 1- 2 ช้อนชา หากยังมีไข้กินซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง ห้ามให้ยาแอสไพริน โดยเด็ดขาด ด้วยเหตุว่าอาจส่งผลให้มีเลือดออกได้ง่ายขึ้น ถ้าเป็นคนไข้เด็กและก็เคยชัก ควรให้รับประทานยากันชักไว้ก่อน รับประทานอาหารอ่อนๆอาทิเช่น ข้าวต้ม โจ๊ก และกินน้ำมากมายๆเฝ้าพินิจอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด หมั่นดื่มน้ำ หรือเกลือแร โออาร์เอส ให้มากมายๆเพื่อคุ้มครองปกป้องการช็อกจากการขาดน้ำ และหากมีลักษณะอาการดังนี้ควรจะไปพบแพทย์อย่างเร็ว  ซึมลงอย่างเร็ว หมดแรงอย่างมาก มีจ้ำเลือดตามร่างกายมาก คลื่นไส้มาก รับประทานอาหารรวมทั้งดื่มน้ำมิได้ มีเลือดออกตามร่างกายดังเช่น เลือดกำเดา อ้วกเป็นเลือดขี้เป็นเลือด หรือเลือดออก ช่องคลอด เจ็บท้องมาก
  • การปกป้องตนเองจากโรคไข้เลือดออก ถึงแม้ในตอนนี้กำลังจะมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ แม้กระนั้นก็ยังไม่มียาที่สามารถฆ่าเชื้อโรคเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ โดยเหตุนี้คำตอบที่เหมาะสมที่สุดของโรคไข้เลือดออกในตอนนี้ คือ การปกป้องไม่ให้เป็นโรคโดยการควบคุมยุงลายให้มีปริมาณต่ำลงซึ่งทำเป็นโดยการควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงลายรวมทั้งการกำจัดยุงลายทั้งยังลูกน้ำและก็ตัวสมบูรณ์เต็มวัย แล้วก็คุ้มครองไม่ให้ยุงลายกัด ดังนี้การป้องกันทำเป็น 3 ลักษณะหมายถึง


การคุ้มครองป้องกันทางกายภาพ อย่างเช่น ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิด ดังเช่นว่า มีผาปิดปากตุ่ม ตุ่มน้ำ ถังเก็บน้ำ หรือหากไม่มีฝาปิด ก็วางคว่ำลงถ้าเกิดยังไม่ต้องการที่จะอยากใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้เปลี่ยนเป็นที่ออกไข่ของยุงลาย เปลี่ยนแปลงน้ำในแจกันดอกไม้สดเสมอๆอย่างต่ำทุกๆ7 วัน ปล่อยปลากินลูกน้ำลงในภาชนะเก็บน้ำ ดังเช่น ตุ่ม ตุ่ม ภาชนะละ 2-4 ตัว รวมถึงอ่างบัวและตู้ปลาก็ต้องมีปลากินลูกน้ำเพื่อคอยควบคุมปริมาณลูกน้ำยุงลายด้วยเหมือนกัน ใส่เกลือลงน้ำในจานที่เอาไว้สำหรับรองขาตู้กับข้าว เพื่อควบคุมรวมทั้งกำจัดลูกน้ำยุงลาย โดยใส่เกลือ 2 ช้อนชา ต่อปริมาตร 250 มิลลิลิตร พบว่าสามารถควบคุมลูกน้ำได้เป็นเวลายาวนานกว่า 7 วัน
การป้องกันทางเคมี เช่น เพิ่มทรายทีมีฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกเสนอแนะให้ใช้และก็รับรองความปลอดภัย เหมาะสมกับภาชนะที่ไม่สามารถที่จะใส่ปลากินลูกน้ำได้  การพ่นสารเคมีหรือยากันยุงเพื่อกำจัดยุงตัวสมบูรณ์เต็มวัย มีคุณลักษณะเด่นก็คือ สมรรถนะสูง แต่ว่าข้อบกพร่องคือ ราคาแพงแพง และก็เป็นพิษต่อคนและก็สัตว์เลี้ยง จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญสำหรับในการฉีดพ่นรวมทั้งฉีดเฉพาะเมื่อจำเป็นแค่นั้น เพื่อคุ้มครองป้องกันความเป็นพิษต่อคนและก็สัตว์เลี้ยง ควรจะเลือกฉีดตอนที่มีคนอยู่ต่ำที่สุดและก็ฉีดพ่นลงในแหล่งที่คาดว่าเป็นแหล่งเกาะพักของ เป็นต้นว่า ท่อที่มีไว้เพื่อระบายน้ำ เป็นต้น การใช้สารเคมีเพื่อกำจัดยุงในบ้านเรือน ที่ใช้กันมี 2 จำพวกเป็นยาจุดกันยุง แล้วก็สเปรย์ฉีดไล่ยุง ขึ้นรถออกฤทธิ์อาจเป็นยาในกรุ๊ปข้าศึกทรอยด์ (Pyrethroids), ดีท (DEET, diethyltoluamide) ฯลฯ ก่อนหน้ามียาฆ่ายุงด้วย มีชื่อว่า ดีดีที แต่ว่าสารนี้ถูกยกเลิกการใช้ไปแล้วเหตุเพราะเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตรวมทั้งหลงเหลือในสิ่งแวดล้อมเป็นระยะเวลานานมาก อย่างไรก็แล้วแต่ สารเคมีไม่ว่าจากยาจุดกันยุงหรือสเปรย์ฉีดไล่ยุง ก็มีความเป็นพิษต่อคนและสัตว์ ด้วยเหตุนี้เพื่อลดความเป็นพิษดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นควรจะจุดยากันยุงในรอบๆที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือทุกหนภายหลังสัมผัส ส่วนยาฉีดไล่ยุงจะมีความเป็นพิษมากกว่า ด้วยเหตุดังกล่าวห้ามฉีดลงบนผิวหนัง แล้วก็ควรปฏิบัติตามวิธีใช้ที่กำหนดข้างกระป๋องอย่างเคร่งครัด
การกระทำตัว ดังเช่นว่า นอนในมุ้ง หรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดเพื่อเป็นการป้องกันและยังเป็นการไม่ให้ถูกยุงกัด โดยจะต้องปฏิบัติเหมือนกันทั้งยังตอนกลางวันรวมทั้งช่วงกลางคืน ถ้าเกิดไม่อาจจะนอนในมุ้งหรือนอนในห้องที่มีมุ้งลวดได้ ควรที่จะใช้ยากันยุงชนิดทาผิวซึ่งมีสารสำคัญที่สกัดจากธรรมชาติ อาทิเช่น น้ำมันตะไคร้หอม (oil of citronella), น้ำมันยูคาลิปตัส (oil of eucalyptus) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงขึ้นยิ่งกว่ามาทาหรือหยดใส่ผิวหนังใช้เป็นยากันยุง แต่ว่าคุณภาพจะต่ำลงยิ่งกว่า DEET

  • สมุนไพรจำพวกไหนที่ช่วยรักษาคุ้มครองปกป้องโรคไข้เลือดออกได้ โดยจากการเรียนรู้ข้อมูล พบว่า สามารำใช้ใบมะละกอสดมาคันน้ำพร้อมกันกับการรักษาแผนปัจจุบัน จะก่อให้เกล็ดเลือดของผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกมากขึ้นได้ภายใน 24 – 48 ชม. ช่วยลดอัตราการตายลงได้ มีงานวิจัยรอบรับในหลายประเทศ มีการทดสอบในสาวใช้แล้วสำเร็จ ดังเช่น อินเดีย ประเทศปากีสถาน มาเลเซีย นอกนั้นยังมีการจดสิทธิบัตรน้ำใบมะละกอในต่างแดนด้วย มิได้ใช้เฉพาะคนไข้เกล็ดเลือดต่ำจากไข้เลือดออกเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ในกรณีอื่นด้วย กรรมวิธีการรักษาโรคไข้เลือดออกด้วยใบมะละกอสดหมายถึงใช้ใบมะละกอสดประเภทใดก็ได้ราวๆ 50 กรัม จากต้นมะละกอ หลังจากนั้นล้างให้สะอาด และก็กระทำการบทอย่างระมัดระวัง ไม่ต้องเติมน้ำ กรองเอากากออก กินน้ำใบมะละกอสดแยกกาก วันละ ครั้งแก้ว หรือ 30 ซีซี ต่อเนื่องกัน 3 วัน โดยแนวทางลักษณะนี้มีการวิจัยมาแล้วว่าปลอดภัย


สมุนไพรที่สามารถไล่ยุงได้ ตะไคร้หอม ช่วยสำหรับการไล่ยุงเพราะเหตุว่ากลิ่นฉุนๆของมันไม่เป็นมิตรกับยุงร้าย ในตอนนี้มีการทำออกมาในรูปของสารสกัดชนิดต่างๆไว้สำหรับคุ้มครองป้องกันยุงโดยยิ่งไปกว่านั้น แต่ถ้าหากต้องการให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีสุดๆควรใช้ตะไคร้หอมไล่ยุงจำพวกที่สกัดน้ำมันเพียวๆจากต้นตะไคร้หอมจะเหมาะสมที่สุด เว้นแต่กลิ่นจะช่วยขับไล่ไสส่งยุงแล้ว ยังช่วยไล่แมลงอื่นๆได้อีกด้วยล่ะ เปลือกส้ม ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรไล่ยุงได้อีกด้วย กระบวนการไล่ยุงด้วยเปลือกส้มนั้น เพียงแค่ใช้เปลือกส้มที่แกะออกจากผลส้มแล้วมาผึ่งจนกว่าจะแห้ง แล้วเอามาเผาไฟ ควันที่เกิดขึ้นและก็น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในเปลือกส้มมีคุณประโยชน์เป็นอย่างดีสำหรับการไล่ยุง  มะกรูด นับว่าเป็นสมุนไพรที่มากมายไปด้วยประโยชน์ และก็ยังสามารถนำมาเป็นสมุนไพรไล่ยุงได้เป็นอย่างดี แนวทางการเป็น นำผิวมะกรูดสดมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆมาโขลกกับน้ำเท่าตัวกระทั่งแหลกละเอียด ต่อจากนั้นให้กรองเอาเฉพาะน้ำ สามารถนำมาทาผิวหรือใส่กระบอกที่เอาไว้ฉีดเพื่อฉีดตามจุดต่างๆของบ้านได้ โหระพา กลิ่นหอมยวนใจแรงของโหระพายังเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ช่วยสำหรับการไล่ยุงและแมลง ทำให้มันไม่อาจจะคงทนกับกลิ่นฉุนของโหระพาได้ สะระแหน่ นับว่าเป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมยวนใจ แต่กลิ่นหอมสดชื่นๆของมันไม่ค่อยถูกกันกับยุงนัก ขั้นตอนการไล่ยุงเพียงแค่นำใบสะระแหน่มาบดขยี้ให้กลิ่นออกมา หลังจากนั้นนำไปวางตามจุดต่างๆที่มียุงเป็นจำนวนมากหรือสามารถนำใบสะระแหน่มาบดแล้วทาลงบนผิวหนังจะก่อให้ผิวหนังสดชื่นและยังช่วยเหลือกันยุงได้อีกด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. คู่มือการประเมินผลตามตัวชิ้วัดงานป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกระดับจังหวัด ปี 2553. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: 2543.1-12.
  • (ภกญ.วิภารักษ์ บุญมาก).”โรคไข้เลือดออก”ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • สิวิกา แสงธาราทิพย์ ศิริชัย พรรณธนะ(2543).โรคไข้เลือดออก.(พิมพ์ครั้งที่2).พิมพ์ที่บริษัท เรดิเอชั่น จำกัด สำนักงานควบคุมโรคไข้เลือดออก กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุข http://www.disthai.com/
  • สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. แนวทางการวินิจฉัยและรักษาไข้เลือดออกในระดับโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด; 2548.8-33.
  • แนวทางการวินิจฉัยและรักษาโรคไข้เลือดออกเดงกี กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวจสาธารณสุข.(2544).กระทรวจสาธารณสุข
  • Sunthornsaj N, Fun LW, Evangelista LF, et al. MIMS Thailand. 105th ed. Bangkok: TIMS Thailand Ltd; 2006.118-33.
  • นพ.สมชาญ เจียรนัยศิลป์.ไข้เลือดออก.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่267.คอลัมน์โรคน่ารู้.กรกฎาคม.2544
  • คู่มือวิชาการโรคติดเชื้อเดงกีและโรคไข้เลือดออกเดงกีด้านการแพทย์และสาธารณสุข.สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลงกรมควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข.2558
  • กันยา ห่านณรงค์.โรคไข้เลือดออก.จดหมายข่าว R&D NEWSLETTER.ปีที่23.ฉบับที่1 ประจำเดือนมกราคม-มีนาคม2559.หน้า 14-16
  • รักษา”ไข้เลือดออก”แนวใหม่ใช้ใบมะละกอคั้นน้ำกินเพิ่มเกล็ดเลือด.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.dailinews.co.th*politics/232509
  • World Health Organization Regional Office for South-East Asia. Guidelines for treatment of Dengue Fever/Dengue Hemorrhagic Fever in Small Hospitals,1999:28. Available from: http://www.searo.who.int/linkfiles/dengue_guideline-dengue.pdf Accessed May 10, 2012.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.”ไข้เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever/DHF)” หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.
  • สถานการณ์โรคไข้เลือดออก พ.ศ.2554.กลุ่มโรคไข้เลือดออก สำนักงานโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
  • Lacy CF, Armstrong LL, Gol

10

โรคอัมพฤกษ์อัมพาต

  • โรคอัมพฤกษ์อัมพาต เป็นอย่างไร โรคอัมพฤกษ์อัมพาตเป็นลักษณะของ โรคเส้นเลือดสมองเป็นหนึ่งในกรุ๊ปโรคหัวใจรวมทั้งหลอดเลือดที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ในแต่ละปีสามัญชนโลกประมาณ 15 ล้านคนที่ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมอง แล้วก็ผู้เสียชีวิตจากโรคนี้จำนวน 5.5 ล้านคนต่อปี รวมทั้ง ทุพพลภาพอีกหลายล้านคน นอกเหนือจากนั้นยังทำให้เกิดผลกระทบถึงชุมชนแล้วก็สังคมที่ต้องรับภาระการรักษาทั้งคนดูแลและก็รายจ่าย ทำให้สูญเสียทั้งยังเศรษฐกิจเงินทองของประเทศ ในประเทศไทยคนที่เสียชีวิตด้วยโรคเส้นโลหิตสมองมีไม่น้อยเลยทีเดียวถึง 40,000 คนต่อปีรวมทั้งมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆโดยอายุเฉลี่ยโดยมากอยู่ในช่วงอายุ 55-65 ปี โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นอาการของแขน ขาหรือหน้า ส่วนใดส่วนหนึ่งชา อ่อนกำลังหรือขยับเขยื้อนลำบาก หรือเคลื่อนมิได้เลย อย่างทันทีทันควัน  ซึ่งมีต้นเหตุมาจากหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองตีบหรือแตก ทำให้เนื้อสมองไม่ได้กินอาหาร และก็ออกสิเจนทำให้เนื้อสมองเกิดการเสียหาย ถ้าหากไม่รีบรักษาเนื้อสมองจะตาย เกิดความย่ำแย่ถาวรสุดท้าย แล้วก็ด้วยเหตุว่าสมองเป็นศูนย์รวมสำหรับในการสั่งการของอวัยวะภายใต้อำนาจบังคับของสมองส่วนนั้น เมื่อเนื้อสมองส่วนใดเสียหายหรือตาย ก็จะทำให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะภายใต้การควบคุมของสมองส่วนนั้น

    โรคอัมพาต ในความหมายทั่วๆไปจึงหมายคืออาการแขนและก็/หรือ ขาขยับเขยื้อนมิได้ หมดแรง ใช้งานไม่ได้  ส่วนโรคอัมพฤกษ์ หมายถึงอาการแขนและก็/หรือขาอ่อนแรงกว่าเดิม ยังพอใช้ได้งานได้ แม้กระนั้นใช้ได้น้อยกว่าธรรมดาอาทิเช่น บางทีอาจชา จับจับของหนัก หรือแต่งหนังสือตามเดิมไม่ได้ ซึ่งอัมพฤกษ์จะมีความร้ายแรงน้อยกว่าอัมพาต
    สำหรับในประเทศไทยสถิติจากกระทรวงสาธารณสุขในปี 2552 พบว่า โรคเส้นเลือดสมองเป็นสาเหตุการตาย หรือทุพพลภาพสูงเป็นอันดับ 3  ในเพศชาย รองจากโรคเอดส์และอุบัติเหตุ และก็สูงเป็นอันดับ 2 ในเพศหญิงรองจากโรคภูมิคุมกันบกพร่อง  จากข้อมูลดังที่กล่าวถึงมาแล้วจะเห็นว่าโรคเส้นโลหิตสมองเป็นโรคที่รุกรามต่อชีวิตและก็การดำรงชีวิตของประชากรทั่วโลก

  • สาเหตุของโรคอัมพฤกษ์อัมพาต โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต มีต้นเหตุที่เกิดจากสมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากเส้นโลหิตตีบ เส้นโลหิตตัน หรือเส้นเลือดแตก ทำให้เยื่อในสมองถูกทำลาย เป็นเหตุให้เกิดอาการต่างๆขึ้น โดยความไม่ดีเหมือนปกติของโรคเส้นโลหิตสมองสามารถแบ่งออกได้เป็นจำพวกต่างๆดังนี้เป็น โรคเส้นเลือดสมองประเภทสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดของหลอดเลือดสมองที่พบได้กว่า 80% ของโรคเส้นโลหิตสมองทั้งหมดทั้งปวง มีต้นเหตุจากตันของหลอดเลือดจนถึงทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ซึ่งได้ผลจากการที่ผู้ป่วยมีสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆตัวอย่างเช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง  การสูบยาสูบ   ภาวการณ์หัวใจวายหรือหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภท การขาดการบริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ  โรคเลือดบางสิ่ง อาทิเช่น ภาวการณ์เลือดข้นไม่ปกติ   เกร็ดเลือดสูง  เม็ดเลือดขาวสูงแตกต่างจากปกติ โดยมาก แล้วมักกำเนิดร่วมกับภาวะเส้นเลือดแดงแข็ง ซึ่งเกิดจากไขมันที่เกาะตามฝาผนังเส้นโลหิตจนถึงกระตุ้นให้เกิดเส้นโลหิตตีบแข็ง โรคเส้นโลหิตสมองชนิดนี้ยังแบ่งออกได้อีก 2 จำพวกย่อย ดังเช่น  โรคเส้นโลหิตขาดเลือดจากภาวการณ์เส้นเลือดสมองตีบ (Thrombotic Stroke) มีเหตุที่เกิดจากหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) มีเหตุมาจากสภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง เบาหวาน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปยังสมองได้ โรคเส้นโลหิตขาดเลือดจากการอุดตัน (Embolic Stroke) มีเหตุมาจากการอุดตันของเส้นเลือดกระทั่งทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปที่สมองได้อย่างพอเพียง โรคเส้นเลือดสมองประเภทเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) มีสาเหตุมาจากสภาวะเส้นโลหิตสมองแตก เมื่อเกิดการแตกของเส้นโลหิตสมอง ก้อนเลือดจะแทรกดันเนื้อสมองส่วนที่ดีทำให้อับอายขายหน้าที่เซลล์สมองปฏิบัติงานไม่ดีเหมือนปกติ  กำเนิดอัมพฤกษ์อัมพาตตามมา หรือฉีกให้ขาด ทำให้เลือดรั่วไหลเข้าไปในเยื่อสมองแม้กระนั้นเจอได้น้อยกว่าประเภทแรก คือโดยประมาณ 20%โดยภาวะนี้มักสโมสรกับโรความดันเลือดสูงที่ไม่ได้รับการดูแลและรักษาลาภาวะเครียด การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์รวมทั้งยาบางนิดด้วย โรคเส้นโลหิตสมองจำพวกนี้ยัง สามารถแบ่งได้อีก 2 ประเภทย่อยๆอย่างเช่น  โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) มีเหตุมาจากความอ่อนแอของหลอดเลือด โรคเส้นเลือดสมองแตกต่างจากปกติ(Arteriovenous Malformation) ที่เกิดขึ้นจากความเปลี่ยนไปจากปกติของเส้นโลหิตสมองตั้งแต่กำเนิด
  • ลักษณะโรค อัมพฤกษ์ อัมพาต อาการโรคเส้นเลือดสมอง สามารถเจออาการได้หลายแบบอย่าง ขึ้นกับตำแหน่งของสมองที่เกิดการขาดเลือดหรือถูกทำลาย โดยอาการที่สามารถพบได้บ่อย เช่น อาการเมื่อยล้า หรือมีลักษณะอัมพฤกษ์ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยมากมักกำเนิดกับร่างกายข้างใดข้างหนึ่ง เช่น ครึ่งส่วนทางด้านซ้ายฯลฯ อาการชา หรือสูญเสียความรู้สึกของร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกันกับอาการอ่อนกำลังที่มักเกิดกับร่างกายครึ่งส่วนใดครึ่งซีกหนึ่ง มีปัญหาเกี่ยวกับการพูด ดังเช่น ไม่สามารถพูดได้กล่าวติด เสียงไม่ชัด หรือไม่รู้เรื่องคำบอกเล่า มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว อาทิเช่นเดินเซ หรือมีลักษณะเวียนหัวรุนแรง การสูญเสียการมองเห็นนิดหน่อย หรือเห็นภาพซ้อน


อาการพวกนี้มักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ในบางครั้งบางทีอาจกำเนิดเป็นอาการเตือนเกิดขึ้นชั้วขณะหนึ่งแล้วหายไปเอง หรือเกิดขึ้นได้หลายทีก่อนมีลักษณะสมองขาดเลือดแบบถาวร เรียกว่าภาวการณ์มีสมองขาดเลือดชั่วคราว(transient ischemic attack) ซึ่งเจอได้โดยประมาณ 15%

  • ปัจจัยเสี่ยงที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดสมอง ปัจจัยเสี่ยงมีหลายกรณี โดยอาจแบ่งออกเป็น สาเหตุที่ไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้และก็สาเหตุซึ่งสามารถเปลี่ยนได้{คือ|เป็น



    ต้นสายปลายเหตุที่เปลี่ยนไม่ได้


    อายุ : ในผู้ที่แก่มากยิ่งกว่า 65 ปีเนื่องจากอายุมากขึ้นหลอดเลือดจะมีการแข็งมากขึ้น แล้วก็มีไขมันเกาะหนาตัวทำให้เลือดไหลผ่านได้ทุกข์ยากลำบากมากยิ่งขึ้นเพศ : ผู้ชาย มีความเสี่ยงมากยิ่งกว่าผู้หญิง
    ความเป็นมาครอบครัว : เป็นโรคเส้นโลหิตสมองหรือโรคเส้นโลหิตหัวใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่แก่ยังน้อย
    สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงซึ่งสามารถเปลี่ยนได้ โรคความดันเลือดสูง คนที่มีความดันโลหิตสูงเป็นเวลานานๆทำให้หลอดเลือดแข็งตัว จะทำให้สมองดำเนินงานไม่ดีเหมือนปกติ มีการตีบแตกของเส้นเลือดสมอง ช่องทางเป็นอัมพาตมากกว่าคนธรรมดามากถึง ๓–๑๗ เท่า เพราะเหตุว่าไปทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ จึงเกิดการแตกง่ายระดับความดันโลหิตที่ถือว่าสูง จำเป็นต้องเท่ากับหรือมากยิ่งกว่า 140/90 มม.ปรอท โรคเบาหวาน ส่งผลให้เกิดสภาวะเส้นเลือดตีบแข็งทั่วร่างกาย เส้นโลหิตไปเลี้ยงสมองอุดตัน นำไปสู่อัมพาตได้ ซึ่งจะเพิ่มจังหวะเสี่ยงในการเกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาต 3 เท่า ไขมันในเลือดสูง ไขมันไปเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้ฝาผนังเส้นเลือดแข็ง เกิดการตัน เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยเกินไป นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอัมพาตได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงการเกิดโรคอัมพฤกษ์อัมพาตถึง 1.5 เท่า การสูบบุหรี่ เหตุเพราะสารคาร์บอนมอนอกไซด์ เป็นตัวรีบทำให้ผนังเส้นเลือดเกิดการตีบขึ้นแล้วก็บุหรี่จะลดปริมาณออกสิเจนในเส้นโลหิต เพิ่มความหนืดของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี ไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายน้อยเกินไป ช่องทางเป็นอัมพาตได้มากกว่าคนที่ไม่ดูด ๓ เท่า ขาดการบริหารร่างกาย การออกกำลังกายช่วยเผาผลาญน้ำตาลและก็ไขมัน ไม่กระตุ้นให้เกิดภาวการณ์สารอาหารเกิน ช่วยเพิ่มปริมาณการไหลเวียนของโลหิตและออกซิเจนในร่างกาย ช่วยลดระดับความดันเลือด ลดความตึงเครียดและทำให้กล้ามเนื้อหัวใจและกระดูกแข็งแรง นิสัยการบริโภคที่ผิดจำต้อง ได้แก่ การรับประทานอาหารในจำนวนมากเหลือเกิน จนทำให้อ้วน (ปกติรอบเอว ชายไม่เกิน 90 ซม. หญิง ไม่เกิน 80 ซม.) ของกินที่มีเกลือ (ปกติ ไม่เกิน 1 ช้อนชา/วัน) และไขมันสูง (การทอด น้ำมันสัตว์ เครื่องในสัตว์ กุ้ง ปลาหมึก หนังไก่ ขาหมู ทานอาหารพวกผัก ผลไม้ไม่พอ (น้อยกว่า 5 ส่วนต่อวัน เช่นผักสดน้อยกว่า 5 ทัพพีต่อวัน/ผักสุกน้อยกว่า 9 ช้อนโต๊ะต่อวัน) ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำ (ธรรมดาชาย ไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน หญิง ไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน) ก่อปัญหาความดันเลือดสูง ไขมันและก็น้ำตาลในเลือดสูง

  • วิธีการรักษา โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต การวิเคราะห์โรคหลอดเลือดสมอง สำหรับเพื่อการตรวจเพื่อยืนยันโรคหลอดเลือดสมอง มีขั้นตอนดังนี้ แนวทางซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะซักประวัติการรักษา อาการ รวมถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆตรวจ ร่างกายทั่วๆไป และก็ตรวจร่างกายทางระบบประสาท  การตรวจทางห้องทดลอง ดังเช่นว่าการตรวจเลือดต่างๆการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan) เพื่อมองว่าสมองมีลักษณะของการขาดเลือดหรือกำเนิด เลือดออกในสมองหรือไม่


                สำหรับในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง ที่เกิดจากการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดในระยะทันควันที่มีการเรียนรู้ยืนยันแล้วว่าได้ผลลัพธ์ที่ดีกระจ่างแจ้ง ตัวอย่างเช่น

  • การให้ยาสลายลิ่มเลือด (Tissue plasminogen activator, tPA) ทางหลอดเลือดดำแก่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงหลังกำเนิดอาการ จะเพิ่มช่องทางของการฟื้นตัวจากความพิการให้อาการกลับมาใกล้เคียงธรรมดาได้ถึง 1.5 – 3  เท่า  เมื่อเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่มิได้รับยา อย่างไรก็ดีการใช้ยานี้มีความเสี่ยงของเลือดออกในสมองได้ราวๆ 6%
  • การให้ยาต้านเกล็ดเลือด เป็นยาที่ช่วยปกป้องการก่อตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การอุดตันต่ำลง ยาในกลุ่มนี้ที่ นิยมใช้ได้แก่ยาแอสไพริน การให้กินยาแอสไพรินอย่างต่ำ 160 mg ต่อวันข้างใน  48  ชั่วโมงข้างหลังเกิดอาการ จะช่วยลดจังหวะกำเนิดโรคเส้นโลหิตสมองแคบซ้ำแล้วก็เสียชีวิตลง
  • การรับตัวผู้เจ็บไข้เอาไว้ในหอผู้เจ็บป่วยโรคเส้นเลือดสมองเฉียบพลัน (acute stroke unit)นับเป็นการรักษาที่ช่วยลดอัตราการตายหรือทุพพลภาพอีกวิธีหนึ่ง
  • การผ่าตัดเปิดหัวกะโหลก (Hemicraniectomy) จะตรึกตรองทำเฉพาะกรณีที่มีลักษณะ


รุนแรงรวมทั้งมีการตีบหรืออุดตันของหลอดเลือดแดงใหญ่ Middle cerebral atery ในสมองเพียงแค่นั้น โดยมีหลักฐานการศึกษาว่าการผ่าตัดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถลดอัตราการตายของคนไข้ได้

  • การติดต่อของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เป็นโรคที่เกี่ยวกับหลายเลือดสมอง จึงไม่มีการติดต่อระหว่าง คนสู่คน หรือสัตว์สู่คน
  • การกระทำตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต อาการเตือนของอัมพาต แขนขาอ่อนแรง หรือชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว บอกทุกข์ยากลำบาก หรือไม่เข้าใจภาษา เวียนศีรษะ หัวหมุน คลื่นไส้ เสียการทรงตัว ตามองไม่เห็นครึ่งซีก หรือสองด้าน ประสาทตาอัมพาต กลอกลูกตาไม่ได้ ตาเข เห็นภาพซ้อน กล้ามเนื้อ ใบหน้าเป็นอัมพาต ปากเบี้ยว ปิดตาไม่สนิท กลืนทุกข์ยากลำบาก กล่าวไม่ชัดเจน เสียงแหบ ซึมหรือสลบ หากมีเส้นเลือดแตกจะมีก้อนกดทับสมอง สมองบวม ความดันในกะโหลกมากขึ้น ทำให้มีอาการต่างๆร่วมด้วย อาทิเช่น ปวดศีรษะมากมาย อาเจียน คลื่นไส้ ต้นคอแข็งเกร็ง หมดความรู้สึก เมื่อมีลักษณะเตือนของอัมพาตเกิดขึ้น คนสนิทหมั่นดู แม้มีอะไรไม่ดีเหมือนปกติรีบเจอหมอ กระทำการรักษาในทันที บางรายถ้าหากมีการเปลี่ยนแปลงหมดสติไป บางครั้งอาจจะจะต้องรีบทำผ่าตัดด่วน


ส่วนเมื่อได้รับการรักษาแล้วแล้วก็แพทย์อนุญาตให้กลับมาดูแลตัวเองที่บ้าน การดูแลตน เอง/การเจอหมอที่สำคัญคือ กระทำตนตามหมอ/พยาบาลแนะนำ อุตสาหะเคลื่อนร่างกายเท่าที่ทำได้เสมอ เป็นต้นว่า ทำกายภาพบำบัดตามคำแนะนำของแพทย์ หรือ นักกายภาพบำบัดบ่อย อย่าหมดหวัง ด้วยเหตุว่าอาการต่างๆจะค่อยๆดียิ่งขึ้นช้าๆรับประทานยาต่างๆให้ครบถ้วนบริบูรณ์ ถูกต้อง ไม่ขาดยา เพื่อคุ้มครองปกป้องโรคกำเนิดเป็นซ้ำ และโรคแทรกต่างๆรักษาสุขอนามัยเบื้องต้น  เพื่อลดจังหวะติดเชื้อโรค รู้เรื่องในธรรมชาติของโรค สารภาพความเป็นจริง ปรับพฤติกรรมให้เข้ากับภาวะ จัดบ้าน ห้องพัก และก็ห้องอาบน้ำเพื่อช่วยตัวเองให้ได้มากที่สุด ควบคุมโรคต่างๆที่เป็นสาเหตุ/สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง เจอแพทย์ตามนัดหมายเสมอแล้วก็รีบเจอก่อนนัดหมายเมื่ออาการต่างๆชั่วโคตรลง

  • การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต การปกป้องโรคเส้นเลือดสมอง โรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงโรคเส้นเลือด ซึ่งการลดการเสี่ยงทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนการกระทำการใช้ชีวิต การกินอาหาร รวมทั้งการบริหารร่างกาย ดังนี้ ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ แล้วก็ควรจะหลบหลีกของกินที่มีไขมันสูง เพราะว่าจะนำมาซึ่งภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง รวมทั้งอาหารที่มีรสเค็มจัด ที่เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง ควบคุมน้ำหนัก โรคอ้วนเป็นสาเหตุของโรครุนแรงต่างๆและก็โรคเส้นโลหิตสมอง การควบคุมน้ำหนักจะช่วยลดการเสี่ยงลงได้ บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ โดยระยะเวลาสำหรับเพื่อการบริหารร่างกายที่เหมาะสมเป็น 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยควรเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก งดสูบบุหรี่นอกเหนือจากนั้นควรรับการตรวจรักษาตลอดกับหมออย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆโดยการใช้ ยาด้วยกัน เช่น การให้ยาควบคุมระดับคอเลสเตอรอล โดยควรได้รับการตรวจวัดระดับไขมันในเลือดขั้นต่ำทุก 6-12 เดือน ถ้าหากเป็นผู้ที่มีการเสี่ยง หรือมีภาวะคอเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว ควรไปพบหมออย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามอาการ- ควบคุมระดับความดันโลหิตให้เข้าขั้นปกติโดยความดันโลหิตที่สมควรหมายถึงต่ำยิ่งกว่า 140/90 มม.ปรอท- ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เปลี่ยนแปลงความประพฤติการรับประทานอาหาร และก็การใช้ชีวิต นอกเหนือจากนี้ ควรจะรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยควบคุมอาการได้และทำให้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองลดลง กรณีเป็นโรคหัวใจ ควรจะรับการรักษาโรคหัวใจอย่างต่อเนื่องเหมือนกัน โดยกรณีเป็นโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะควรได้รับยาปกป้องเลือดแข็งตัว
  • สมุนไพรซึ่งสามารถช่วยคุ้มครองปกป้องโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
  • สมุนไพรซึ่งสามารถช่วยคุ้มครองป้องกันโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต (เส้นโลหิตสมอง) อาทิเช่น กระเทียม กระชาย ขมิ้น ข่า ตะไคร้ ขิง ใบกะเพรา ใบโหระพา ใบสะระแหน่ พริกไทยดำ โดยส่วนใหญ่แล้วในสมุนไพรที่ประกอบไปด้วยน้ำมันหอมระเหยจะมีส่วนช่วยลดการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย บำรุงเลือด ทำลายเชื้อแบคทีเรียที่นำไปสู่การอักเสบภายในร่างกาย และก็ทำให้เส้นโลหิตแข็งแรง
  • สมุนไพรพื้นเมืองแก้โรคเบาหวานลดความดันที่เป็นต้นเหตุของโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต มะระขี้นก เป็นไม้เลื้อยและเป็นผักประจำถิ่นของไทย มีวิตามิน เอ รวมทั้ง ซี สูง มีคุณประโยชน์สำหรับการลดน้ำตาลในเลือด และชะลอการเกิดต้อกระจกได้ กระเทียม มีคุณลักษณะช่วยลดระดับความดันเลือดลงได้ ควรจะกินกระเทียมหัวแก่ ถ้าหากกินสดจะได้รับคุณประโยชน์มากกว่ากระเทียมที่ปรุงสุกแล้ว ตะไคร้ เป็นสมุนไพรแก้เบาหวานแล้วก็ความดันที่เรารู้จักกันดี เพราะว่านิยมนำมาเตรียมอาหาร ซึ่งตะไคร้จะมีสรรพคุณสำหรับในการขับปัสสาวะ ขับลม และก็ยังช่วยลดระดับความดันเลือดได้อีกด้วย ใบชะพลู เป็นผักท้องถิ่นของไทยและเป็นสมุนไพรแก้โรคเบาหวานและความดัน  นิยมเอามารับประทานสด ในตำรับยาสมุนไพรพื้นเมืองสามารถนำใบชะพลูมาต้มเพื่อลดโรคเบาหวานได้ เหตุเพราะใบชะพลูมีสรรพคุณสำหรับการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง
เอกสารอ้างอิง

  • พญ.พรรณวลัย ผดุงวณิชย์กุล.โรคหลอดเลือดสมอง.สาขาวิชาประสาทวิทยา.ภาควิชาอายุรศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์.มหาวิทยาลัยนเรศวร.
  • อ.นพ.ยงชัย นิละนนท์.อัมพฤกษ์อัมพาต โรคเรื้อรังที่ต้องดูแล.สาขาวิชาประสาทวิทยา.ภาควิชาอายุรศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทำไมต้องรู้จัก”โรคหลอดเลือดสมอง”.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่350.คอลัมน์อื่นๆ.มิถุนายน 2551.
  • โรคอัมพาต โรคอัมพฤกษ์ โรคหลอดเลือดสมอง(Stroke)
  • อรุณี เจษฎาวิสุทธิ์.อัมพฤกษ์ อัมพาต มหันตภัยใกล้ตัว.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่320.คอลัมน์ บทความพิเศษ.ธันวาคม 2548
  • Poungvarin, N. et al. (2011). Prevalence of stroke and stroke risk factors in Thailands: Thai Epidemiologic Stroke (TES) Study. J Med Assoc Thai. 94, 427-436.
  • สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์. สถิติสธารณสุข พ.ศ. 2554 (Public Health Statistics A.D. 2011). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก; 2554. 234 p.http://www.disthai.com/
  • สมศักดิ์ เทียมเก่า,กาญจนศรี สิงห์ภู่,พัชรินทร์ อัวนไตร,และณัฐภรณ์ หาดี.(2557).คู่มือการดูแลสุขภาพสำหรับประชาชน เรื่อง โรคหลอดเลือดสมอง.โรคพยาบาลศรีนครินทร์และภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์.
  • Lambert, M. (2011).AHA/ASA guidelines on prevention of recurrent stroke. Am Fam Physician. 83, 993-1001.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.


    Tags : โรคอัมพฤกษ์-อัมพาต

11

สมุนไพรโพธิสัตว์
โพธิสัตว์ Aleurites moluccana (Linn.) Wild.
ชื่อพ้อง Jatropha moluccana Linn.
บางถิ่นเรียกว่า พระโพธิสัตว์ (จังหวัดกรุงเทพมหานคร) กือระ (มลายู-จังหวัดยะลา) ปูรัด (จังหวัดสตูล) มะเยา (เหนือ).
  ต้นไม้ ขนาดใหญ่ สูง 10-20 มัธยม ยอดอ่อน ใบ และก็ช่อดอกมีขนรูปดาวปกคลุม. ใบ ผู้เดียว เรียงแบบบันไดเวียนห่างๆตามปลายกิ่ง รูปไข่ถึงรูปหอก หรือ รูปข้าวหลามตัดป้อมๆปลายใบเรียวแหลม ขอบของใบเรียบ เป็นคลื่นนิดหน่อย หรือ มี 3-7 แฉก ปลายแฉกมน หรือ แหลม โคนใบมน หรือ ตัด เส้นใบ 3-7 คู่ เส้นใบคู่ข้างล่างออกมาจากโคนใบ โคนใบตรงที่ติดกับก้านใบ มีต่อม 2 ต่อม ใบแก่ข้างบนหมดจด ด้านล่างมีขนรูปดาว สีขาวนวล ก้านใบยาว 8-14 ซม. มีขน. ดอก สีขาว ออกเป็นช่อที่ยอด ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่บนต้นเดียวกัน หรือ ต่างต้นกัน ก้านดอกสั้น. สมุนไพร ดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบดอกไม้มีขนหนาแน่นคล้ายกำมะหยี่ แยกเป็น 3 กลีบ ยาวประมาณ 2 มม. กลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่กลับแกมขอบขนาน ด้านในมีขน เกสรผู้มี 15-20 อัน ก้านเกสรสั้น มีขน อับเรณูตั้งชัน เกสรผู้ตั้งอยู่บนฐานซึ่งมีขน. ดอกเพศเมีย กลีบรองกลีบดอก และกลีบดอกไม้เสมือนดอกเพศผู้ บนฐานดอกมีต่อมเรียงสลับกับกลีบดอก เห็นได้ชัด รังไข่ 2-5 ช่อง มีไข่อ่อนช่องละ 1 หน่วย ท่อรังไข่ปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล ค่อนข้างกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-6 เซนติเมตร ผิวสีเขียวมะกอก เรียบ เปลือกหนา มี 1-2 เม็ด. เม็ด มีเปลือกแข็ง เป็นร่อง เนื้อในสีขาว มีน้ำมันมาก.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นดังที่ราบในป่าดงดิบ เหนือระดับน้ำทะเลไม่เกิน 350 ม.
สรรพคุณ : ต้น น้ำต้มเปลือก รับประทานเป็นยาฝาดสมาน และก็แก้บิด ใบ เผาให้ร้อน ใช้พอกแก้ปวดตามข้อ ผล กินได้เมื่อทำให้สุก เป็นยาเย็น บำรุงร่างกายและก็กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เม็ด เนื้อเมล็ดเมื่อหีบ ให้น้ำมันถึง 60% มีสรรพคุณไม่เหมือนกับน้ำมันทัง (Tung Oil) มาก ใช้แทนกันมิได้ มีคุณสมบัติดูดความชุ่มชื้นได้ดีเป็นพิเศษ ใช้ประโยชน์สำหรับในการผลิตสบู่ ทำน้ำมันชักเงา อื่นๆอีกมากมาย ใช้เป็นยาทาบาดแผล กินก่อนนอกขนาด 1-2 ออนซ์ เป็นยาระบายอย่างอ่อนแทนน้ำมันละหุ่งได้  เปลือกเมล็ดตำเป็นยาพอกหัวแก้ปวด ลดไข้ พอกรอยแผลเล็กๆน้อยๆและก็พอกตามข้อ แก้ปวด

Tags : สมุนไพร

12

สมุนไพรหยุดพิษ
ยับยั้งพิษ Breynia glauca Craib
ชื่อพ้อง B. subterblanca Fischer
บางถิ่นเรียกว่า ยับยั้งพิษ ดับพิษ (จังหวัดเชียงใหม่) จ้าสีเสียด (ลำพูน) ปริก (ประจวบคีรีขันธ์).
ไม้พุ่ม สูงได้ถึง 7.5 ม. ไม่มีขน กิ่งอ่อนออกจะแบน ถัดมาจะกลม. ใบ โดดเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปไข่ปนรูปหอก โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ; ปลายใบแหลม หรือ มน ปลายสุดเป็นติ่งแข็งเล็กๆกว้าง 1.5-3.0 ซม. ยาว 2.5-7.0 เซนติเมตร เนื้อใบครึ้มรวมทั้งแข็ง ข้างบนสีน้ำตาลเข้ม ด้านล่างสีขาวนวล เส้นใบเล็กมาก มี 5-6 คู่ แลเห็นไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 2-3 มิลลิเมตร ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ และก็แยกเพศ. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/u][/b][/url] ดอกเพศผู้ ก้านดอกยาวโดยประมาณ 4 มิลลิเมตร กลีบรองกลีบเชื่อมติดกันเหมือนลูกข่าง ยาว 2 มม. เกสรผู้ 3 อัน ก้านเกสรเชื่อมชิดกัน. ดอกเพศภรรยา ก้านดอกสั้น กลีบรองกลีบเชื่อมติดกันเป็นปลอด ยาว 2 มม. เป็น 3 เหลี่ยม ปลายแยกเป็น 6 แฉก ท่อรังไข่ 3 อัน ตั้งตรง แต่ละอันปลายแยกเป็น 2 แฉก. ผล รูปกลม แบน กว้างประมาณ 8 มม. ยาว 5 มม. แก่จัดสีดำ.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นดังที่ลุ่มในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ รวมทั้งที่รกร้างทั่วๆไป.
คุณประโยชน์ : แก้ไข้ กระทุ้งพิษ (ในประมวลสรรพคุณยาไทยของสมาคมแพทย์แผนโบราณ ไม่ได้กล่าวว่าใช้ส่วนไหนของพืช).

13

สมุนไพรไคร้น้ำ
ไคร้น้ำ Homonoia riparia Lour.
บางถิ่นเรียก ไคร้น้ำ แร่ (จังหวัดตรัง) กะแลแร (มลายู-ยะลา)  (มลายู-นราธิวาส) ไคร้ (กลาง เหนือ) ไคร้หิน (จังหวัดชุมพร) สี่ทีโค่ เหี่ยที้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน).
ไม้พุ่ม สูงราว 4 มัธยม เปลือกสีเทา สะอาด กิ่งไม้เป็นเหลี่ยม มีขนสั้นๆ. ใบ เดี่ยว เรียงสลับกัน รูปยาวแคบ หรือ ยาวแคบแกมรูปหอก กว้าง 1-2.5 ซม. ยาว 7-18 เซนติเมตร ปลายใบรวมทั้งโคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือ หยักแบบซี่ฟันเล็กๆก้านใบยาว 4-11 มิลลิเมตร  [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ช่อดอกตั้ง ยาว 3-11 เซนติเมตร ดอกแยกเพศ. ดอกเพศผู้ กลีบรองกลีบดอกไม้กลม แยกเป็น 3 แฉก ไม่มีกลีบ เกสรผู้เป็นจำนวนมาก โคนก้านเกสรเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแขนงเยอะแยะ มีอับเรณูติดอยู่เป็นกระจุกกลม. ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อ ยาวราว 1 ซม. ดอกติดห่างๆกลีบรองกลีบดอก 5 กลีบ รูปไข่ปลายแหลม ยาว 1.5-2 เซนติเมตร ภายนอกมีขน ไม่มีกลีบดอกไม้ รังไข่กลม มีเส้นผ่าศูนย์กลางโดยประมาณ 2 มม. ท่อรังไข่ 3 อัน ไม่แยกกัน ยาวราว 5 มม. ด้านในมี 3 ช่อง. ผล กลม เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 มิลลิเมตร มีขน. เมล็ด ค่อนข้างเป็นรูปไข่ กว้างโดยประมาณ 1.5 มม. ยาวโดยประมาณ 2 มิลลิเมตร

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในที่ลุ่ม ชายน้ำ.
สรรพคุณ : ราก น้ำสุกรากรับประทานเป็นยาขับฉี่ แก้น้ำเหลืองเสีย ขับนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ระบาย แต่ว่าถ้าเกิดใช้มากเกินความจำเป็นจะก่อให้อ้วก ต้น น้ำสุกต้นกินเป็นยาขับเหงื่อ ยางต้นกินแก้ไข้มาเลเรีย ใบ และก็ ผล ตำพอกแก้โรคผิวหนังผื่นคันบางจำพวก รวมทั้งให้กินน้ำต้มใบ รวมทั้งผลไปด้วย

14

สมุนไพรผักฮ้าน
ผักฮ้าน Mosla dianthera (Roxb.) Maxim. ผักฮ้าน (เชียงใหม่)
  ไม้ล้มลุก สูง 30-100 ซม. มีกลิ่นหอม ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม ตั้งตรง ตอนโคนหักมักจะแข็ง แตกกิ่งก้านสาขามากมีขนกระจัดกระจายทั่วๆไป ใบ ผู้เดียว ออกตรงกันข้าม รูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด หรือรูปไข่ กว้าง 0.5-1 เซนติเมตร ยาว 1-2 ซม. ปลายแหลม โคนแหลมหรือสอบ ขอบจักแบบฟันเลื่อยห่างๆเนื้อใบบาง ด้านบนเกลี้ยง ข้างล่างมีต่อมกระจัดกระจายทั่วๆไป ก้านใบยาว 0.2-0.5 เซนติเมตร มีขน ดอก ออกเป็นช่อที่ยอด และที่ปลายกิ่ง ดอกเรียงเป็นคู่ห่างๆกัน ริ้วประดับรูปใบหอก ยาว 1-2 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูประฆังยาว 2-2.5 มิลลิเมตร (เมื่อเป็นผลยาว 4-5 มม.) มีขนเรียงเป็นวงอยู่รอบปากหลอดภายใน ปลายแยกเป็นปาก ปากบนมีหยักตื้นๆแบบซี่ฟัน 3 หยัก ปากด้านล่างมีหยักแหลมยาว 2 หยัก กลีบดอกเชื่อมชิดกันเป็นหลอดยาว 3-3.5 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็นหยักกลมๆตื้นๆ4 หยัก หยักบนใหญ่กว่าหยักอื่นบางส่วน เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มีเพียง 2 อัน ยาวแทบเสมอปลายหลอด ส่วนอีก 2 อันที่ฝ่อชอบหดหายไป อับเรณูมี 2 ลอนกางออก [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ก้านเกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 2 แฉกค่อนข้างลึก จานดอกมีต่อม ผล รูปรี ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร สีน้ำตาล ผิวเป็นตาข่าย

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นจากที่รกร้าง เจอทางภาคเหนือของไทย
สรรพคุณ : ต้น น้ำต้มใช้เป็นยาภายนอก ทาแก้โรคผิวหนังบางชนิด ใช้ข้างในรับประทานเป็นยาลม และแก้ปวดหัว

Tags : สมุนไพร

15

สมุนไพรตาตุ่มทะเล
ตาตุ่มทะเลExcoecaria agallocha Linn.
บางถิ่นเรียก ตาตุ่มทะเล} ตาตุ่ม (กึ่งกลาง); บูตอ (มลายู-จังหวัดปัตตานี).
ต้นไม้ ขนาดกลาง สูง 8-15 ม. เปลือกสีเทาเป็นมัน. ใบ ผู้เดียว เรียงสลับกัน รูปไข่ หรือ รี กว้าง 2-5 เซนติเมตร ยาว 3-9 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบสอบ หรือ มน; ขอบของใบเรียบ หรือ หยักบางส่วน; ก้านใบยาว 1-2 ซม. ดอก ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกเพศผู้ รวมทั้งดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน. ดอกเพศผู้ ออกเป็นช่อยาว 3-7 เซนติเมตร; กลีบรองกลีบ 3 กลีบ; เกสรผู้ 3 อัน ไม่ชิดกัน อับเรณูมี 2 ช่อง กลม. [url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url] ดอกเพศภรรยา ออกเป็นช่อยาว 1.5-3.5 เซนติเมตร กลีบรองกลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็น 3 แฉก; รังไข่มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีไข่อ่อน 1 หน่วย. ผล รูปกลมแป้น มี 3 พู กว้างประมาณ 6 มม. ยาวประมาณ 4 มม. เม็ด ค่อนข้างจะกลม.

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นตามป่าชายเลน.
คุณประโยชน์ : ราก ตำ หรือ ฝน ผสมกับขิง เป็นยาพอก หรือ ทา แก้อาการบวมตามมือแล้วก็เท้า ต้น ยางมีฤทธิ์กัดทำลาย นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการอักเสบ ถ้าหากเข้าตาจะมีผลให้ปวดอักเสบมากมาย ถึงทำให้ตาบอดได้ แก่นเรียกว่ากระลำพัก (ตาตุ่มทะเล) เมื่อเผาไฟจะมีกลิ่นหอมาก ใช้เข้าเครื่องยา เป็นยาขับลม ฟอกเลือด ขับรอบเดือน ระบาย และขับเสมหะ ถ้าเกิดเอาไม้ประเภทนี้ไปปักเลี้ยงหอยแมลงภู่ ผู้ที่กินหอยที่เกาะไม้นี้ จะก่อให้ท้องร่วงได้  ควันที่เกิดจากการเผาต้น ใช้รมแก้โรคเรื้อน  ยางต้นต้มรวมกับน้ำมัน ใช้ทาแก้โรคเรื้อน กัดแผลอักเสบเรื้อรัง ทาเช็ดนวดแก้ปวดตามข้อ แล้วก็อัมพาต ถ้าหากกินยางต้นในขนาดต่ำๆเป็นยาถ่าย แต่ว่าถ้ากินมากมายอาจจะส่งผลให้สตรีแท้งบุตรได้ ใบ เป็นพิษ น้ำสุกเปลือก กินเป็นยาทำให้อาเจียน เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก และก็เป็นยาฝาดสมาน

หน้า: [1] 2 3 ... 5